หนึ่งเดือนครึ่งต่อมา
ช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือนครึ่งที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นภายในเมืองจินหยาง ในตอนนี้กลุ่มอำนาจใหญ่ทั้งหลายเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
พวกเขาเริ่มลงมือสืบหาอย่างจริงจังเกี่ยวกับตัวตนของวิซาร์ด ทำให้ในเมืองจินหยางเกิดการถกเถียงกันไปต่างๆนานา ปรมาจารย์หลอมโอสถที่ลึกลับผู้นี้ถูกกลุ่มอำนาจใหญ่สืบหาอย่างเต็มกำลัง
และในช่วงนี้ก็มีข่าวลือเรื่องไป๋ชิงอวิ๋นคือวิซาร์ดแพร่กระจายออกมา ข่าวลือนี้ถูกปล่อยโดยบุคคลลึกลับที่อาศัยอยู่ในสมาคมโอสถ ผู้คนภายในเมืองรู้สึกแตกตื่นกับข่าวลือนี้เป็นอย่างมาก
พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปาก แต่ถึงแม้ข่าวลือนี้จะน่าเชื่อถือมากแค่ไหน ผู้คนภายในเมืองจินหยางส่วนใหญ่ก็ไม่กล้าเชื่อข่าวลือนี้โดยเด็ดขาด นั่นก็เพราะว่าข่าวลือเกี่ยวกับไป๋ชิงอวิ๋นในอดีตที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องฉาวโฉ่
การที่จู่ๆมีคนเปิดเผยข่าวลือนี้ออกมา ทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าเรื่องนี้จะต้องมีเงื่อนงำอะไรบางอย่าง แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นกลุ่มอำนาจใหญ่ทั้งหลายก็ส่งคนมาสอบถามไป๋ชิงอวิ๋นในเรื่องนี้อยู่เป็นประจำ
แน่นอนว่าไป๋ชิงอวิ๋นปฏิเสธการขอเข้าพบของพวกเขาทั้งหมด และยิ่งเขาทำแบบนี้ข่าวลือก็ยิ่งแพร่สะพัดออกไปอีกอย่างหนาหู
อีกอย่างหนึ่งตอนนี้ไป๋ชิงอวิ๋นได้ซื้อโรงเตี๊ยมแสงจันทร์แห่งนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาใช้เวลาอยู่นานกว่าจะเจรจากับเถ้าแก่ที่เป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ได้ กว่าจะตกลงกันได้ไป๋ชิงอวิ๋นก็ต้องสูญเสียเงินไปมากถึงสามพันหินเซียนระดับสูง แต่ด้วยขนาดที่กว้างใหญ่ของโรงเตี๊ยมแสงจันทร์และพลังลมปราณที่หนาแน่น ทำให้การค้าครั้งนี้ของไป๋ชิงอวิ๋นไม่ขาดทุนเลยแม้แต่น้อย
"ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง เริ่มสัมผัสได้ถึงบททดสอบแห่งสวรรค์แล้วหรือยัง" ไป๋ชิงอวิ๋นเอ่ยถามพวกกู่หวงที่นั่งทำสมาธิอยู่ในค่ายกลรวมปราณ
กู่หวงลืมตาขึ้นขณะที่นั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิ "เริ่มสัมผัสได้แล้วล่ะ เป็นไปอย่างที่เจ้าบอกไว้จริงๆ ที่แท้ระดับขั้นของการฝึกฝนก็มีระดับสมบูรณ์แอบซ่อนอยู่จริงๆด้วย ตอนนี้ข้าอยู่ระดับหลอมกายาขั้นที่เก้าขั้นสูงสุด หากอยากจะเลื่อนเป็นระดับก่อกำเนิดก็สามารถทำได้เลยทันที แต่หลังจากฟังคำแนะนำของเจ้า ในที่สุดเวลาก็ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้วหลังจากที่ข้าเลื่อนขั้นขึ้นมาถึงระดับสูงสุดของขั้นที่เก้า ตอนนี้หากก้าวขึ้นสู่ขั้นที่สิบทัณฑ์สวรรค์คงก่อตัวขึ้นเป็นแน่"
"นั่นสิตอนนี้ข้ารู้สึกว่ารากฐานของตนเองมั่นคงมากพอแล้ว พูดตามตรงเลยนะ ข้าอยากเลื่อนขั้นสู่ระดับต่อไปมากจริงๆ เมื่อไหร่เจ้าจะให้พวกข้าเลื่อนขั้นไประดับต่อไปสักทีล่ะชิงอวิ๋น" หยางเฉินกล่าวเสริมขึ้นอย่างร้อนใจ
"รอให้รากฐานมั่นคงมากกว่านี้อีกหน่อย ถึงตอนนั้นข้าจะพาพวกเจ้าไปในที่ที่ลับตาผู้คน แล้วจะช่วยพวกเจ้าเลื่อนขั้นขึ้นสู่ระดับถัดไป แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา เชื่อข้าเถอะอดใจรออีกหน่อย เวลาที่พวกเจ้าจะได้เลื่อนขั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อมนี้แล้ว"
"บอกตามตรงว่าแม้แต่ข้ายังร้อนใจ ข้ารู้สึกว่าระดับก่อกำเนิดมันร้องเรียกหาข้าทุกวันเลย หากเจ้าไม่สั่งพวกข้าไว้แล้วล่ะก็ ป่านนี้พวกข้าคงทะลวงสู่ระดับก่อกำเนิดไปนานแล้ว" มู่ปิงเฟิงกล่าวขึ้น
"อย่าเพิ่งใจร้อน เพราะตอนนี้คือช่วงเวลาที่พวกเจ้าต้องทำใจให้สงบ อีกอย่างนึงนะ พวกเจ้านั่งอยู่ในค่ายกลรวมปราณที่ข้าสร้างขึ้น พวกเจ้าไม่รู้สึกว่ามันสบายกว่าฝึกอยู่ข้างนอกเหรอ? ค่ายกลนี้ใช้หินเซียนระดับสูงไปตั้งหลายพันก้อน และยังมีโอสถรวมปราณชาดม่วงอยู่อีกหลายร้อยเม็ด นั่งอยู่ในนี้ไม่ดีกว่าหรือไง สั่งสมรากฐานของตนเองให้มั่นคง อย่างน้อยก็เพิ่มโอกาสรอดชีวิตจากทัณฑ์สวรรค์ไปได้"
"หรือว่าพวกเจ้าติดใจกับการวิ่งออกกำลังกายล่ะ ข้ารู้สึกว่าพวกเจ้าจะไม่ได้วิ่งมาสามวันแล้วนะ" ไป๋ชิงอวิ๋นพูดอย่างมีเลศนัย
กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงรู้สึกร่างกายของตนเองร้อนๆหนาวๆ ช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ พวกเขาเข้าโปรแกรมการฝึกนรกของไป๋ชิงอวิ๋นแบบเต็มคอร์ส
ในช่วงเช้ามืดของทุกวันพวกเขาจะต้องแหกตาตื่นขึ้นมา แล้วเริ่มออกไปวิ่งรอบโรงเตี๊ยมแสงจันทร์หนึ่งพันรอบ พอตกสายมาหน่อยก็ต้องประลองกับไป๋ชิงอวิ๋นแบบที่ไม่อยากจะบรรยายถึง บอกเลยว่ามันไม่ใช่การประลองที่น่าสนุกเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกวันพวกเขาจะต้องถูกอัดซ้ำๆจนไม่มีแม้แต่แรงจะยืน ทุกวันฟันกรามของพวกเขาแทบจะเคี้ยวข้าวไม่ได้ด้วยซ้ำ
พอตกเที่ยงมา พวกเขาก็ต้องเริ่มทำความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะที่ได้ต่อสู้กันในช่วงสาย หลังจากที่ทบทวนข้อผิดพลาดหลังการประลองเสร็จ ในช่วงบ่ายพวกเขาก็ต้องจับคู่ประลองกันเอง อันนี้โชคดีหน่อยอย่างน้อยฝีมือของพวกเขาก็ไล่เลี่ยกัน ถึงสามารถแลกเปลี่ยนความเข้าใจกันได้
แต่สุดท้ายก็หนีชะตากรรมแห่งความน่าอนาถไม่พ้น ตกเย็นก็ต้องประลองกับไป๋ชิงอวิ๋นอีกครั้ง ซึ่งผลลัพธ์ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง พวกเขาถูกอัดยับนอนสลบคาที่ หลังจากที่ร่างกายได้รับการรักษาฟื้นฟูกลับมา พวกเขาก็ต้องไปวิ่งรอบโรงเตี๊ยมแสงจันทร์อีกหนึ่งพันรอบ
พอวิ่งเสร็จก็ต้องฝึกฝนพลังวิญญาณอีก ไป๋ชิงอวิ๋นบอกกับพวกเขาว่า พวกเขามีพรสวรรค์สามารถฝึกฝนพลังวิญญาณและร่างกายไปพร้อมๆกันได้ แต่บอกเลยว่าเรื่องการฝึกพลังวิญญาณนี่ มันยากยิ่งกว่าการปีนป่ายสวรรค์เสียอีก พอการฝึกพลังวิญญาณจบลงเวลาก็เลยเที่ยงคืนไปแล้ว พวกเขาจำเป็นต้องนอน เพราะถ้าไม่นอนพวกเขาก็จะไม่มีแรงฝึกในวันถัดไป
กู่หวงมีสีหน้ากะเรี่ยกะราด "ข้าว่าเสริมสร้างรากฐานต่ออีกหน่อยก็ดีเหมือนกัน ข้าเหมือนรู้สึกว่ารากฐานของข้ายังมั่นคงไม่พอ"
"ฮ่ะฮ่ะ...ใช่เลย ชักเริ่มรู้สึกว่ารากฐานของตนเองไม่มั่นคงซะแล้วสิ แบบนี้ไม่ได้แล้วข้าต้องรีบทำสมาธิ" หยางเฉินหัวเราะอย่างไม่สนิทใจนัก เขารีบหลับตาลงทำสมาธิโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
"รู้สึกว่าร่างกายยังขาดความเสถียรเหมือนกันนะเนี่ย เช่นนั้นน่าจะต้องปรับลมปราณหน่อย" มู่ปิงเฟิงเองก็รวบรวมสมาธิ แล้วพยายามเสริมสร้างรากฐานของตัวเองต่อไป
ตอนนี้ระดับขั้นของพวกเขาทั้งสี่คนอยู่ในระดับหลอมกายาขั้นที่เก้าขั้นสูงสุดกันทุกคนแล้ว กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงทั้งสามคนนี้สามารถเลื่อนขั้นไปสู่ระดับก่อกำเนิดได้ในทันที มีเพียงไป๋ชิงอวิ๋นเท่านั้นที่ไม่สามารถเลื่อนขั้นระดับพลังได้
เคล็ดวิชาหยินหยางฟ้าดินโกลาหล เป็นเคล็ดวิชาที่จะต้องใช้พลังจากภายนอกเข้ามากระตุ้นพลังภายใน ของที่จำเป็นในการเลื่อนขั้นสำหรับไป๋ชิงอวิ๋น ในขั้นนี้ต้องใช้พลังห้าธาตุที่บริสุทธิ์ ทอง น้ำ ไม้ ไฟ ดิน คือห้าธาตุหลักที่ต้องใช้เสริมสร้างร่างกายในขั้นแรกของเคล็ดวิชาหยินหยางฟ้าดินโกลาหล น่าเสียดายที่ของห้าธาตุเหล่านี้หาได้ยากยิ่ง ไป๋ชิงอวิ๋นออกตระเวนหาทั่วเมืองยังได้กลับมาเพียงแค่ชิ้นเดียว แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ค่อยเหมาะกับการนำมาสร้างเป็นรากฐานของเขาเลย
"พวกเจ้ากลัวการฝึกขนาดนั้นเลยเหรอ" ไป๋ชิงอวิ๋นมองพวกเขาแล้วส่ายศีรษะอย่างอ่อนระอา
"...."
คำถามไร้ซึ่งการตอบสนอง แต่บนหน้าผากและขมับของทั้งสามคนที่นั่งอยู่ในค่ายกลรวมปราณ เหงื่อเย็นผุดขึ้นเป็นเม็ดๆซึมออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
"หึหึ" ไป๋ชิงอวิ๋นเดินจากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะอันเยือกเย็น แต่ก่อนจะเดินพ้นประตูห้องออกไปเขาก็กล่าวเสริมขึ้นมาอีกว่า "ข้าจะออกไปรับของหน่อย พวกเจ้าอย่าเพิ่งออกไปไหนซะล่ะ พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกเจ้าไปเลื่อนขั้น"
กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงลืมตาขึ้นพร้อมกัน สีหน้าของพวกเขาทั้งสามคนเต็มไปด้วยความปิติยินดี และเมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้จะต้องไปเลื่อนขั้นแล้วต้องเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์ สีหน้าของพวกเขาก็เคร่งขรึมลง แต่แววตาของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและการเฝ้ารอคอย
"ว่าแต่ทักษะหัวใจสิบห้องที่ข้าให้พวกเจ้าเอาไปฝึกเสริม สามารถทำความเข้าใจได้ถึงขั้นไหนแล้ว"
"ของข้าอยู่ในขั้นที่สองแล้ว" กู่หวงกล่าวขึ้น
"ข้าก็อยู่ในขั้นที่สอง"
"ข้าด้วย ข้าก็อยู่ในขั้นที่สองเช่นเดียวกัน"
"งั้นเหรอ..เช่นนั้นก็ต้องตั้งใจฝึกต่อไปให้ดี นี่คือทักษะที่จะช่วยชีวิตพวกเจ้าในยามคับขัน ทักษะหัวใจสิบห้องคือทักษะขั้นสูง หากฝึกฝนได้สำเร็จพวกเจ้าจะสามารถรับมือกับศัตรูสิบคนได้ด้วยตัวคนเดียว แน่นอนว่าในช่วงที่ระดับพลังอ่อนแอทักษะนี้จะไม่ได้แสดงผลของมันมากนัก แต่เมื่อระดับพลังสูงขึ้น ศัตรูที่ต้องเผชิญก็มีแต่พวกแกร่งกล้าสามารถ เมื่อถึงตอนนั้นแหละ พวกเจ้าจะเข้าใจถึงความล้ำค่าของทักษะหัวใจสิบห้อง" กล่าวจบทิ้งท้ายไว้แค่นั้นเขาก็เดินจากไป
ไป๋ชิงอวิ๋นเดินเข้าไปในห้องที่อยู่ติดกัน ห้องนี้ล้วนแต่เอาของที่ไม่จำเป็นออกไปทั้งหมด ในห้องเต็มไปด้วยอักขระค่ายกลที่แน่นขนัด มีค่ายกลซ่อนเร้น ค่ายกลรวมปราณ ค่ายกลโจมตีและค่ายกลป้องกันอยู่อีกหลายอย่าง ไป๋ชิงอวิ๋นเป็นคนติดตั้งค่ายกลเหล่านี้ด้วยมือของเขาเอง ช่วงหนึ่งเดือนครึ่งที่ผ่านมานี้ เขาก็เข้าคอร์สฝึกอภิมหาโหดด้วยเช่นเดียวกัน เพียงแต่คอร์สฝึกของเขามันแตกต่างกันกับของพวกกู่หวงเท่านั้นเอง
กลางห้องมีเตียงหยกสีแดงอยู่หนึ่งอัน ไป๋ชิงอวิ๋นไปซื้อหยกเพลิงก้อนนี้มาจากร้านค้าในเครือของหอประมูลประกายดาว เขาต้องจ่ายถึงห้าพันหินเซียนระดับสูงถึงจะได้หยกเพลิงชิ้นนี้มา ค่ายกลเปลวเพลิงที่ถูกเขียนลงไปบนหยกเพลิง ช่วยให้หงส์เพลิงที่นอนอยู่ด้านบนสามารถสร้างแก่นแท้สัตว์อสูรของตนเองขึ้นมาใหม่ได้ และนี่ก็คือของธาตุไฟเพียงชิ้นเดียวที่เขาได้รับมา
ไป๋ชิงอวิ๋นเดินเข้าไปหาหงส์เพลิงที่นอนหมอบอยู่ด้านบนเตียงหยกสีแดง เขาใช้เนตรสวรรค์มองดูร่างกายของมัน ตอนนี้ชีพจรลมปราณที่ขาดสะบั้นของหงส์เพลิงฟื้นฟูกลับมาแล้ว อีกทั้งพลังวิญญาณที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสยังฟื้นฟูกลับมาได้อย่างสมบูรณ์ จากไอ้พลังชีวิตอันเข้มบนร่างของไป๋ชิงอวิ๋น
"รู้สึกอย่างไรบ้าง ตอนนี้พอจะควบรวมแก่นแท้สัตว์อสูรขึ้นมาใหม่ได้หรือไม่" ไป๋ชิงอวิ๋นนั่งลงที่ด้านข้างเตียงหยกสีแดง
"...." หงส์เพลิงไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง มันนอนหมอบอยู่บนเตียงหยกโดยไม่สนใจไป๋ชิงอวิ๋นเลยแม้แต่น้อย
"หงเอ๋อร์ใจคอเจ้าจะไม่คุยกับข้าเลยจริงๆหรือ" ไป๋ชิงอวิ๋นยื่นมือออกไปลูบขนที่สวยงามของหงส์เพลิง "เฮ้อ..เอาเถอะข้าไม่ฝืนใจเจ้าหรอก แต่คนเราต้องเปิดใจหากันนะถึงจะเป็นมิตรสหายที่ดีต่อกันได้ ช่วงนี้ข้าจะไม่ได้อยู่ที่นี่สักพักนึง เจ้าอยู่ที่นี่ก็ดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดี อย่าได้แอบหนีไปไหนโดยเด็ดขาด" ประโยคหลังน้ำเสียงของไป๋ชิงอวิ๋นเด็ดขาดและเฉียบคมเป็นอย่างมาก
"ข้ารู้ว่าในใจของเจ้าเต็มไปด้วยความเคียดแค้น แต่จงไตร่ตรองดูให้ดี ว่าด้วยสภาพร่างกายของเจ้าในตอนนี้ หากต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ทำร้ายเจ้าจนต้องเกือบตาย เจ้าจะตกอยู่ในสภาพเช่นไร หากเจ้าหนีออกไปข้าคงไม่สามารถช่วยเหลือเจ้าได้ทัน มนุษย์มีคำกล่าวไว้ว่า ล้างแค้นสิบปียังไม่สาย เพราะฉะนั้นเจ้าอย่ารีบร้อนหนีออกไปแก้แค้นโดยเด็ดขาด ตอนนี้ต้องตั้งใจฟื้นฟูพลังตัวเองให้ดี รอจนพลังฟื้นฟูกลับไปอยู่ในจุดสูงสุดที่เจ้าเคยยืนอยู่ เมื่อถึงตอนนั้นหากเจ้าอยากล้างแค้นข้าจะไม่ห้ามปรามเจ้าเลย"
"แต่ตอนนี้ร่างกายของเจ้าบอบบางเป็นอย่างมาก มันเหมือนกับแก้วที่ถูกต่อขึ้นมาใหม่ ถึงแม้ภายนอกจะดูสมบูรณ์แต่ภายในก็ยังคงเปราะบางเป็นอย่างมาก จงเชื่อฟังคำพูดของข้า ความแค้นของเจ้าข้าจะช่วยชำระล้างให้เอง เพราะฉะนั้นจงอยู่ที่นี่แล้วเป็นเด็กดีซะ หากข้ากลับมาแล้วไม่พบเจ้า ข้าจะออกตามล่าเจ้าจนสุดหล้าฟ้าเขียวเลยคอยดู"
หงส์เพลิงเอียงคอรับฟัง มันเปิดเปลือกตาขึ้นเล็กน้อยจ้องมองดูมนุษย์ที่แสนจะแปลกประหลาดผู้นี้ มันสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือที่กำลังลูบไล้อยู่บนร่างกายของมัน สำหรับมันแล้วมันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า มนุษย์ผู้หนึ่งจะมีความอบอุ่นและอ่อนโยนห่วงใยได้มากถึงเพียง