ทั้งสองหันขวับไปยังทิศทางที่สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหว พุ่มไม้ไหวสั่นต้อนรับการปรากฏตัวของเงาร่างหนึ่ง ชายหนุ่มรูปงามหมดจดผู้มีนัยน์ตาสีคราม สวมใส่อาภรณ์ศิษย์สีฟ้าเข้ากับเรือนผมสีดำขลับ รูปลักษณ์อันโดดเด่นนี้หากใครได้
มองเพียงแวบเดียวก็จำต้องเหลียวหลังกลับมามองซ้ำ คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ 'หลี่ซวน' ที่เดินทางมาตามนัดหมายของอวี่ฟ่าน เพื่อเตรียมตัวออกไปข้างนอกสำนัก
ทันทีที่อวี่ฟ่านเห็นสหายรุ่นน้องเดินเข้ามา เขาก็ลองแผ่จิตสัมผัสออกไปตรวจสอบตามความเคยชิน ทว่าบัดนี้... เขากลับไม่อาจสัมผัสถึงระดับพลังของหลี่ซวนได้เลยแม้แต่น้อย สิ่งที่สะท้อนกลับมามีเพียงความว่างเปล่าอันลึกล้ำสุดหยั่งคาดเท่านั้น
"นี่... เสี่ยวหลี่ เพียงเดือนเดียวเจ้าแข็งแกร่งขึ้นจนข้าสัมผัสระดับพลังไม่ได้แล้วงั้นหรือ? ตอนนี้เจ้าอยู่ระดับใดกันแน่?" อวี่ฟ่านเบิกตากว้าง เอ่ยถามด้วยความตกตะลึงระคนสงสัย
"ข้ายังคงอยู่ระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลงขอรับ เพียงแต่โชคดีพลังเพิ่มขึ้นมาได้อีกนิดหน่อยเท่านั้น... ว่าแต่พี่อวี่ ท่านจะพาข้าไปที่ใดงั้นหรือ?" หลี่ซวนรีบตอบปัดอย่างถ่อมตน ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเข้าประเด็นทันที
อวี่ฟ่านฟังคำแก้ตัวนั้นก็พอจะดูออกว่าหลี่ซวนไม่อยากเปิดเผย เขาจึงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นและไม่ซักไซ้ให้มากความ ก่อนจะกลับมาสวมมาดพี่ชายผู้ร่าเริงตามเดิม
"ฮ่า ๆ ๆ เอาเถอะ! เจ้ายิ่งแข็งแกร่งก็ยิ่งดี ต่อไปในภายหน้าข้าคงต้องพึ่งพาเจ้าแทนแล้วล่ะ ส่วนสถานที่ที่ข้าจะพาไป มันคือ 'เมืองของผู้บำเพ็ญ' แม้มันจะไม่ใหญ่มากแต่ก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผู้บำเพ็ญโดยเฉพาะ ทว่าภายในนั้นก็ยังมีมนุษย์ธรรมดาอาศัยปะปนอยู่ด้วยน่ะ"
หลี่ซวนขมวดคิ้วสงสัย "เมืองของผู้บำเพ็ญงั้นหรือ? แล้วเหตุใดจึงมีมนุษย์ธรรมดาอาศัยอยู่ได้เล่า พวกเขาจะไม่โดนผู้บำเพ็ญกดขี่ข่มเหงเอาหรอกหรือ?"
จางเหว่ยที่พอจะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองนี้อยู่บ้าง จึงเอ่ยอธิบายขึ้น "นั่นก็เพราะเมืองแห่งนี้มี 'กฎเหล็ก' ห้ามทำร้ายมนุษย์ธรรมดาโดยเด็ดขาดอย่างไรล่ะ มนุษย์ธรรมดาในเมืองนั้นส่วนใหญ่จะทำอาชีพค้าขาย หรือไม่ก็เป็นผู้คอยปรนนิบัติรับใช้ผู้บำเพ็ญ แม้การใช้ชีวิตร่วมกับผู้บำเพ็ญที่พวกเขามองว่าเป็นดั่งเทพเซียนจะดูน่าหวาดหวั่นไปบ้าง แต่หากเทียบกับเมืองปกติข้างนอกแล้ว ที่นั่นถือว่าปลอดภัยและมีรายได้ดีกว่ามากโขล่ะนะ"
อธิบายจบ จางเหว่ยก็หันไปถามอวี่ฟ่าน "แต่ถ้าข้าจำไม่ผิด... พี่อวี่ เมืองนี้มันอยู่ห่างไกลจากสำนักเรามากไม่ใช่หรือ?"
"หึ ๆ ถูกต้อง หากเราเดินทางด้วยเท้าเปล่า ต่อให้ใช้ความเร็วของผู้บำเพ็ญก็คงต้องกินเวลานานหลายเดือน" อวี่ฟ่านยิ้มกริ่ม "แต่ตัวข้านั้น แม้จะยังไม่บรรลุระดับฐานวิญญาณจนสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ด้วยตัวเอง แต่ข้าก็พอจะใช้วิชาควบคุมอาวุธหรือ 'ของวิเศษ' เพื่อใช้บินแทนได้ แม้มันจะสูบพลังวิญญาณไปมากหน่อย แต่หากหยุดพักเติมพลังสักวันก็ไปต่อได้แล้ว ปกติข้าเดินทางคนเดียวจะใช้เวลาสิบกว่าวัน แต่คราวนี้มีพวกเจ้ามาช่วยกันสลับสับเปลี่ยนถ่ายพลังวิญญาณ ข้าคาดว่าคงใช้เวลาไม่ถึงสิบวันก็ถึงเป้าหมายแล้ว"
"ให้พวกเราช่วยด้วยงั้นหรือ? พี่อวี่หมายความว่าเช่นไร" หลี่ซวนเอ่ยถาม "ข้ายังบินไม่ได้ ต่อให้ใช้ของวิเศษช่วย ข้าก็คงควบคุมพลังฟ้าดินได้ไม่คล่องและบินด้วยความเร็วสูงได้ไม่นานหรอกนะขอรับ"
อวี่ฟ่านหัวเราะ "ฮิ ๆ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ข้าเตรียมการมาแล้ว! วันนี้ข้าจะสอนพวกเจ้าให้รู้จักวิชา 'ล่องลอยนภา' ของสำนักเฟิงหยวน! อันที่จริงหากเป็นระดับฐานวิญญาณก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิชานี้หรอก แต่หากใช้ควบคู่กัน มันจะช่วยเร่งความเร็วของสิ่งของที่ลอยอยู่บนอากาศได้มหาศาลเลยล่ะ ข้าแอบไปคัดลอกตำรานี้มาจากชั้นสองของหอตำราเชียวนะ มันเรียนรู้ได้ไม่ยากหรอก ข้าคิดว่าสักหนึ่งชั่วยามพวกเจ้าก็น่าจะทำความเข้าใจได้แล้ว... เอ้า รับไปสิ!"
อวี่ฟ่านโยนตำราคัดลอกที่มีชื่อวิชา 'ล่องลอยนภา' ให้ทั้งสอง หลี่ซวนและจางเหว่ยเปิดอ่านและจดจำเคล็ดวิชาทันที
ผ่านไปเพียงหนึ่งก้านธูป พวกเขาก็ทำความเข้าใจแก่นแท้ของวิชานี้ได้พอสมควร วิชาล่องลอยนภานั้นตรงตามชื่อของมัน คือการผสานพลังวิญญาณเข้าไปเพื่อให้สิ่งของลอยตัวขึ้น คล้ายคลึงกับ 'วิชาควบคุมอาวุธวิญญาณ' ทว่าวิชานี้กลับกินพลังวิญญาณน้อยกว่ามาก ซ้ำยังสามารถควบคุมทิศทางและเร่งความเร็วของวัตถุได้อย่างอิสระ หากฝึกฝนจนชำนาญ ผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มก็สามารถประยุกต์ใช้สิ่งของรอบตัวเป็นพาหนะในการบินได้ดั่งใจนึก ทว่าข้อเสียคือ สำหรับผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มทั่วไป การรักษาวิชานี้ให้คงที่ยังคงต้องสูญเสียพลังวิญญาณและสมาธิไปไม่น้อยอยู่ดี
อันที่จริง วิชานี้สงวนไว้สำหรับศิษย์หลักระดับสูงหรือผู้อาวุโสระดับฐานวิญญาณเท่านั้น หลี่ซวนที่เพิ่งเลื่อนขั้นเป็นศิษย์หลักธรรมดาจึงยังไม่มีสิทธิ์เข้าถึงชั้นที่สองของหอตำรา ทว่าในฐานะที่เป็นศิษย์หลัก เขาก็ยังคงมีสิทธิพิเศษอื่นที่ดีกว่าศิษย์ธรรมดาทั่วไปมากอยู่ดี
ทว่าหลังจากจางเหว่ยลองประเมินพลังของตนเองดูชั่วครู่ เขาก็ส่ายหน้าและเอ่ยตามตรง "พี่อวี่ ข้าเกรงว่าข้าคงใช้วิชานี้ช่วยพวกท่านไม่ได้หรอก พลังวิญญาณของข้าน้อยกว่าท่านกับหลี่ซวนมากนัก หากต้องควบคุมของวิเศษให้ลอยบนฟ้าจริง ๆ ขืนฝืนทำไป ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปพลังข้าคงเหือดแห้งจนพากันร่วงหล่นลงมาเป็นแน่"
"อืม ข้ารู้อยู่แล้วล่ะ" อวี่ฟ่านตอบรับเรียบ ๆ "เจ้าแค่เรียนรู้ติดตัวไว้หน่อยก็พอ เผื่อได้ใช้ประโยชน์ในอนาคต แต่ที่ข้ามั่นใจคือเสี่ยวหลี่น้อยต่างหาก เท่าที่ข้าคาดเดา พลังวิญญาณสิบส่วนของเจ้าเด็กนี่ก็น่าจะเกือบเทียบเท่าระดับฐานวิญญาณอยู่แล้ว หากให้เสี่ยวหลี่ช่วยกับพวกเราสลับกันช่วยประคองการบินล่ะก็ ต้องอยู่ได้เกินหนึ่งสองชั่วยามต่อรอบแน่ และข้าว่าเผลอ ๆ เพียงเจ็ดวันก็ถึงจุดหมายแล้ว!"
หลี่ซวนรับฟังและวิเคราะห์อยู่เงียบ ๆ อย่างไรเสีย การได้วิชาดี ๆ มาประดับตัวเพิ่มก็ย่อมดีกว่าไม่มี แถมมันดูไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายอะไรกับเขาขนาดนั้น ใช้ความสามารถคัดลอกก็น่าจะไม่เป็นปัญหา เขาจึงเอ่ยขึ้น
"พี่อวี่ ท่านช่วยแสดงวิชานี้ให้ข้าดูสักครั้งได้หรือไม่?"
อวี่ฟ่านได้ยินเช่นนั้นก็หันมาแล้วตอบตกลงอย่างสบาย ๆ
"หืม? สบายมาก ข้าจะแสดงให้เจ้าดูหน่อยก็แล้วกัน"
เขาตบกระเป๋ามิติข้างเอวเบา ๆ เรียก 'ของวิเศษ' ชิ้นหนึ่งออกมา มันคือใบไม้สีเขียวมรกตที่ขยายขนาดใหญ่โตพอจะรองรับผู้คนสี่ห้าคนให้ขึ้นไปนั่งได้อย่างสบาย ๆ
"ข้าจะใช้สิ่งนี้แหละเป็นพาหนะ ที่จริงวิชานี้สามารถใช้ร่วมกับอาวุธวิญญาณของเจ้าก็ได้นะ แต่ใบไม้นี่มันถูกออกแบบมาให้กินพลังวิญญาณน้อยกว่า ซ้ำยังมีพื้นที่กว้างขวางรองรับคนได้หลายคนอีกด้วย"
หลี่ซวนเพียงพยักหน้ารับรู้ ในเสี้ยววินาทีนั้น ดวงตาสีฟ้าครามของหลี่ซวนก็เปลี่ยนเป็นครามเข้ม เขาลอบเปิดใช้งานความสามารถที่สี่ 'เนตรคัดลอก' ทันที!
อวี่ฟ่านเริ่มโคจรพลังวิชาล่องลอยนภา แผ่นใบไม้ยักษ์เคลื่อนมาลอยอยู่ใต้ฝ่าเท้า เขาตั้งสมาธิครู่หนึ่ง ก่อนจะทะยานตัวบินร่อนขึ้นไปบนฟ้าเพื่อแสดงให้หลี่ซวนดู
ขณะเดียวกัน นัยน์ตาของหลี่ซวนพลันเปลี่ยนจากสีฟ้าครามกลายเป็นสีครามเข้มลึกล้ำ ภาพการเคลื่อนไหวทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในหัวอย่างสมบูรณ์แบบ!
เขาจ้องมองทะลุปรุโปร่งไปถึงจุดกำเนิดพลัง เห็นทั้งปริมาณการอัดฉีดพลังวิญญาณ ทิศทางการไหลเวียนของไอวิญญาณรอบข้าง ไปจนถึงการจัดระเบียบร่างกายของอวี่ฟ่าน... เพียงแค่มองแวบเดียว หลี่ซวนก็ตระหนักได้ทันทีว่าเขาสามารถลอกเลียนแบบวิชานี้ได้ในพริบตา!
‘เช่นนี้นี่เอง... เป็นวิชาที่สะดวกสบายจริง ๆ เพียงเท่านี้ข้าก็สามารถโบยบินบนฟ้าได้แล้ว ต่อให้จะเป็นการใช้สิ่งของช่วยบินก็เถอะ’ หลี่ซวนคิดในใจอย่างพึงพอใจ
หากให้เขาแสดงวิชานี้ออกมาเดี๋ยวนี้เลยก็ย่อมทำได้ ทว่าเขาตั้งใจที่จะนั่งสมาธิ 'แกล้งฝึกฝน' ต่อไปอีกสักหนึ่งชั่วยามเพื่อความแนบเนียน ถึงอย่างไร ความลับเรื่องเนตรคัดลอกก็เป็นไพ่ตายก้นหีบที่เขาไม่อาจเปิดเผยให้ผู้ใดล่วงรู้ได้ แม้คนผู้นั้นจะเป็นสหายสนิทหรือพี่ชายที่ไว้ใจได้ก็ตาม การเก็บซ่อนความลับนี้ไว้ ย่อมเป็นผลดีต่อทั้งตัวเขาและคนรอบข้างมากกว่า
อวี่ฟ่านร่อนใบไม้ยักษ์ลงมาจอดบนพื้นอย่างนิ่มนวล ก่อนจะหันมากล่าว "คร่าว ๆ ก็ประมาณนี้แหละ อย่ามัวเสียเวลาเลย พวกเจ้ารีบแยกย้ายกันไปฝึกเถิด"
หลี่ซวนและจางเหว่ยพยักหน้ารับ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิเพื่อทำความเข้าใจวิชา แน่นอนว่าจางเหว่ยนั้นพยายามฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ส่วนหลี่ซวนกลับเพียงแค่หลับตาแกล้งทำเป็นศึกษา แต่ในหัวกลับกำลังทบทวนวิชาอื่น ๆ ที่คัดลอกมาตอนงานประลองพันธมิตรเมฆาอย่างสบายใจเฉิบ
หนึ่งชั่วยามต่อมา...
จางเหว่ยสามารถควบคุมวิชาล่องลอยนภาได้สำเร็จ แม้การบังคับของวิเศษให้ลอยตัวจะยังดูทุลักทุเลและไม่ค่อยคล่องแคล่วก็ตาม
ทว่าในฝั่งของหลี่ซวน เขากลับงัดเอากระบี่เหล็กกล้าเล่มใหม่ที่หนักอึ้งของตนออกมา แล้วใช้วิชาควบคุมให้มันลอยขึ้น ก่อนจะกระโดดเหยียบลงบนกระบี่แล้วเหาะเหินทะยานไปบนฟ้าได้อย่างลื่นไหลไร้ที่ติ! กระบวนท่าและการรักษาสมดุลของเขานั้น เรียกว่าถอดแบบมาจากอวี่ฟ่านได้เแทบจะเหมือนเป๊ะทุกประการ!
"ได้เช่นไรกัน! เจ้าลูกสัตว์ประหลาดนี่... เพียงหนึ่งชั่วยาม เจ้ากลับฝึกวิชานี้ได้คล่องแคล่วเกือบขนาดนี้เลยงั้นหรือ!?" อวี่ฟ่านตะโกนถามด้วยความตกตะลึง
ส่วนจางเหว่ยที่ยืนมองอยู่ด้านล่างก็ทำได้เพียงเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
หลี่ซวนร่อนกระบี่ลงมาจอดบนพื้นอย่างนุ่มนวล พลางลอบคิดในใจอย่างตื่นเต้น ‘กระบี่เล่มใหม่นี่แม้จะหนักอึ้งปานใด แต่เมื่อผสานกับวิชาล่องลอยนภาแล้ว ข้ากลับบังคับมันได้เบาหวิว... มีประโยชน์จริง ๆ!’
"ข้าพร้อมแล้ว พี่อวี่... ท่านนำทางได้เลย" หลี่ซวนเอ่ยบอก
ทั้งสองมองหน้ากันครู่หนึ่ง ก่อนจะทำใจยอมรับว่าหลี่ซวนคือสัตว์ประหลาดตัวจริง แล้วจึงปรับสีหน้ากลับมาเป็นปกติดังเดิม
"เฮ้อ... เจ้านี่แข็งแกร่งจริง ๆ ข้าก็พร้อมแล้วเช่นกัน" จางเหว่ยพยักหน้าตอบรับ
"ฮ่า ๆ ๆ เจ้านี่ทำเอาข้าตกใจตลอดเลยแฮะ... แต่ก็นั่นแหละ ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน!"
ฟึ่บ!
อวี่ฟ่านเปิดใช้วิชาล่องลอยนภากับใบไม้มรกตอีกครั้ง ก่อนจะกวักมือเรียกสหายทั้งสอง "พวกเจ้าขึ้นมาเถิด ได้เวลาออกเดินทางกันแล้ว!"
ไม่ต้องรอให้พูดซ้ำสอง หลี่ซวนและจางเหว่ยก็กระโจนขึ้นไปประจำที่บนใบไม้ยักษ์ทันที
เมื่อทุกคนพร้อม อวี่ฟ่านก็อัดฉีดพลังวิญญาณลงไปเต็มกำลัง ใบไม้มรกตพลันพุ่งทะยานแหวกอากาศขึ้นสู่ฟากฟ้าด้วยความเร็วสูง
ฟิ้ว!
สายลมพัดโหมจนเรือนผมของทั้งสามปลิวไสว พวกเขาสัมผัสได้ถึงอากาศอันสดชื่นและความอิสระเหนือจินตนาการ พลางกวาดสายตาชมวิวทิวทัศน์เบื้องล่าง ก่อนที่ใบไม้วิเศษจะลอยตัวสูงขึ้นไปเกือบจรดหมู่เมฆ และกลืนหายลับไปจากน่านฟ้าบริเวณสำนักเฟิงหยวนในชั่วพริบตา
และแล้วเวลาก็ล่วงเลยไปเจ็ดวัน...
ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา ทั้งสามผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันถ่ายทอดพลังวิญญาณผ่านวิชาล่องลอยนภาใส่ใบไม้วิเศษ เพื่อให้มันยังคงรักษาระดับความเร็วได้อย่างคงที่ โดยมีหลี่ซวนคอยเป็นกำลังหลักในการประคอง
และเมื่อถึงยามค่ำคืนของวันที่เจ็ด พวกเขาก็เดินทางมาพบกับเมืองที่มีขนาดพอประมาณแห่งหนึ่งที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้า เมืองที่มีกำแพงสูงนับสิบจั้ง ตัวเมืองประดับประดาด้วยโคมไฟสีเหลืองนวลตารายล้อม ส่องสว่างไสวเจิดจ้าทำลายความมืดมิดในยามราตรี รอบด้านมีผู้บำเพ็ญจำนวนไม่น้อยพากันทะยานร่อนลงสู่พื้นดินเมื่อใกล้ถึงเขตเมือง ก่อนจะใช้วิธีเดินเท้าเข้าไปด้านใน
เมื่อหลี่ซวนทอดสายตามองเมืองตรงหน้า แล้วนำไปเทียบกับเมืองของมนุษย์ปุถุชนอย่างเมืองเทียนอวี่ เขาพบว่าความงดงามและยิ่งใหญ่นี้ ช่างห่างชั้นกันจนเทียบไม่ติดเลยทีเดียว
ส่วนจางเหว่ยที่เพิ่งเคยเดินทางมาเปิดหูเปิดตาเป็นครั้งแรก และรู้เพียงข้อมูลคร่าว ๆ ว่ามีสถานที่แบบนี้อยู่ ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าตื่นตาตื่นใจออกมา
อวี่ฟ่านมองหน้าจางเหว่ยและหลี่ซวนด้วยความเอ็นดู ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างแล้วเอ่ยขึ้น
พวกเราถึงที่หมายแล้วล่ะ..