ณ บ้านพักอินทร
อินทรถอดรองเท้าทิ้งไว้ลวก ๆ แล้วเดินไปทรุดตัวลงบนโซฟาอย่างคนที่แบกโลกทั้งใบไว้
ผมปิดประตูลงอย่างเบามือ แล้วเดินไปนั่งลงข้าง ๆ เว้นระยะพอให้อินทรได้อยู่เงียบ ๆ แต่ยังรับรู้ว่ามีผมอยู่ตรงนี้
"เธอไม่ควรต้องมาตายแบบนี้" น้ำตาอินทรไหลออกมาอีกครั้ง
“...”
"ฮึก...ฉันมันเฮงซวย!! ที่ไม่สามารถปกป้องเธอได้”
“...” ผมรู้ว่าอินทรรักภัทราวดีมาก และในใจเขามีแต่เธอ
“ ฉันผิดเองที่เจอเธอช้า...ฮึก..” เขาร้องไห้หนักกว่าเดิม
ผมดึงเขาเข้ามากอด โดยไม่พูดอะไร ลูบที่หลังเบา ๆ เพื่อปลอบ
น้ำตาเม็ดเล็ก ๆ หยดลงที่เสื้อของผมอย่างต่อเนื่อง
ไม่รู้ว่าเรากอดกันไปนานแค่ไหน จนตอนนี้อินทรได้หลับไปแล้ว ผมพยุงเขาไปนอนบนเตียง ห่มผ้าห่มให้
ผมเข้าไปอาบน้ำ แล้วเดินกลับมาหยิบฟูกจากตู้ ปูที่พื้นเหมือนทิ้งตัวนอนตะแคงหันหน้าไปมองอินทรที่หลับอยู่บนเตียง ผมอดเป็ห่วงเขาไม่ได้ คงต้องให้เวลาช่วยบรรเทาอาการเ็ปนั้น
เปลือกตาของผมก็ค่อย ๆ ปิดลง ด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายวัน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน แต่รับรู้ได้ถึงเสียงสะอื้นเบา ๆ ดังมาจากบนเตียง ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมามอง
ร่างของคนบานเตียงกำลังสั่น แต่พยายามอดกลั้นเอาไว้เพื่อไม่ให้รบกวนผมที่นอนอยู่ในห้องเดียวกัน
ผมลังเลว่าจะลุกไปหาดีไหม แต่พอเห็นแบบนั้นก็อดสงสารไม่ได้ ผมตัดสินใจลุกขึ้น แล้วเดินไปหยุดที่ข้างเตียง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รวบรวมสติ ก้าวขาขึ้นไปบนเตียง แล้วเอนตัวนอนลงข้างหลังเขา พาดแขนผ่านลำตัวของอินทรเพื่อสวมกอด
ร่างของอินทรสะดุ้งเล็กน้อย
"ถ้าไม่โอเค ผมกลับไปนอนที่เดิมก็ได้ครับ" ผมรีบเอ่ย แล้วกำลังชักมือกลับ
หมับ!
อินทรคว้าแขนผมไว้ด้วยมือที่สั่น
"กอดฉัน" เขาพูดเบา ๆ น้ำเสียงนั้นเหมือนเด็กหลงทาง
“ครับ” ผมกระชับกอดแน่นขึ้นเล็กน้อย กอดอย่างที่เขา้า กอดอย่างที่คนหนึ่งควรอยู่เคียงข้างอีกคนในวันที่โลกทั้งใบกำลังพังลง
ผมไม่รู้ว่าความเ็ปในคืนนี้จะจบลงเมื่อไหร่ แต่ผมรู้แค่ว่าตราบใดที่เขายังหายใจอยู่ ผมจะอยู่ตรงนี้เสมอ
ผมนอนกอดอินทรเงียบ ๆ รับรู้ได้ถึงลมหายใจที่ยังไม่เสถียรนักของเขา เสียงสะอื้นเริ่มเบาลง
“ขอบคุณที่อยู่ข้างฉัน”เสียงของเขาเบามาก เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับผม
“...” ผมไม่ได้ตอบอะไร แต่ก้อนน้อย ๆ ที่อกข้างซ้ายมีจังหวะที่กระเพื่อมแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ณ สถานีตำรวจห้วยเส้นขนาน
อินทรนั่งเขย่าขาในห้องประชุมเหมือนเสือที่ถูกขังอยู่ในกรง ทุกวินาทีที่ผ่านไปเหมือนมีใครค่อย ๆ บีบหัวใจเขาให้เต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เก่งศักดิ์บอกว่าผลตรวจ DNA จากศพภัทราวดีกำลังจะออกในอีก 2 นาทีซึ่งจะส่งตรงมายังระบบของพวกเขา
2 นาทีผ่านไป
ก้องภพกำลังนั่งจ้องหน้าจอไอแพดที่ต่อเข้ากับหน้าจอ แอลอีดี ซึ่งกำลังค้างหน้าโหลดข้อมูล
แต่จู่ ๆ ก็เด้งออก
“เกิดอะไรขึ้น” อินทรหันมามองก้องภพ
ก้องภพพยายามเข้าระบบอีกครั้ง แต่เด้งออกมาเหมือนเดิม
“ระบบถูกแฮกครับ" ก้องภพตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ห๊ะ!!!” ทุกคนใ
“กำลังเร่งแก้ระบบอยู่ครับ” ก้องภพรีบแก้ระบบ
ครืดดดดดด
โทรศัพท์ของสารวัตรเมฆาดังขึ้น
เก่งศักดิ์: ระบบถูกแฮกครับ
เมฆา: ตรวจ DNA ใหม่อีกครั้งโดยเร็วที่สุด
เก่งศักดิ์ : แต่ต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 วันนะครับ
เมฆา: ทำไมรอบนี้ใช้เวลามากกว่ารอบที่แล้ว
เก่งศักดิ์: เพราะระบบมันล่ม เครื่องตรวจก็ไม่สามารถประมวลผลได้ครับ
เมฆา: โอเค ผมฝากด้วย
ติ๊ด!
ทุกคนหันไปมองสารวัตรเมฆาเพื่อรอคำตอบ
“ระบบถูกแฮ็กทั้งหมด และเครื่องก็ประมวลผลไม่ได้ เก่งศักดิ์บอกว่าต้องใช้เวลาประมาณ 3 วัน”
“แม่งเอ๊ย!!...” อินทรสบถออกมา
สารวัตรเมฆาและทนายธนาธิปขอแยกตัวออกไปทำงานอื่นก่อน เหลือเพียงอินทร ก้องภพ และผม ที่ยังอยู่ในห้องประชุมนั้น ผลตรวจ DNA ยังไม่สามารถดึงกลับมาได้
8 ชั่วโมงผ่านไป
ก้องภพพยายามแก้ระบบ ส่วนผมและอินทรกำลังรื้อข้อมูลของฆาตกรต่อเนื่องใหม่อีกครั้ง
"ผู้หมวดครับ" ผมเรียกเขาเบา ๆ
เขาเงยหน้ามองผม ดวงตานั้นเหมือนกำลังกลืนไฟไว้ข้างใน
"เดี๋ยวผมดูต่อให้เอง ผู้หมวดไปพักเถอะครับ"
อินทรไม่ตอบ และก้มดูข้อมูลต่อ ผมได้แต่ถอนหายใจออกมา เพราะอินทรคงไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ แน่
2 วันต่อมา
ยังไม่สามารถกู้ข้อมูลกลับมาได้ ทุกคนต่างหมดแรง วันนี้จึงจำเป็ต้องแยกย้ายกันกลับไปพัก
ณ บ้านพักของอินทร
ทั้งห้องเงียบสนิท มีเพียงเสียงแอร์ที่ดังเบา ๆ คล้ายเสียงลมหายใจที่เหนื่อยอ่อนของคนสองคน
แสงไฟจากกลางห้องส่องลงบนพื้น เงาของผมกับอินทรทอดทับกันอยู่บนโซฟา
เขาเอนตัวไปกับพนักพิงเหม่อลอยอย่างไร้จุดหมาย ไม่มีบทสนทนา มีเพียงความรู้สึกที่หนักขึ้นทุกวินาที
ผมค่อย ๆ เอื้อมมือไปแตะหลังมือเขาเบา ๆ แค่ให้เขารู้ว่าผมยังอยู่ตรงนี้
อินทรสะดุ้งเล็กน้อย เหมือนหลุดจากความคิด เขาหันมาสบตากับผม แววตานั้นเปราะบางเกินจะปิดไว้ได้
เขามองผมอยู่อย่างนั้น เหมือนมองหาคำตอบบางอย่าง แล้วค่อย ๆ เคลื่อนใบหน้าเข้ามา
ผมไม่ได้ขยับหนี แค่ดูเขาค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ แล้วจู่ ๆ ก็หยุดชะงักค้างไว้ตรงนั้น
“...” แววตาของอินทรเต็มไปด้วยความลังเล
“...”
แต่ไม่ถึงอึดใจริมฝีปากของเขาก็ัักับริมฝีปากของผมและค้างนิ่งอยู่แบบนั้น
ตึก ตัก ตึก ตัก
อินทรเริ่มขยับปาก แต่ผมยังนิ่งอยู่เหมือนเดิม อินทรถอนริมฝีปากออก แล้วสบตากับผม แววตานั้นกำลังสื่อว่าให้ผมเป็ฝ่ายตัดสินว่าจะตอบรับ หรือจะถอยหนี
ผมนิ่งอยู่สักพัก ถามใจตัวเองดูอีกครั้ง แต่แล้วความรู้สึกที่มีต่ออินทรมันก็มากเกินกว่าจะยับยั้งไว้ได้ ผมจูบอินทร แล้วอินทรก็จูบตอบ
จูบอ่อนโยน ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็การแทรกลิ้นเข้าไปหยอกเย้ากันและกัน
อินทรจับไปที่กระดุมเสื้อของผมแล้วหยุดชะงัก เขาผละจูบออก มาสบตากับผมว่าขออนุญาตทำมากกว่านี้ได้ไหม
ผมไม่ได้พูดอะไร แค่ดึงเขาเข้ามาจูบอีกครั้ง และนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับคำว่าอนุญาต
เขาค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อของผมทีละเม็ด มือที่เคยสั่นไหวจากความเศร้า ตอนนี้สั่นเพราะความตื่นเต้น แต่ยังคงแน่วแน่
ผมช่วยปลดกระดุมเสื้อเขาออกเช่นเดียวกัน ลมหายใจเราสลับกันแ่เบา ผิวกายแนบชิดถูไถกันไปมา
เราเปลี่ยนจากโซฟาย้ายไปที่เตียง โดยปากยังเชื่อมกันไว้แบบนั้น ไม่มีคำพูดใด ๆ ทุกััเต็มไปด้วยการยึดเหนี่ยวไว้ไม่ให้จมหายไปกับความเ็ปในใจ
ไม่มีคำว่ารักที่ชัดเจน มีแค่เสียงลมหายใจของเราสองคนที่สอดประสานกันกับท่วงทำนองเพลงรักในค่ำคืนนี้
เช้าวันต่อมา
แสงแดดลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาแตะยังใบหน้า ผมยังไม่ได้ลืมตาแต่รับรู้ได้ถึงการลุกออกจากเตียงของอีกฝ่าย แล้วเสียงฝีเท้าก็หายเข้าไปในห้องน้ำ
ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ชันตัวนั่ง ก้มสำรวจร่างกายของตัวเอง
รอยแดงเต็มไปหมดเลย พอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนก็อยากจะหมุดดินหนีจริง ๆ มันคือครั้งแรกของผม แล้วก็น่าจะเป็ครั้งแรกของอินทรเหมือนกัน ถึงแม้จะเป็ครั้งแรกแต่อินทรกลับทำออกมาได้ดีจนผมไม่อาจห้ามความ้าของเขาที่ขอผมทำต่ออีก 3 รอบ อ๊ายยย!! ถ้าพ่อกับแม่รู้ว่าผมใจง่ายขนาดนี้ ต้องด่าผมยับแน่ ๆ ขอโทษครับ...แต่มันอดใจไม่ได้จริง ๆ
แกร็ก!
ประตูห้องน้ำเปิดออก อินทรเดินออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูสีน้ำตาลเข้มพันรอบเอว
ผมรีบดึงผ้าห่มมาคลุมตัว เพราะตอนนี้ร่างกายผมไม่มีอะไรปกปิดเลยแม่แต่ชิ้นเดียว
"อ..อรุณสวัสดิ์ครับ" ผมยิ้มทักทาย
เขาหันมาสบตากับผมแว๊บเดียว แล้วก็หันไปทางอื่น
"อืม" เขาตอบแค่นั้น แล้วเดินไปหยิบเสื้อผ้าในตู้มาสวมใส่
เขาน่าจะเขินอยู่เหมือนกัน เพราะมันเป็ครั้งแรกของเราหนิ นึกถึงตอนนี้ก็ยังหน้าแดงอยู่เลย
ผมมองการเคลื่อนไหวของเขา อินทรเป็คนที่มีเสน่ห์และอันตรายในเวลาเดียวกัน
“ผู้หมวดเอาโจ๊ก เพิ่มไข่ลวก 2 ฟองเหมือนเดินนะครับเดี๋ยวผมโทรสั่งให้”
“ไม่เป็ไร วันนี้ฉันไม่กิน”
“...” น้ำเสียงของเขาดูเ็าเกินไป มันไม่มีความหลงเหลือของอินทรคนเมื่อคืนแม้แต่น้อย
อินทรชงกาแฟ แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง โดยไม่หันมามองผมสักนิด
“ผู้หมวดครับ” ผมไม่เข้าใจว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นระหว่างผมกับเขา
อินทรชะงักไปเล็กน้อย แต่ยังไม่ได้หันมา
“เป็อะไรไปครับ” ผมถามทันที
“...” เขาไม่ตอบ แค่นั่งนิ่งหันหลังให้ผมอยู่อย่างนั้น
“รังเกียจผมเหรอ” ผมถามออกไปตรง ๆ
อินทรหันกลับมามองผม “ฉันไม่ได้รังเกียจนาย”
“แล้วความรู้สึกตอนนี้มันคืออะไรครับ”
“ฉัน…ฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำเมื่อคืน มันควรจะเกิดขึ้นไหม” แววตาของอินทรเหมือนคนที่ตัดสินใจผิดพลาด
“เพราะผมเป็ผู้ชายใช่ไหม”
เขาหลบตา แล้วเอ่ยตอบ
“เมื่อคืนมันอาจจะเป็เพราะความอ่อนไหวของฉัน ขอโทษนะ คิดซะว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกัน”
ผมเข้าใจทุกอย่างแล้ว เข้าใจแล้วจริง ๆ
“เข้าใจแล้วครับ ขอโทษที่ทำให้ผู้หมวดลำบากใจ” ผมลุกออกจากเตียงด้วยร่างกายเปลือยเปล่าไม่สนในความอายแม้แต่น้อย ผมหยิบเสื้อมาสวมใส่ แล้วเก็บของทุกอย่างใส่กระเป๋า
“เก็บของทำไม!” อินทรทักท้วงขึ้น
“ผมจะย้ายไปอยู่ที่อื่นครับ” ผมยังยอมรับความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้ มันกะทันหันเกินไป
“ฉันไม่ให้ไป! นายก็รู้ว่ามันอันตราย” เขาพูดเสียงแข็ง
“ผมจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ผู้หมวดไม่ต้องห่วง ถ้าคดีฆาตกรต่อเนื่องจบ ผมจะลาออกจากตำรวจทันที” ผมพยายามไม่ให้เสียงสั่น
“นายเป็บ้าไปแล้วหรือไง!! นายไม่ได้เป็คนที่นี่ ลาออกจากตำรวจแล้วนายจะไปอยู่ที่ไหน!!” เสียงเขาเริ่มดังขึ้น
“ที่ไหนก็ได้ครับ ที่ไม่ใช่ที่นี่!”
“...”
ผมแบกกระเป๋าออกจากบ้านหลังนั้น โดยไม่หันกลับไม่มอง อย่างน้อยการที่ผมไม่ได้อยู่บ้านเดียวกันกับเขา ก็พอมีเวลาให้ผมได้ทำใจบ้าง
ณ สถานีตำรวจห้วยเส้นขนาน
เวลา 09:02 น.
แสงจากหลอดไฟ้าส่องลงมาเป็แนวตรงกลางโต๊ะยาวสีน้ำตาล ทุกคนทยอยเข้ามานั่งประจำที่ สารวัตรเมฆานั่งหัวโต๊ะ สีหน้าเคร่ง ด้านขวาคืออินทร ถัดไปคือเก่งศักดิ์ และก้องภพ ส่วนด้านซ้ายคือ ทนายธนาธิป ถัดมาคือผม
ผมรู้สึกเหมือนมีสายตาของใครบางคนคอยมองมา แต่ผมไม่ได้มองตอบ
ก้องภพเปิดข้อมูลแสดงขึ้นบนหน้าจอ แอลอีดี
เก่งศักดิ์เริ่มพูด “ผลตรวจ DNA ที่เจอบนร่างของภัทราวดี มันตรงกับเหยื่อรายที่ 14 ครับ”
“หมายความว่ายังไง” อินทรคิ้วขมวด
“DNA ทุกอย่างที่พบบนร่างภัทราวดี มันคือ DNA ของเหยื่อรายที่ 14 ครับ”เก่งศักดิ์ตอบ
ธนาธิปเอ่ยเสริม “มันจงใจวาง DNA นี้ไว้ เพื่อให้เราคิดว่ามีเบาะแสเพิ่ม”
อินทรเอ่ยต่อด้วยเสียงเข้ม “ยืนยันแน่ชัดแล้วใช่ไหมครับว่าDNA ตรงกับเหยื่อรายที่ 14 ไม่ใช่เกิดจากการปนเปื้อน?”
“ไม่มีการปนเปื้อนแน่นอนครับ เพราะเครื่องมือตรวจสอบเราเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด” เก่งศักดิ์ตอบ
ปัง!
อินทรทุบกำปั้นที่โต๊ะ เสียงนั้นดังพอให้ทุกคนหันมามอง เขากัดฟันแน่น แววตาสั่นไหว ทั้งเสียใจและโกรธในเวลาเดียวกัน
“...”
บรรยากาศการประชุมเริ่มเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ คดีนี้ไม่ใช่แค่การฆาตกรรม แต่มันคือการท้าทาย เกมที่ใครบางคนอยากให้พวกเราวิ่งไล่จับเงา โดยไม่มีวันรู้ว่าเงานั้นอยู่ตรงไหน
ผมเห็นแววตาของแต่ละคน อยู่ในความเคร่งเครียด แต่กลับไปสดุดที่แววตาของก้องภพ และธนาธิป
แววตาของทั้งคู่ตอนนี้เหมือนผมเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ผมนึกอยู่สักพัก จู่ ๆ แววตาของฆาตกรในภาพสะท้อนก็ผุดขึ้นมา ใช่! มันคือแววตานั้นจริง ๆ ด้วย แววตาที่ผมเห็นตอนที่แตะรถกระบะสีดำที่พบศพภัทราวดี ทำไมมันถึงได้คล้ายกันมากขนาดนี้ล่ะ หรือว่า...
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนมือถืออินทรดังขึ้น อินทรก้มลงดู ทุกคนหันไปมอง
Mom: พ่อเสียชีวิตแล้วอินทร เขาขับรถตกเหว
“...” อินทรชะงัก เขาลุกพรวดขึ้นทันที
“...” ทุกคนใ
“อินทรเกิดอะไรขึ้น?!!” เมฆาเอ่ยทักด้วยความเป็ห่วง
อินทรพยายามกดอารมณ์ข้างในเอาไว้
“ผมขอลาไปงานศพพ่อนะครับ” พูดเสร็จ เขาเดินพรวดออกจากห้องเหมือนคนลืมหายใจ
“...” ทั้งห้องประชุมเงียบสนิท เหมือนอากาศหายไปจากห้องในวินาทีนั้น
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของผม มันย้อนไปตอนที่ผมเริ่มเขียนนิยายเื่นี้
‘ภายในสองสัปดาห์หลังจากพบศพเหยื่อรายใหม่ของฆาตกรต่อเนื่อง หากยังจับฆาตกรไม่ได้ จะต้องมีคนใกล้ชิดของอินทรตายไปครั้งละคน’
แต่ตอนนี้มันยังไม่ถึงสัปดาห์ด้วยซ้ำ แต่ทำไมพ่อของอินทรถึงเสียชีวิตแล้วล่ะ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!
ณ ห้องพักใหม่ของนที
ห้องสี่เหลี่ยมโล่ง ๆ ไม่มีอะไรมากนัก มีเพียงกระเป๋าเสื้อผ้าที่เพิ่งขนมา แสงจากโคมไฟหัวเตียงสีส้มสลัว ส่องใบหน้าของผมที่จ้องมือถือเครื่องเดิม สายที่โทรออกไปยังชื่อ อินทร เป็สิบ ๆ สาย แต่ไม่มีใครรับ
ผมปล่อยให้มีคนตายไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ผมลุกขึ้นคว้ากุญแจ แล้วขับรถมุ่งหน้าไปยังจุดที่อาจจะมีคำตอบให้ผม