วันที่สองดวงอาทิตย์แสงเจิดจ้าบนยอดเขาซงซาน สาดส่องลงมาขับเน้นให้สีเขียวของทิวไผ่ยิ่งดูสดชื่นมีชีวิตชีวา แต่สำหรับคณะของผู้มาเยือนแล้ว บรรยากาศกลับหาได้สดใสเช่นเดียวกับแสงสุริยนไม่
คลื่นใต้น้ำที่เริ่มก่อตัวเมื่อวันวาน บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นกระแสลมพิษที่มองไม่เห็นตัว มันพัดพาถ้อยคำใส่ร้ายและเสียงกระซิบกระซาบอันเคลือบด้วยยาพิษไปทั่วทุกแห่งหน
“ได้ยินว่าวันๆ เอาแต่เที่ยวเล่น ไม่เห็นจะแตะต้องตำราแม้แต่น้อย!”
“ข้าก็ว่าแล้ว...คนจากเมืองหลวงก็ดีแต่เปลือกนอก ที่ไขปริศนาข้อแรกได้คงเป็นเพราะโชคช่วยกระมัง!”
“ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียจริง! ท่านปรมาจารย์เมตตาให้เวลาถึงสามวัน แต่กลับนำเวลาอันล้ำค่านั้นไปใช้กับการตกปลาและนอนกลางวัน...เป็นการดูแคลนกันอย่างที่สุด!”
เสียงเหล่านี้ลอยเข้าสู่โสตประสาทของซูเหวินจื่อทุกครั้งที่เขาเดินผ่านศิษย์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สายตาที่เคยชื่นชมบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความดูแคลนและผิดหวัง สีหน้าเย้ยหยันและรอยยิ้มหยามเหยียดถูกส่งมาให้เห็นเป็นระยะ แม้จะอยู่ไกลๆ ก็ตาม
ในที่สุด...ความอดทนของบุตรชายแม่ทัพใหญ่ก็ขาดสะบั้นลง!
“พวกมันกล่าววาจาสามหาว!” เขากระแทกฝ่ามือลงบนโต๊ะไม้ในเรือนพักจนถ้วยชากระเด้งดังเคร้ง! ใบหน้าหล่อเหลาของเขาแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะ นัยน์ตาวาวโรจน์ดุจพยัคฆ์ร้าย “ดูแคลนเจ้าถึงเพียงนี้! ข้าจะไปสั่งสอนให้พวกมันได้รู้สำนึกว่าวาจาที่คายออกมานั้นต้องชดใช้ด้วยสิ่งใด!”
เขากำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด สัมผัสได้ถึงเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ อยู่ข้างขมับ เสียงลมหายใจของเขาหนักหน่วงและเกรี้ยวกราด พร้อมที่จะพุ่งออกไปอาละวาดได้ทุกเมื่อ
ทว่า...ขณะที่เขากำลังจะก้าวออกจากห้องนั้นเอง...มือเรียวขาวของสหายรักก็ยื่นมาจับแขนเขาไว้เบาๆ
สัมผัสนั้นนุ่มนวล...แต่กลับหนักแน่นดุจคีมเหล็ก สามารถหยุดยั้งร่างที่กำลังเดือดพล่านของเขาไว้ได้อย่างน่าประหลาดใจ
“ต้าซู...ใจเย็นก่อน” เสียงของเซี่ยหยางนั้นเยือกเย็นและสงบนิ่งราวกับผืนน้ำในสระบัวยามไร้ลม มันสวนทางกับบรรยากาศอันร้อนรุ่มโดยสิ้นเชิง
“จะให้ข้าใจเย็นได้อย่างไร!” ซูเหวินจื่อหันกลับมาตวาด “พวกมันกำลังเหยียบย่ำเกียรติของเจ้าอยู่นะ!”
เซี่ยหยางส่ายหน้าช้าๆ เขามองลึกเข้าไปในดวงตาที่ลุกโชนของสหาย นัยน์ตาของเขานั้นใสกระจ่างและลุ่มลึกดุจมหานที ไม่ปรากฏร่องรอยของความโกรธเคืองแม้แต่น้อย
“โทสะ คือเพลิงที่เผาผลาญเจ้าของก่อนเผาผลาญศัตรู” เขากล่าววาจาที่เป็นดั่งปรัชญา “การตอบโต้ด้วยความเกรี้ยวกราด คือการเดินลงไปในสนามรบที่ศัตรูเป็นผู้กำหนด...และนั่นคือสิ่งที่พวกเขาต้องการจากเรา”
‘แผนการสกปรก...แต่นับว่าได้ผล’ จิตวิญญาณของเสิ่นอี้วิเคราะห์อย่างเย็นชา ‘การปฏิเสธคือการยอมรับว่าข่าวลือนั้นมีน้ำหนักพอให้ต้องโต้แย้ง การนิ่งเฉยคือการปล่อยให้ยาพิษซึมลึก...เช่นนั้น...ก็เหลือหนทางเดียว คือต้องแสดงให้ทุกคนเห็นว่า...วาจาของมดปลวก...มิอาจระคายผิวของพญาหงส์ได้’
“เสี่ยวชุ่ย” เซี่ยหยางหันไปสั่งบ่าวคนสนิทด้วยรอยยิ้มบางเบา “ไปเตรียมชุดน้ำชาที่ดีที่สุด...เราจะไปนั่งเล่นกันที่ศาลากลางน้ำ”
ศาลากลางน้ำตั้งอยู่กลางสระบัวใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมที่เปิดโล่งและมองเห็นได้จากทุกทิศทาง การกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนั้น ย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของเหล่าศิษย์ที่สัญจรไปมาได้
เมื่อทุกอย่างถูกจัดเตรียมพร้อมสรรพ ร่างระหงในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนราวกับสีของท้องนภาหลังฝน ก็ปรากฏขึ้น ณ ศาลากลางน้ำนั้น เขานั่งลงบนเบาะรองนั่งอย่างสง่างาม ท่ามกลางสายตากังขาและซุบซิบของทุกคนที่เฝ้ามองมาจากที่ไกลๆ
สองมือของเขาประคองปั้นชาดินเผาเนื้อดีอย่างนุ่มนวล สัมผัสได้ถึงความอุ่นที่ส่งผ่านจากตัวป้านมาสู่ฝ่ามือ เขาบรรจงรินน้ำชาสีอำพันใสลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบใบเล็ก กลิ่นหอมกรุ่นของชาอูหลงยอดน้ำค้างลอยอวลขึ้นมาในอากาศ กลิ่นนั้นบริสุทธิ์และสดชื่น...ช่วยชะล้างกลิ่นอายแห่งความขุ่นข้องหมองใจให้จางหายไป
เขายกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปาก...จิบอย่างเชื่องช้า...ปล่อยให้รสชาติอันลุ่มลึกซึมซาบไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย
เขาทอดสายตามองไปยังสีเขียวสดของใบบัวและสีชมพูอ่อนของดอกปทุมที่แย้มบานรับแสงตะวัน เอนกายพิงเสาไม้ของศาลาอย่างผ่อนคลาย หลับตาลง...เงี่ยหูฟังเสียงลมที่พัดผ่านชายคาจนเกิดเป็นเสียงกระดิ่งลมแว่วหวาน และเสียงปลาที่กระโดดขึ้นมาฮุบเหยื่อบนผิวน้ำ
ทุกกิริยา...ทุกการเคลื่อนไหว...ล้วนสงบนิ่งและงดงามราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ...ไม่มีร่องรอยของความทุกข์ร้อนหรือเดือดเนื้อร้อนใจใดๆ ปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อย
ซูเหวินจื่อที่นั่งอยู่ข้างๆ ในตอนแรกยังคงอึดอัด แต่เมื่อได้เห็นท่าทีอันเป็นสุขและไม่ไหวเอนของสหาย เขาก็พลันเข้าใจในเจตนาทั้งหมด...ความเดือดดาลในใจค่อยๆ มลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยความทึ่งและความนับถือที่เพิ่มพูนขึ้นอีกหลายส่วน
เหล่าศิษย์ที่เคยจับกลุ่มนินทา เมื่อได้เห็นภาพนั้นก็เริ่มสับสน...วาจาดูแคลนของพวกเขาดูราวกับเป็นเพียงเสียงลมวูบหนึ่งที่มิอาจทำอะไรคุณชายผู้สงบนิ่งดุจขุนเขานั้นได้เลย ความมั่นใจอันน่าประหลาดของเขา...กลับทำให้ข่าวลือที่พวกตนเพิ่งพูดไปนั้นดูไร้น้ำหนักและน่าขันสิ้นดี
เซี่ยหยางลืมตาขึ้น...มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา...รอยยิ้มของผู้กุมชัยชนะ
‘ในเกมแห่งชื่อเสียงและเกียรติยศนั้น...ผู้ที่สามารถควบคุมจิตใจของตนเองได้...คือผู้ชนะที่แท้จริง’
…..
กาลเวลาล่วงเข้าสู่วันที่สาม...วันสุดท้ายแห่งการเดิมพันด้วยปัญญา บรรยากาศเหนือเรือนสดับธารดูคล้ายจะสงบนิ่ง ทว่าใต้ผืนน้ำอันราบเรียบนั้น คลื่นลมที่ร้ายกาจที่สุดกำลังจะโหมกระหน่ำเข้ามา
แสงอรุโณทัยสาดส่องลอดแนวไผ่ลงมาเป็นลำ ทว่ากลับมิได้นำพาความอบอุ่นมาให้ อากาศยามเช้าวันนี้ดูเย็นเยียบและหนักอึ้งกว่าทุกวัน ซูเหวินจื่อและเสี่ยวชุ่ยมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด เสียงนกร้องและเสียงลำธารที่เคยน่าฟัง บัดนี้กลับคล้ายเสียงนับถอยหลังของเวลาที่กำลังจะหมดลง
ทว่าเซี่ยหยางกลับยังคงสงบนิ่ง เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนระเบียงไม้หน้าเรือนพัก หลับตาลงราวกับกำลังเข้าฌาน ปล่อยให้สายลมยามเช้าพัดปะทะใบหน้าและเรือนผมอย่างแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงความเย็นสบายที่ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง
ทันใดนั้น! เสียงฝีเท้าอันรีบร้อนของบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งก็ดังขึ้นทำลายความสงบ!
“เรียนคุณชายซู! มีสาส์นด่วนที่สุดมาจากเมืองหลวงขอรับ!”
บ่าวผู้นั้นยื่นม้วนสาส์นที่ถูกผนึกด้วยครั่งสีแดงชาดอย่างแน่นหนามาให้ซูเหวินจื่อด้วยมือที่สั่นเทา กลิ่นเหงื่อและกลิ่นอายแห่งความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลบ่งบอกว่านี่คือเรื่องคอขาดบาดตายอย่างแท้จริง!
หัวใจของซูเหวินจื่อกระตุกวูบ! เขารีบรับสาส์นมาแล้วทำลายผนึกครั่งออกอย่างรวดเร็ว นิ้วมือของเขาสั่นระริกขณะที่คลี่แผ่นกระดาษนั้นออกอ่าน...
และแล้ว...โลกทั้งใบของเขาก็พลันพังทลายลง!
“ไม่...ไม่จริง!” เขาพึมพำออกมาเสียงแผ่ว สีเลือดบนใบหน้าหล่อเหลาพลันจางหายไปจนซีดเผือดราวกับกระดาษ แววตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและไม่อยากจะเชื่อ ม้วนสาส์นในมือสั่นเทิ้มราวกับใบไม้ต้องพายุ สัมผัสได้ถึงหยาดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
“ต้าซู! เกิดอะไรขึ้น!” เซี่ยหยางลืมตาขึ้นทันที เขาลุกขึ้นยืนแล้วปรี่เข้าไปหาสหาย
ซูเหวินจื่อเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่เลื่อนลอยและแตกสลาย “เสี่ยวหยาง...ท่าน...ท่านพี่หญิงใหญ่...” เสียงของเขาสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ “ในสาส์นบอกว่า...นางล้มป่วยกะทันหัน...อาการ...น่าเป็นห่วงยิ่งนัก!”
คำพูดนั้นเป็นดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจ! เสี่ยวชุ่ยถึงกับยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ!
จิตใจของซูเหวินจื่อบัดนี้สับสนวุ่นวายราวกับพายุคลั่ง! เขากำลังถูกฉีกทึ้งออกเป็นสองส่วน! ส่วนหนึ่งคือความเป็นห่วงสหายที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ อีกส่วนหนึ่งคือหัวใจที่กำลังร่ำร้องโหยหวนด้วยความเป็นห่วงสตรีที่เขารักสุดดวงใจ!
“ข้า...ข้าต้องกลับไป!” เขาตัดสินใจอย่างยากลำบาก “ข้าต้องกลับไปดูนางให้เห็นกับตา! แต่...เสี่ยวหยาง...ปริศนาของเจ้า...สัญญาที่เราให้ไว้...”
“ส่งสาส์นนั่นมาให้ข้า”
เสียงของเซี่ยหยางเยียบเย็น และเฉียบขาดราวกับคมดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก มันตัดผ่านม่านแห่งความสับสนของซูเหวินจื่อได้อย่างน่าประหลาด
ซูเหวินจื่อยื่นสาส์นให้สหายอย่างงุนงง
บัดนี้...คุณชายผู้ดูโก๊ะๆ เปิ่นๆ ได้หายไปแล้ว ที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาคือ “พญาหงส์” ในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับศึกที่ร้ายกาจที่สุด
เซี่ยหยางรับม้วนสาส์นมาถือไว้...นางไม่ได้อ่านเนื้อความในทันที แต่นางกลับทำในสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด...
นางยกม้วนกระดาษขึ้นมาใกล้จมูก...แล้วสูดดม
“กระดาษซวนจื่อชั้นดี...แต่กลับไม่มีกลิ่นหอมจางๆ ของดอกม่อลี่...ซึ่งเป็นดอกไม้ที่ท่านพี่หญิงใหญ่นำมาอบไว้ในห้องเก็บสาส์นเสมอ”
จากนั้น...นางใช้นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ไปบนผิวของกระดาษอย่างแผ่วเบา...
“สัมผัสของมันหยาบกว่ากระดาษของจวนเราเล็กน้อย...แทบจะไม่รู้สึก...แต่ข้าจำได้”
นางพลิกสาส์นไปดูตราประทับครั่งสีแดงชาดที่แตกออก...เพ่งมองอย่างพินิจพิเคราะห์ภายใต้แสงตะวัน
“ตราประทับของจวนเซี่ย...ท่านพ่อเคยทำตำหนิไว้ที่มุมซ้ายบนเล็กน้อยเพื่อเป็นสัญลักษณ์ป้องกันการปลอมแปลง...เหตุใดตรานี้จึงสมบูรณ์แบบไร้ที่ติเช่นนี้?”
และสุดท้าย...นางกวาดสายตามองลายมือที่เขียนไว้อย่างรวดเร็ว...
“ลายมือนี้แม้จะเลียนแบบได้งดงาม...แต่กลับขาดน้ำหนักและความหนักแน่นในตวัดพู่กันเส้นสุดท้าย...ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของท่านพ่อบ้านจางเสมอมา”
ทุกคำพูดที่เอ่ยออกมา...ล้วนเป็นดั่งค้อนที่ทุบทำลายแผนการอันชั่วร้ายลงทีละเปลาะ!
ซูเหวินจื่อและเสี่ยวชุ่ยยืนนิ่งอึ้งราวกับถูกสาป! พวกเขามองดูคุณชายของตนที่สามารถวิเคราะห์และจับผิดจุดเล็กๆ ที่มองไม่เห็นเหล่านี้ได้อย่างน่าขนลุก!
“นี่คือ...กับดัก” เซี่ยหยางกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น เขากำสาส์นในมือจนยับยู่ยี่ “ศัตรูของเรามันรู้ดีว่าเจ้าเป็นห่วงท่านพี่หญิงใหญ่มากเพียงใด จึงได้สร้างเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อล่อให้เจ้าออกจากภูเขาไป...เพื่อทำให้ข้าต้องโดดเดี่ยวและไขว้เขวในวันสุดท้ายนี้...ช่างเป็นแผนการที่เลือดเย็นและต่ำช้านัก!”
ความตื่นตระหนกบนใบหน้าของซูเหวินจื่อค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความไม่อยากจะเชื่อ...จากนั้น...ก็กลายเป็นความโกรธแค้นที่เย็นเยียบและลึกล้ำยิ่งกว่าครั้งใดๆ เขากำหมัดแน่น...ไม่ใช่ด้วยความร้อนรน...แต่ด้วยโทสะที่สุมแน่นรอวันชำระแค้น!
ค่ำคืนของวันที่สามมาเยือน...
จันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่บนผืนฟ้าสีน้ำหมึก ประดับด้วยดวงดาวที่ส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรที่โปรยปราย อากาศยามค่ำคืนเย็นสบาย เสียงลำธารยังคงขับกล่อมบทเพลงของมันต่อไปไม่หยุดหย่อน คลื่นลมที่โหมกระหน่ำมาตลอดสามวันได้สงบลงแล้วโดยสิ้นเชิง
ซูเหวินจื่อ และเสี่ยวชุ่ยยืนอยู่ข้างกายเซี่ยหยางบนระเบียงไม้ แม้จะรอดพ้นจากแผนร้ายมาได้ แต่ความกังวลสุดท้ายยังคงเกาะกุมอยู่ในใจ...เวลาได้หมดลงแล้ว
“เสี่ยวหยาง..” ซูเหวินจื่อเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้น “แล้วเรื่องปริศนา...พรุ่งนี้เช้า...เจ้าจะตอบท่านปรมาจารย์ว่าอย่างไร?”
เซี่ยหยางไม่ตอบในทันที เขารินชาอุ่นๆ ให้สหายและบ่าวคนสนิทอย่างใจเย็น กลิ่นหอมของชาช่วยให้จิตใจที่เหนื่อยล้าผ่อนคลายลง
เขายกถ้วยชาของตนขึ้น...มองจันทร์เสี้ยวที่สะท้อนอยู่บนผิวชาในถ้วย...ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจันทร์ดวงจริงบนฟากฟ้า...แล้วรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจอันลึกล้ำก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา...
“ข้าได้คำตอบ...ตั้งแต่คืนแรกที่มาถึงแล้ว”