อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 99แมลง

    บึงชิงกู่อยู่ไม่ไกลจากถ้ำอสูรนัก  เพียงไม่ถึงครึ่งวันเหล่าตัวแทนจากแคว้นต้าหนานก็มาถึงจุดหมายในที่สุด    ตลอดการเดินทางนั้นราบรื่นอย่างมาก อุปสรรคจากเหล่าสัตว์อสูรทั้งหลายย่อมไม่ต้องพูดแล้ว ในส่วนของผู้ร่วมประลองอื่น…. อย่าว่าแต่จะกล้าขวางทาง  เพียงได้ยินว่าขบวนของมู่เชียนกำลังผ่านมา ต่างก็พากันหลบลี้หนีหายไปจนหมด เทือกเขาหู่ลี่สำหรับพวกนางยามนี้… แทบจะกลายป่าร้าง…



    ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า  ภูผาหินตั้งตระหง่าน ด้านล่างนั้นปรากฏถ้ำขนาดใหญ่ปกคลุมไปด้วยแมกไม้นานาพรรณ  ความดำมืดลึกล้ำทำให้ไม่อาจคาดเดาสภาพพื้นที่ภายในถ้ำได้เลย ไหนจะปราการสีเขียวอมฟ้าที่ครอบคลุมอยู่หน้าถ้ำอย่างหนาแน่นนั่นอีก… 


    มู่เชียนประเมินมองเกราะเวทย์พฤกษาคร่าวๆ ก็ลอบตระหนกในความแข็งแกร่งนั้น  เห็นได้ชัดว่าหากมิใช่ผู้ถูกเลือก  ต่อให้เป็นระดับราชันย์ยุทธ์มาด้วยตนเองก็คงไม่อาจฝ่าเข้าไปได้ง่ายๆ



    “แม่นางมู่..!”  


    น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีดังขึ้น  มู่เชียนหันไปก็พบองค์ชายจากแคว้นเพื่อนบ้าน ฉู่หมิงฮ่าวผู้นั้น กำลังเดินกึ่งวิ่งมาหานาง บนใบหน้าคมคายประดับด้วยรอยยิ้มสดใส


    ฉู่หมิงฮ่าว ประสานมือคารวะหนานจื่อชิ่งตามมารยาทครั้งหนึ่งก่อนจะหันมาพิจารณามู่เชียนที่ยามนี้มอมแมมเลอะคราบเลือดไปทั้งตัว


    “ท่านบาดเจ็บหรือ ?”


    ท่าทีที่เต็มไปด้วยความห่วงใย พร้อมกับดวงตาสอดส่ายไปทั่วนั้นทำให้โม่เจี้ยนที่ยืนอยู่ใกล้ๆถึงกับตากระตุก ร่างสูงก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างศิษย์น้องของตนอย่างรวดเร็ว


    “เพียงบาดแผลเล็กน้อยเท่านั้นเพคะ”  มู่เชียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพเป็นมิตร 


    แผลสะกิดผิวเพียงเท่านี้ นางไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยซ้ำ ปราณอี้เจ๋อในร่างสามารถเยียวยาตนเองได้ภายในไม่กี่อึดใจ ทว่ารอยเลือดมากมายที่ปรากฏนี้ก็ยังคงดูน่ากลัวสำหรับผู้อื่น 

    มู่เชียนก้มลงมองสภาพตนเองพร้อมกับคิดว่าคงต้องหาเวลาเข้าไปในมิติ เพื่ออาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าบ้างแล้ว   


    “นี่คือโอสถสมานแผลขั้นสาม รับไว้เถิด” ฉู่หมิงฮ่าวกล่าวพร้อมกับส่งขวดแก้วสีขาวมุกใบหนึ่งให้ 


    สีหน้าขององค์ชายแห่งแคว้นฉู่ เต็มไปด้วยความจริงใจ โอสถสมานแผลขั้นสามนั้นสูงค่าอย่างยิ่ง เขายังกล้าส่งให้นางทั้งขวดอย่างไม่เสียดาย ความทุ่มเทที่มีให้นั้นคงไม่ต้องเอ่ยแล้ว… ทว่าโม่เจี้ยนกลับยื่นขวดโอสถอีกขวดออกมาเบื้องหน้า


    “เสี่ยวเชียน โอสถฟื้นฟูขั้นสี่ที่เจ้าปรุงให้ข้าคราวก่อนยังมีเหลืออีกหลายเม็ด  หากต้องการก็เอาไปใช้ได้”  


    โม่เจี้ยนกล่าวพร้อมเหลือบมองฉู่หมิงฮ่าวด้วยสายตาเหนือกว่า ทว่าแทนที่ฉู่หมิงฮ่าวจะมีสีหน้าริษยา  กลับเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและชื่นชมแทน


    “ที่แท้แม้นางมู่ก็เป็นถึงปราชญ์โอสถหรือนี่   ความสามารถของท่านมากมายนัก.. ทำให้ข้าเลื่อมใสจริงๆ” ฉู่หมิงฮ่าวเอ่ยกับมู่เชียนด้วยดวงตาเป็นประกายแวววาม ความชื่นชอบในตัวนางยิ่งเพิ่มทวีขึ้นไปอีกขั้น


    “องค์ชายชื่นชมไปแล้ว” เด็กสาวก้มหน้ารับคำเยินยอจากชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์อย่างไม่สบายใจนัก


    “ท่านมีบุญคุณต่อข้า หากไม่ได้ท่านข้าคงไม่มีโอกาสเข้าหอสูง  ต่อไปอย่าเรียกข้าเช่นนี้อีกเลย  โปรดเรียกข้าหมิงฮ่าวเถิด”  องค์ชายผู้นั้นยังคงก้าวเข้ามาใกล้นางอีกก้าว พร้อมกับเอ่ยเสียงต่ำอย่างอ่อนโยน



    ท่ามกลางการเฝ้ามองอย่างรู้ทันของคนรอบข้าง… น้ำเสียงอบอุ่นและท่าทีเปิดเผยจากชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์นั้นแสดงออกถึงความปรารถนาในใจอย่างชัดเจน  แม้กระทั่งมู่เชียนผู้ความรู้สึกช้ายังเริ่มรับรู้ถึงเจตนาของเขาบ้างแล้ว


    ‘ไม่น่าเชื่อว่าสภาพเช่นนี้ยังมีคนสนใจเจ้า’ ได้ยินมังกรน้อยเอ่ยสิ่งที่ตรงกับความคิดของตนออกมา..  ใบหน้าขาวจึงแดงซ่านขึ้นเล็กน้อย 


    เสี่ยวจิ้งเอ่ยไม่ผิดเลยจริงๆ ….  ด้วยรูปลักษณ์ที่แสนธรรมดา ทั้งหน้าตาและเสื้อผ้าก็ยังมอมแมมเพียงนี้  ไม่น่าเชื่อว่า… ถึงกับมีชายหนุ่มมาแสดงท่าทีเช่นนี้กับนาง 


    ‘วูบบบ…’ กระแสอุ่นวาบจากกระจกวิญญาณบนร่างส่งออกมาเป็นครั้งแรก หลังจากที่นิ่งเฉยมาหลายวัน


    ….ทันทีที่ชื่อของเยว่เทียนหงปรากฏขึ้นในสมอง ความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดก็ถูกตัดฉับไปจนสิ้น 


    “ข้าขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสักครู่…” 


    หลังก้มศีรษะเป็นการเอ่ยลาครั้งหนึ่ง ร่างบางก็หันหลังพุ่งจากไปอย่างรวดเร็วราวกับดาวตก ทิ้งให้ฉู่หมิงฮ่าวมองตามอย่างงุนงง… 


    นี่เขาถูกปฏิเสธแล้วใช่หรือไม่ ?!….


    ทันทีที่ถึงบริเวณลับตา มู่เชียนก็รีบหยิบกระจกวิญญาณขึ้นมา ด้านในนั้นมีใบหน้าของเยว่เทียนหงปรากฏอยู่ดังคาด…  ดวงตาสีเทาที่เคยเปล่งประกายงดงามยามนี้ดูมืดมนและลุกโชนด้วยอารมณ์บางอย่างที่นางไม่ทันสังเกตุ


    นับจากวันที่เขาเอ่ยวาจาชวนขัดเขินนั่นก็ไม่ได้ติดต่อมาอีก ยามนี้ได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาอีกครั้งจึงอดรู้สึกยินดีไม่ได้


    “ฝ่าบาท” 


    “เรียกข้าเทียนหง…” 


    น้ำเสียงทุ้มแม้จะไพเราะน่าฟังเช่นเดิมแต่กลับแฝงด้วยกระแสเสียงบางอย่างที่ทำให้มู่เชียนรู้ว่าไม่ควรขัดใจเขาในเวลานี้


    “เพคะ”  หญิงสาวพยักหน้ารับคำอย่างง่ายดาย 


    แต่ก่อนที่จะรู้ว่าเขาเป็นใครนางก็เคยเรียกเขาเช่นนี้  จึงมิได้รู้สึกติดขัดอันใดนัก  ทว่าคิ้วคมของบุรุษตรงหน้ากลับยังขมวดมุ่นอย่างไม่พอใจ


    “เลิกใช้คำราชาศัพท์ด้วย…”  เสียงทุ้มเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 


    มู่เชียนพลันคิดได้ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเอ่ยกับนางเช่นนี้…  ดูเหมือนเขาจะไม่ชอบคำราชาศัพท์จริงๆ 


    “อืมม..”   


    หญิงสาวรับคำเสียงเบา  ใจฝ่อลงเล็กน้อยกับท่าทีของเขา  ความน้อยใจแล่นวูบจนดวงตาสีน้ำตาลหลุบต่ำลงไม่กล้ามองเขาอีก เยว่เทียนหงเห็นนางเป็นเช่นนี้ก็พลันรู้สึกตัว นึกตำหนิตนเองที่เผลอใช้น้ำเสียงเช่นนั้นกับนาง


    “ข้าไม่ดีเอง ถึงไม่สบายใจก็ไม่ควรมาลงกับเจ้า”  น้ำเสียงทุ้มที่อ่อนลงราวกับเป็นคนละคนทำให้นางรู้สึกดีขึ้น พร้อมกับนึกเป็นห่วงคนตรงหน้าไม่น้อย


    “ท่านมีเรื่องไม่สบายใจหรือ ?” เสียงใสเอ่ยถาม ทว่ากลับไม่ได้รับคำตอบ มีเพียงรอยยิ้มบางเบาส่งมาให้เท่านั้น


    “เรียกข้าสิ..” 


    “หืมมม ?” คำขออันไร้ที่มาทำให้เด็กสาวงุนงงไป


    “เรียกชื่อข้า…” 


    เสียงทุ้มเอ่ยย้ำอีกครั้ง ดวงตาสีเข้มลึกล้ำที่จ้องมองมาอย่างจริงจัง ทำให้มู่เชียนที่เดิมไม่รู้สึกอะไรถึงกับเริ่มขัดเขินขึ้นมา  ผ่านไปครู่ใหญ่จึงสามารถค้นพบเสียงของตน


    “เทียนหง…” 


    ทั้งที่เคยเอ่ยชื่อนี้มาหลายครั้ง แต่กลับไม่มีครั้งใดที่รู้สึกว่าคำสองคำจะมีอิทธิพลมากมายเพียงนี้… ใจดวงน้อยสั่นไหวอย่างแปลกประหลาด ใบหน้าร้อนผ่าว ช่วงท้องวูบไหวคล้ายจะเป็นลม


    “อืมม…” 


    ในที่สุดก็ได้ยินสิ่งที่อยากฟัง เยว่เทียนหงกระพริบตาครั้งหนึ่งช้าๆ ซึมซาบเสียงใสที่เอ่ยชื่อของตนเอาไว้ ใบหน้าหล่อเหลามีรอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้น ดีที่นางยังไม่ได้เรียกชื่อของเจ้าคนแคว้นฉินผู้นั้นออกมา.. หาไม่แล้วเขาคงทนไม่ได้


    เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งดวงตาสีเข้มก็เปลี่ยนเป็นจางลงอย่างเห็นได้ชัด ประกายแห่งความอ่อนโยนแทบล้นทะลักออกมา ทำให้คนมองยิ่งใจสั่น จนต้องรีบหาทางเลี่ยงจากสถานการณ์นี้


    “ด้านนอกนั่นท่านพบเผ่าวิถีวิญญาณหรือไม่ ?” เรื่องแรกที่แวบเข้ามาในหัวของนางก็คือซาไค… ตัวปัญหาใหญ่นั่น 


    ประกายอำมหิตวูบผ่านดวงตาสีเทา เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างนิ่งเฉย


    “พบ..”  


    “เช่นนั้นก็ดีเลย..” เด็กสาวเอ่ยอย่างโล่งใจ


    “ดูเหมือนผู้นำของพวกเขาจะรู้ความลับของข้า รบกวนท่านช่วยจับตาดูเขาไว้หน่อยได้หรือไม่ ? ข้ากลัวเขาจะหนีไปก่อน”


    นางเอ่ยฝากฝังทันที ในเมื่อนับเป็นเพื่อน… ไหว้วานเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้คงไม่เกินไปกระมัง  ทว่าเยว่เทียนหงกลับเอ่ยคำปฏิเสธออกมาอย่างเฉยชา


    “คงไม่ได้..” เสียงเย็นเยียบทำให้ใบหน้าเล็กสลดลงไป


    เห็นนางเซื่องซึมเช่นนั้น เยว่เทียนหงกลับรู้สึกเอ็นดูนัก นึกอยากสัมผัสใบหน้าเล็กที่ก้มต่ำอยู่นั้นขึ้นมาจับใจ


    “พวกที่มาจากเผ่านั่น.. ข้าฆ่าไปหมดแล้ว” 


    ข่าวสารกล่าวอันน่าตื่นตะลึงนี้  ทำให้มู่เชียนเงยหน้าขึ้นมาทันที  สีหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความประหลาดใจ


    “พวกเขาล่วงเกินอะไรท่านหรือ…?”  


    ริมฝีปากบางยกยิ้มข้างหนึ่ง ขณะที่มือเรียวแกร่งยกถ้วยชาขึ้นจิบแก้ลำคอที่แห้งผาก… เมื่อคิดถึงความคิดชั่วช้าของเจ้าคนที่ตายไปนั่น  ดวงตาของเยว่เทียนหงก็เปลี่ยนเป็นสีเข้มอีกครั้งอย่างไม่อาจห้ามได้


    “คิดแตะต้องของของข้า … ย่อมสมควรตาย !”  


    ครั้งก่อนความแค้นในใจของเขายังระบายออกมาไม่หมด… เห็นทีคงต้องฆ่าล้างเผ่าวิถีวิญญาณเสียแล้ว


    รังสีอำมหิตที่แพร่ผ่านกระจกออกมาทำให้มู่เชียนรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย… นางได้แต่คิดว่าของอะไรกันนะที่ทำให้เขามีท่าทางหวงแหนเพียงนี้… คนพวกนั้นช่างไร้ตา… 


    ทว่าก็ถือเป็นโชคดีของนาง…  ปัญหาก็เหลือแต่รัชทายาทฉินซือหยวนคนนั้นแล้ว….


    “อีกสี่วันจะเสร็จสิ้นการประลองแล้วสินะ” เยว่เทียนหงเอ่ยถาม 


    มู่เชียนพยักหน้ารับพร้อมด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ เกือบหนึ่งเดือนนี้นางผ่านอะไรมามากมาย ช่างน่ายินดีที่ภารกิจใกล้จะจบลงแล้ว


    “หลายวันนี้… เจ้าเข้าไปฝึกวิชาในมิติดีหรือไม่…?” เสียงทุ้มเอ่ยแนะนำ 


    เขารู้ดีว่าในมิตินั่นมีความลับบางอย่างที่ทำให้นางสามารถฝึกฝนตนเองได้อย่างรวดเร็ว หาไม่แล้วจะสามารถเลื่อนระดับได้ถึงสองขั้นในเวลาหนึ่งวันได้อย่างไร…   ทว่ามู่เชียนที่ไม่ทราบว่าเขาลอบเฝ้ามองนางมาตลอด… กลับรู้สึกตกใจอย่างมาก ดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้าง ขณะที่ปากเล็กเปิดค้างอย่างตื่นตะลึง


    “ท่านรู้เรื่องมิติของข้าด้วยหรือ ?!” 


    เด็กสาวมอมแมมที่กำลังทำหน้าตาน่าขันผู้นี้… ยังใช่สตรีผู้หาญกล้าที่สังหารจ้าวยุทธ์อย่างเลือดเย็นผู้นั้นอีกหรือ ?  


    เยว่เทียนหงหลุดเสียงหัวเราะออกมากับปฏิกิริยาที่เขาเห็นว่า นางแสดงออกมาเพียงต่อหน้าเขาเท่านั้น


    “คิดว่าอย่างไรเล่า ?” 


    ดวงตาสีเทาเป็นประกายพราวระยับ โยนคำถามกลับมาให้นางด้วยเจตนายั่วเย้า เห็นเช่นนี้ร่างเล็กจึงพ่นลมหายใจออกมาอย่างขัดเคือง


    “ท่านรู้เรื่องข้ามากมาย ข้าจะว่าอย่างไรได้…  ข้าสิไม่รู้เรื่องของท่านเลย” 


    “เจ้าอยากรู้เรื่องใด ?”  น้ำเสียงอารมณ์ดี ทำให้เด็กสาวตัดสินใจเอ่ยถามสิ่งที่อยากรู้ออกไปตามตรง


    “ท่านอายุเท่าไร ?” 


    นี่เป็นคำถามที่คาใจนางมาตลอด ได้ยินว่าผู้สำเร็จราชันย์ยุทธ์ขึ้นไป จะมีอายุขัยยาวนานถึงห้าร้อยปี แล้วระดับเหนือยุทธ์อย่างเขาเล่า …  ย่อมไม่อาจคาดเดาจากภาพที่เห็นได้…  


    เยว่เทียนหงจ้องมองดวงตาสีน้ำตาลใสวาววับเต็มไปด้วยความกะตือรือร้น  ประกายความคิดบางอย่างก็แล่นวาบผ่าน รอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าราวเทพเซียนนั้นดูลึกล้ำเต็มไปด้วยเล่ห์กล


    “อีกสี่วัน… เจ้าออกมาถามข้าด้วยตนเองเถิด” 


    “หืมม.. ตัวเลขไม่กี่ตัวเท่านั้น เหตุใดต้องยุ่งยากด้วย ?” นางเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ


    “หรือเจ้าไม่ยินดีพบข้า?” น้ำเสียงนิ่งเฉยเอ่ยราวกับตัดพ้อ ทำให้เด็กสาวรีบส่ายหน้าอย่างรวดเร็วด้วยกลัวเขาจะเข้าใจผิด


    “จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าอยากพบท่านทุกวันด้วยซ้ำ” 


    ทันทีที่กล่าวจบมือเล็กก็ยกขึ้นปิดปากตนเองทันที พร้อมกับคำว่า ‘พลาดแล้ว !’ ที่ดังลั่นอยู่ในใจ 


    ใบหน้าเล็กแดงซ่าน  นางรีบลดกระจกลงเพื่อหวังหลบหน้าเขา ทว่านี่กลับมิได้ส่งผลต่อการมองผ่านกระจกวิญญาณแม้แต่น้อย ดวงตาสีเทาระยิบระยับเฝ้ามองนางที่กำลังเคาะศีรษะตนเองซ้ำๆ พลางยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู 


    “ข้าก็อยากพบเจ้าเช่นกัน” เสียงทุ้มอ่อนโยนที่เปล่งออกมา ทำให้หัวใจของเด็กสาวยิ่งเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งกว่าเดิม


    ‘เหอะๆๆ  ข้ายังอยู่ตรงนี้นะ…!’ เสี่ยวจิ้งเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ไหว  นี่นางคิดจะใช้เสียงตึก..ตัก..นี้ ทำร้ายหูของเขาให้หนวกไปเลยหรือไร…


    ได้ยินเสียงค่อนแคะจากมังกรน้อย มู่เชียนพลันนึกขึ้นได้ว่าตนไม่ได้อยู่เพียงลำพัง คำพูดน่าอายเหล่านั้นเห็นทีเสี่ยวจิ้งคงล้อนางไปได้อีกนานเลยทีเดียว


    “ข้าต้องไปแล้ว”  เด็กสาวยกกระจกขึ้นมา ส่งยิ้มแห้งให้เขาพร้อมกับเอ่ยลา ใบหน้าหล่อเหลานั้นกำลังส่งยิ้มบางเบาให้นางเช่นกัน


    “สี่วันนี้เข้าไปอยู่ในกำไลมิตินะ” เยว่เทียนหงเอ่ยกำชับอีกครั้งอย่างใจเย็น


    มู่เชียนนึกสะกิดใจขึ้นมา  ไม่รู้เหตุใดเขาจึงย้ำเรื่องนี้หลายครั้งนัก สีหน้าเคลือบแคลงทำให้เยว่เทียนหงจำต้องเอ่ยเหตุผลออกมา


    “ด้านหน้าถ้ำมีแมลงชุกชุม…ข้าเป็นห่วง”


    แม้ที่ผ่านมาจะไม่รู้สึกถึงแมลงสักตัวเลยก็ตาม… แต่คำพูดที่ทิ้งท้ายให้ใจเต้นนั้น ก็เพียงพอแล้วที่จะให้นางรีบพลิ้วร่างหลบเข้าไปอยู่ในมิติแต่โดยดี 


    หลายวันที่เหลือนี้มู่เชียนฝึกตนอยู่ในหอรวมปราณ นับเวลาได้เดือนกว่า ระดับปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงก็เลื่อนขึ้นเป็นสูงสุดอย่างมั่นคง   ยามนี้สามารถกล่าวได้อย่างเต็มภาคภูมิแล้วว่า… นางคือผู้ฝึกตนที่เก่งกาจที่สุดในเทือกเขาหู่ลี่อย่างแท้จริง


    # กลางคืนมาอีกตอนนะคะ


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน

    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 982
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 516
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    เทพอสูรมังกร สยบสวรรค์

    เทพอสูรมังกร สยบสวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    218K 196
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786