ฟ้าสั่งให้ข้ามาเป็นวายร้าย

    บทที่ 47 จิตวิญญาณของโจโฉ

    บทที่ 47 จิตวิญญาณของโจโฉ


    “ช่างไร้ยางอายเสียจริง!!”


    ผู้ชมโดยรอบต่างส่งเสียงประณามกันระงม แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความคาดหวัง


    ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็อยากรู้ว่าฉินเฟิงถอดเอาผ้ารัดอกจากตัวองค์หญิงหนานเฟิงมาได้อย่างไร จากสีหน้าขององค์หญิงหนานเฟิงก็ไม่ยากที่จะบอกได้ว่า นี่คือผ้ารัดอกจากตัวนางจริง ๆ


    “เจ้านี่เอง…”


    จื่อเยียนหน้าแดงระเรื่อ นางนึกถึงตอนที่เจอกับฉินเฟิงครั้งแรกเมื่อเจ็ดปีก่อน ผ้ารัดอกสีแดงของนางก็หายไปเช่นนี้


    แต่พอคิดว่าฉินเฟิงใช้วิธีนี้กับผู้หญิงคนอื่น ในใจก็พลุ่งพล่านด้วยความโกรธ โมโหมากจนคว้าเอาเสี่ยวไป๋มาบีบ ๆ คลึง ๆ


    “อู้ อู้ กระต่ายข้าไม่ได้ทำอะไรผิดนะ!”


    ใบหน้ากลม ๆ ของเสี่ยวไป๋ถูกบีบจนผิดรูป มันหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาอย่างยากลำบากและจดลงไปว่า วันที่เท่านั้นเท่านี้ กระต่ายข้าถูกฉินเฟิงทำร้าย ต้องชดเชยด้วยหูหลัวปัวสิบหัว


    “ฉินเฟิง เจ้าช่างไร้ยางอาย!!”


    ฟางฉางส่งเสียงประณามอย่างรุนแรงจากด้านล่างเวที เขาจะไม่ยอมให้ใครมาทำให้องค์หญิงผู้สูงส่งในใจเขาต้องแปดเปื้อน


    ชายชุดดำเหลือบมองแล้วพูดเบา ๆ “ถึงจะเป็นวิธีการที่ต่ำช้า แต่ก็ไม่ถือว่าผิดกฎ!”


    บ้าเอ๊ย!!


    นี่ยังไม่ถือว่าผิดกฎอีกหรือ?!


    บรรดาศิษย์ของจักรพรรดิแห่งต้าเซี่ยต่างส่งเสียงประท้วง สงสัยอย่างยิ่งว่าชายชุดดำผู้ตัดสินคนนี้อยากจะดูเสียเอง


    [ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับเจ้าของที่ทำให้เทพธิดาเป็นมลทินในสายตาของบุตรแห่งสวรรค์ ได้รับ 10000 แต้มวายร้าย!]


    ฉินเฟิงมองไปที่ฟางฉางที่กำลังร้อนใจอยู่ด้านล่างเวที รู้ว่าตนเองได้จับจุดอ่อนของเขาได้แล้ว


    “องค์หญิง ยอมแพ้เถอะ!”


    ฟางฉางทนไม่ได้ที่จะเห็นองค์หญิงผู้สูงส่งถูกฉินเฟิงรังแกเช่นนี้ และรู้ดีว่าองค์หญิงหนานเฟิงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉินเฟิง เวลานี้การยอมแพ้และถอนตัวออกจากการแข่งขันถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด


    “ข้าเข้าใจแล้ว…”


    องค์หญิงหนานเฟิงโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ และต้องการจะจบการแข่งขันอย่างเร่งด่วน


    แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยปาก เสียงไร้ยางอายของฉินเฟิงก็ดังขึ้น “เจ้าจะยอมแพ้เร็วกว่า หรือข้าจะเปลื้องผ้าเจ้าเร็วกว่ากันนะ!?”


    “เจ้าจะทำอะไร!?”


    ใบหน้าขององค์หญิงหนานเฟิงฉายแววตื่นตระหนก รู้สึกว่ารอยยิ้มของฉินเฟิงในตอนนี้ราวกับปีศาจ


    จากการที่เขาแอบเอาผ้ารัดอกของนางไปโดยไม่มีเสียงใด ๆ แสดงให้เห็นว่าฉินเฟิงต้องการจะเปลื้องผ้าของนางออกให้หมดภายในไม่กี่เหมี่ยวจง นั่นหมายความว่าทันทีที่นางพูดคำว่ายอมแพ้ออกมา นางก็จะเปลือยเปล่าต่อหน้าผู้คน


    นี่เป็นสิ่งที่องค์หญิงผู้สูงส่งไม่มีทางยอมรับได้เด็ดขาด ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเป็นองค์หญิงแห่งอาณาจักรต้าเซี่ยอีกด้วย


    เมื่อพูดจบ ทั้งสนามก็เกิดความวุ่นวาย


    “โอ้ ฉินเฟิงช่างไร้ยางอายเสียจริง ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะกล้าทำ”


    “ใช่แล้ว องค์หญิงหนานเฟิง ท่านต้องเชื่อมั่นในตัวเอง ฉินเฟิงไม่มีทางกล้าทำหรอก”


    “เจ้าเป็นองค์หญิงแห่งต้าเซี่ย ฉินเฟิงเป็นใครกัน? เขากำลังโกหกอย่างแน่นอน!”


    “ฉินเฟิงกล้าฆ่าคนข้าเชื่อ แต่ถ้าบอกว่าฉินเฟิงจะเปลื้องผ้าของท่าน ข้าไม่เชื่อ”


    “หากฉินเฟิงกล้าเปลื้องผ้าท่าน ข้าจะเขียนนามสกุลกลับหลัง ข้า หวังกัง ขอสาบานไว้ ณ ที่นี้!”


    “ข้ามีสหายฝากถามประโยคหนึ่งว่า ฉินเฟิงไปเรียนวิชานี้มาจากที่ใด!?”


    “…”


    ชายหนุ่มทั้งสนามตื่นเต้นจนส่งเสียงโห่ร้องดังลั่น พากันยุยงองค์หญิงหนานเฟิงไม่ให้ก้มหัวให้กับอำนาจชั่วร้าย


    “ฉินเฟิง เจ้าอย่าทำเชียวนะ!!”


    ฟางฉางโมโหจนหน้าแดงก่ำ เขาคำรามและต้องการจะเข้าไปสู้กับฉินเฟิงให้รู้ดำรู้แดง


    แต่ชายชุดดำบนฟ้ากลับจ้องมองอย่างดุดัน แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวพลันส่งลงมาจากฟ้า กดให้ฟางฉางขยับตัวไม่ได้และไม่อนุญาตให้เขาไปก่อกวนการแข่งขัน


    [ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับเจ้าของที่ได้ทำลายเทพธิดาในดวงใจของบุตรแห่งสวรรค์ ได้รับ 10000 แต้มวายร้าย!]


    “ตอนนี้ควรจะกอบโกยให้ได้มากที่สุด!”


    ฉินเฟิงชำเลืองมองไปทางฟางฉางด้วยหางตา ไม่สนใจสายตาเคียดแค้นของอีกฝ่าย และเดินตรงไปหาองค์หญิงหนานเฟิง


    “เจ้าจะทำอะไร!?”


    องค์หญิงหนานเฟิงแสร้งทำเป็นสงบขณะจ้องมองฉินเฟิงที่เข้ามาใกล้ตนเอง ในใจอยากจะกัดเจ้าสารเลวคนนี้ทั้งเป็น


    นางเป็นถึงองค์หญิงผู้สูงส่งแห่งต้าเซี่ย แต่กลับถูกฉินเฟิงข่มขู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งยังทำอะไรเขาไม่ได้เลย ช่างน่าอึดอัดใจเสียจริง


    “เจ้าคิดว่าเช่นไรล่ะ!?”


    รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นที่มุมปากของฉินเฟิง ทันใดนั้นเอง เขาก็ก้มลงจูบนางท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย


    “อื้ออ…”


    องค์หญิงหนานเฟิงเบิกตากว้าง สมองพลันว่างเปล่าไปหมด


    สวรรค์ช่วย!!


    จูบแรกของนางถูกขโมยไปเช่นนี้ ทั้งยังเป็นฉินเฟิง เจ้าคนสารเลวนี่อีกด้วย!


    เดี๋ยวก่อน!


    เจ้าบ้านี่กำลังทำอะไร เขาแลบลิ้นทำไม!!


    “เจ้า…เจ้า…เจ้าถึงกับจูบแม่นางคนนั้น!!”


    จื่อเยียนที่อยู่ด้านล่างสนามประลองโมโหสุดขีด นางคว้าเสี่ยวไป๋มาบีบอีกรอบ


    “อื้ออ ข้ากระต่ายไม่ได้ทำอะไรผิด!”


    ใบหน้ากลมเล็กของเสี่ยวไป๋ถูกบีบจนผิดรูป แต่ก็ยังพยายามหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาและจดลงไป ว่าวันที่เท่านั้นเดือนนั้น ฉินเฟิงเด็ดดอกไม้ป่าเถื่อน ข้ากระต่ายถูกเพื่อนวัยเด็กของเขารังแก ต้องชดใช้ด้วยหูหลัวปัวสิบห้าหัว


    ผู้ชมรอบด้านส่งเสียงประณามออกมา


    “กลางวันแสก ๆ ท้องฟ้ากว้างใหญ่ เขากลับ…”


    “โลกทุกวันนี้เสื่อมทราม คนรุ่นใหม่สมัยนี้…”


    “กฎของยุทธภพ ผู้ใดถูกจูบก็จะเป็นของคนผู้นั้น”


    “…”


    ไม่เพียงแต่จื่อเยียนเท่านั้นที่ถูกกระตุ้น แม้แต่ฟางฉางผู้เป็นบุตรแห่งสวรรค์เองก็ด้วย


    หลังจากเห็นเทพธิดาในใจถูกรังแก จักรวาลเล็ก ๆ ของฟางฉางก็ถูกจุดชนวนในทันที พลังขั้นเหนือวิญญาณระดับห้าระเบิดออกมาอย่างเต็มที่ ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้แรงกดดันของชายชุดดำ เขายังค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนได้ด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่


    “ฉินเฟิง ข้าจะฆ่าเจ้า!!”


    ฟางฉางเงยหน้าขึ้นและส่งเสียงคำรามโกรธเกรี้ยว แสงสีทองอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกมาจากร่างกายของเขา


    “อะไรน่ะ!!”


    ใบหน้าของชายชุดดำเปลี่ยนไปทันที ในที่สุดก็ตระหนักว่าฟางฉางคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน เขาไม่ใช่อัจฉริยะธรรมดา แต่เป็นอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ที่หาได้ยากยิ่ง ผู้รวบรวมโชคชะตาและความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่


    “ช่างอัศจรรย์ยิ่งนัก!!”


    ผู้ชมโดยรอบส่งเสียงร้องด้วยความประหลาดใจขณะที่ถอยหลังไปเรื่อย ๆ ด้วยความตกตะลึง


    หากจะมีใครในสนามรบนี้ที่สามารถต่อกรกับฉินเฟิงได้ เกรงว่าจะมีเพียงฟางฉาง ศิษย์ของจักรพรรดิคนนี้เท่านั้น


    “ไร้ยางอาย!!”


    องค์หญิงหนานเฟิงผลักไสฉินเฟิงออกไปด้วยใบหน้าแดงก่ำ นางอยากจะกัดชายคนนี้ให้ตายทั้งเป็น


    [ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับเจ้าของที่ทำให้บุตรแห่งสวรรค์เกิดความระแวงสงสัยในดวงใจ ได้รับ 100000 แต้มวายร้าย!]


    เกิดความระแวงสงสัย!?


    ให้ตายเถอะ เจ้าสารเลว!


    เขารู้ว่าบุตรแห่งสวรรค์เหล่านี้มีปมในบางเรื่อง!


    ความรังเกียจปรากฏชัดบนใบหน้าของฉินเฟิงจนแทบจะล้นออกมา เขาคิดว่าบุรุษที่แท้จริงจะสามารถหลงรักหญิงสาวจากซูโจว *[1] และเป็นอัครมหาเสนาบดีของวุยก๊กไปด้วยได้


    “อ๊ากกกก…!!”


    ฟางฉางเงยหน้าขึ้นฟ้าและส่งเสียงคำรามดังสนั่นหวั่นไหว แสงสีทองรอบกายของเขารวมตัวกันเหนือศีรษะ กลายเป็นรูปปั้นพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ เสียงสวดมนต์ดังก้องไปทั่วสวรรค์และโลก


    “ยังมีพลังเหลืออยู่อีกหรือ? นึกว่าข้าจะกลัวเจ้าหรือไง!”


    ฉินเฟิงมองไปที่ฟางฉางซึ่งโกรธจนแทบจะสติแตก เขาโบกมือหยิบกระบี่เทียมสวรรค์ของตนเองออกมาจากพื้นที่พกพา ม่านตาในดวงตาทั้งสองของเขาเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นรูม่านตาสีดำสองอันที่มีขนาดใหญ่และเล็กต่างกัน


    “ปรากฏแล้ว ปรากฏแล้ว! ทวิเนตรโบราณ!!”


    ผู้ชมที่อยู่โดยรอบซึ่งเห็นการเปลี่ยนแปลงในดวงตาของฉินเฟิง ต่างก็ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นเต้นทันที


    นับตั้งแต่เจ็ดปีก่อนที่มีข่าวลือว่าฉินเฟิงเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งดินแดนบรรพกาล ทุกคนต่างก็อยากเห็นว่ารูปแบบสมบูรณ์ของเขาจะแข็งแกร่งขนาดไหน


    เพียงแต่เจ็ดปีต่อมา เมื่อฉินเฟิงปรากฏตัวต่อสายตาสาธารณชนอีกครั้ง กลับไม่เป็นไปตามความหวัง ไม่ได้เห็นความน่ากลัวของอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งดินแดนบรรพกาล แต่กลับได้เป็นสักขีพยานการผงาดขึ้นของผู้เลวทรามที่สุดแห่งดินแดนบรรพกาล


    ตอนนี้ในที่สุดเขาก็จะจริงจังแล้ว พวกเขากำลังจะได้เป็นสักขีพยานตำนานของทวิเนตรโบราณ…



    [1] สาวซูโจว นับแต่โบราณกาล จีนมีวลีที่ตกทอดกันว่า “หากฟากฟ้ามีสรวงสวรรค์ บนผืนปฐพีก็มีซู-หัง” ซู-หัง ในที่นี้หมายถึง “ซูโจว” และ “หางโจว” ทิวทัศน์และบรรยากาศราวสรวงสวรรค์ของซูโจวบ่มเพาะให้สาวซูโจวเป็นสตรีที่ทั้งอ่อนโยนและอ่อนหวาน นับตั้งแต่อดีตกาล ในประวัติศาสตร์จีน คณิกางามล่มเมืองอย่าง ซูเสี่ยวเสี่ยวหรือหลี่เซียงฉวิน ถ้าไม่มาจากซูโจว ก็ต้องมาจากหยางโจว

    คล้ายกับเรื่องฟ้าสั่งให้ข้ามาเป็นวายร้าย ที่คุณอ่าน