บันทึกเทพสงคราม

    ตอนที่ 31 ภารกิจสำรวจ

            ตอนที่ 31 ภารกิจสำรวจ

            เช้าวันใหม่คืบคลานมาอย่างรวดเร็ว ภายในห้องพักลู่เฉียวลืมตามองเพดานมาช่วงหนึ่ง ในห้วงความคิดนึกถึงเรื่องเมื่อคืนมาตลอดเวลากว่าครึ่งคืนเด็กชายหิน หงส์เยี่ย และลู่ชางช่วยกันจัดกระดูกแขนที่แตกหักหลายท่อนจนเข้ารูปจากนั้นได้ใช้สมุนไพรหายากที่เด็กชายหินเก็บได้จากป่าดำซึ่งเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่คนในโลกเทวะไม่รู้จักที่เรียกว่า หญ้าม่วงผสานกาย  นำมาผสมกับสมุนไพรอีกสามสิบกว่าชนิดตำบดจนละเอียดแล้วนำมาพอกที่แขนแล้วพันทิ้งไว้สามชั่วโมงซึ่งความจริงหากจะได้ประสิทธิภาพสูงสุดต้องนำไปกลั่นปรุงเป็นเม็ดยาแต่นักปรุงยาไม่ได้พบเจอโดยง่ายได้แต่ยอมเสียตัวยาไปสี่ส่วนในสิบส่วนไปอย่างอับจนปัญญา  ส่วนร่างกายที่บวมปูดแดงช้ำเด็กชายหินได้ใช้วิธีการรักษาที่ได้รับสืบทอดจากเฮงหลันเทียน ซึ่งต้องการปราณสวรรค์จำนวนมากเข้ารักษาฟื้นฟูต้องเสียผลึกสวรรค์ขั้นต่ำไปถึงสองร้อยก้อนร่างกายของลู่เฉียวจึงหายดีหลังจากวุ่ยวายกับลู่เฉียวเสร็จ เด็กชายจึงได้พักรักษาตนเองซึ่งจะว่าไปการใช้วิชาพายุขั้นที่สามนับว่ากินกำลังทางกายเกินกว่าจะรับไหวทั้งยังใช้ติดต่อกันหลายครั้งทำให้ร่างกายบาดเจ็บหนักไม่น้อยกว่าลู่เฉียวเลยเหตุการณ์ทั้งหมดเด็กชายลู่เฉียวทำเป็นหลับแต่ความจริงรับรู้ได้ตลอดเวลา

            “เจ้าอ้วนฟื้นแล้ว” เสียงเล็กใสๆของหงส์เยี่ยดังขึ้นเมื่องัวเงี่ยลืมตาขึ้นมาเห็น ด้วยเสียงอันดังทำให้ลู่ชางลืมตาตื่นจากการนั่งบ่มเพาะพลังเช่นกันเพียงแต่ปฏิกิริยาตามธรรมชาติเป็นคนนิ่งเฉยแต่สามารถรับรู้ได้รอยยิ้มน้อยๆที่ยากปรากฏขึ้นมีเพียงเด็กชายหินที่นั่งกับพื้นหันหลังพิงกำแพงหลับลึกด้วยความอ่อนเพลีย

            “ข้าขอโทษ...”เสียงอ้อยอิ่งดังจากปากเด็กอ้วนเมื่อหงส์เยี่ยเดินมาข้างเตียง ค่อยแกะเอาเฝือกไม้ที่ดามอยู่ออก“พวกเจ้าไม่โกรธข้าใช่ใหม” 

            เด็กหญิงหงส์เยี่ยก้มหน้าก้มตาแกะเฝือกออกไม่ตอบคำ เพียงแต่ไหล่กับมือทั้งสองสั่นสะท้านเบาๆ ราวกับกำลังข่มกลั้นความอัดอั้นในใจบางอย่าง จนเด็กอ้วนลู่เฉียวรู้สึกผิดกว่าเดิม

            “พวกเราเป็นพี่น้องกัน ย่อมไม่ทิ้งกัน” เสียงเด็กหญิงสั่นตามร่างกาย

             “ดีแล้วที่เจ้าไม่เป็นไร”หงส์เยี่ยแกะเฝือกเสร็จเงยหน้าขึ้นมามองเด็กชายอ้วน เพียงเงยหน้าขึ้นมาเท่านั้นเด็กชายอ้วนถึงกับใบหน้าเปลี่ยนสีจนซีดเผือดต้องร่ำร้องในใจ “แม่จ้าช่วยด้วย”

            เพี้ยะ... ใบหน้าเด็กชายอ้วนสะบัดไปตามแรงตบทันที “ เจ้าอ้วน สมองสุกรหายดีแล้วแม่จะได้ตบให้หน่ำใจเสียที เป็นพี่น้องกันมาหักหลังกันเสียได้”หลังจากนั้นเป็นการตบตีฝ่ายเดียวของหงส์เยี่ย

            “ทีหลังอย่าได้คิดอีกนะ” เด็กหญิงหงส์เยี่ยเท้าสะเอวจ้องมองอย่างเอาเรื่องหากตอบผิดคำเดียวคงได้มีเรื่องอีกรอบแน่แท้

            “คับ...” เด็กชายอ้วนตอบสั้นๆด้วยใบหน้าบวมฉึ่งดูท่ายังจะหนักกว่าถูกทำร้ายเมื่อคืนอีก

            “เจ้าฟื้นแล้ว...” เด็กชายหินลืมตาตื่นอย่างอ่อนเพลียเล็กๆ “เอ๊ะ...เจ้าอ้วนใบหน้าเจ้าเป็นไร เมื่อคื่นจำได้ว่ารักษาหายดีแล้ว” น้ำเสียงตกใจดังตามมาพร้อมกับเด็กชายรีบลุกขึ้นมาดูอย่างห่วงใย

            “ไม่..งไม่เป็นไร ข้าดิ้นตกเตียงนะ”เด็กชายอ้วนเหลือบไปมองหงส์เยี่ยอย่างเกรงก่อนตอบ

            “มา ข้าช่วยรักษาอีกที”

            “ไม่... ไม่ต้อง ปล่อยไว้ยังนี้ดีแล้ว (ขืนรักษาเสร็จอาจโดนอีกยก...)”เด็กอ้วนรีบกระโดดลงจากเตียงไปอีกทาง

            “ฟื้นแล้วก็ดี ไปหาอะไรกินกันก่อน เดี๋ยวต้องไปพบเจ้าสำนัก”หงส์เยี่ยสะบัดเสียงเอ่ยขึ้น เด็กอ้วนรีบรับคำ ไช่ไช่ไช่มีเพียงลู่ชางที่เห็นทุกอย่างต้องขำเบาๆครั้งหนึ่งก่อนเดินออกจากห้องคนแรก

            “พวเราไป”

             

                                                   ...........

            สี่พี่น้องหลังจากหาอะไรกินรองท้องจนอิ่มก็เร่งรีบไปที่ตำหนักเจ้าสำนักทันทีตลอดทางเด็กชายหินกล่าวขอโทษลู่เฉียวหลายครั้งเรื่องที่โกหกแต่เด็กชายอ้วนบอกไม่เป็นไรทั้งยังขอโทษกลับ สุดท้ายทั้งคู่กลับมายิ้มให้กันได้ความสัมพันพี่น้องทั้งสี่เพิ่มพูนขึ้นอีกระดับหนึ่ง

            “เจ้าสำนัก” เด็กทั้งสี่เอ่ยพร้อมกันเมื่อเข้าไปพบเจ่าสำนักที่รออยู่แล้ว

            “ อืม...ลู่เฉียว เจ้ายังไม่หายดี ภารกิจครั้งนี้คงไม่ต้องไป”เจ้าสำนักมองเห็นใบหน้าลู่เฉียวยังบวมมีสีแดงเข้มจึงเอ่ยขึ้น

            “ผมไม่เป็นไรครับ ผมจะไปทำภารกิจร่วมครั้งนี้ด้วย”เด็กชายอ้วนรีบกล่าวทันที

            “อย่างงั้นก็ได้ ภารกิจครั้งนี้ เป็นหนึ่งในภารกิจสำรวจ”

            “ภาระกิจสำรวจ!” เด็กๆต้างส่งเสียงขึ้นอย่างตื่นเต้นยกเว้นเด็กชายหินที่ไม่รู้อะไรยืนมึนอยู่ผู้เดียว

            “ใช่ภารกิจสำรวจ แต่เป็นภารกิจที่ถูกจัดเป็นภารกิจอันดับห้า”เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดกล่าวต่อ

            “อันดับห้า อย่าบอกนะว่าสำรวจเมืองเริ่มต้น”เด็กชายอ้วนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน

            ควรรู้ว่าภาระกิจต่างๆถูกจัดเป็นกลุ่มตามความสำคัญเร่งด่วนอันดับหนึ่งเป็นภารกิจลับระดับสูง ปกติจะตกเป็นของสำนักสามอันดับแรก ค่าตอบแทนยิ่งสูงถึงหนึ่งหมื่นห้าพันถึงสามหนื่นผลึกขั้นต่ำต่อคนเลยทีเดียวอันดับสองเป็นภารกิจที่อันตรายร้ายแรงส่งผลต่อผู้คนจำนวนมากส่วนใหญ่เป็นของห้าสำนักแรก อันดับที่สามเป็นภารกิจสำรวจ ตามหาวัตถุในแดนอันตรายสำนักหนึ่งถึงสิบสามารถรับมอบได้ ภารกิจอันดับสี่เป็นภาระกิจสำรวจทั่วไปที่อยู่ในเขตปลอดภัยภายใต้เงาของหอคอยแห่งแสงสำนักอันดับที่สิบเอ็ดถึงอันดับที่ยี่สิบจะเป็นคนรับภาระกิจค่าตอบแทนขั้นต่ำคือสองพันผลึกขั้นต่ำต่อคนส่วนภารกิจอันดับห้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดเป็นฝ่ายรับผิดชอบทั้งหมดนั่นคือภารกิจเก็บกวาด ดูแล หรือเรียกว่าภารกิจขยะหากจะมีภารกิจสำรวจที่ถูกจัดลงต่อระดับห้าส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ที่ถูกสำรวจบ่อยครั้งแต่ไม่มีสิ่งใดคืบหน้าแต่เป็นคำสั่งจากเจ้าเมืองให้ไปสำรวจทุกๆกี่เดือนกี่ปีตามแต่คำสั่งลงมา

            “ไม่ใช่นี่เป็นภารกิจสำรวจหนึ่งในสามที่ดีที่สุดของภารกิจอันดับที่ห้าภารกิจสำรวจแท่นบูชาเทพแห่งชีวิต”

            “อ้า...แท่นบูชาเทพชีวิต ที่...ท่านเฮง” เด็กหญิงหงส์เยี่ยเป็นผู้รอบรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์โลกเทวะเอ่ยพร้อมหันไปมองเด็กชายหิน

            “ใช่  แท่นบูชาเทพแห่งชีวิตที่ที่เฮงหลันเทียนเมื่อสามร้อยปีก่อนไปสำรวจ ก่อนจะหายตัวไปหนึ่งเดือนเมื่อกลับมาพลังฝีมือก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว พร้อมนำบันทึกวิชาระดับสุดยอดที่เรียกว่าดาบไร้ขั้วกับผลึกสวรรค์ขั้นกลางมาส่งมอบให้ถึงห้าร้อยก้อน”เจ้าสำนักที่ยี่เอ็ดกล่าว

            “โหย...วิชาระดับสุดยอด” ลู่ชางที่ไม่ค่อยพูด ถึงกับอดส่งเสียงไม่ได้

            “นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ท่านเจ้าเมืองมีคำสั่งให้สำรวจทุกๆปีตามเวลาที่เฮงหลันเทียนเคยอ้างอิงไว้ เพียงแต่หลังจากเฮงหลันเทียนแล้วก็ไม่มีผู้ใดเคยพบเจอของมีค่าใดอีกเลยสามร้อยปีที่สูญเปล่าจึงถูกจัดเป็นภาระกิจอันดับที่ห้าค่าตอบแทนคือสามร้อยผลึกสวรรค์ขั้นต่ำต่อคน ห้ามปฏิเสธ”

            เด็กทั้งสี่หันไปมองหน้ากัน ต่างเห็นแววตาลิงโลดของอีกฝ่ายถึงอย่างไรก็เป็นถึงภารกิจสำรวจที่ยากจะมีสักครั้งทั้งที่ที่แท่นบูชายังอยู่ต้องเดินทางเลยจากป่าดำอีกกว่ายี่สิบกิโลเมตร นับว่าน่าตื่นเต้นจะตายไปทั้งหมดต่างรีบรับภารกิจนี้ทันที

            “เวลาดวงดาวจะครบรอบในอีกสิบวันข้างหน้าพวกเจ้าต้องใช้เวลาเดินทางประมาณสี่วัน ยังมีเวลาอีกเล็กน้อย”เจ้าสำนักมองหน้าเด็ก “พวกเจ้าได้เข้าถึงระดับกำเนิดพลังแล้วก่อนเดินทางควรไปรับอาวุธที่หอคอยศาสตราเทพน่าจะดีกว่า”

            “ใช่แล้ว พวกเราไปรับอาวุธได้แล้ว”เด็กหญิงหงส์เยี่ยทำตาโตอย่างตื่นเต้น “น่าเสียดายพี่ใหญ่ยังไม่ข้ามระดับพลัง”

            “ไม่เห็นเป็นไร พี่ใหญ่ว่าจะไปดูเสียหน่อยว่าหอคอยศาสตราเทพเป็นอย่างไร” เด็กชายหินยิ้มน้อยๆตามความเคยชิน

            “ฉีเทียน  เจ้าก็ไปเปิดหูเปิดตาด้วยก็ดี”เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดสนับสนุน “ไม่มีกฎห้ามเข้าไปดูทุกอย่างเป็นหอคอยเป็นผู้กำหนด”

            “ดี..พี่ใหญ่พวกเราไปกันเถอะ...”เด็กชายอ้วนลู่เฉียวรีบคล้องแขนเด็กชายหินกราบลาเจ้าสำนักก่อนจะพากันเดินออกไป

            “พี่น้องนี่ดีจริงๆ หลันเทียน สามร้อยปีแล้วสินะ” เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดเอื้อนเอ่ยวาจาเฝงความคิดถึงประการหนึ่ง

             

                                                  .................  

    คล้ายกับเรื่องบันทึกเทพสงคราม ที่คุณอ่าน