นักล่าล้างพันธุ์อมตะ (ฉบับเซ็นเซอร์)

    เลือดหยดที่ 54 ฉุกคิดบางอย่าง

           หรั่งไม่มีทางรู้เลยว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้  เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกเสียจาก….ตามบุรุษตาสีเหล็กไป 


    “ ก็ลองดูกันว่า….ตานี่จะพาเราไปไหน” 

                


           ระหว่างทาง  ทั้งสองแทบไม่ได้คุยอะไรกันเลย จึงได้ยินแต่เสียงฝีเท้าที่ก้าวเป็นจังหวะ  และพอไปได้ซักหน่อย  หรั่งก็ต้องแอบตื่นตระหนก ด้วยอัลเบิร์ตกำลังเดินลงบันได  เพื่อไปยังชั้นใต้ดิน 


    “ เออ….คุณอัลเบิร์ตจะไปไหนหรือครับ” นี่คือคำพูดแรกของหรั่ง  หลังจากเงียบมาเกือบสิบนาที อัลเบิร์ตจึงหันกลับมามอง  ก่อนจะถามเรียบๆว่า….. 


    “ ท่านหรั่งหวั่นเกรงหรือขอรับ ” 


    “ เฮ้ย!  เปล่า ผมไม่ได้กลัวซักหน่อย  แค่สงสัยที่เห็นคุณพาเดินมาตั้งนาน แต่ยังไม่ถึงซักที ” หรั่งรีบปด  เพราะถึงเขาจะจิตตกยังไง  ก็ไม่ยอมเสียหน้า ด้วยนี่คือนิสัยของผู้ชาย 

             


           อัลเบิร์ตจ้องมองหนุ่มหล่อลูกครึ่งอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนจะหันกลับไปนำทางต่อ  แต่หรั่งสาบานได้ว่าแอบเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของบุรุษมาดเข้ม ทำให้รู้สึกแปลกใจนิดๆ 


    “ เอ….ว่าแต่หมอนี่ยิ้มได้ด้วยเหรอ เพราะเห็นแต่ละที  มีแต่ตีหน้าขรึมอย่างเดียว” 

             


           ทว่าหรั่งไม่มีทางรู้เลยว่ารอยยิ้มประหลาดนั่นหมายถึงอะไร ด้วยสิ่งที่บุรุษตาสีเหล็กกระทำมีแต่ก้าวเดินไปข้างหน้า แน่นอนว่าหนุ่มหล่อย่อมตามอย่างยากลำบาก  เพราะแค่พยุงกายด้วยไม้เท้า  ก็โคตรจะโหดหินแล้ว 


    “ ตกลง  ลูกพี่อัลเบิร์ตจะไปไหนกันละเนี่ย ทำไมทางไปถึงได้ซับซ้อนนัก ” หรั่งบ่นในใจ แต่ไม่นาน  ทั้งสองก็ลงมาถึงชั้นใต้ดิน 


    “ แป๊ก ” อัลเบิร์ตหันไปกดสวิตช์ไฟที่ผนัง ทำให้หลอดนีออนแบบกลมนับสิบที่ติดอยู่บนเพดานส่องสว่าง เผยให้เห็นทางเดินยาวที่กว้างประมาณสามเมตร   

              


            หรั่งรู้สึกสงสัยเป็นที่สุด  ด้วยไม่รู้ว่าอัลเบิร์ตจะพาเขามาที่นี่ทำไม แต่ไม่ทันได้อ้าปากถาม  บุรุษตาสีเหล็กก็ชิงตอบ 


    “ ที่ๆพวกเราจะไปเยือนก็คือ…..ห้องหับที่อยู่ด้านในสุด  ไปกันเถอะ ท่านหรั่ง ” อัลเบิร์ตพูดแค่นั้น ก็เดินตรงไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการ  ซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณที่ยืนประมาณสิบเมตร 

             


           ระหว่างทาง  หัวใจของหรั่งเต้นไม่เป็นส่ำ เพราะถึงเขาจะกล้าหาญแค่ไหน  แต่ภายในยังแอบหวั่นเกรง ด้วยไม่รู้ว่าสิ่งที่รออยู่ในห้องนั้นคือ…..อะไร 


    “ อืม…มันต้องมีอะไรอยู่ในห้องนั้นแน่ และต้องสำคัญมาก  เพราะประตูทำมาจากเหล็กกล้า แถมมีโซ่เส้นโตพันรอบกลอน  พร้อมคล้องด้วยสายยูขนาดใหญ่” หรั่งประเมินด้วยสายตา  พลางมองอัลเบิร์ตคลายพันธนาการ 

             


           ทว่าระบบล็อคของห้องลับยังไม่หมดแค่นั้น  ด้วยพอดึงโซ่เล็กออกจากกลอนประตู  ก็จะเห็นแผงล็อกอิเล็คโทรนิกค์ที่ต้องใช้รหัสตัวเลขในการเปิด ซึ่งอัลเบิร์ตก็สามารถกดปุ่มบนแป้นพิมพ์ได้อย่างไม่เคอะเขิน ประมาณว่าเคยเข้าออกห้องนี้มาแล้วหลายครั้ง 


    “ แกร๊ก……” 

              


           ทันทีที่อัลเบิร์ตทำทุกอย่างเสร็จ  เขาก็ค่อยๆเปิดประตูออก จึงพบกับห้องขนาดเล็กที่ค่อนข้างมืด  ด้วยมีไฟดาวน์ไลท์สาดส่องเพียงดวงเดียว แต่ก็พอจะทำให้เห็นร่างอรชรของหญิงสาวนางหนึ่งที่ยืนพิงผนัง สองแขนกางออก  เพราะมีโซ่เหล็กคล้องอยู่ ทั่วกายบางมีเพียงผ้าขนหนูผืนเก่าปกคลุมกาย  ศีรษะก้มลงจนจนจรดหน้าอก  ทำให้ไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย 


    “ นี่คุณอัลเบิร์ตคิดจะทำอะไร ทำไมถึงทรมานผู้หญิงแบบนี้ ” หรั่งชักเดือด จึงเริ่มขึ้นเสียง  พร้อมหันไปมองอัลเบิร์ต ประกายตาดูแข็งกร้าว  แต่อัลเบิร์ตไม่สนใจท่าทีคุกคาม และตอบกลับมาเบาๆแค่พอได้ยิน 


    “ ท่านหรั่งสงบใจไว้ก่อน  ลองพิจารณาดูให้ถ่องแท้  แล้วท่านจะพบว่าสตรีนางนั้นไม่ใช่มนุษย์อีกแล้ว” 


    “ ระ…หรือว่า…..”หรั่งเริ่มได้คิด  จึงพยายามเพ่งมองร่างนั้นอีกครั้ง เลยพบว่าสตรีนางนั้นดูคุ้นตา  เพียงพักเดียว เขาก็จดจำได้ 


    “ นั่นเป็นสาวหมวยที่โดนแวมไพร์กัดนี่นา คุณเอาเธอมาด้วยหรือ ” 


    “ ใช่แล้ว  ข้าพานางมา ตั้งใจจะนำมาวิจัย  ทำให้ผองเราได้เรียนรู้ศัตรูมากขึ้น และถ้าเทพเจ้าอำนวยชัย  เราอาจได้โอสถมาเยียวยาการติดเชื้อแวมไพร์” อัลเบิร์ตกอดอก  ก่อนจะอธิบาย แต่หรั่งรู้สึกเวียนหัวหน่อยๆ  เพราะอีกฝ่ายชอบใช้คำศัพท์สมัยพระเจ้าเหา 


    “ เฮ้อ….ตาพี่ชายคนนี้ก็ดูเป็นงานเป็นการดีหรอกนะ เสียอย่างเดียว  คำพูดคำจาโคตรจะโบราณเลย” 


    “ ทว่าประเด็นหลักที่พาท่านมาเยือน ไม่ใช่อธิบายเรื่องนี้  แต่เป็น….การแสดงให้ท่านดูต่างหาก ” 

             


           ระหว่างที่หรั่งเตรียมถามว่าจะแสดงอะไร  อัลเบิร์ตก็ตรงเข้าไปหาหมวยสาวผู้กลายพันธุ์ จากนั้นเขาก็ดึงศีรษะของเธอขึ้นมา  ทำให้เห็นใบหน้าที่ขาวซีด


    “ แฮ่……” แวมไพร์สาวแยกเขี้ยวยาวและคมกริบ พร้อมขู่คำรามในลำคอเบาๆ  อันดูคล้ายสุนัขดุที่ถูกพันธนาการ   


    “ ก็อย่างที่ท่านเห็น  ผู้ใดก็ตามที่โดนแวมไพร์กัด  จะเหลือสองทางเลือกอยู่แค่สองประการ นั่นก็คือสิ้นชีวี  หรือไม่ก็ติดเชื้อแบบสตรีนางนี้” ทว่าอัลเบิร์ตไม่ได้กลัวว่าตนเองจะโดนกัด  และเริ่มอธิบายต่อ  ทั้งที่มือของเขาอยู่ห่างจากเขี้ยวยาวเพียงหนึ่งคืบ 


    “ อ่า….ครับ” หรั่งรับคำสั้นๆ  ในใจรู้สึกอนาถ เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน  เธอยังเป็นนางแบบสาวแสนสวยที่น่าหลงใหล แต่บัดนี้กลับแปรสภาพเป็นปีศาจกระหายโลหิต 


    “ แต่สิ่งที่ข้าอยากจะบอก  มิใช่…การทดลอง  แต่เป็นเรื่องนี้ต่างหาก” อัลเบิร์ตพูดจบ  ก็ใช้นิ้วกรีดหลังมือของตนเอง ทำให้เกิดแผลเล็กๆ  จากนั้นก็ยกมือข้างนั้นขึ้นเหนือศีรษะของปีศาจสาว 


    “ แฮ่….เลือด….ข้าอยากกินเลือด ” ปีศาจสาวรีบเงยหน้า  และปากอ้ากว้าง  พร้อมแลบลิ้นที่ยาวกว่าปกติ หวังจะได้โลมเลียของเหลวสีแดงสดที่ไหลซึมจากบาดแผล  ร่างบางดิ้นสุดแรงจนโซ่ตรวนที่ตรึงกายดังกึกๆ 


    “ ใช่แล้ว  สิ่งที่ข้าอยากสื่อสารก็คือ…….ท่านจะทำยังกับอาการอยากโลหิต  ในยามที่ท่านได้กลายสภาพเป็นพวกมัน” อัลเบิร์ตถามตรงๆ  ดวงตาสีเหล็กที่จ้องมองหรั่งดูเข้มขึงยิ่งกว่าเดิม 

             


          ทั่วกายของหรั่งชาดิก  เพราะว่าเขาถูกอัลเบิร์ตอ่านออกทั้งหมด หนุ่มหล่อลูกครึ่งตั้งใจจะทำให้ตัวเองติดเชื้อจริงๆ  เพราะอยากได้พละกำลังที่เหนือมนุษย์ของเผ่าพันธุ์นี้  แต่คำถามของบุรุษตาสีเหล็กก็เป็นอะไรที่หนักอก  เลยใช้เวลาอยู่นาน  กว่าจะเค้นคำตอบออกมาได้ 


    “ ผมคงบอกได้คำเดียวว่า…จะอดทน  ไม่ให้ความอยากทำลายมโนธรรมของตัวเอง” 


    “ ตื้นเขินเกินไป  ถ้าแค่วาจา  ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก  แต่ในความเป็นจริง  มันยิ่งกว่าลำบากแสนเข็ญ” อัลเบิร์ตด่าชุดใหญ่  โทษฐานที่หรั่งไร้เดียงสาเกินไป แต่ทุกคำที่กล่าวมา  ล้วนไม่ทำให้คนยุคนี้อินตาม แถมเด็กบางคนอาจไม่เข้าใจความหมาย  ทว่าหนุ่มหล่อไม่สนประเด็นนี้ พร้อมเสียงแข็งใส่ 


    " แล้วจะให้ทำยังไง  เก๋เป็นทุกอย่างของผม  จึงจำเป็นต้องทำแบบนี้ เพราะถ้าไม่ได้พละกำลังแบบนั้นมา  คนอ่อนแออย่างผมจะไปมีปัญญาช่วยคนรักได้เรอะ” 

              


          ท่าทางเดือดดาลของหรั่ง  ทำให้อัลเบิร์ตนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากของเขาจะเริ่มแย้มยิ้มนิดๆ  ใบหน้าเคร่งขรึมจึงกลายเป็นอ่อนโยน  อันชวนให้สาวใดที่ได้ยล ต้องรู้สึกอบอุ่นใจไปตามๆกัน 


    “ เฮ้ย!  หมอนี่ยิ้มอีกแล้ว มันหมายความว่าไงฟะ ” หรั่งเริ่มเปลี่ยนมาตื่นตระหนก เพราะได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นโคตรยาก  แต่ใบหน้าอ่อนโยนนั้นก็ปรากฏเพียงไม่นาน ก่อนจะกลับมาเข้มขึงดุจเดิม  ทว่าก็มีคำบางคำหลุดจากปากของบุรุษตาสีเหล็ก 


    “ ช่างเหมือนเหลือเกิน ”  

               


           หรั่งสะกิดใจกันสิ่งที่อัลเบิร์ตกล่าว  แต่ไม่ทันได้คำตอบ บุรุษตาสีเหล็กก็ยิงคำถามใส่ 


    “ ถ้ายังยืนยันจะเป็นแวมไพร์ แล้วจะให้ข้าพเจ้าทำฉันใดในยามที่ท่านหรั่งสูญเสียจิตใจของมนุษย์” 


    “ ถ้าผมกู่ไม่กลับจริงๆ  คุณอัลเบิร์ตก็สังหารได้เลย  จะได้ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใครอีก เพราะถ้าผมช่วยเก๋ไม่ได้  โลกนี้ก็คงไร้ความหมาย” หรั่งตรองอยู่ครึ่งนาที  เพื่อทำความเข้าใจกับสำนวนการพูดที่สุดแสนจะโบราณ จากนั้นก็ตัดสินใจเด็ดขาด 


    “ อืม…..ช่างกล้าหาญสมกับเป็นท่านหรั่ง ข้าน้อมรับข้อเสนอของท่าน ” อัลเบิร์ตยื่นมือให้จับ หรั่งเลยจำเป็นต้องสนองตอบแบบงงๆ 


    “ เอ….ทำไมตานี่ถึงตกลงด้วยการเช็คแฮนด์ แค่พูดด้วยปากอย่างเดียวก็พอแล้วมั้ง  อะไรจะเป็นทางการขนาดนั้น” 

               


           กระนั้นหรั่งก็ยังมีข้อสงสัยบางประการ  เขาจึงลองเอ่ยถาม 


    “ ว่าแต่คุณอัลเบิร์ตจะทำให้ผมกลายพันธุ์ได้ยังไง หรือจะให้….เอ่อ….คุณหมวย ไม่ใช่สิ  แวมไพร์ตนนี้กัดผมรึไง” แม้หรั่งจะพูดฉอดๆ  แต่ในใจก็แอบสยอง ด้วยเหลือบไปเห็นเขี้ยวคมยาวของอมนุษย์ที่เรียงตัวตลอดแนวปาก อันดูไม่ผิดไปจากฟันของฉลาม           


    “ หามิได้  เราไม่ทำเช่นนั้น เพราะปีศาจตนนี้เพิ่งถือกำเนิด  ไม่มีพลังพอจะแพร่เชื้อให้ผู้ใด และถ้ามันได้กัดใคร  ก็คงสูบโลหิตยันสิ้นชีวาอย่างแน่นอน” อัลเบิร์ตเริ่มบรรยายจากประสบการณ์ที่ผ่านมา  ทว่าก็ฟังยากไปนิด  เพราะวิธีการพูดของเขาแตกต่างจากคนสมัยนี้ แต่หนุ่มหล่อต้องทิ้งประเด็นนี้ไปก่อน  เพราะมีเรื่องที่เร่งด่วนกว่า 


    “ แล้วตกลงจะให้ผมใช้วิธีใด ” 

                  


           อัลเบิร์ตจ้องมองหรั่งแน่วนิ่ง  ร่างกายไม่ไหวติง แม้กระทั่งแววตายังแข็งเกร็งจนแทบไม่ขยับ  ทำให้หนุ่มหล่ออยากหลบหน้า  แต่เหมือนมีอำนาจบางอย่างสะกดไว้ เขาเลยต้องยืนตัวตรงอยู่อย่างนั้น 


    “ มันเกิดอะไร  ทำไมบรรยากาศถึงดูเปลี่ยนไป  อากาศเริ่มเย็นลงจนถึงขั้นยะเยือก ไหนจะอาการขนลุกที่แล่นผ่านไขสันหลังนั้นอีก ” หรั่งรู้สึกแย่สุดๆ  ปากไม่ยอมขยับ เพราะถูกออร่าบางอย่างที่แผ่ออกมาจากอัลเบิร์ตกดดัน  แต่ก่อนที่ทุกสิ่งจะจมดิ่งไปมากกว่านี้  บุรุษตาสีเหล็กก็เอ่ยถามอีกครั้ง 


    “ ขอถามเป็นครั้งสุดท้าย  ท่านหรั่งจะยอมทิ้งความเป็นมนุษย์  เพื่อกลายเป็นแวมไพร์ที่ทรงพลังหรือไม่ คิดทบทวนให้ดี  เส้นทางสายนี้ไม่มีวันย้อนกลับ และพอเลือกมัน  ท่านก็จะทุกข์ตรมโสมนัสกับความโหดร้ายของห้วงเวลาไปตลอดกาล”




    สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

    https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2


    คล้ายกับเรื่องนักล่าล้างพันธุ์อมตะ (ฉบับเซ็นเซอร์) ที่คุณอ่าน

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    7.72M 2500
    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.02M 3752
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    จอมกระบี่กบฏสวรรค์

    จอมกระบี่กบฏสวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    5.35M 1277
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810