ม่านน้ำสีฟ้าค่อยๆ จางหายไป ในที่สุดกิจกรรมน่าสนใจในห้องก็สิ้นสุดลง
ไม่รู้ว่าเอเลน่าสวมชุดหนังตั้งแต่เมื่อไรมันเป็นชุดหนังรัดรูป ขับให้เรือนร่างของทหารรับจ้างสาวโดดเด่นขึ้นมาจนทำให้หลายๆ คนแทบบ้าคลั่งซุนเฟยเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่า ร่างเพรียวบางของผู้หญิงจะร้อนแรงได้ถึงขนาดนี้ ความสวยงามที่อยู่ตรงหน้าทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาได้ ในตำนานกล่าวกันว่า เพียงแอนเดเรีย 'ดอกไม้ของโร้ก' แย้มยิ้มออกมาก็ทำให้แม้แต่นักบวชที่เคร่งศาสนาที่สุดยังหลุดสมาธิในการสวดภาวนาได้ซุนเฟยเชื่อว่า เสน่ห์ของเอเลน่าในตอนนี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าแอนเดเรียเช่นกัน
มือเรียวโบกสะบัดเล็กน้อยธนูและชุดเกราะที่วางอยู่บนโต๊ะหินก็ลอยเข้ามาหาเอเลน่าเหมือนมีชีวิต
ชั่วพริบตา หญิงสาวที่อ่อนโยนเหมือนสายน้ำก่อนหน้านี้ กลับมาเป็นเทพธิดานักรบที่องอาจเหมือนเดิมหลังจากที่เอเลน่าประสบความสำเร็จในการหลอมรวมพลังของเหล่า NPC ทหารรับจ้างสาวทั้งหกคนตอนนี้พลังของนางน่าเกรงขามมาก และสามารถสลับสับเปลี่ยนใช้พลังได้ทุกธาตุไม่ว่าจะเป็นธาตุ สายฟ้า ไฟ น้ำแข็งและพิษไม่เพียงแต่จะโจมตีได้หลากหลาย ความแข็งแกร่งของเวทมนตร์ทุกธาตุก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าเกรงว่าตอนนี้ อย่างน้อยๆ ความแข็งแกร่งของนางก็น่าจะอยู่ระดับสี่ดาวระยะกลาง ทั้งพลังต่อสู้ของนางยังสูงกว่าซุนเฟยเล็กน้อยด้วย
หลังจากเอเลน่าสวมชุดเกราะเรียบร้อยนางก็ดูสงบขึ้น ดวงตาที่มองมาทางซุนเฟยก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่นางรู้ตัวเองดีว่าในใจของนางตอนนี้ดีใจมากแค่ไหน ตลอดมานางรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงโร้กสาวตัวเล็กๆ ที่ต่ำต้อยเดิมทีชะตาชีวิตของนางได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่า ต้องอยู่ท่ามกลางสงคราม การต่อสู้ที่มองไม่เห็นความหวังใดๆและชะตากรรมก็คงเหมือนๆ กับเหล่าพี่น้องในค่ายที่ต้องตายภายใต้กรงเล็บของเหล่าปีศาจต้องทนใช้ชีวิตที่ด้านชาแบบนี้หากไม่ใช่ว่าในใจมีความเชื่อมั่นในการปกป้องค่ายมาคอยสนับสนุนนางบางทีนางอาจจะเป็นบ้าเพราะแรงกดดันและชีวิตที่มืดมนไปแล้ว
การปรากฏตัวของซุนเฟยได้เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของนาง
เหมือนชีวิตที่อยู่ในท่ามกลางความมืดมาโดยตลอด แล้วจู่ๆ ก็มีความร้อนจากแสงสว่างที่อบอุ่นส่องเข้ามา
ในตอนนั้นที่พวกเขาทำเควสที่เมืองทริสแทรม ซุนเฟยได้ใช้ร่างกายของตัวเองขวางลูกธนูจากพวกโครงกระดูกนักธนูที่กำลังกระหน่ำยิงเข้ามา ในห้องใต้ดินที่อารามศักดิ์สิทธิ์ซุนเฟยก็ใช้อกกว้างของตัวเองขวางกั้นดาบของพวกปีศาจและโครงกระดูกที่กระโจนเข้ามาเหมือนน้ำป่าไหลหลากและยังที่ห้องโถงแห่งความตายที่โอเอซิสอันห่างไกลซุนเฟยก็คอยหลอกล่อพวกซอมบี้และเหล่ามอนสเตอร์ให้พุ่งเป้ามาที่ร่างของตัวเอง...เอเลน่าเองก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ได้ตกหลุมรักนักรบหนุ่มที่แข็งแกร่งตรงหน้าความรักที่มีอยู่ในหัวใจก็เป็นเหมือนไวรัสที่ไม่มียาแก้พิษใดๆ มันค่อยๆ กระจายลุกลามไปทั่วหัวใจของนางจนทำให้ร่างกายและจิตใจต้องทนทรมานแทบบ้าคลั่ง
แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกของเอเลน่าจะองอาจกล้าแกร่งแต่ในใจของนางกลับอ่อนแอไม่ต่างกับปุยนุ่น
หัวใจของนางได้ผูกติดกับซุนเฟยและมันทำให้นางลืมตัว
โดยเฉพาะเมื่อตอนที่นางรู้ว่าสถานะที่แท้จริงของซุนเฟยบน ‘โลกแห่งแสงสว่าง’ สูงส่งแค่ไหน เอเลน่าก็รู้สึกถึงช่องว่างระหว่างพวกเขาที่เพิ่มขึ้น บวกกับการมีอยู่ของสาวงามอย่างแองเจล่าทำให้เอเลน่าต้องเก็บซ่อนทุกอย่างไว้ในส่วนลึกของหัวใจ...เดิมทีนางคิดว่าคำสาปแห่งโชคชะตาของ ‘ดอกไม้ของโร้ก’ กำลังทดสอบตัวเองอีกครั้ง แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ กลับทำให้หัวใจของนางที่ตกลงไปสู่ความสิ้นหวังอันมืดมิดได้พุ่งทะยานลอยขึ้นบนฟากฟ้าในทันที
ในตอนนั้น หยาดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่เป็นเพราะความดีใจ
สุดท้ายเอเลน่าก็เผลอไผลปล่อยกายปล่อยใจไปกับบรรยากาศนางใช้สองมือโอบรัดรอบคอของซุนเฟยแน่นและกระทำ...นับได้ว่าเป็นการกระทำที่บ้าบิ่นและอาจหาญที่สุดในชีวิตของนาง แม้แต่ตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับปีศาจสาวแอนเดเรียที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินโร้ก เอเลน่ายังไม่รู้สึกกังวลเท่านี้เลย
นี่มันเหมือนความฝันตื่นหนึ่งในยามค่ำคืนที่สวยงามของฤดูใบไม้ผลิ
แต่...เพียงเท่านี้เอเลน่าก็รู้สึกพอใจมากแล้ว
เป็นเพราะว่านางได้รับสิ่งที่นางต้องการแม้แต่ในความฝันของนาง...มันไม่ใช่แค่ความสุขในช่วงเวลานั้นแต่นางยังรู้สึกได้ว่าซุนเฟยเองก็ใส่ใจนางด้วยเช่นกันเหมือนกับตอนที่แอนเดเรียยอมตกต่ำกลายเป็นปีศาจเพื่อเจ้าอสูรเดียโบลและยังยอมฝึกฝนทักษะพิษที่อาจจะทำลายใบหน้าอันงดงามที่นางเฝ้าหวงแหน ผู้หญิงที่ถูกเรียกว่า ‘ดอกไม้ของโร้ก’ ลักษณะภายนอกของพวกนางดูเหมือนกับภูเขาหิมะ แต่กลับซุกซ่อนหัวใจที่กล้าหาญและคลั่งรักไว้ภายในพร้อมเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟ แม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้คือการถูกทำลายแต่พวกนางก็ไม่ลังเลที่จะสละทุกสิ่งทุกอย่างให้
“องค์ราชาอเล็กซานเดอร์!”
เอเลน่าคุกเข่าลงกับพื้นแล้วก้มหน้าลง ผมสีแดงเพลิงพลิ้วไหวในอากาศ
ทันใดนั้นซุนเฟยก็เข้าใจความหมายของเอเลน่า
เขาดึงเอเลน่าขึ้นจากพื้นแล้วกอดร่างของนักรบสาวแน่น “ในนามของราชาแห่งเมืองแซมบอร์ดและผู้นำของค่ายโร้ก เอเลน่าเจ้าไม่ต้องคุกเข่าอีกต่อไป นับจากนี้เจ้าสามารถยืนอยู่เคียงข้างข้าได้ เข้าใจไหม?”
เมื่อได้ยินคำพูดเอาแต่ใจของซุนเฟยเอเลน่าก็พลันชะงัก จากนั้นในดวงตาของนางก็ฉายแววตกใจ เข้าใจแล้วนางเข้าใจในความหมายของซุนเฟยแล้วทันใดนั้นนางก็รู้สึกถึงความสุขที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
ในห้องหินพลันสว่างไสวด้วยรอยยิ้มที่เหมือนฤดูใบไม้ผลิ
ผู้หญิงทุกคนต่างมีมุมที่ไม่มีใครเคยรู้
ไม่มีใครเคยจินตนาการว่าเทพธิดานักรบสาวเอเลน่าผู้องอาจกล้าแกร่งในสนามรบบนยอดเขา ในด้านความรักท่าทางที่กล้าหาญอย่างไม่กลัวเกรงต่อศัตรู กลับสูญสลายหายไป เหลือเพียงแต่สาวน้อยผู้ขี้ขลาดเท่านั้น
ซุนเฟยรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของเอเลน่า
เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเป็นหมาวัดที่จู่ๆ ก็มีดอกฟ้าโน้มกิ่งลงมาหาหมาวัดตัวนี้
……
“จงฟัง ไอ้พวกชาวเมืองแซมบอร์ดชั้นต่ำรีบดึงสะพานลงเดี๋ยวนี้ แล้วมอบองค์ชายที่ถูกจับกุมไว้มาให้พวกข้าจากนั้นก็ให้ไอ้ปัญญาอ่อนอเล็กซานเดอร์มาคุกเข่าขอขมาพวกข้าไม่อย่างนั้นเมืองแซมบอร์ดจะต้องพินาศ!”
อีกฝั่งหนึ่งมีหนึ่งคนหนึ่งม้าท่าทางเย่อหยิ่ง มันปรายตามองพวกเขาพลางตะโกนออกมา
“ไม่เจียมตัวจริงๆเจ้านึกว่าตัวเองเป็นใคร? ถึงได้กล้ามากล่าววาจาเช่นนี้กับองค์ราชาอเล็กซานเดอร์?”
อัศวินบรอนซ์เซนต์มิชาเอลบัลลัคที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กับล้อหมุนสะพานเหล็กตะโกนตอบกลับอย่างโมโหด้านหลังของเขามีเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดที่กำลังตัวสั่นด้วยความโกรธมือพวกเขากำอาวุธไว้แน่น พลธนูต่างง้างธนูรอไว้ รอเพียงคำสั่งแค่ประโยคเดียวลูกธนูก็พร้อมจะลอยไปทะลวงคอหอยของอัศวินที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทันที
“ถุย ไอ้พวกโง่ อย่างเจ้าคู่ควรจะถามชื่อข้าด้วยหรือ? รีบเรียกไอ้ราชาอเล็กซานเดอร์มาคุกเข่าขอขมาดีกว่ามั้ง?”
อัศวินในชุดเกราะสดใสคนนี้สะบัดมือพลางร่ายเวทมนตร์ออกมาอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายลมที่พัดผ่าน ปรากฏเป็นคมมีดสายลมที่โปร่งแสงอย่างเนื่องแน่นอยู่ข้างกาย อัศวินโบกมือเพียงแผ่วเบาก็เกิดเสียงแหลมคมในอากาศคมมีดสายลมก็พุ่งไปที่ร่างของมิชาเอล บัลลัค
“นักเวท! เขาเป็นนักเวท!”
เหล่าทหารพลันร้องออกมาอย่างตกใจแม้ว่าจะเคยมีประสบการณ์ในการต่อสู้อย่างยากลำบากกับพวกทหารเกราะดำมาก่อนหน้านี้ อีกทั้งทหารเมืองแซมบอร์ดก็เคยเห็นเลือดเนื้อมาแล้วจึงไม่รู้สึกตื่นกลัวอย่างใดแต่ไม่ว่าอย่างไรการปรากฏตัวของนักเวทก็ทำให้ทุกคนตื่นกลัวได้อย่างง่ายดายและที่สำคัญ เห็นได้ชัดว่านักเวทของฝ่ายข้าศึกน่าจะเป็นนักเวทระดับสูง
“อย่าตกใจ ถอยออกไป!ตั้งขบวนป้องกัน!”
มิชาเอล บัลลัค ดร็อกบา เพียร์ซ อีวานอวิชและเอสเซียง ทั้งห้าคนต่างมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ว่องไวเพียงพริบตาก็แย่งโล่เหล็กที่สูงกว่าสองเมตรจากในมือของทหารที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมาแล้วรวมกลุ่มกันกลายเป็นกำแพงเหล็ก โล่เหล็กนี้เป็นของที่ยึดมาได้จากการทำสงครามกับพวกทหารเกราะดำก่อนหน้านี้ ทุกชิ้นมีหนักถึงพันจิน (ห้าร้อยกิโลกรัม) แต่สำหรับพวกเพียร์ซที่ผ่านกระบวนการปรับเปลี่ยนร่างกายของ ‘น้ำยาฮัลค์’ สามารถยกมันขึ้นมาอย่างง่ายดาย
ติ้ง ติ้ง ติ้ง ติ้ง!
คมมีดสายลมปะทะเข้ากับโล่ทิ้งรอยประทับที่น่าหวาดกลัวลึกเข้าไปในโล่เหล็กนี้ถึงสิบเซนติเมตร ด้วยการโจมตีที่รุนแรงนี้ ทำให้ดร็อกบาและคนอื่นๆ เหมือนโดนทุบจนไหล่ชา
“ยิงธนู! รีบยิงธนู!สังหารมันซะ!”
บัลลัคตะโกนออกมาเสียงดังพลธนูของเมืองแซมบอร์ดจึงปล่อยลูกธนูออกไป ฟิ้วๆๆ เสียงลูกธนูฝ่าอากาศดังขึ้นลูกธนูเหมือนตั๊กแตนที่กำลังหิวโหยบินไปทางฝั่งตรงข้ามของสะพานหิน
“ชิ...ไอ้พวกสวะสมควรตายพวกเจ้ากล้ายิงข้า!”
นักเวทบนหลังม้าพลันโมโหขึ้นมามือของเขาสะบัดเร็วขึ้นพร้อมร่ายคาถาอย่างว่องไวคมมีดสายลมสีฟ้าที่ลอยมาที่ด้านหน้าก่อนจะรวมตัวกันกลายเป็นโล่ที่สูงกว่าสามสี่เมตร แกร๊กๆๆ ลูกธนูที่ลอยอยู่บนฟ้ากระทบเข้ากับโล่เวทมนตร์จนกระเด็นออกไปลูกธนูเจาะโล่โปร่งแสงจนเป็นรอย ในที่สุดมันก็ถูกเจาะจนแตกกระจาย
“ไอ้พวกสวะสมควรตายพวกเจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นใคร? ไอ้พวกสารเลว...พวกเจ้ากล้าลงมือกับนักเวทขุนนางแห่งราชอาณาจักรเซนิทเชียวเหรอ?พวกเจ้าต้องตาย หัวของพวกเจ้าจะถูกตัดเป็นกระโถนของข้า...”
หลังจากห่าธนูผ่านพ้นไปนักเวทบนหลังม้าก็พลันหน้าดำคร่ำเครียดเหมือนคนถูกเอาไม้แทงก้น เขาชักม้าถอยหนีอย่างโมโห
แม้ว่าจะโมโหมากแค่ไหนแต่ชีวิตตัวเองสำคัญกว่า เขาถูกความน่ากลัวของห่าธนูข่มจนตื่นกลัว
เขาดึงสายบังเหียนกระทุ้งม้า ก่อนที่หนึ่งคนหนึ่งม้าจะรีบถอยหลังจากไปพยายามหนีให้ห่างจากรัศมีของการยิงธนู
ชายฝั่งแม่น้ำทิศใต้ที่อยู่ตรงข้ามเมืองแซมบอร์ดปรากฏกองทัพลึกลับขึ้นมา ด้วยคลื่นธงที่โบกสะบัดตามแรงลมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กองทัพเหล่านี้เป็นการรวมตัวกันของกองทัพทหารที่แตกต่างกันอัศวินม้าเกราะหนักทั้งเก้านายนำขบวนทัพด้านหน้าสุด โดยที่ด้านหลังมีธงที่มีสัญลักษณ์แตกต่างกันชุดเกราะที่พวกเขาสวมต่างมีสีและรูปร่างแตกต่างกันพวกเขาทั้งหมดต่างมุ่งหน้ามาที่เมืองแซมบอร์ด
นักเวทที่ถอยกลับไปก่อนหน้านี้ตรงกลับไปที่กองทัพของตัวเองพลางพูดบางอย่างด้วยท่าทางโมโหแล้วยกแส้ม้าชี้มาทางสะพานแขวนเหล็ก
ตรงกำแพงเมืองแซมบอร์ด
“ดูเหมือนว่าน่าจะเป็นการรวมตัวกันของหลายๆ อาณาจักร ก่อตั้งเป็นพันธมิตรชั่วคราวพวกนั้นน่าจะเป็น อาณาจักรเซินฮัว อาณาจักรหลู่เหนิง อาณาจักรฉ่านป้า อาณาจักรเดิร์ก อาณาจักรลวี่ซู่ อาณาจักรชื่อสุ่ย...” ผู้บัญชาการสูงสุดเมืองแซมบอร์ด เกอเทอ บรู๊คกวาดสายตามองไปตามธงต่างๆ ที่อยู่ห่างออกไปไม่ช้าก็วิเคราะห์ที่มาที่ไปของกองทัพลึกลับนี้ได้สีหน้าของบรู๊คเคร่งขรึมก่อนจะปรากฏรังสีฆ่าฟันออกมา“ข้ารู้ว่าทำไมพวกเขาถึงมาที่นี่...ฮึๆๆ พวกมันไม่รู้ถึงขีดจำกัดหรือไงองค์ราชาอเล็กซานเดอร์อุตส่าห์ไว้ชีวิตพวกมันแล้วแท้ๆใครจะไปรู้ว่าไอ้โง่พวกนี้คิดจะใช้กำลังมาเอาองค์ชายกลับไปดูเหมือนว่าต้องทำให้พวกมันเจ็บตัวสักหน่อยแล้ว พวกมันจะได้ไม่คิดว่าเมืองแซมบอร์ดของพวกเราเป็นขยะที่ไม่ว่าใครก็สามารถเหยียบย่ำได้!”
“นี่เป็นโอกาส!”บนใบหน้าของเบสท์ปรากฏความตื่นเต้นออกมาพลางเห็นด้วย“มันเหมาะสำหรับการฝึกอบรมทหารถือเสียว่าเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับเข้าร่วมการซ้อมรบที่จะมาถึง”
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่สองผู้นำหัวหอกคนสำคัญของเมืองแซมบอร์ดกลายเป็นพวกกระหายการต่อสู้พวกเขาตัดสินใจเปิดม่านสงครามในครั้งนี้
------------------------