เหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง!

    บทที่ 34 ศึกถนนหลวง(1)

    ***

                    ในคืนเดือนมืดราตรีมีเพียงแสงจันทร์เพ็ญส่องสว่างไร้แสงดาวจดหมายหลายฉบับถูกส่งไปยังสถานที่ต่างๆทั่วทั้งเมืองหลวงตั้งแต่ขุมอำนาจชั้นรองไปจนถึงสำนักตระกูลใหญ่ทั่วทั้งแดนเบญจภล้วนล้วนได้รับข่าวนี้

            เทือกเขาวิหคเพลิงผู้ปกครองทุ่งเพลิงผลาญจากทางเหนือหอเมฆาผู้ปกครองหุบเขาหมื่นชั้นจากทางใต้สวนมรกตผู้ปกครองป่าพฤกษามายาจากทางตะวันตกวังมังกรผู้ปกครองทะเลโกลาหลจากทางตะวันออก ราชวงศ์เจียงผู้ปกครองแดนต้นกำเนิดจากเมืองหลวงนภาครามรวมไปถึงสามตระกูลใหญ่แห่งแดนเบญจภพด้วยยามนี้เหล่าผู้เรืองอำนาจล้วนกำลังจดจ้องไปยังจดหมายฉบับหนึ่งที่มีข้อความเหมือนกัน

            ‘เสวียนเทียนชิงเข้าสู่ถนนหลวงแล้ว’

            การเดินทางของเสวียนเทียนชิงตลอดสามปีนี้ไม่ใช่คววามลับมีคนมากมายที่คอยจับตามองเขาอยู่ตลอดโดยเฉพาะการเดินทางขากลับตั้งแต่เขตผาเหินเสวียนเทียนชิงสู้ศึกตลอดสามปีเผชิญหน้ากับการลอบสังหารนับครั้งไม่ถ้วน ตอนเขาออกจากเมืองหลวงมีผู้ติดตามทั้งหมดสี่คนและลาลากรถม้าหนึ่งตัวแม้ยามนี้จะเหลือแค่สองสาวใช้กลับมาแต่หากมองย้อนกลับไประดับปรมาจารย์ที่ตายไปตลอดสามปีมานี้เพราะเสวียนเทียนชิงกลับมีหลายสิบคนโดนเฉพาะระดับหลอมกลั่นที่ตายไปนั้นยังมีมากกว่าร้อยคน!

            พูดไปแล้วแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวต่อให้เสวียนเทียนชิงต้องจบชีวิตบนถนนหลวงก็นับว่าเขาสร้างชื่อสร้างตำนานให้ตัวเองสำเร็จแล้วโดยเฉพาะการต่อสู้ในช่วงหลังมานี้อาศัยเพียงตัวเขาคนเดียวสามารถกดดันจนหออาญาพ่ายแพ้แม้ข่าวจะถูกปิดแต่ก็ยังมีคนมากมายต่างตกตะลึงกับเรื่องนี้

            “คุณชายเสวียนผู้นี้มีความสามารถจริงๆท่องบูรพาสามปีสร้างคลื่นลมจะทะเลตะวันออกปั่นป่วนยังสามารถกลับมาเหยียบถนนหลวงอีกครั้งได้”

            “สู้ศึกกับหออาญาคราวก่อนมีข่าวลือว่าเขาบรรลุขั้นปรมาจารย์แล้วน่าเสียดายที่คุณชายผู้นี้อหังการมากเกินไปหากเขาเก็บตัวเสียหน่อยก็คงไม่ต้องลำบากขนาดนี้ต่อให้ไม่มีเรื่องท่องบูรพาเกิดขึ้นแต่การเข้าหอฟ้าเก้าอักษรในปีนี้ก็ไม่ใช่เรื่องดีเลย”

            “ฮ่าๆนี่ไม่ใช่เรื่องน่าสนใจหรอกหรือ? คุณชายจรัสฟ้ายืนหนึ่งสยบทั่วหล้าในรุ่นเดียวกันคนที่มีอายุเท่าเขาไม่มีสักคนเดียวที่เทียบกับเขาได้อย่างไรก็ตามด้วยอายุของเขาแล้วการเข้าหอฟ้าเก้าอักษรในปีนี้ที่ต้องแข่งขันด้วยกลับไม่ใช่คนในรุ่นเดียวกันแต่เป็นเหล่าปีศาจน้อยที่รุ่งโรจน์เมื่อสิบปีก่อนจากหัวมังกุกลายเป็นท้ายมังกร เสวียนอู่หยางช่างเดิมพันได้น่าสนใจจริงๆ”

            ในตำหนักใหญ่ใจกลางเมืองหลวงเหล่าผู้มาเยือนจากต่างแดนล้วนกำลังพูดถึงเรื่องของเสวียนเทียนชิงอย่างสนใจเสวียนเทียนชองเข้าหอฟ้าเก้าอักษรในปีนี้เป้นเรื่องดีหรือไม่ยังต้องถามอีกหรือ?หากการเข้าหอฟ้าเก้าอักษรของเสวียนเทียนชิงในปีนี้เป็นหาที่ตายแล้วเมื่อสามปีก่อนมาจนถึงบัดนี้เหล่าจิ้งจอกเฒ่าที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังเหล่านั้นจะต้องปวดหัวหาวิธีขัดขวางเสวียนเทียนชิงไปทำไมกัน?

            ทั้งหมดทั้งมวลก็เพราะพวกเขาไม่มั่นใจ...พวกเขาไม่กล้าลงเดิมพันกับเสวียนอู่หยางในหมากตานี้!

            ผ่านมาเกือบเดือนฉินอ๋องยังคงรั้งอยู่ในเรือนตระกูลฉินที่เมืองหลวงเขากวาดตามองจดหมายเบื้องหน้าครั้งหนึ่งด้วยสีหน้าราบเรียบก่อนจะหันกลับไปให้ความสนใจกับมากบนกระดานเช่นเดิมคนที่นั่งอยู่อีกฝั่งของกระดานหมากคือชายวัยกลางคนร่างท้วมสีหน้ายิ้มแย้มสวมชุดไหมสีทองอร่ามเขาคนนี้คือหนึ่งในสามผู้นำตระกูลใหญ่แห่งแดนเบญจภพเซี่ยเซียวเทียน

            “เจ้าคิดดีแล้วหรือยัง?เซี่ยหงฝูลงมือนอกเขตผาเหินมีเจตนาชัดเจนหากตอนนี้เจ้ายังไม่แสดงตัวออกมาเกรงว่าความไว้วางใจคงสั่นคลอนแล้ว”

            “ไอหยา...ฉินอ๋องท่านพูดเกินไปแล้วตระกูลเซี่ยของข้าสิ่งที่ถนัดก็คือทำการค้าเซี่ยหงฝูทำไปก็แค่การค้าครั้งหนึ่งเท่านั้นใยต้องใส่ใจด้วยเล่า? เขาช่วยเสวียนเทียนชิงก็เพื่อแลกกับทางรอดของตัวเอง”

            ฉินอ๋องยังคงก้มหน้ามองกระดานหมากอยู่เช่นเดิมยามวางหมากอีกตัวลงไปเขาก็นำกล่องไม้ใบหนึ่งออกมาวางไว้ด้านข้างกระดานหมากเซี่ยเซียวเทียนเห็นเช่นนี้ดวงตาก็พลันวาววับออกมาก่อนจะหยิบกล่องไม้มาเปิดเมื่อเห็นของที่อยู่ด้านในเขาพลันตบขาตัวเองฉากหนึ่งหัวเราะอย่างเป็นสุข

            “ไม่เลวๆการค้าครั้งนี้ข้าเซี่ยเซียวเทียนรับไว้แล้ว!”

            หลังจากนั้นสถานการณืภายในห้องก็กลับมาเงียบสงบเหลือเพียงเสียงวางหมากดังขึ้นเป็นระยะการพูดคุยเช่นนี้เกิดขึ้นหลายแห่งในเมืองหลวงไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงหรือการพูดคุยล้วนเกี่ยวข้องกับเสวียนเทียนชิงทั้งสิ้น รอจนกระทั่งรุ่งสางขอบฟ้าสาดสีทองเหล่ายอดฝีมือมากมายต่างก็ทยอยกันมุ่งหน้าไปถนนหลวงทางตะวันออก

            แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่อยากไปชมดูการต่อสู้ที่ถนนหลวงอย่างน้อยในตอนนี้ก็มีมีรถม้าสามคันกำลังมุ่งหน้าไปยังตระกูลเสวียนคันหนึ่งออกจากเรือนพักตระกูลฉิน คันหนึ่งออกจากตระกูลเซี่ย ส่วนอีกคันมาจากเรือนรับรองของแขกต่างแดนที่มารอการเปิดของหอฟ้าเก้าอักษร

            “ศิษย์พี่ท่านจะไปดูหน่อยหรือไม่? ตอนนี้ศิษย์หลานฝึกปราณพิสุทธิ์ไพรศาลขั้นแรกได้สำเร็จแล้วแต่หากเขายังไม่บรรลุขั้นปรมาจารย์ก็ยากจะพ่านเนนี้มาได้จริงๆ”

            ในตำหนักของเสวียนอู่หยางตอนนี้ไม่ได้มีแค่เขากับพ่อบ้านชราแต่ยังมีเย่ว์อิงและฟู่หยงจิ้นอยู่ด้วยตอนนี้เย่วฺถอดผ้าคลุมหน้าออกแล้วเผยให้เห็นใบหน้างดงามปานเทพธิดาหากผ่านไปอีกสักห้าปีเกรงว่าเพียงแค่ความงามของนางก็เพียงพอให้เกิดสงครามระหว่างเหล่าบุรุษแล้ว!

            “เจ้าไปดูสักหน่อยก็ไม่เสียหายแม้จะเป็นการต่อสู้ของแดนมนุษย์แต่ประสบการณ์เช่นนี้ใช่ว่าจะหาดูได้ง่ายๆข้ายังมีเรื่องต้องทำอยู่ที่นี่เจ้าเด็กนั่นสามารถข่มหออาญาได้ก็ไม่มีเรื่องต้องกังวลใจแล้วที่ผ่านมายังต้องขอบคุณเจ้ากับผู้อาวุโสฟู่ที่ช่วยดูแลเขา”

            เสวียนอู่หยางละสายตาจากสมุดรายงานตรงหน้ามองเย่ว์อิงด้วยรอยยิ้มตอนที่พวกเย่ว์อิงมาถึงในใจเขานึกขบขันนักนางหนูคนนี้อายุน้อยกว่าลูกชายคนเล็กของเขาเสียอีกแต่กลับมีฐานะเป็นศิษย์น้องเล้กของเขาอีกทั้งยังเรียกเสวียนเทียนชิงว่าศิษย์หลานหากเจ้าเด็กนั่นรู้เรื่องนี้คงสนุกน่าดูอย่างไรก็ตามนางหนูคนนี้มีใบหน้าที่งดงามจริงๆ โชคดีที่ภรรยาของเขาไม่อยู่มิเช่นนั้นเขาต้องมีเรื่องน่าปวดหัวเพิ่มขึ้นแน่

            “เช่นนั้นก็เอาตามที่ศิษย์พี่แนะนำอาจารย์ฝากจดหมายมาให้ท่านฉบับหนึ่งอีกห้าปีสวนท้อห้าสีจะจัดงานฉลองอายุครบสามพันปีของอาจารย์เขาหวังว่าท่านจะไปร่วมอวยพรด้วย”

            เย่ว์อิงนำจดหมายฉบับหนึ่งยื่นให้กับเสวียนอู่หยางก่อนจะขอตัวจากไปเสวียนอู่หยางมองจดหมายตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาวออกมาเขาไม่ได้เปิดอ่านจดหมายแต่เก็บมันไว้ในแหวนมิติพลางลุกขึ้นเดินไปริมหน้าต่างทอดสายตามองทางทิศตะวันออก

            “ถ่ายทอดคำสั่งของข้าออกไปเรียกคนตระกูลเสวียนกลับมาให้หมดแล้วปิดประตูจวนจนกว่าจะมีคำสั่งจากข้าห้ามใครออกจากจวนแม้แต่ก้าวเดียว”

            “นายท่านทำเช่นนี้จะไม่เป็นไรแน่หรือ?”

            รอจนผ่านไปสิบลมหายใจเสวียนอู่หยางยังคงเงียบลุงหยวนพ่อบ้านชราจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาก่อนจะรีบไปจัดการตามคำสั่งของเสวียนอู่หยาง

            “ฉินอ๋องเซี่ยเซียวเทียน หวงเหยียนจื่อ หวังว่าพวกเจ้าจะไม่ข้ามเส้นมากเกินไป”

            ยามกล่าวประโยคนี้ออกมาดวงตาของเสวียนอู่หยางเผยความเย็นชาอย่างถึงที่สุดหลังจากมองดูขอบฟ้าสีทองทางตะวันออกอีกครู่หนึ่งเขาก็หันหลังเดินออกจากเรือนพักไปต่อให้ตระกูลเสวียนปิดประตูจวนอยู่ห่างจากถนนหลวงพันลี้เขาก็สามารถปกป้องเสวียนเทียนชิงได้เช่นกัน!

            ตระกูลเสวียนปิดจวนไปแล้วเย่ว์อิงกับฟู่หยงจิ้นก็กำลังมุ่งหน้าไปถนนหลวง

            “ท่านมองการฝึกฝนของศิษย์พี่ออกหรือไม่?”

                    “มองไม่ออกแล้วสิบปีก่อนเขาอยู่ในขั้นตัดพันธะปรมาจารย์ขั้นที่สิบไม่คิดว่าพบกันอีกครั้งตอนนี้แม้แต่ข้าก็มองการฝึกฝนของเขาไม่ออก”

                    เย่ว์อิงชะงักไปเล็กน้อยหันมามองฟู่หยงจิ้นด้วยความประหลาดใจ ด้วยอายุของเสวียนอู่หยางการที่ฝึกฝนจนอยู่ในขั้นตัดพันธะก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้วยังไม่นับรวมที่เขาไร้พ่ายในระดับเดียวกันด้วย

                    “ท่ายหมายความว่าเขาบรรลุแล้วหรือ?”

                    “อย่างมากก็ต่ำกว่าข้าครึ่งขั้นยังมีความเป็นไปได้ที่จะอยู่ในระดับเดียวกันไม่เสียทีที่อาจารย์ของเจ้าชมชอบเขาเสียขนาดนั้นหากหลายสิบปีมานี้เขาอยู่บนสะพานฟ้าแทนที่จะอยู่ที่นี่เกรงว่าป่านนี้คงเหนือกว่าข้าไปแล้ว!”

    คล้ายกับเรื่องเหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง! ที่คุณอ่าน