บึงชิงกู่อยู่ไม่ไกลจากถ้ำอสูรนัก เพียงไม่ถึงครึ่งวันเหล่าตัวแทนจากแคว้นต้าหนานก็มาถึงจุดหมายในที่สุด ตลอดการเดินทางนั้นราบรื่นอย่างมาก อุปสรรคจากเหล่าสัตว์อสูรทั้งหลายย่อมไม่ต้องพูดแล้ว ในส่วนของผู้ร่วมประลองอื่น…. อย่าว่าแต่จะกล้าขวางทาง เพียงได้ยินว่าขบวนของมู่เชียนกำลังผ่านมา ต่างก็พากันหลบลี้หนีหายไปจนหมด เทือกเขาหู่ลี่สำหรับพวกนางยามนี้… แทบจะกลายป่าร้าง…
ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า ภูผาหินตั้งตระหง่าน ด้านล่างนั้นปรากฏถ้ำขนาดใหญ่ปกคลุมไปด้วยแมกไม้นานาพรรณ ความดำมืดลึกล้ำทำให้ไม่อาจคาดเดาสภาพพื้นที่ภายในถ้ำได้เลย ไหนจะปราการสีเขียวอมฟ้าที่ครอบคลุมอยู่หน้าถ้ำอย่างหนาแน่นนั่นอีก…
มู่เชียนประเมินมองเกราะเวทย์พฤกษาคร่าวๆ ก็ลอบตระหนกในความแข็งแกร่งนั้น เห็นได้ชัดว่าหากมิใช่ผู้ถูกเลือก ต่อให้เป็นระดับราชันย์ยุทธ์มาด้วยตนเองก็คงไม่อาจฝ่าเข้าไปได้ง่ายๆ
“แม่นางมู่..!”
น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีดังขึ้น มู่เชียนหันไปก็พบองค์ชายจากแคว้นเพื่อนบ้าน ฉู่หมิงฮ่าวผู้นั้น กำลังเดินกึ่งวิ่งมาหานาง บนใบหน้าคมคายประดับด้วยรอยยิ้มสดใส
ฉู่หมิงฮ่าว ประสานมือคารวะหนานจื่อชิ่งตามมารยาทครั้งหนึ่งก่อนจะหันมาพิจารณามู่เชียนที่ยามนี้มอมแมมเลอะคราบเลือดไปทั้งตัว
“ท่านบาดเจ็บหรือ ?”
ท่าทีที่เต็มไปด้วยความห่วงใย พร้อมกับดวงตาสอดส่ายไปทั่วนั้นทำให้โม่เจี้ยนที่ยืนอยู่ใกล้ๆถึงกับตากระตุก ร่างสูงก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างศิษย์น้องของตนอย่างรวดเร็ว
“เพียงบาดแผลเล็กน้อยเท่านั้นเพคะ” มู่เชียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพเป็นมิตร
แผลสะกิดผิวเพียงเท่านี้ นางไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยซ้ำ ปราณอี้เจ๋อในร่างสามารถเยียวยาตนเองได้ภายในไม่กี่อึดใจ ทว่ารอยเลือดมากมายที่ปรากฏนี้ก็ยังคงดูน่ากลัวสำหรับผู้อื่น
มู่เชียนก้มลงมองสภาพตนเองพร้อมกับคิดว่าคงต้องหาเวลาเข้าไปในมิติ เพื่ออาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าบ้างแล้ว
“นี่คือโอสถสมานแผลขั้นสาม รับไว้เถิด” ฉู่หมิงฮ่าวกล่าวพร้อมกับส่งขวดแก้วสีขาวมุกใบหนึ่งให้
สีหน้าขององค์ชายแห่งแคว้นฉู่ เต็มไปด้วยความจริงใจ โอสถสมานแผลขั้นสามนั้นสูงค่าอย่างยิ่ง เขายังกล้าส่งให้นางทั้งขวดอย่างไม่เสียดาย ความทุ่มเทที่มีให้นั้นคงไม่ต้องเอ่ยแล้ว… ทว่าโม่เจี้ยนกลับยื่นขวดโอสถอีกขวดออกมาเบื้องหน้า
“เสี่ยวเชียน โอสถฟื้นฟูขั้นสี่ที่เจ้าปรุงให้ข้าคราวก่อนยังมีเหลืออีกหลายเม็ด หากต้องการก็เอาไปใช้ได้”
โม่เจี้ยนกล่าวพร้อมเหลือบมองฉู่หมิงฮ่าวด้วยสายตาเหนือกว่า ทว่าแทนที่ฉู่หมิงฮ่าวจะมีสีหน้าริษยา กลับเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและชื่นชมแทน
“ที่แท้แม้นางมู่ก็เป็นถึงปราชญ์โอสถหรือนี่ ความสามารถของท่านมากมายนัก.. ทำให้ข้าเลื่อมใสจริงๆ” ฉู่หมิงฮ่าวเอ่ยกับมู่เชียนด้วยดวงตาเป็นประกายแวววาม ความชื่นชอบในตัวนางยิ่งเพิ่มทวีขึ้นไปอีกขั้น
“องค์ชายชื่นชมไปแล้ว” เด็กสาวก้มหน้ารับคำเยินยอจากชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์อย่างไม่สบายใจนัก
“ท่านมีบุญคุณต่อข้า หากไม่ได้ท่านข้าคงไม่มีโอกาสเข้าหอสูง ต่อไปอย่าเรียกข้าเช่นนี้อีกเลย โปรดเรียกข้าหมิงฮ่าวเถิด” องค์ชายผู้นั้นยังคงก้าวเข้ามาใกล้นางอีกก้าว พร้อมกับเอ่ยเสียงต่ำอย่างอ่อนโยน
ท่ามกลางการเฝ้ามองอย่างรู้ทันของคนรอบข้าง… น้ำเสียงอบอุ่นและท่าทีเปิดเผยจากชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์นั้นแสดงออกถึงความปรารถนาในใจอย่างชัดเจน แม้กระทั่งมู่เชียนผู้ความรู้สึกช้ายังเริ่มรับรู้ถึงเจตนาของเขาบ้างแล้ว
‘ไม่น่าเชื่อว่าสภาพเช่นนี้ยังมีคนสนใจเจ้า’ ได้ยินมังกรน้อยเอ่ยสิ่งที่ตรงกับความคิดของตนออกมา.. ใบหน้าขาวจึงแดงซ่านขึ้นเล็กน้อย
เสี่ยวจิ้งเอ่ยไม่ผิดเลยจริงๆ …. ด้วยรูปลักษณ์ที่แสนธรรมดา ทั้งหน้าตาและเสื้อผ้าก็ยังมอมแมมเพียงนี้ ไม่น่าเชื่อว่า… ถึงกับมีชายหนุ่มมาแสดงท่าทีเช่นนี้กับนาง
‘วูบบบ…’ กระแสอุ่นวาบจากกระจกวิญญาณบนร่างส่งออกมาเป็นครั้งแรก หลังจากที่นิ่งเฉยมาหลายวัน
….ทันทีที่ชื่อของเยว่เทียนหงปรากฏขึ้นในสมอง ความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดก็ถูกตัดฉับไปจนสิ้น
“ข้าขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสักครู่…”
หลังก้มศีรษะเป็นการเอ่ยลาครั้งหนึ่ง ร่างบางก็หันหลังพุ่งจากไปอย่างรวดเร็วราวกับดาวตก ทิ้งให้ฉู่หมิงฮ่าวมองตามอย่างงุนงง…
นี่เขาถูกปฏิเสธแล้วใช่หรือไม่ ?!….
ทันทีที่ถึงบริเวณลับตา มู่เชียนก็รีบหยิบกระจกวิญญาณขึ้นมา ด้านในนั้นมีใบหน้าของเยว่เทียนหงปรากฏอยู่ดังคาด… ดวงตาสีเทาที่เคยเปล่งประกายงดงามยามนี้ดูมืดมนและลุกโชนด้วยอารมณ์บางอย่างที่นางไม่ทันสังเกตุ
นับจากวันที่เขาเอ่ยวาจาชวนขัดเขินนั่นก็ไม่ได้ติดต่อมาอีก ยามนี้ได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาอีกครั้งจึงอดรู้สึกยินดีไม่ได้
“ฝ่าบาท”
“เรียกข้าเทียนหง…”
น้ำเสียงทุ้มแม้จะไพเราะน่าฟังเช่นเดิมแต่กลับแฝงด้วยกระแสเสียงบางอย่างที่ทำให้มู่เชียนรู้ว่าไม่ควรขัดใจเขาในเวลานี้
“เพคะ” หญิงสาวพยักหน้ารับคำอย่างง่ายดาย
แต่ก่อนที่จะรู้ว่าเขาเป็นใครนางก็เคยเรียกเขาเช่นนี้ จึงมิได้รู้สึกติดขัดอันใดนัก ทว่าคิ้วคมของบุรุษตรงหน้ากลับยังขมวดมุ่นอย่างไม่พอใจ
“เลิกใช้คำราชาศัพท์ด้วย…” เสียงทุ้มเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
มู่เชียนพลันคิดได้ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเอ่ยกับนางเช่นนี้… ดูเหมือนเขาจะไม่ชอบคำราชาศัพท์จริงๆ
“อืมม..”
หญิงสาวรับคำเสียงเบา ใจฝ่อลงเล็กน้อยกับท่าทีของเขา ความน้อยใจแล่นวูบจนดวงตาสีน้ำตาลหลุบต่ำลงไม่กล้ามองเขาอีก เยว่เทียนหงเห็นนางเป็นเช่นนี้ก็พลันรู้สึกตัว นึกตำหนิตนเองที่เผลอใช้น้ำเสียงเช่นนั้นกับนาง
“ข้าไม่ดีเอง ถึงไม่สบายใจก็ไม่ควรมาลงกับเจ้า” น้ำเสียงทุ้มที่อ่อนลงราวกับเป็นคนละคนทำให้นางรู้สึกดีขึ้น พร้อมกับนึกเป็นห่วงคนตรงหน้าไม่น้อย
“ท่านมีเรื่องไม่สบายใจหรือ ?” เสียงใสเอ่ยถาม ทว่ากลับไม่ได้รับคำตอบ มีเพียงรอยยิ้มบางเบาส่งมาให้เท่านั้น
“เรียกข้าสิ..”
“หืมมม ?” คำขออันไร้ที่มาทำให้เด็กสาวงุนงงไป
“เรียกชื่อข้า…”
เสียงทุ้มเอ่ยย้ำอีกครั้ง ดวงตาสีเข้มลึกล้ำที่จ้องมองมาอย่างจริงจัง ทำให้มู่เชียนที่เดิมไม่รู้สึกอะไรถึงกับเริ่มขัดเขินขึ้นมา ผ่านไปครู่ใหญ่จึงสามารถค้นพบเสียงของตน
“เทียนหง…”
ทั้งที่เคยเอ่ยชื่อนี้มาหลายครั้ง แต่กลับไม่มีครั้งใดที่รู้สึกว่าคำสองคำจะมีอิทธิพลมากมายเพียงนี้… ใจดวงน้อยสั่นไหวอย่างแปลกประหลาด ใบหน้าร้อนผ่าว ช่วงท้องวูบไหวคล้ายจะเป็นลม
“อืมม…”
ในที่สุดก็ได้ยินสิ่งที่อยากฟัง เยว่เทียนหงกระพริบตาครั้งหนึ่งช้าๆ ซึมซาบเสียงใสที่เอ่ยชื่อของตนเอาไว้ ใบหน้าหล่อเหลามีรอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้น ดีที่นางยังไม่ได้เรียกชื่อของเจ้าคนแคว้นฉินผู้นั้นออกมา.. หาไม่แล้วเขาคงทนไม่ได้
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งดวงตาสีเข้มก็เปลี่ยนเป็นจางลงอย่างเห็นได้ชัด ประกายแห่งความอ่อนโยนแทบล้นทะลักออกมา ทำให้คนมองยิ่งใจสั่น จนต้องรีบหาทางเลี่ยงจากสถานการณ์นี้
“ด้านนอกนั่นท่านพบเผ่าวิถีวิญญาณหรือไม่ ?” เรื่องแรกที่แวบเข้ามาในหัวของนางก็คือซาไค… ตัวปัญหาใหญ่นั่น
ประกายอำมหิตวูบผ่านดวงตาสีเทา เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างนิ่งเฉย
“พบ..”
“เช่นนั้นก็ดีเลย..” เด็กสาวเอ่ยอย่างโล่งใจ
“ดูเหมือนผู้นำของพวกเขาจะรู้ความลับของข้า รบกวนท่านช่วยจับตาดูเขาไว้หน่อยได้หรือไม่ ? ข้ากลัวเขาจะหนีไปก่อน”
นางเอ่ยฝากฝังทันที ในเมื่อนับเป็นเพื่อน… ไหว้วานเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้คงไม่เกินไปกระมัง ทว่าเยว่เทียนหงกลับเอ่ยคำปฏิเสธออกมาอย่างเฉยชา
“คงไม่ได้..” เสียงเย็นเยียบทำให้ใบหน้าเล็กสลดลงไป
เห็นนางเซื่องซึมเช่นนั้น เยว่เทียนหงกลับรู้สึกเอ็นดูนัก นึกอยากสัมผัสใบหน้าเล็กที่ก้มต่ำอยู่นั้นขึ้นมาจับใจ
“พวกที่มาจากเผ่านั่น.. ข้าฆ่าไปหมดแล้ว”
ข่าวสารกล่าวอันน่าตื่นตะลึงนี้ ทำให้มู่เชียนเงยหน้าขึ้นมาทันที สีหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“พวกเขาล่วงเกินอะไรท่านหรือ…?”
ริมฝีปากบางยกยิ้มข้างหนึ่ง ขณะที่มือเรียวแกร่งยกถ้วยชาขึ้นจิบแก้ลำคอที่แห้งผาก… เมื่อคิดถึงความคิดชั่วช้าของเจ้าคนที่ตายไปนั่น ดวงตาของเยว่เทียนหงก็เปลี่ยนเป็นสีเข้มอีกครั้งอย่างไม่อาจห้ามได้
“คิดแตะต้องของของข้า … ย่อมสมควรตาย !”
ครั้งก่อนความแค้นในใจของเขายังระบายออกมาไม่หมด… เห็นทีคงต้องฆ่าล้างเผ่าวิถีวิญญาณเสียแล้ว
รังสีอำมหิตที่แพร่ผ่านกระจกออกมาทำให้มู่เชียนรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย… นางได้แต่คิดว่าของอะไรกันนะที่ทำให้เขามีท่าทางหวงแหนเพียงนี้… คนพวกนั้นช่างไร้ตา…
ทว่าก็ถือเป็นโชคดีของนาง… ปัญหาก็เหลือแต่รัชทายาทฉินซือหยวนคนนั้นแล้ว….
“อีกสี่วันจะเสร็จสิ้นการประลองแล้วสินะ” เยว่เทียนหงเอ่ยถาม
มู่เชียนพยักหน้ารับพร้อมด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ เกือบหนึ่งเดือนนี้นางผ่านอะไรมามากมาย ช่างน่ายินดีที่ภารกิจใกล้จะจบลงแล้ว
“หลายวันนี้… เจ้าเข้าไปฝึกวิชาในมิติดีหรือไม่…?” เสียงทุ้มเอ่ยแนะนำ
เขารู้ดีว่าในมิตินั่นมีความลับบางอย่างที่ทำให้นางสามารถฝึกฝนตนเองได้อย่างรวดเร็ว หาไม่แล้วจะสามารถเลื่อนระดับได้ถึงสองขั้นในเวลาหนึ่งวันได้อย่างไร… ทว่ามู่เชียนที่ไม่ทราบว่าเขาลอบเฝ้ามองนางมาตลอด… กลับรู้สึกตกใจอย่างมาก ดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้าง ขณะที่ปากเล็กเปิดค้างอย่างตื่นตะลึง
“ท่านรู้เรื่องมิติของข้าด้วยหรือ ?!”
เด็กสาวมอมแมมที่กำลังทำหน้าตาน่าขันผู้นี้… ยังใช่สตรีผู้หาญกล้าที่สังหารจ้าวยุทธ์อย่างเลือดเย็นผู้นั้นอีกหรือ ?
เยว่เทียนหงหลุดเสียงหัวเราะออกมากับปฏิกิริยาที่เขาเห็นว่า นางแสดงออกมาเพียงต่อหน้าเขาเท่านั้น
“คิดว่าอย่างไรเล่า ?”
ดวงตาสีเทาเป็นประกายพราวระยับ โยนคำถามกลับมาให้นางด้วยเจตนายั่วเย้า เห็นเช่นนี้ร่างเล็กจึงพ่นลมหายใจออกมาอย่างขัดเคือง
“ท่านรู้เรื่องข้ามากมาย ข้าจะว่าอย่างไรได้… ข้าสิไม่รู้เรื่องของท่านเลย”
“เจ้าอยากรู้เรื่องใด ?” น้ำเสียงอารมณ์ดี ทำให้เด็กสาวตัดสินใจเอ่ยถามสิ่งที่อยากรู้ออกไปตามตรง
“ท่านอายุเท่าไร ?”
นี่เป็นคำถามที่คาใจนางมาตลอด ได้ยินว่าผู้สำเร็จราชันย์ยุทธ์ขึ้นไป จะมีอายุขัยยาวนานถึงห้าร้อยปี แล้วระดับเหนือยุทธ์อย่างเขาเล่า … ย่อมไม่อาจคาดเดาจากภาพที่เห็นได้…
เยว่เทียนหงจ้องมองดวงตาสีน้ำตาลใสวาววับเต็มไปด้วยความกะตือรือร้น ประกายความคิดบางอย่างก็แล่นวาบผ่าน รอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าราวเทพเซียนนั้นดูลึกล้ำเต็มไปด้วยเล่ห์กล
“อีกสี่วัน… เจ้าออกมาถามข้าด้วยตนเองเถิด”
“หืมม.. ตัวเลขไม่กี่ตัวเท่านั้น เหตุใดต้องยุ่งยากด้วย ?” นางเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
“หรือเจ้าไม่ยินดีพบข้า?” น้ำเสียงนิ่งเฉยเอ่ยราวกับตัดพ้อ ทำให้เด็กสาวรีบส่ายหน้าอย่างรวดเร็วด้วยกลัวเขาจะเข้าใจผิด
“จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าอยากพบท่านทุกวันด้วยซ้ำ”
ทันทีที่กล่าวจบมือเล็กก็ยกขึ้นปิดปากตนเองทันที พร้อมกับคำว่า ‘พลาดแล้ว !’ ที่ดังลั่นอยู่ในใจ
ใบหน้าเล็กแดงซ่าน นางรีบลดกระจกลงเพื่อหวังหลบหน้าเขา ทว่านี่กลับมิได้ส่งผลต่อการมองผ่านกระจกวิญญาณแม้แต่น้อย ดวงตาสีเทาระยิบระยับเฝ้ามองนางที่กำลังเคาะศีรษะตนเองซ้ำๆ พลางยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู
“ข้าก็อยากพบเจ้าเช่นกัน” เสียงทุ้มอ่อนโยนที่เปล่งออกมา ทำให้หัวใจของเด็กสาวยิ่งเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งกว่าเดิม
‘เหอะๆๆ ข้ายังอยู่ตรงนี้นะ…!’ เสี่ยวจิ้งเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ไหว นี่นางคิดจะใช้เสียงตึก..ตัก..นี้ ทำร้ายหูของเขาให้หนวกไปเลยหรือไร…
ได้ยินเสียงค่อนแคะจากมังกรน้อย มู่เชียนพลันนึกขึ้นได้ว่าตนไม่ได้อยู่เพียงลำพัง คำพูดน่าอายเหล่านั้นเห็นทีเสี่ยวจิ้งคงล้อนางไปได้อีกนานเลยทีเดียว
“ข้าต้องไปแล้ว” เด็กสาวยกกระจกขึ้นมา ส่งยิ้มแห้งให้เขาพร้อมกับเอ่ยลา ใบหน้าหล่อเหลานั้นกำลังส่งยิ้มบางเบาให้นางเช่นกัน
“สี่วันนี้เข้าไปอยู่ในกำไลมิตินะ” เยว่เทียนหงเอ่ยกำชับอีกครั้งอย่างใจเย็น
มู่เชียนนึกสะกิดใจขึ้นมา ไม่รู้เหตุใดเขาจึงย้ำเรื่องนี้หลายครั้งนัก สีหน้าเคลือบแคลงทำให้เยว่เทียนหงจำต้องเอ่ยเหตุผลออกมา
“ด้านหน้าถ้ำมีแมลงชุกชุม…ข้าเป็นห่วง”
แม้ที่ผ่านมาจะไม่รู้สึกถึงแมลงสักตัวเลยก็ตาม… แต่คำพูดที่ทิ้งท้ายให้ใจเต้นนั้น ก็เพียงพอแล้วที่จะให้นางรีบพลิ้วร่างหลบเข้าไปอยู่ในมิติแต่โดยดี
หลายวันที่เหลือนี้มู่เชียนฝึกตนอยู่ในหอรวมปราณ นับเวลาได้เดือนกว่า ระดับปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงก็เลื่อนขึ้นเป็นสูงสุดอย่างมั่นคง ยามนี้สามารถกล่าวได้อย่างเต็มภาคภูมิแล้วว่า… นางคือผู้ฝึกตนที่เก่งกาจที่สุดในเทือกเขาหู่ลี่อย่างแท้จริง
# กลางคืนมาอีกตอนนะคะ