เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 22: ตำนานที่เล่าขาน (The Legendary Tales)

    สักพัก เซ็นเคียวกับนิชิโกะก็รีบเข้ามาหาสึบากิด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับเหล่าเพื่อนๆ ของพวกเธอ ยูกินะกับสึบากิรีบลุกจากที่นอนและเดินเข้าไปกอดพ่อแม่ทันที“สึบากิจัง นางเทวีอสูรฯ อิซานามิทำอะไรลูกรึเปล่า”นิชิโกะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“นางเทวีอสูรฯ อิซานามิ” อยู่ๆ ซานาเอะก็อุทานขึ้นมา“ทำไมเหรอซานาเอะจัง” ริโกะถามด้วยความสงสัย“คุณปู่กับคุณย่าของฉันเคยเล่าให้ฟัง มันคือตำนานที่เล่าขานกันมาในหมู่ชนพื้นเมืองเกียวโตที่เป็นทายาทบรรพบุรุษชนเผ่าวามาตั้งแต่สมัยอาณาจักรยามาไทเมื่อหลายพันกว่าปีก่อน มันว่าด้วยเรื่องราวของจอมขมังเวทย์สายดำคนหนึ่งที่เดินทางมายังแดนปรโลก และทำการเปลี่ยนเทพีอิซานามิ จ้าวปกครองแห่งปรโลกให้กลายเป็นพญาจิ้งจอก 9 หางขนาดมหึมาที่มีนามว่าคิวบิ โนะ โยโกะ...”เนื่องจากซานาเอะมีญาติฝ่ายพ่อที่เป็นคนในพื้นเมืองเกียวโตที่เป็นทายาทบรรพบุรุษชนเผ่าวามาตั้งแต่สมัยอาณาจักรยามาไท ดังนั้นเธอจึงรู้ตำนานเรื่องนี้มาจากปากของผู้เป็นปู่และย่าของเธอ“ว่ากันว่า นางเทวีอสูรแห่งพญาจิ้งจอก 9 หางที่มีนามว่าคิวบิ โนะ โยโกะ อิซานามินั่น มันเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งปีศาจ และสามารถเดินทางข้ามมิติไปมาระหว่างแดนปรโลกกับโลกมนุษย์ในยุคสมัยต่างๆ อีกด้วย...”ซานาเอะถอนหายใจสักพักก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวในตำนาน“เมื่อพันกว่าปีก่อน นางเทวีอสูรฯ อิซานามิเดินทางข้ามมิติมายังอาณาจักรยามาไทบนโลกมนุษย์ และพบกับเจ้าชายฮิโกโบชิรักกับเจ้าหญิงโอริฮิเมะ แต่ด้วยความที่เจ้าชายฮิโกโบชิคือเทพอิซานางิกลับชาติมาเกิด ดังนั้น นางจึงแค้นมาก”“และต่อมา นางได้สาปให้เจ้าหญิงโอริฮิเมะกลายเป็นนางอสูรร้าย และทำการสิงเข้าไปในร่างเจ้าหญิงโอริฮิเมะ จากนั้นก็บงการให้อาละวาดทำลายบ้านเมือง และเข่นฆ่าผู้คนเป็นนับหมื่นตามที่นางได้ขู่เอาไว้ จนทำให้อาณาจักรยามาไทในตอนนั้นเกิดความโกลาหลวุ่นวาย เพื่อหวังจะให้เขาได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานกับการที่ได้เห็นนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะที่เขารักมากที่สุดต้องกลายเป็นนางอสูรแห่งการทำลายล้าง พร้อมกับเย้ยหยันให้เขาให้กำเนิดผู้คนให้ได้ถึง 15000 กว่าคนตามที่เขาเคยกล่าวไว้...”ซานาเอะถอนหายใจสักพักก่อนจะเล่าต่อ“เจ้าชายฮิโกโบชิได้รับการช่วยเหลือจากพระมารดาของเขา ราชินีจอมขมังเวทย์ฮิมิโกะผู้เป็นประมุขสูงสุดในอาณาจักรยามาไทที่ว่ากันว่า เป็นอาณาจักรที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านเวทย์มนต์ถึงขีดสุด ราชินีฮิมิโกะได้มอบดาบพระแสงคุซานางิกับเครื่องไตรราชกกุธภัณฑ์อีกสองชิ้นให้กับเจ้าชายฮิโกโบชิไว้ใช้ในการทำลายคำสาปเพื่อช่วยเจ้าหญิงโอริฮิเมะ...”“หลังจากที่คำสาปของนางถูกทำลายลง นางเทวีอสูรฯ อิซานามิจึงหลุดออกจากร่างเจ้าหญิงโอริฮิเมะ นางแค้นมากที่เจ้าชายฮิโกโบชิช่วยทำลายคำสาปของนางในตัวของเจ้าหญิงโอริฮิเมะ จึงกลายร่างเป็นพญาจิ้งจอก 9 หาง และพุ่งเข้าโจมตีใส่พวกเขาทั้งสอง...”“แต่ก็ได้ราชินีฮิมิโกะเข้ามาปกป้องไว้ได้ทัน จากนั้นทั้งสองแม่ลูกก็ได้ร่วมมือกันจัดการกับพญาจิ้งจอก 9 หางจนสามารถเอาชนะมันได้ในที่สุด...”“หลังจากนั้น นางเทวีอสูรฯ อิซานามิก็ได้หนีหายไปพร้อมกับความแค้นในสิ่งที่เขาทำกับนางไว้ราวกับเลือกปฏิบัติ โดยการมอบทั้งความรักและหัวใจให้กับเจ้าหญิงโอริฮิเมะ ทั้งๆ ที่ได้กลายเป็นนางอสูรร้ายเช่นเดียวกับนางเทวีอสูรฯ อิซานามิ โดยที่ไม่มีความรู้สึกหวาดกลัวใดๆ เลยแม้แต่น้อย”“ในอีกหนึ่งพันกว่าปีต่อมา นางเทวีอสูรฯ อิซานามิก็ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมกับความแค้นที่มากขึ้นกว่าเก่า เจ้าหญิงฮิเมโยโกะผู้ที่เจ้าหญิงโอริฮิเมะกลับชาติมาเกิดถูกทำพิธีกรรมสาปแช่งในคืนวันเพ็ญ จนเป็นเหตุทำให้บ้านเมืองเกิดยุคเซ็นโกคุ คำสาปในตัวเจ้าหญิงฮิเมโยโกะนั้นมันช่างแรงยิ่งนัก แต่ด้วยความรักและความผูกพันธ์ของเจ้าหญิงฮิเมรากิที่มีต่อเจ้าหญิงฮิเมโยโกะผู้เป็นน้องสาว เจ้าหญิงฮิเมรากิจึงสามารถทำลายคำสาปของนางได้อย่างราบคาบ ถึงแม้ว่าคำสาปนั้นจะแรงแค่ไหนก็ตาม...”ซานาเอะจบการเล่าเรื่องราวในตำนานเท่าที่เธอเคยรู้มาทั้งหมด ก่อนที่คิทสึเนะในร่างมนุษย์เล่าเรื่องราวในตำนานทั้งหมดต่อจากซานาเอะ“ว่ากันว่าเจ้าหญิงฮิเมโยโกะถึงแม้จะกลายเป็นนางอสูรจิ้งจอก 9 หาง เช่นเดียวกับนางเทวีอสูรฯ อิซานามิ แต่กลับได้ รับทั้งความรัก และการปกป้องจากเจ้าหญิงฮิเมรากิผู้เป็นพี่สาว ทำให้นางเทวีอสูรฯ อิซานามินั้นเกิดความริษยาในตัวเจ้าหญิงฮิเมโยโกะขึ้น นางจึงกลายร่างเป็นพญาจิ้งจอก 9 หาง และพุ่งเข้าใส่เจ้าหญิงฮิเมโยโกะเพื่อหวังจะกำจัดทิ้ง แต่ก็ได้เจ้าหญิงฮิเมรากิเข้ามาช่วยปกป้องไว้ได้จนเกิดการต่อสู้กัน...” คิทสึเนะถอนหายใจสักพักก่อนที่จะเล่าต่อ“นางเทวีอสูรฯ อิซานามิเกิดการเสียท่าให้กับเจ้าหญิงฮิเมรากิอย่างแรง จึงได้รีบหนีไปตั้งหลักบนที่ราบสูงนาสุ แต่เจ้าหญิงฮิเมรากิก็ไล่ตามมาจนทัน และทำการผนึกร่างของเจ้าหญิงฮิเมรากิ จนกลายเป็นหินศิลาสังหารในเวลาต่อมา”คิทสึเนะจบการเล่าเรื่องราวในตำนานทั้งหมด“นางเทวีอสูรฯ อิซานามิก็ได้กลายเป็นตัวแทนของความริษยา ความแค้น และการทำลายล้าง ในความเชื่อของคนพื้นเมืองเกียวโตที่เกิดในทายาทบรรพบุรุษชนเผ่าวานับแต่นั้นเป็นต้นมา” ซานาเอะพูดสรุปออกมาเป็นการปิดท้าย“ว่าแต่ทำไม เรื่องราวแบบนั้นพวกเราถึงไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อนเลยหล่ะ”ริโกะเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย“นั่นก็เพราะเรื่องราวในตำนานนี้ มันเล่าขานกันไปมาเฉพาะกลุ่มชนพื้นเมืองเกียวโตที่เกิดในทายาทบรรพบุรุษชนเผ่าวาเท่านั้น ซึ่งมีจำนวนประชากรที่ค่อนข้างน้อย ดังนั้นเรื่องราวในตำนานจึงไม่เป็นที่รู้จักและแพร่หลายกันโดยทั่วไป คนนอกพื้นเมืองที่รู้ตำนานนี้มีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น”ซานาเอะตอบข้อสงสัยไปตามความเป็นจริง“แทบไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าเพียงแค่ความแค้นของคนหนึ่งคนจะทำให้ทั้งบ้านเมืองเกิดหายนะได้ถึงขนาดนี้”อาซึสะรู้สึกตกตะลึงกับเรื่องราวในตำนานเป็นอย่างมาก“ช่างเป็นตำนานที่น่าทึ่งจริงเลยนะ”ริโกะกล่าวในเชิงอุทานออกมา“นางเทวีอสูรฯ นั่น มันไม่ได้มีแค่ในตำนาน แต่มีตัวตนอยู่จริงและนางก็กลับมาแล้วด้วย” น้ำเสียงของโทโมเอะนั้นแฝงด้วยความโกรธแค้นราวกับว่าเธอเคยมีเรื่องบาดหมางกับนางผู้นั้นมาก่อน“หายนะครั้งใหญ่กำลังจะคลืบคลานมาสู่บ้านเมือง” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ยูกินะก็พลางนึกภาพเหตุการณ์ในฝันที่เธอเพิ่งได้เห็นกับตา ทางด้านเพื่อนทั้งสามของสึบากิแม้จะไม่ค่อยเชื่อในเรื่องแบบนั้นสักเท่าไหร่ แต่ภายในใจนั้นก็ยังคงมีความรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้างเล็กน้อยทางด้านเซ็นเคียวกับนิชิโกะรีบเข้ามาก้มกราบข้อร้องโทโมเอะให้ช่วยสึบากิให้หลุดพ้นไปจากคำสาปของนางเทวีอสูรฯ โทโมเอะมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือครอบครัวมัทสึไดระ เพราะตัวเธอเองก็ไม่ยอมปล่อยให้นางเทวีอสูรฯ นั้นนำพาหายนะมาสู่บ้านเมืองด้วยคำสาปของนางที่อยู่ในร่างสึบากิอย่างเด็ดขาด“หนูชื่อมัทสึไดระ สึบากิ อย่างนั้นสินะ”“ใช่ค่ะ” สึบากิตอบยืนยันในคำถามของโทโมเอะ“สึบากิเห็นสร้อยอัญมณีกันอสูรที่หนูสวมไว้อยู่ใช่ไหม”“สร้อยอัญมณีที่ว่า ก็คือนี่ใช่ไหมคะ”สึบากิโชว์สร้อยอัญมณีที่สวมไว้ที่คอให้โทโมเอะดู โทโมเอะพยักหน้าเพียงเล็กน้อยเป็นการยืนยันในคำตอบ ก่อนที่จะแนะนำต่อไปว่า “สวมไว้ตลอดเวลา และสวดภาวนาให้มากๆ เพื่อให้ความแค้นภายในใจของนางเทวีอสูรฯ แผ่วเบาลงไปบ้าง”หลังจากที่ได้รับคำแนะนำจากโทโมเอะแล้ว เซ็นเคียวกับนิชิโกะก็พาทั้งยูกินะและสึบากิกลับไปที่บ้านคฤหาสน์ตระกูลมัทสึไดระในเมืองเกียวโตที่อยู่ห่างจากศาลเจ้าออกไปไม่ไกลมากนัก อันเป็นบ้านเกิดของพวกเธอทั้งสองเป็นการชั่วคราว โดยที่ยูกินะขอรับหน้าที่ขับรถแทนผู้เป็นพ่อ ส่วนเพื่อนทั้งสามของสึบากิต่างก็พากันเดินทางกลับไปยังบ้านพักของพวกเธอที่อยู่ในกรุงโตเกียวทันที