ตอนที่ 23 ไม่ให้กินไม่ทำงาน! (1)
อันเสี่ยวเย่ว์รีบประคองอันลี่เปิ่นให้ลุกขึ้น “ท่านพ่อ ข้าแค่พูดว่า ‘แยกบ้าน’ ท่านต้องตกใจถึงเพียงนี้เลยหรือ”
“เสี่ยวเย่ว์ เรื่องนี้จะพูดออกมาโดยไม่คิดไม่ได้!” ใบหน้าหลิ่วซื่อเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก นางมองไปที่หน้าต่างแล้วมองไปที่ทางประตู เมื่อแน่ใจว่าไม่มีคน จึงดึงมือของอันเสี่ยวเย่ว์มาพลางส่ายศีรษะ “แม่รู้ความคิดเจ้า แต่ว่าเรื่องนี้ยากนัก!”
“ในโลกนี้ไม่มีเรื่องอะไรที่ยาก มีแต่จิตใจคนเท่านั้น” อันเสี่ยวเย่ว์มองอันลี่เปิ่น นางรู้ว่าการแยกบ้านจะต้องให้อันลี่เปิ่นที่เป็นเสาหลักของบ้านเป็นคนตัดสินใจถึงจะได้ ต่อให้ตัวนางเก่งกาจอย่างไร แต่ก็ยังเป็นแค่เด็กสาวอายุสิบสองปีเท่านั้น
“หยวนเซิง ถอดเสื้อเจ้าออก พี่หญิง ท่านถลกแขนเสื้อขึ้น” อันเสี่ยวเย่ว์ต้องให้อันลี่เปิ่นเห็นปัญหาในตอนนี้ด้วยตาตัวเอง ในฐานะผู้ชาย เขาเป็นสามีของหลิ่วซื่อ เป็นพ่อแท้ๆ ของพวกตนสามคน เขาจะต้องมีความรับผิดชอบถึงจะถูก
อันลี่เปิ่นมองบาดแผลทั้งใหม่และเก่าบนตัวลูก ก็ปวดใจจนร้าวรานไปหมด เรื่องพวกนี้เขารู้ ลูกๆ มักจะถูกตีและหิวอยู่ตลอด หลิ่วซื่อเองก็เหมือนกัน แต่เขากลับไม่มีหนทาง
“ท่านพ่อ หากข้าไม่ได้รักษาโรคของเกาหม่านไฉ ข้าว่าตอนนี้ท่านคงต้องเสียลูกสาวอย่างข้าไปแล้ว ในบ้านนี้ พวกเราเป็นแค่คนที่จะถูกใครเชือดก็ได้ทั้งนั้น พวกเรายังต้องทนรับความไม่เป็นธรรมแบบนี้ต่อไปหรือ” อันเสี่ยวเย่ว์มองไปที่อันลี่เปิ่น คำพูดจะต้องหนักแน่นเข้าไว้ “ท่านพ่อ หรือว่าท่านจะต้องให้ลูกของท่านถูกฆ่าตายจนหมดก่อนท่านถึงจะได้สติ”
“พ่อมันไร้ประโยชน์!” อันลี่เปิ่นกำหมัดชกไปบนตั่งที่นอน “พ่อเองก็อยากจะพาพวกเจ้าไปใช้ชีวิตเอง พ่อล่าสัตว์ได้ ต่อให้ไม่สามารถทำให้พวกเจ้ามีชีวิตอย่างเจ้าของที่ดินเกา แต่อย่างน้อยก็ให้พวกเจ้าได้อิ่มท้อง ได้ใส่เสื้อผ้าอุ่นๆ แต่พวกเจ้ายังไม่เข้าใจเรื่องในบ้าน ท่านปู่ท่านย่าไม่มีทางยอม และเรื่องนี้ก็ไม่สามารถพูดขึ้นมาได้ด้วย”
“แม่ก็รอวันที่จะได้แยกออกไปอยู่เอง และยังเคยคุยกับป้าสะใภ้ใหญ่ของพวกเจ้าลับๆ ด้วย โธ่ แต่แค่ท่านปู่ท่านย่ายังอยู่ เรื่องนี้ก็เป็นไปไม่ได้” หลิ่วซื่อถอนหายใจ “เสี่ยวเย่ว์ เจ้าไม่ต้องบีบคั้นพ่อเจ้าแล้ว เขาเองก็ลำบากใจ จะให้คนทั้งหมู่บ้านมาหัวเราะลับหลังว่าพ่อเจ้าอกตัญญูเพราะเรื่องแยกบ้านไม่ได้ อีกอย่าง เรื่องนี้แค่พูดขึ้นมา เกรงว่าพ่อเจ้าคงถูกตีอย่างหนัก ไม่เพียงแต่จะแยกไม่ได้ แต่จะใช้ชีวิตยากลำบากขึ้นด้วย”
อันเสี่ยวเย่ว์พยักหน้า อย่างน้อยตอนนี้นางก็รู้แล้วว่าพ่อแม่ผู้อ่อนแอคู่นี้ของนางไม่ใช่ว่าไม่อยากแยกบ้าง แต่ถูกสถานการณ์บังคับ ไม่เพียงแต่ถูกอันเฉิงเยี่ยกับหม่าซื่อใช้อำนาจกดไว้เท่านั้น ยังมีวัฒนธรรมของคนในสมัยนี้ด้วย หากพ่อแม่ไม่พูดเรื่องแยกบ้านแต่เป็นลูกที่พูดขึ้นมาก่อน ก็เท่ากับอกตัญญู และต้องถูกคนในหมู่บ้านวิพากษ์วิจารณ์จนเงยหน้าไม่ขึ้น
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ต่อให้ตอนนี้พวกเราแยกบ้านไม่ได้ แต่การใช้ชีวิตกับทุกคนต่อไป อย่างน้อยก็ควรจะต้องรักษาผลประโยชน์ของพวกเราบ้าน อย่างวันนี้ อันหยวนเฟิงกลับมาที่บ้านก็ต้มเนื้อ แต่ไม่ให้พวกเรากิน ท่านย่าให้แต่อันเสี่ยวเฟิ่ง หยวนซิ่ง หยวนวั่งคนละแผ่น พวกเราได้แค่มองเท่านั้น เพราะอะไรหรือ ตอนกลางวันข้าเห็นท่านแม่กับป้าสะใภ้ใหญ่ยุ่งตลอดทั้งวัน แต่ก็ยังถูกท่านย่าตำหนิต่อว่า ส่วนอาสะใภ้สามกับอาสะใภ้สี่กลับเดินสบายใจอยู่ในบ้าน ไม่ต้องทำอะไร เพราะอะไรหรือ พี่หญิงเสี่ยวเฟิ่งใส่เสื้อผ้าสวยๆ ได้ แต่พวกเราต้องใส่เสื้อผ้าที่เย็บแล้วเย็บอีก เพราะอะไรหรือ”
การที่อันเสี่ยวเย่ว์ถามว่า ‘เพราะอะไรหรือ’ ออกมาเป็นชุดแบบนี้ ทำให้อันลี่เปิ่นหมดคำจะพูดจริงๆ ส่วนหลิ่วซื่อดวงตาก็เต็มไปด้วยน้ำตา
ผ่านไปเนิ่นนาน อันลี่เปิ่นถึงได้พูดประโยคที่พูดไปแล้วว่า “พ่อเป็นพ่อที่ไร้ประโยชน์!” ประโยคนี้แฝงไปด้วยความสิ้นหวังมากมาย
“ท่านพ่อ นับแต่วันนี้ไป ท่านเปลี่ยนเป็นคนที่มีประโยชน์ก็ได้แล้ว เพราะว่าพวกเราสามคนและท่านแม่ ต่างฝากความหวังไว้ที่ท่าน!” น้ำเสียงของอันเสี่ยวเย่ว์จริงจังอย่างมาก แต่ในใจกลับไม่ได้ฝากชีวิตไว้ที่อันลี่เปิ่น นางจะพึ่งตัวเอง แต่ก็หวังให้ครอบครัวสนับสนุน โดยเฉพาะอันลี่เปิ่น
อันลี่เปิ่นมองอาหารบนตั่งที่นอนแล้วพูดว่า “แม้พ่อจะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรถึงจะสามารถให้พวกเจ้ามีชีวิตที่ดีได้ แต่พ่อก็ยินดีที่จะพยายามและหาหนทาง”