ศิษย์แห่งสำนักลัวซาที่ได้ยินข่าวคราวต่างทยอยกันมาที่ตำหนักส่วนที่สามอย่างรวดเร็ว
กลางลานจัตุรัสถูกพายุงวงช้างขนาดมหึมาปกคลุมไปเกือบครึ่งลานสายฝนที่สาดกระหน่ำค่อยๆ ถูกม้วนเข้าสู่กระแสพายุ สายฟ้าแลบกะพริบวูบวาบไปรอบพายุ เสียงคำรามดังขึ้นไม่มีท่าทีสิ้นสุดพื้นถูกแรงสั่นสะเทือนรุนแรงต่อเนื่องจนแตกเป็นเสี่ยงๆ
ท่ามกลางพายุงวงช้างมหึมาร่างทั้งแปดหมุนวนไปมาพลางปล่อยพลังเจินหยวนออกมาอย่างไม่ขาดสาย
ครั้นฉิวจวิ้นและคนอื่นๆที่รีบตามมาเห็นเข้ากับฉากเบื้องหน้า พริบตาก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน
“นี่คือพลังของระดับหลอมปราณอย่างนั้นหรือ...” ศิษย์ที่ตามมาด้านหลังเอ่ยเสียงสั่นแม้ว่าเขาจะบรรลุระดับฝึกร่างขั้นที่เก้าแล้วซึ่งห่างจากระดับหลอมปราณเพียงก้าวเดียวทว่าความแตกต่างของทั้งสองกลับมากเกินกว่าจะจินตนาการได้
ไม่เพียงแค่ศิษย์ผู้นี้เท่านั้นที่มีความคิดเช่นนี้เฟิงหลิงเหยียนและคนอื่นๆ ก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน
“ไม่ใช่แค่พลังของระดับหลอมปราณ แต่ยังมีปราณวิญญาณประสานร่วมอีกด้วย ข้าได้ยินมาว่าเลี่ยวเจว๋หรือผู้พิทักษ์ใหญ่เลี่ยวนั้นบรรลุไปถึงระดับหลอมปราณขั้นกลางเรียบร้อยแล้วอีกเจ็ดคนที่เหลือก็น่าจะผู้ฝึกในระดับหลอมปราณขั้นต้น จากพลังของพวกเขา การร่วมมือแสดงปราณวิญญาณประสานร่วมออกมานั้นเป็นไปได้ว่าอานุภาพอาจใกล้จะเทียบเท่าระดับหลอมปราณขั้นท้ายแล้วล่ะ ดังนั้นถึงได้มีอานุภาพรุนแรงน่าตะลึงถึงเพียงนี้อย่างไรล่ะ”ฉิวจวิ้นเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง แววตาที่จดจ้องไปยังกระแสพายุลูกนั้นดูจะซับซ้อนเสียจนยากที่จะอธิบายเดิมความรู้สึกปีติยินดีที่ทะลวงไประดับหลอมปราณขั้นต้นได้เมื่อครู่นั้นกลับถูกเจือจางลงไปมาก
“ระดับหลอมปราณขั้นท้าย...” เฟิงหลิงเหยียนและศิษย์คนอื่นสูดอายเย็นเข้าปอดเฮือกใหญ่
หลังจากระดับฝึกร่างขั้นที่เก้าต่อไปก็คือระดับหลอมปราณ แต่จากระดับนี้เป็นต้นไป จะมีเพียงสามขั้นเท่านั้น แบ่งเป็นขั้นต้นขั้นกลาง และขั้นท้าย ทุกคราที่ก้าวข้ามผ่านหนึ่งขั้น พลังก็จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
เพียงแต่ทุกๆ การก้าวข้ามผ่านหนึ่งขั้นนั้นยากลำบากมากความยากของการทะลวงจากระดับฝึกร่างขั้นที่เก้าไปยังระดับหลอมปราณขั้นต้นนั้นแทบไม่ต่างกันมากเสียเท่าไรดังนั้นการบรรลุในระดับหลอมปราณขั้นท้าย เมื่ออยู่ในสำนักเทียนซิงจึงถือว่าสูงมากแล้ว
“คนที่ผู้พิทักษ์กฎใหญ่เลี่ยวและคนอื่นกำลังประมืออยู่นั้นแท้จริงแล้วคือผู้ใดกันแน่?”ศิษย์คนหนึ่งถามขึ้นด้วยความแปลกใจอย่างอดไม่ได้
“ผู้ที่สามารถทำให้ผู้พิทักษ์ใหญ่เลี่ยวและคนอื่นร่วมมือกันจุดพลังปราณวิญญาณประสานร่วมขึ้นได้ทั้งสำนักเทียนซิงคงมีไม่เกินสิบคนแน่ ข้ารู้สึกว่าเป็นไปได้สูงว่าอาจเป็นใครสักคนในสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์แห่งสำนักเทียนซิงก็เป็นได้”ฉิวจวิ้นเอ่ยเสียงขรึม
สิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์แห่งสำนักเทียนซิง...
พริบตาศิษย์ที่เหลือพลันให้ความเคารพแม้ว่าส่วนมากต่างเป็นศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่สาขาลัวซามาได้ไม่นานนัก ทว่าพวกเขากลับได้ยินเรื่องราวของสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์แห่งสำนักเทียนซิงมานานข่าวลือมากมายของสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ต่างกระจายวนเวียนอยู่ในสำนักเทียนซิงมาโดยตลอดในบรรดาสิบคนของมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์นั้นมักท้าทายผู้อาวุโสของสายใน รวมทั้งยังเคยโจมตีผู้อาวุโสของสายในจนพ่ายมาแล้ว
กล่าวได้ว่า สิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์แห่งสำนักเทียนซิงต่างอยู่ในดวงใจของเหล่าศิษย์มากมายทว่าเป็นผู้ที่ทำได้เพียงเงยหน้ามองตามเท่านั้น
สำหรับการคาดเดาของฉิวจวิ้นเหล่าศิษย์ที่นั่นต่างเห็นด้วยว่ามีเพียงสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์เท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติมากพอที่ทำให้ผู้พิทักษ์กฎใหญ่เลี่ยวและพรรคพวกร่วมมือกันปลดปล่อยปราณวิญญาณประสานร่วมออกมาได้
“เมื่อไรกันที่ข้าจะสามารถไปถึงระดับสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ได้...”แววตาของฉิวจวิ้นจ้องมองเบื้องหน้าพลางเอ่ยพึมพำ ท่ามกลางพลังของพายุโหมกระหน่ำเลี่ยวเจว๋กำลังนำพาทั้งเจ็ดคนโอบโจมตีร่างใครคนหนึ่ง เนื่องจากผลกระทบของพายุงวงช้างและพายุฝนกระหน่ำทำให้เห็นได้ยากว่าเป็นใครกันแน่แต่เขากลับมองออก ผู้ที่เผชิญหน้ากับวงล้อมโจมตีของเลี่ยวเจว๋ทั้งแปดคนนั้น ร่างนั้นแม้จะไม่มีกำลังโต้กลับพอทว่ากลับกำลังประคับประคองกายเอาไว้ไม่ให้ล้มมาโดยตลอด
สามารถประคองกายเอาไว้ได้นานถึงเพียงนี้พลังของร่างนั้นจะต้องแข็งแกร่งอย่างน่าสะพรึงกลัวเป็นแน่
“ศิษย์พี่ฉิว จากคุณสมบัติและพลังของท่านในยามนี้ มากสุดสามปีจะต้องสามารถไปถึงระดับหนึ่งในสิบของมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ได้แน่”เฟิงหลิงเหยียนคลี่ยิ้มบางพลางเอ่ย หากแต่คำพูดกลับฝืนใจไปบ้าง ดวงตางดงามเพ่งมองไปยังร่างนั้นภาพในยามนี้ได้โค่นล้มความเข้าใจเดิมของนางไปจนสิ้น เดิมทีพลังของผู้ฝึกตนนั้นแข็งแกร่งได้ถึงขั้นนี้เชียวหรือไม่รู้ว่าคนผู้นี้ของสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์เป็นชายหรือหญิงกันแน่ หากเป็นชายล่ะก็...
ท่าทางของเฟิงหลิงเหยียนพลันแปลกไปเล็กน้อยอย่างไม่ทันสังเกต
ตูม ตูม ตูม...
สีหน้าของเลี่ยวเจว๋และศิษย์คนอื่นแปลกไปจากปกติอย่างสุดขีดพวกเขาเร่งกระตุ้นพลังเจินหยวนได้เกือบถึงขีดสุดแล้ว ยิ่งเสริมปราณวิญญาณประสานร่วมเข้าไปอีกต่อให้อีกฝ่ายจะบรรลุถึงระดับหลอมปราณขั้นกลาง อย่างไรก็ต้องรู้สึกคับแค้นใจกันบ้างเป็นแน่
ทว่า ชายหนุ่มผู้นี้แม้ทั้งร่างจะเต็มไปด้วยหยาดเลือดสดแต่ยังคงยืนตัวตรงเอาไว้ได้ มีพลังกายอันแข็งแกร่งเกินกว่าที่เลี่ยวเจว๋และคนอื่นคาดเอาไว้มากพวกเขารู้สึกว่าสิ่งที่กำลังรับมืออยู่นี้ไม่ใช่ผู้ฝึกตนคนหนึ่ง ทว่าเป็นอสูรระดับต่ำตัวหนึ่งที่มีพลังกายอันน่าสะพรึงกลัว
ชายหนุ่มไม่ได้โต้กลับทว่าเอาแต่ยืนปกป้องคนที่แบกไว้บนหลังมาโดยตลอด
ตามด้วยการถล่มยิงโจมตีบาดแผลบนร่างของชายหนุ่มยิ่งนานก็ยิ่งมากขึ้น อาการบาดเจ็บก็ยิ่งหนักขึ้นเช่นกัน
“มาดูกันว่าเจ้าจะทนได้ถึงเมื่อไร” เลี่ยวเจว๋เอ่ยด้วยความเยือกเย็น
พลังกายของเจ้าหนุ่มนี้วิปริตเกินไปแล้วแม้ว่าวันนี้เจ้าหนุ่มคนนี้จะถูกโจมตียิงตายอยู่ที่นี่ แต่อย่างไรก็ส่งผลต่ออนาคตของพวกเขาต่อจากนี้อย่างแน่นอนอีกทั้งทุกสิ่งอย่างนี้ ต่างเกิดขึ้นจากชายหนุ่มตรงหน้า ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ตามเลี่ยวเจว๋ก็ไม่มีทางปล่อยให้ชายหนุ่มผู้นี้รอดชีวิตไปได้อย่างเด็ดขาด
“พลังที่แท้จริงของระดับหลอมปราณช่างน่าหวาดกลัวอย่างที่คิดไว้จริงๆ...หากเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ใช่เพียงข้าแต่เหลิงอู่เหยียนก็จะตายที่นี่เช่นกัน” ทันใดนั้นชายหนุ่มกลับเอ่ยพึมพำขึ้น
เลี่ยวเจว๋และคนอื่นได้ยินไม่ชัดนักแต่ก็ไม่จำเป็นต้องไปฟัง อย่างไรเสียในสายตาของพวกเขา เจ้าหนุ่มนี่ก็ใกล้จะเป็นคนตายแล้วดังนั้นเหล่าผู้พิทักษ์กฎทั้งแถวจึงเพิ่มพลังเจินหยวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง อานุภาพของพายุพลันค่อยๆเพิ่มขึ้น
ยามนี้ชายหนุ่มค่อยๆเงยหน้าขึ้น ความมุ่งมั่นฉายแววขึ้นในนัยน์ตาดำทมิฬ ตามด้วยร่างกายของเขาที่แปรเปลี่ยนกลายเป็นสีดำสนิทดวงดาวมากมายเกือบร้อยดวงพลันปรากฏขึ้นรอบกาย
ศาสตร์ดารา!
จากการกระตุ้นของหลินโม่พลังแห่งฟ้าดินทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเข้ามาราวกับสัมผัสได้ถึงจุดวิกฤติของหลินโม่ หนังสือศักดิ์สิทธิ์โบราณพลันปลดปล่อยลำแสงลึกลับแล้วหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของหลินโม่
วาริชแห่งชำนัญคำราม
เบื้องหน้าของหลินโม่มืดสนิทวิสัยทัศน์ของลมพายุสลายไป ท้องนภาปรากฏขึ้นตรงหน้า ดวงดาวมากมายไร้ที่สิ้นสุดประกายระยิบระยับชั่วพริบตานั้นร่างของหลินโม่พลันปรากฏกลุ่มดาวหนาแน่นมากกว่าพันดวง
ในชั่ววินาทีที่ดวงดาวปรากฏขึ้นนั้นพลังแห่งฟ้าดินภายในตำหนักส่วนที่สามก็หลั่งไหลทะลักเข้าสู่ร่างของหลินโม่อย่างบ้าคลั่ง
เดิมสาขาลัวซาก็สร้างอยู่บนตำแหน่งของเส้นโลหิตชีพจรวิญญาณหลักอยู่แล้วพลังแห่งฟ้าดินทั่วอาณาบริเวณจึงอยู่ในระดับเข้มข้น ครั้นเทียบกับห้องพลังปราณของสายนอกแล้วรัศมีของพลังแห่งฟ้าดินที่รวมตัวกันนั้นมากกว่าถึงพันจั่ง ช่างแข็งแกร่งเกินไปแล้ว
พลังแห่งฟ้าดินมหาศาลถ่ายทอดเข้าสู่ร่างมากถึงเพียงนี้ ไม่ต้องพูดว่าจะบรรลุระดับฝึกร่าง แม้แต่ระดับหลอมปราณก็ยังยากเกินกว่าจะรับไหวผลลัพธ์สุดท้ายมีเพียงร่างระเบิดตายเท่านั้น ทว่าหลินโม่กลับเป็นข้อยกเว้น ด้วยพลังของร่างกายอันน่าอัศจรรย์ที่หลอมขึ้นจากร่างนริศเก้าสวรรค์นั้นกลับยิ่งแข็งแกร่งและรับเข้ามาได้มากขึ้น
ชั่วพริบตาหลินโม่ก็บรรลุระดับการฝึกร่างไปถึงขั้นที่เก้าแล้ว
หากแต่พลังแห่งฟ้าดินที่กำลังถ่ายทอดนั้นกลับไม่ได้หยุดลงเพราะเหตุนี้หนังสือศักดิ์สิทธิ์โบราณปลดปล่อยลำแสงลึกลับขึ้นอีกครา เพียงพริบตากลุ่มดวงดาวบนร่างหลินโม่ก็พุ่งไปมากถึงหมื่นกว่าดวงอีกทั้งรัศมีของแรงดึงดูดพลังแห่งฟ้าดินนั้นน่าหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งได้ปกคลุมไปทั่วตำหนักส่วนที่สามแล้วอีกทั้งนี่ไม่ใช่เพียงแค่การดูดกลืนตามแนวขวางเท่านั้นแต่ยังดูดกลืนในแนวตั้งอีกด้วยพลังแห่งฟ้าดินอันบริสุทธิ์ในรัศมีหมื่นจั่งข้างใต้ดินพลันทะลักออกมายิ่งขึ้น
พลังแห่งฟ้าดินนี้บริสุทธิ์เสียยิ่งกว่าพลังแห่งฟ้าดินที่ตลบอบอวลไปทั่วสารทิศทั้งยั้งแฝงไปด้วยพลังอันน่าตื่นตา นี่มีเพียงเส้นโลหิตชีพจรวิญญาณใต้ดินเท่านั้นถึงจะมีพลังอันบริสุทธิ์และแฝงไปด้วยพลังปราณที่มากกว่าสิบเท่าของโลกภายนอกมันสร้างมาจากการอัดแน่นของเส้นโลหิตชีพจรวิญญาณ เดิมทีนั้นตัวมันไม่สามารถถูกดูดกลืนออกมาได้ทว่าพลังของศาสตร์ดารารุนแรงเกินไป พลังปราณบริสุทธิ์อันแข็งแกร่งจึงถูกดูดขึ้นมาถึงหนึ่งส่วนเล็กๆ
เส้นโลหิตชีพจรวิญญาณนั้นแฝงไปด้วยพลังอันน่าตกตะลึงต่อให้ถูกกระตุ้นเพียงส่วนเล็กๆ แค่ส่วนเดียวก็มากพอที่จะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงขึ้นได้
เลี่ยวเจว๋และพรรคพวกที่กำลังล้อมโจมตีหลินโม่พลันสัมผัสได้ถึงความไม่สงบอย่างรุนแรงความรู้สึกเช่นนี้ไม่ได้มาจากตัวหลินโม่ทว่ากลับแผ่มาจากใต้ดิน พวกเขาเก็บพลังไปบ้างเล็กน้อยจึงสังเกตได้ถึงแรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้า
“นี่มัน...”
“ช่างเป็นพลังแห่งฟ้าดินที่บริสุทธิ์ยิ่งนัก เทียบกับพลังของห้องพลังปราณระดับสูงแล้วยังเข้มข้นกว่ามาก...”
“พลังแห่งฟ้าดินนี่แทบจะหลอมเหลวแล้ว...” ผู้พิทักษ์ทั้งเจ็ดจ้องมองพลังแห่งฟ้าดินที่หลั่งไหลออกจากใต้ดินอย่างประหลาดใจนี่คือพลังแห่งฟ้าดินที่เข้มข้นที่สุดที่พวกเขาเคยเห็นมาตลอดชีวิต
“แย่แล้ว!”
เลี่ยวเจว๋พลันนึกอะไรบางอย่างออกพลางรีบตะโกนอย่างร้อนรน“เส้นโลหิตชีพจรวิญญาณใต้ดินกำลังจะระเบิด รีบถอยไป!”
เส้นโลหิตชีพจรวิญญาณใต้ดินจะระเบิด...
ทันใดนั้นสีหน้าของผู้พิทักษ์ทั้งเจ็ดพลันเปลี่ยนไปจนสิ้นพวกเขารู้ดีว่าอานุภาพในการระเบิดตัวของเส้นโลหิตชีพจรวิญญาณใต้ดินนั้นน่าสะพรึงกลัวมากถึงเพียงใดทว่ายามนี้ปราณวิญญาณของพวกเขากลับเกิดปฏิกิริยาต่อการประสานร่วมพลังเจินหยวนที่เชื่อมต่อกันยิ่งเพิ่มลมพายุที่กระตุ้นขึ้นนั้น ก็คล้ายกับเป็นโซ่เหล็กที่เชื่อมตรวนพวกเขาทั้งหมดเอาไว้ด้วยกันอย่างไรอย่างนั้นการคิดอยากจะหลีกถอยไปนั้นยากลำบากเกินไปแล้ว
ณ เวลานี้ พื้นพลันสั่นสะเทือนขึ้น
ตูม!
เส้นโลหิตชีพจรวิญญาณใต้พิภพที่รวมตัวเป็นพลังแห่งฟ้าดินนั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า