ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 179 กำราบวิญญาณ

ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 179  กำราบวิญญาณ



ความคิดหลายอย่างผุดขึ้นมาพร้อมๆ กัน บางสิ่งน่าสนใจ และบางสิ่งก็ใช้ไม่ได้เลยกับสถานการณ์ตรงหน้า


จินเปิดหน้าต่างระบบบรรพบุรุษขึ้นมา เลื่อนไปที่คลังเก็บของ...บางทีเขาอาจจำเป็นต้องใช้กายเทียมเพื่อไปยกร่างนั้นมาด้วยตัวเอง? พลังของอีโวลระดับหนึ่งอาจจะต้านทานเจตจำนงที่อยู่ภายในร่างนั้นได้?


'ไม่ นี่จะมิกลายเป็นสูญค่าหรอกหรือหากร่างนี้ไม่สามารถใช้การได้จริง?' จินรั้งมือที่กำลังจะเอื้อมไปแตะกายเทียมที่อยู่ในหมู่รายการสิ่งของ


ความรู้สึกเสียดายเข้าครอบงำร่างวิญญาณ กายเทียมระดับกลางเมื่อนำออกมาใช้งานครั้งหนึ่งสามารถคงสภาพร่างกายเอาไว้ได้ถึงสามวัน หากเขาลงไปฉกร่างขึ้นมาแล้วรีบหนีกลับโลกมนุษย์ ระยะเวลาทั้งหมดอาจจะไม่ถึงหนึ่งวันเสียด้วยซ้ำ นี่เป็นการใช้ของที่ไม่คุ้มค่าจริงๆ


หรือหากนำร่างกลับมาไม่สำเร็จ เขาก็ยังสามารถมุ่งหน้าตรงไปยังป่าสัตว์อสูร แต่นั่นหมายความว่าเขาจะเสียเวลาหลายชั่วโมงในการใช้งานกายเทียมไปโดยเปล่าประโยชน์แทนที่จะนำไปใช้ภายในป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อโอกาสที่ดีที่สุด


จินส่ายศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเลื่อนรายการกลับขึ้นไปด้านบน ในที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่ยันต์ปลุกศพซึ่งมีอยู่แผ่นเดียว


ชายหนุ่มไม่รอช้าดึงแผ่นยันต์ออกมาจากระบบทันที เวลาไม่คอยท่า หากทุกอย่างไม่สำเร็จดังตั้งใจจริงๆ เขาจะรีบออกจากที่นี่ไปโดยเร็วที่สุด


แผนการในครั้งนี้ของจินก็คือ เขาจะต้องต่อต้านกฎเกณฑ์ของโลกวิญญาณ จะออกจากมิติประดิษฐ์ซึ่งเป็นสถานที่สิงสถิตของตนเอง เพื่อปลุกศพตรงหน้าให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเสียที่นี่เลย หากทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ก็ถือว่างานนี้สำเร็จ แต่ถ้าไม่ เขาจะรีบเผ่นแน่บทันที


มิติประดิษฐ์แห่งนี้นับเป็นฐานแห่งที่สองตามที่ระบบบรรพบุรุษกำหนดไว้ เพราะฉะนั้นระบบจึงมอบอำนาจพิเศษทำให้สถานที่แห่งนี้สามารถปิดกั้นกฎเกณฑ์ของโลกวิญญาณได้ จินจึงสามารถคงอยู่ได้อย่างอิสระไม่จำเป็นต้องทำตามกฎเหมือนวิญญาณตนอื่น ซึ่งภายในคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์เองก็เป็นไปในรูปแบบคล้ายๆ กัน


หากเป็นแต่ก่อนจินคงไม่กล้าออกจากเขตแดนของตนเองเป็นแน่ เพียงแต่ตอนนี้เขากลายมาเป็นอีโวลระดับที่หนึ่งแล้ว พลังจิตวิญญาณแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนไม่รู้ตั้งกี่เท่า อย่างน้อยจินก็พอจะมั่นใจว่าตนเองสามารถต้านกฎเกณฑ์ของโลกวิญญาณได้หลายอึดใจ และเวลาจำนวนเท่านั้นก็น่าจะเพียงพอสำหรับพิธีปลุกศพด้วยยันต์ของระบบแผ่นนี้


ยันต์แผ่นสีดำสนิทราวกับน้ำหมึกโผล่มาอยู่ในมือของร่างวิญญาณโปร่งแสง เขาจ้องมันด้วยสายตาคาดหวังเล็กน้อย ก่อนจะพุ่งตัวออกจากห้องควบคุมบนหอคอยสูง


ร่างวิญญาณโผเข้าใส่ประตูมิติพร้อมกับกำแผ่นยันต์สีดำไว้แน่น


ฉากด้านนอกมองเห็นโกเลมหินและร่างสูงสองเมตรที่นอนหลับใหลอยู่บนแท่นหินได้อย่างชัดเจน ชายหนุ่มไม่รอช้ารีบพุ่งทะลุโพรงมิติออกไปทันที


ครืดดด


ทันทีที่ร่างวิญญาณโผล่ออกไปด้านนอกมิติประดิษฐ์ แรงกระชากฉุดให้เขากลับไปแต่ร่างวิญญาณแข็งขืนไม่ยอมกลับ ตอนนี้จึงเหมือนกับจินกำลังฝืนยัดร่างตัวเองเข้าไปในช่องว่างแคบๆ ระหว่างกำแพง เสมือนร่างวิญญาณครูดไปกับผนังตึกอยู่ตลอดเวลา


พลังบางอย่างพุ่งเข้ามาข่วนร่างวิญญาณจนแตกกระจาย ร่างโปร่งแสงสั่นไหวไปหมด ตอนที่จินดันตัวเองออกมาพ้นประตูมิติได้สำเร็จก็แทบไม่สามารถมองออกว่าดวงวิญญาณของเขามีรูปร่างเหมือนมนุษย์แล้ว


ร่างวิญญาณของจินกระจายออกด้านข้างเหมือนกับน้ำพุ ซ่านกระเซ็นราวกับหยดน้ำแตกตัว  ยิ่งผ่านเวลานานไปยิ่งไม่อาจคงสภาพเอาไว้ได้อีก


“ฮึก” ร่างวิญญาณต้านกระแสพลังที่พุ่งเข้ามาอย่างเต็มความสามารถ เขาพยายามใช้พลังทางจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งต่อสู้กับพลังบางอย่างที่ไม่สามารถมองเห็นได้


ในระหว่างนั้นสายตาของจินก็เหลือบมองไปทางร่างสองเมตรที่นอนแน่นิ่งอยู่บนแท่นสูง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นร่างนี้ด้วยตาของตนเอง ไม่ใช่ภาพที่มองผ่านหน้าจอของมิติประดิษฐ์


ด้วยความที่จินในตอนนี้ก็เป็นวิญญาณตนหนึ่ง จึงมีความอ่อนไหวกับสสารพลังงานต่างๆ เป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะพลังงานประเภทเดียวกับตนเอง มันทำให้เขาเห็นบางสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในร่างเบื้องหน้า


พลังงานเล็กๆ สีน้ำเงินหม่นแอบซ่อนอยู่ในร่างที่อยู่บนแท่นหิน มันเป็นเศษเสี้ยวพลังงานวิญญาณแน่นอน เพียงแต่ว่าออกจะแตกต่างไปจากพลังงานวิญญาณที่จินเคยเห็นมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด


แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ แต่มันกลับเต็มไปด้วยเจตจำนงอันยิ่งใหญ่และดำมืดจนน่าขนลุก ดูเหมือนมันกำลังค่อยๆ เติบโตกลับมาอีกครั้ง แม้จะเชื่องช้า แต่สักวันหนึ่งมันจะต้องกลับมาเป็นจิตวิญญาณที่สมบูรณ์แบบได้อย่างแน่นอน


บางทีมันอาจจะเป็นเศษเสี้ยววิญญาณที่เหลืออยู่ของร่างนี้ ซึ่งแปลกมากที่มันยังคงอยู่ได้จนถึงตอนนี้ไม่ถูกกฎเกณฑ์ของโลกวิญญาณดึงออกไป อาจเป็นเพราะเจ้าของวิญญาณเดิมเป็นตัวตนที่ทรงพลังอย่างมากจึงสามารถรักษาเศษเสี้ยววิญญาณไว้ภายในร่างได้ก่อนจะตาย หรือไม่ก็มีกรรมวิธีพิเศษบางอย่างที่ทำให้ร่างนี้ไม่ได้ตายไปอย่างสมบูรณ์ 


จินไม่อยากจะนึกเลยว่าเมื่อเศษเสี้ยววิญญาณดวงนี้ฟื้นตัวกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง มันจะทรงพลังขนาดไหน เพราะขนาดไร้ซึ่งสำนึกรู้ตัว มีเพียงเจตจำนงที่หลงเหลืออยู่ ยังทรงพลังจนแม้แต่โกเลมหินก็ไม่สามารถนำร่างของมันออกไปไหนได้หากเจตจำนงที่หลงเหลืออยู่ไม่ยินยอม


ในที่สุดชายหนุ่มก็เข้าใจทุกสิ่งหลังจากตวัดสายตาไปมองเพียงปราดเดียว ร่างนี้ผิดปกติโดยแท้จริงและจินก็ไม่แน่ใจด้วยว่ายันต์ปลุกศพที่เขามีจะทำอะไรกับเศษเสี้ยววิญญาณที่แฝงเร้นอยู่ในร่างนั้นได้หรือไม่


หากเกิดปัญหาอะไรตามมาทีหลัง จินก็ไม่แน่ใจว่าจะแก้ไขมันอย่างไร


ตึกๆๆๆ


ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่ดูเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าห้อง! ร่างวิญญาณที่กำลังต้านทานพลังจากโลกภายนอกไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็ทราบดีว่าผู้ที่มาใหม่เป็นใคร


สถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นสถานที่ลับ คนที่ล่วงรู้คงจะมีไม่มาก กลุ่มคนชุดเทาเหล่านั้นน่าจะยึดที่นี่เป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ของตนเองไปแล้ว เช่นนั้นไม่จำเป็นต้องคิดให้มากเลยว่าใครที่จะได้รับความเดือดร้อนหากที่นี่ถูกบุกรุก


เสียงเสียดสีของอากาศดังมาจากประตูทางเข้าห้อง มีร่างพุ่งฝ่าอากาศมาด้วยความเร็วสูงถึงสามร่าง


จินที่ได้ยินเสียงลมจากด้านข้างก็ได้แต่สบถอยู่ภายในใจ เพราะพวกมันเล่นอยู่กันครบทั้งสามคน นี่เท่ากับว่าเขาจะต้องปะทะกับตัวตันที่แข็งแกร่งกว่าตนเองถึงสามคนเลยอย่างนั้นหรือ!?


ไม่มีเวลาเหลือให้ลังเล หากไม่ปลุกศพตรงหน้าขึ้นมาตอนนี้ก็จะไม่มีโอกาสอีกต่อไปเมื่อคนชุดเทาทั้งสามเข้ามาประชิดตัว


มือโปร่งแสงของจินสั่นระริก ตอนนี้มันแทบไม่อาจมองเป็นมือได้แล้ว มองเห็นเป็นเพียงท่อนแขนโปร่งแสงที่บิดเบี้ยวไร้รูปทรงคงที่ โชคดีที่นี่ไม่ใช่กายเนื้อแต่เป็นกายละเอียด สิ่งที่ใช้ยึดจับแผ่นยันต์เอาไว้จึงเป็นพลังงานทางจิตวิญญาณ หาใช่วัตถุที่เป็นรูปธรรมไม่


ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะมีความเสี่ยงแอบแฝงก็ช่าง ตอนนี้เขาต้องทดลองปลุกชีพศพนี้ขึ้นมาก่อน หากสำเร็จ สถานการณ์ตรงหน้าอาจจะคลี่คลายลงได้ ส่วนปัญหาที่อาจจะมีตามมา... ค่อยตามแก้ทีหลังก็ยังได้ จินไม่เชื่อหรอกว่าเศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่ไม่สมบูรณ์เช่นนี้จะสร้างเรื่องสร้างราวได้ในเวลาอันสั้น


“ถอยไป!” จินตะโกนสั่งโกเลมหิน ก่อนจะซัดขว้างแผ่นยันต์สีดำเข้าหาร่างสูงบนแท่นหิน


ฝับ


ด้วยแรงอัดกระแทก ยันต์ปลุกศพในมือของจินพุ่งตรงเข้าหาร่างที่นอนนิ่งอยู่ราวกับลูกกระสุนปืน


ยันต์แผ่นน้อยหมุนวนเป็นก้อนกลมพุ่งตรงออกไป กระนั้นมันก็ไม่ได้รับความเสียหายแต่ประการใด สมกับเป็นสิ่งของที่ได้มาจากระบบ ทนทานและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง


“ใช้งาน!” จินตะโกนเสียงดังขณะที่แผ่นยันต์พุ่งเข้าไปแปะที่ร่างสูงอย่างพอดิบพอดี


แสงสีหม่นเปล่งประกายออกมาจากตัวยันต์ จากนั้นเปลวเพลิงสีม่วงก็ลุกติดทั่วทั้งแผ่น ปลดปล่อยหมอกควันเข้าครอบคลุมร่างสูงที่นอนนิ่งไปทั่วทั้งร่าง


กลุ่มควันแยกตัวออกเป็นหลายสายมันหมุนตัวราวกับพายุลูกเล็กๆ เจาะเข้าไปในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทะลวงเข้าไปในทวารทั้งเก้า และหมอกควันที่เหลือยังแทรกซึมเข้าไปตามรูขุมขนต่างๆ


ร่างสองเมตรที่นอนนิ่งมานานเริ่มเกร็งกระตุก กล้ามเนื้อทั่วร่างเริ่มสั่นเทิ้ม มันแรงขึ้น แรงขึ้นเรื่อยๆ จนร่างตรงหน้าไม่อาจอยู่นิ่งอีกต่อไป มันกระดกเด้งไปมาหลายต่อหลายครั้ง


ร่องรอยอักขระแปลกประหลาดสีดำปรากฏขึ้นทั่วเรือนร่าง แผ่พลังงานน่าขนลุกออกมาจนทุกคนในห้องต้องตัวสั่น แม้แต่เจ้าของเสียงฝีเท้าทั้งสามที่พุ่งเข้ามาด้วยความรีบร้อนยังหยุดชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง


ยิ่งรอยอักขระเด่นชัดเท่าไหร่ร่างสูงสองเมตรก็ยิ่งมีอาการรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น มันดิ้นพล่านไปมาบนแท่นหินอย่างทุกข์ทรมาน จินได้ยินเสียงกรีดร้องเล็กๆ ออกมาจากเศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่ฝังอยู่ภายในร่าง และดูเหมือนจะเป็นเสียงที่จินได้ยินเพียงคนเดียว


เสียงนั้นดังมาจากดวงแสงสีน้ำเงินหม่นใจกลางของร่างกาย ด้วยความที่เป็นวิญญาณเหมือนกัน จินสามารถเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน


อักขระสีดำไม่เพียงปรากฏขึ้นบนผิวหนังของร่างสูงเท่านั้น แต่ยังประทับลงไปบนดวงวิญญาณเล็กๆ ที่เหมือนกับดวงไฟใกล้มอดดับดวงนั้นด้วย ดวงแสงสีน้ำเงินสั่นสะท้านราวกับมันเกรงกลัวอักขระตรงหน้าอย่างยิ่งและพยายามจะหนีสุดชีวิต...แต่น่าเสียดายที่เป็นไปไม่ได้


อักขระสีดำกดทับดวงแสงสีน้ำเงินจนบี้แบน ดวงแสงสีน้ำเงินดิ้นพล่านแต่ก็ไม่สามารถหลุดจากอำนาจอันยิ่งใหญ่นี้ได้ จะสังเกตเห็นได้ว่าดวงแสงสีน้ำเงินนั้นค่อยๆ อ่อนแรงลงเรื่อยๆ สีของดวงแสงเองก็จางลงอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นสีฟ้าอ่อนจาง


ดวงแสงที่เคยดื้อรั้นก็ไม่แสดงอาการขัดขืนอีกต่อไป และดูเหมือนว่าแรงกดดันจากเจตจำนงที่หลงเหลืออยู่ภายในเศษเสี้ยววิญญาณก็ได้หายไปแล้ว และเมื่อนั้นเองอักขระทั้งหมดก็ค่อยๆ จางลง มันซึมหายเข้าไปในกายเนื้อและในวิญญาณของร่างสูง


กรอออออออออ!


เสียงคำรามครางต่ำในลำคอดังมาจากร่างขนาดสองเมตร ทุกคนกลายเป็นนิ่งเงียบไปหมดทันทีที่มันร้องคำราม คนชุดเทาทั้งสามที่ใกล้จะประชิดตัวจินได้แล้วก็รีบหยุดฝีเท้าโดยพลัน จ้องมองไปยังร่างสูงบนแท่นหินอย่างไม่เชื่อสายตา


กร๊อบๆ


ร่างสูงค่อยๆ ลุกขึ้นช้าๆ มันบิดลำตัวไปมา จัดกระดูกทั่วร่างให้เข้าที่ ก่อนจะหันมาหาทุกคนทั้งหมดที่อยู่ภายในห้อง


คนในชุดคลุมสีเทาทั้งสามร่างกายสั่นสะท้าน มันรีบคุกเข่าลงกับพื้นทันทีที่เห็นว่าร่างสูงสองเมตรกำลังจ้องมองมา แต่แท้ที่จริงร่างสูงไม่ได้สนใจพวกมันแม้แต่น้อย สายตาของมันจับจ้องมาที่ร่างวิญญาณของจินแต่เพียงผู้เดียว


จินเองก็จ้องตอบกลับไปเช่นกัน สายตาทั้งสองร่างสาดกระทบกัน หนึ่งเป็นร่างวิญญาณ และอีกหนึ่งเป็นซากศพที่ถูกปลุกชีพ


บรรพบุรุษหนุ่มตระกูลพีไรซ์รู้สึกได้ว่าสายตานั้นเต็มไปด้วยความว่างเปล่าในตอนแรก แต่ต่อมาก็มีความเคารพอย่างเต็มเปี่ยมเข้ามาแทนที่