ฟินน์อินและลีออน ที่ได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือมาจากตายายที่เคยเกิดเหตุ ชายอาละวาดปล่อยสายฟ้าที่บ้านชั้นบนจนเกิดความเสียหาย
ก็ได้มาพบกับตายายทั้งสองคนที่บ้านอีกครั้ง ก่อนที่จะเห็นว่าตายายคู่นั้นได้ถือถาดขนมมารอพวกเขาอยู่
“มากันแล้วเหรอ แล้วพ่อหนุ่มคนนั้นไม่ลงมาด้วยล่ะฟินน์ อุตส่าห์เอาขนมมาล่อ”
“อินหรอครับ เขาไม่ค่อยคุยกับคนอื่นนะครับ ว่าแต่ ตากับยายมีอะไรให้ช่วยหรอครับ”
“ก็บ้านข้างบนน่ะสิ”
คุณตาพูดขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่ด้านบนของตัวเองทำให้ฟินน์และลีออนหันขึ้นไปมอง ก็ยังเห็นตัวบ้านด้านบนที่เสียหายอยู่
“ยังไม่ได้ซ่อมเลยหรอครับ”
“ใช่แล้วล่ะหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นผู้ชายคนนั้นก็ถูกพาไปบำบัด และไม่ได้เช่าต่อ
ทิ้งห้องไว้ไม่ได้ ซ่อมแซมอะไรเลย ก็เลยว่าจะให้พวกเธอช่วยขนเฟอร์นิเจอร์ที่เสียหายลงมาทิ้งไว้ข้างล่างหน่อย ตาจะได้เรียก ช่างเข้ามาประเมินราคาซ่อม โดยไม่รวมพวกเฟอร์นิเจอร์ที่เสียหายไปด้วย”
“ถ้าให้เช่าคุณตาให้เช่าเท่าไหร่หรอครับ”
ลีออนที่อยู่ดีๆ ก็ถามถึงราคาห้องเช่าขึ้นมาจนฟินน์ มองมาที่เขาอย่างสงสัย
“หมื่นหนึ่ง”
“ใหญ่ขนาดนั้นหมื่นหนึ่งเองเหรอครับ”
“ใช่แล้วล่ะ ชั้นที่สองเจ็ดพัน ชั้นที่สามชั้นบนสุดหนึ่งหมื่น แค่นี้ตากับยายก็เหลือใช้แล้ว ไม่ได้มีภาระอะไรต้องใช้จ่ายด้วย มีกินสบายๆ แถมยังเหลือเก็บอีก”
“ถ้าเทียบขนาดห้องแล้วถึงมันจะถูกแต่มันก็เกินงบของฉันไปอยู่ดี”
ฟินน์ที่รู้ว่าลีออนถามราคาเช่าห้องก็เพราะเขากำลังหาห้องเช่าเพื่อย้ายออกจากสถานรับเลี้ยงเด็กอยู่ ก็เลยพูดแย้งออกไป
“ห้องขนาดนั้นนายจะไปอยู่คนเดียวทำไมล่ะ นายลืมหรือไงว่านายเพิ่งทำบ้านของอินมันพังไปนะพวกนายก็ช่วยๆ กันออกสิ”
“พอหนุ่มสนใจอย่างงั้นหรอ ถ้าสนใจตาลดเหลือแปดพันได้นะ แถมยังมีขนมไว้คอยให้กินด้วย”
คุณตาที่เห็นฟินน์คุยกับลีออนเหมือนจะสนใจห้องข้างบนก็ลดราคาออกไปพร้อมกับ ชูขนมขึ้นมา เพื่อเป็นแรงจูงใจให้กับฟินน์
“ถ้ายังงั้นพวกผมขอขึ้นไปดูห้องก่อนนะครับ”
ฟินน์ที่สนใจ ความคิดของลีออนก็ขอขึ้นไปดูห้องทางด้านบน ก่อนที่จะส่งข้อความหาอินให้เดินตามขึ้นไป
ฟินน์และลีออนเดินขึ้นมาถึงชั้นบน ก็เจอกับลานกว้างหน้าห้องที่เป็นดาดฟ้าก่อนที่จะกวาดมองไปที่ตัวบ้าน อย่างตั้งใจเพราะนี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เขาได้สำรวจบ้านอย่างจริงจัง ผิดกับครั้งที่แล้วที่ต้องวิ่งตาตื่นเพราะสายฟ้าที่วิ่งไปมา
เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไปก็เจอกับห้องครัวขนาดใหญ่อยู่ทางซ้ายมือ
ก่อนที่ด้านขวาไปยังสุดจะเป็นห้องรับรองขนาดใหญ่ อินที่เพิ่งเดินขึ้นมาถึงพร้อมกับอาการฟึดฟัดที่จมูกก็ทำให้ฟินน์ถามขึ้นมา
“ยังไม่หายอีกหรอไปหาหมอไหม”
“ไม่แน่อาจจะไป ฉันได้กลิ่นอะไรประหลาดๆ ที่จมูกตลอดเลย”
“นายมีอาการไข้หรือเปล่า…ว่าแต่เมื่อวานนายไปนอนที่ไหนกัน อย่าบอกนะว่าฉันทำให้นายไปนอนข้างถนนจนเป็นหวัดน่ะ”
ฟินน์ที่เดาถึงสถานการณ์ที่อินต้องเผชิญก็แสดงสีหน้ารู้สึกผิดออกมาก่อนที่อินจะปฏิเสธไป
“ไปนอนห้องของเมย์มา แต่ฉันออกมาก่อนที่เธอจะตื่นไม่รู้ว่าถ้ารู้จะบ่นขนาดไหนเลย”
“นายก็ลองดูสิว่าชอบที่นี่ไหม จะได้ช่วยกันออก…ถึงจริงๆ แล้วฉันควรจะออกเองทั้งหมดเพราะทำบ้านนายพังเสียหายก็เถอะ”
“ก็รู้ตัวนิ แต่ช่วยกันออกไปก่อนนั้นแหละ เดียวฉันจะให้นายชดใช้ยังไงค่อยบอกอีกที”
อินที่ตกลงกับฟินน์เสร็จเขาก็เดินไปด้านบนของชั้นลอยก่อนที่จะเปิดห้องด้านซ้าย ของชั้นลอยที่อยู่ตรงข้ามห้องนอนของชายที่ก่อเหตุอาละวาด ก่อนที่จะกวาดดูภายในห้องนั้นแปปหนึ่งและเดินกลับลงมาที่ชั้นล่าง
“ห้องด้านบนอีกห้องหนึ่งเหมือนจะเป็นห้องทำงาน แถมยังมีห้องน้ำในตัวด้วยฉันดูแล้วพอแปลงเป็นห้องนอนได้อยู่ ถ้านายจะอยู่ฉันก็จะอยู่ด้วย”
อินที่เพิ่งเดินลงมาชั้นหนึ่งของตัวบ้านก็เอ่ยถามฟินน์ขึ้นมาทันที
“ถ้าทำเป็นห้องนอนสองห้องได้ก็น่าสนนะนายห้องฉันห้อง ยังไงมันก็ใหญ่
ขนาดอยู่ได้สองคนสบายๆ อยู่แล้ว”
“ลองขนพวกเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ไม่ได้แล้วไปทิ้งไว้ข้างล่างก่อนเถอะ ยังไงจุดประสงค์ ที่ตายายเรียกมาก็เพื่อขนเฟอร์นิเจอร์อยู่แล้ว จะได้มองห้องสบายๆ ด้วย”
ลีออนได้ออกความเห็นของเขามาพร้อมกับแบกโซฟาที่มีรอยไหม้เต็มไปหมดขึ้นบ่าของเขา
ฟินน์และอินที่เห็นอย่างนั้นก็ช่วยๆ กันหยิบเฟอร์นิเจอร์ที่เสียหายมาก
และค่อยๆ ขนกันลงไปด้านล่าง
“เสียหายเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”
ยายที่เห็นเฟอร์นิเจอร์ ที่เสียหายมากมายมากมายกองอยู่หน้าบ้านของตัวเอง ก็บ่นออกมาด้วยท่าทีตกใจ จนตาก็บ่นออกมาด้วย
“ก็นั่นนะซิอุตส่าห์ได้คนเช่าแล้วแท้ๆ จะทำยังไงกันต่อล่ะเนี่ย”
“ผมกับฟินน์ตกลงกันแล้วว่าจะเช่านะครับ ส่วนค่ามัดจำขอเป็นเงินไปซื้อเฟอร์นิเจอร์จำเป็น เพื่อเขาอยู่ก่อนได้ไหมครับ”
คำพูดที่อินพูดออกมานั้น ได้สร้างรอยยิ้มให้กับตายายที่จ้องหน้ากัน ก่อนที่ยายจะตอบตกลงออกมา
“ได้สิๆ จะเข้ามาอยู่ตอนไหนก็ได้เลย ไม่ต้องมีมัดจำ แล้วเฟอร์นิเจอร์ไหนที่ขาดไปหรือเสียหายเพิ่มเติมก็บอกได้เลยเดียวยายทยอยซื้อเข้ามาให้ ยังไงยายก็เตรียมทนายไว้ฟ้องคนเช่าเก่าอยู่แล้ว ”
“เอกสารค่ะคุณเมย์”
เคทที่เดินถือเอกสารกองใหญ่เข้ามาในห้อง ทำงานของเมย์ ก็ได้เอาเอกสารวางไว้บนโต๊ะ พร้อมกับโบกมือทักทายอินน์ที่นั่งอยู่ในห้องด้วย
“วันนี้ทำงานเป็นไงบ้างคะ”
ทันทีที่เคทถามเรื่องงานกับอินน์ ก็ถูกสายตาของเมย์มองด้วยความไม่พอใจ เคทที่เห็นสายตานั้น เลยก้มหัวเล็กน้อยขอโทษเธอ
“ฉันบอกแล้วยังไงคะ ว่าอย่าไปถามถึงงานหน่วยบริการประชาชนนั้นต่อหน้า…”
ไม่ทันที่เมย์จะได้พูดจบก็โดนอินน์พูดแทรกขึ้นมาก่อน
“ไม่มีอะไรเป็นพิเศษครับคุณเคทขอบคุณที่ถามนะครับ”
อินพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มให้กับเธอ เขาที่กลัวว่าเคทจะรู้สึกไม่ดี เพราะโดนเมย์มองด้วยความไม่พอใจที่ถามเรื่องหน่วยบริการประชาชน ก็หาเรื่องชวนเธอคุยต่อ
“คุณเคท เป็นคนทำเอกสารเกี่ยวกับการรวมยอดผลงานของหน่วยบริการประชาชน ใช่ไหมครับ“
“ใช่ค่ะมีอะไรหรือเปล่า”
“ ไม่มีอะไรหรอกครับผมแค่อยากรู้ว่าใครได้ยอดผลงานสูงสุดเฉยๆ”
“จะเป็นใครไปได้ล่ะก็ฟินน์เพื่อนของอินน์นั่นแหละ”
“จากทั้งหมดของประเทศเลยเหรอครับ”
“ถ้านับเฉพาะของเดือนที่ผ่านมาก็ใช่แหละจ้ะ แต่พี่เป็นห่วงอินน์นั่นแหละทำไมถึงมียอดผลงานน้อยขนาดนั้นละ”
เมื่ออินได้ยินเคทถามขึ้น อินจึงเล่าเหตุผลให้เคทฟัง ทั้งสองคนคุยกันไปมาอย่างสนุกสนาน พร้อมกับสีหน้ายิ้มแย้มของทั้งสอง บรรยากาศที่ทั้งสองคนสร้างขึ้นมานั้น ทำให้เมย์เผลอพูดแทรกเข้ามาในบทสนทนาด้วย
“จะเอาแค่ตัวเลขของผลงานมาวัดการทำงานก็ไม่ได้หรอกนะ ระบบนี้ทำให้มีช่องโหว่มากเกินไป การช่วยเหลือคนแค่คนเดียวก็กลายเป็นผลงานของคนหลายคนได้ เพราะผู้รับบริการสามารถ ลงบันทึกการช่วยเหลือให้คนหลายคนได้ในทีเดียว ไหนจะพวกที่ปลอมแปลงการช่วยเหลือขึ้นมาอีก ยิ่งเอาเรื่องจำนวนผลงานมาเป็นเกณฑ์ ในการเพิ่มเงินเดือนหรือโบนัสแล้ว ยิ่งทำให้เสียงบประมาณโดยใช่เหตุ”
เคทที่ฟังเมย์พูดอยู่ก็คิดตามคำพูดของเมย์ไป ก่อนที่จะพยักหน้าเห็นด้วย
“ถ้าคิดแต่เรื่องเงิน ก็ใช่แหละครับ แต่จุดประสงค์ของการประเมินงานแบบนี้ก็เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ถ้ามันทำให้เจ้าหน้าที่บางคนมีแรงและกำลังใจในการช่วยเหลือคนอื่น มันก็คุ้มกับความสะดวกสบายของประชาชนที่จะได้รับ”
“แล้วทำไมไม่เห็นเธอจะกระตือรือล้นในการทำงานเลยล่ะ”
เมย์เมื่อได้ยินอินพูดถึงแรงจูงใจในการทำงาน บวกกับที่เขาชอบขัดเธอออกมาก็แซะเขาออกไป
“ผมก็บอกอยู่ว่าแค่บางคน”
คำตอบที่อินตอบออกมานั้นทำให้เคทที่ได้ยินคำตอบของอินก็แอบอมยิ้มออกมา ด้วยความขบขัน ทำให้เมย์ที่เห็นเคทอมยิ้มก็มีสีหน้าไม่พอใจและถามออกไป
“ยิ้มอะไร”
“คุณเมย์ไม่โกรธที่อินน์ทำงาน เป็นหน่วยบริการประชาชนแล้วเหรอคะ”
“ฉันไปแสดงออกตอนไหนเหรอคะ ว่าเห็นด้วยกับการตัดสินใจของไอ้เด็กนี้”
“ข..ขอโทษค่ะ”
เคทที่เห็นเมย์เริ่มอารมณ์เสียออกมา เลยรีบขอโทษเธอ ก่อนที่จะเปลี่ยนเรื่องคุย
“คุณเมย์ค่ะแล้วเรื่องรับประทานอาหารเย็นกับคุณอรุณละคะ”
“ฝากบอกเขาหน่อยนะปกติฉันไม่กินอาหารเย็นนอกบ้าน ไว้คราวหลังละกัน”
“ได้ค่ะ”
เคทตอบรับคำของเมย์ ก่อนที่จะโบกมือบ๊ายบายให้กับอินน์และเดินออกจากห้องทำงานของเมย์ไป
“อรุณ คือน้องของคุณผู้ว่าหรอ”
“ใช่”
“คุณยังไม่ปฏิเสธเขาไปอีกเหรอ”
“ทำไมฉันต้อง รีบปฏิเสธล่ะ เขาไม่ได้ดูแย่อะไรนิ แถมไม่เคยมีเรื่องเสียหายด้วย”
อินน์ที่ได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าให้แก่เธอและไม่ได้ถามอะไรออกไปอีก
“นี้พรุ่งนี้จะมีการประท้วงของพวกอาดูลนะ นายอย่ามาแถวศาลาว่าการนี้ละฉันจะกลับบ้านเอง เดียวมีเรื่องอย่างนั้นเกิดขึ้นอีก ฉันได้ช๊อกตายแน่เลย แค่เธอทำงานแบบนี้ฉันก็เป็นห่วงจะบ้าแล้ว”
“การประท้วงของอาดูลอย่างงั้นหรอ”