บทที่ 118 ยารักษาที่เกิดจากเกล็ดมังกร
ชิว เหวินเจี้ยนเมื่อลั่นวาจาเช่นนั้นออกไปแล้ว เขาก็เดินทางกลับมาหาซูเหยียนที่รออยู่ นางกระวนกระวายใจ เดินไปมาอยู่ในบ้าน จริงอยู่ที่ชิว เหวินเจี้ยนเพิ่งจะเข้าไปด้านในมิติที่สร้างขึ้นมาได้ไม่นาน แต่ทว่าจากคำบอกเล่า ไม่เคยมีใครตามหามังกรมายาลวงเจอ มันเป็นเพียงตำนานของแพทย์ที่เล่าต่อๆ กันมา ซูเหยียนเองเมื่อเห็นว่ามันไม่น่าเป็นเรื่องจริง นางก็ละความสนใจ
มีก็แต่ชิว เหวินเจี้ยนนี่แหละที่เข้ามิติไปตามหามันโดยไม่คิดไตร่ตรองเสียก่อน
จู่ๆ ไวเท่าความคิด วงเวทย์สีขาวคุ้นตาก็ปรากฏเบื้องหน้าซูเหยียน หญิงสาวขยับถอยออกมา เมื่อเห็นใครบางคนแทรกตัวออกมาจากประตูมิตินั้นด้วย ซูเหยียนเห็นชิว เหวินเจี้ยนกลับออกมา จากนั้นวงเวทย์สีขาวก็จางหายไป เธอรีบเข้าไปสำรวจร่างกายของอีกฝ่าย พบว่ามันไร้ซึ่งรอยขีดข่วน
“ท่านไม่บาดเจ็บ” ซูเหยียนกลับมายืนประจันหน้ากับเขา
ชิว เหวินเจี้ยนพยักหน้า เขายกแขนของตัวขึ้นมาดู มองไปทั่วร่างที่เพิ่งกลับมาจากการปะทะกับมังกรมายาลวง ก็จริงอย่างที่นางว่าไม่มีบาดแผลหรือร่องรอยใดๆ เลยแม้ว่าเขาจะใช้พลังในการล่าเกล็ดมังกรนี่มาก็ตามที
“ใช่ เจ้าควรดีใจนะ” ชิว เหวินเจี้ยนยิ้มยียวน ซูเหยียนที่ได้ยินแบบนั้นก็ทำปากยู่ นางเดินกลับไปที่โต๊ะตัวเดิม นั่งลงที่เก้าอี้ไม้พลางถอนหายใจ
“ท่านไม่ได้เกล็ดมังกรนั่นมาใช่ไหมล่ะ ข้าบอกแล้วว่ามันมีจริงเสียที่ไหน ท่านนี่นอกจากจะเอาแต่ใจแล้วยังวู่วามอีก” ซูเหยียนบ่นยาวเหยียด คนโดนว่าไม่ได้โต้เถียงอะไร เขาวางของที่อยู่ในมืออีกข้างลงที่โต๊ะหน้าซูเหยียน เกล็ดมังกรสีดำแวววาวอันเล็กทำให้เธอถึงกับต้องเงยหน้ามามอง
“ข้าไม่ได้วู่วาม ก่อนจะทำอะไรข้าคิดไตร่ตรองก่อนเสมอ” ชิว เหวินเจี้ยนกล่าว เขาทรุดตัวลงนั่งข้างนาง “ทีนี้ก็รีบทำยารักษาหนี่เหยาเสีย ข้าจะได้ไปจัดการเรื่องอื่นต่อ”
ซูเหยียนทำทีกล้าๆ กลัวๆ หากแต่ก็ยอมหยิบของที่ชิว เหวินเจี้ยนไปเอามาจากที่ที่ไกลแสนไกลมาพินิจดู เธอวางมันกลับที่เดิม
“นี่น่ะหรือเกล็ดมังกรมายาลวง”
ชิว เหวินเจี้ยนพยักหน้า “ใช่”
“ไหนตำราบอกว่ามันไม่มีอยู่จริง ข้าไม่คิดเลยว่าในชาตินี้จะได้เห็นมันกับตา ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่เคยหามันพบท่านรู้หรือไม่” ซูเหยียนมองชิว เหวินเจี้ยนอย่างตกตะลึง นางไม่รู้ว่าเขาทำอย่างไรถึงได้เจ้าสิ่งนี้มาโดยไร้ซึ่งบาดแผล เมื่อคิดทบทวนอยู่ลำพังเพียงคนเดียวหลายต่อหลายครั้งนางก็ไม่สามารถหาคำตอบให้ตนเองได้
คนตรงหน้าเก่งขนาดไหนกันนะ...เหตุใดจึงไม่มีใครรู้จักเขา ทั้งๆ ที่ฝีมือก็เทียบเคียงกับจอมมาร ไม่สิ อาจจะเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำไป
ชิว เหวินเจี้ยนเห็นซูเหยียนนิ่งไปนาน เขาจึงสะกิดแขนนาง
“ไม่แปลกที่จะไม่มีใครหามันพบ มันเที่ยวย้ายตัวเองไปเรื่อยเพื่อเอาตัวรอด”
“งั้นทำไมท่านถึงหามันพบ”
ชิว เหวินเจี้ยนยิ้มให้ เขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คนตรงหน้าฟัง แต่แววตาช่างสงสัยของนางก็ทำให้เขายอมโอนอ่อน ชายหนุ่มหยิบเกล็ดของมันมาส่องกับแสงไฟจากตะเกียงข้างๆ กัน มองความแวววับของมันพลางพูดต่อ
“ข้าแค่เปิดประตูมิติ”
ซูเหยียนขมวดคิ้ว ส่ายหัวเนือยๆ จนกระทั่งได้ยินคำพูดต่อมา
“ทีเดียวทั้งหมดตามความน่าจะเป็นว่ามังกรนั่นจะอยู่ สุดท้ายก็เจอ”
“มิติมีนับร้อยนับพัน! ท่านเปิดมันทีเดียวเลยน่ะหรือ” ซูเหยียนเบิกตากว้าง ขยับเข้าหาชิว เหวินเจี้ยนอย่างลืมตัว ท่าทีตกตะลึงเหล่านั้นทำให้ชายหนุ่มอยากจะย้อนเวลากลับไป คิดถูกหรือเปล่าที่บอกนางไปเช่นนั้น ไม่ใช่ว่าจะทำให้ยิ่งสงสัยหนักกว่าเดิมหรือ
“เอาเถอะๆ” ชิว เหวินเจี้ยนบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจนัก “มาปรุงยากันดีกว่า ข้าจะได้ไปเสียที”
ซูเหยียนพยักหน้ารับ นางเดินไปหยิบตำราฝุ่นเขรอะที่อยู่รวมกันบนชั้นหนังสือออกมา ชิว เหวินเจี้ยนรับมันก่อนจะเปิดไล่ไปยังหน้าที่ซูเหยียนบอกกล่าวเอาไว้ เขาไล่นิ้วไปตามตัวอักษรที่เริ่มจางมากแล้ว ชายหนุ่มขมวดคิ้วอยู่เพียงครู่ในขณะที่อีกคนตระเตรียมของออกมา
“ในตำราเขียนแค่ว่าบดมัน ผสมกับหญ้าพันปีที่เก็บได้ทั่วไป นอกนั้นก็เป็นเพียงวิธีพื้นฐานทั่วไป ยารักษาที่ดูวิเศษทำไมทำง่ายขนาดนี้” ชิว เหวินเจี้ยนเงยหน้าจากหนังสือมา ซูเหยียนนั่งลงที่พื้น วางที่บดลงข้างๆ พร้อมกับของอีกหลายอย่าง
“ข้าก็ไม่รู้ ไม่เคยมีใครได้ใช้มันสักคน”
ชิว เหวินเจี้ยนยื่นเกล็ดมังกรมายาลวงให้กับนาง พูดทีเล่นทีจริงอย่างติดตลก
“ไม่ใช่ว่าตำรานี่เขียนขึ้นมาเล่นๆ หรอกหรือ”
“ไม่หรอกน่า! ตำราที่ได้รับมาทุกเล่มล้วนแล้วแต่มาจากแพทย์อัจฉริยะคนก่อนที่เก่งกาจ ท่านจะดูถูกพวกเขาเกินไปแล้วนะ” ซูเหยียนวางเกล็ดมังกรประหลาดตานั้นลงบนแท่นหิน ใช้ที่บดกดมันช้าๆ ให้แหลกกลายเป็นผง ซูเหยียนหั่นหญ้าพันปีที่หาได้ง่ายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผสมเข้ารวมกับสิ่งที่ชิว เหวินเจี้ยนหามา
ชิว เหวินเจี้ยนเฝ้ามองแพทย์อัจฉริยะอยู่เงียบๆ เพียงครู่เดียวยาเม็ดเล็กที่นางตั้งใจทำก็เสร็จเรียบร้อย หญิงสาวห่อมันด้วยกระดาษบางเบาก่อนจะมัดด้วยเชือกอีกทบหนึ่ง ซูเหยียนส่งมันให้กับชิว เหวินเจี้ยน ท่าทีไม่มั่นใจแบบนั้นทำให้ชายหนุ่มเอ่ยถาม
“เจ้าแน่ใจนะว่ามันถูกต้อง มันไม่ง่ายเกินไปงั้นหรือ”
ซูเหยียนถอนหายใจ “เอาตามตรง ข้าเองก็ไม่เคยปรุงมันมาก่อน แล้วอาจารย์เก่าแก่ของข้าก็คงไม่เคย นี่เป็นวิธีพื้นฐานที่น่าจะถูกต้องที่สุดแล้ว”
ชิว เหวินเจี้ยนตัดสินใจเชื่อซูเหยียน แม้ว่าทุกอย่างจะดูง่ายดายเกินไปก็ตาม เขาไม่ขบคิดอะไรมากบางทีการนำฤทธิ์ของมันมาอาจจะไม่ใช่สิ่งยากเย็น การตามหาเจ้าของเกล็ดต่างหากที่ทำให้ของสิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ เขาบอกลาซูเหยียนจากนั้นก็เดินทางกลับไปที่ปราสาทอีกครั้ง
ซูหยางยืนอยู่หน้าห้องของหนี่เหยา ดูเหมือนการมาของชิว เหวินเจี้ยนจะถึงหูของนางไวกว่าที่เขาคิดมากนัก ทหารโดยรอบล้วนแล้วแต่น้อมคำนับให้แก่ชายหนุ่ม เขาเดินขึ้นไปหาซูหยางบอกนางให้หลบทาง
“ท่านกลับมาไวมาก ข้าคิดว่าจะใช้เวลาหลายวันเสียอีก” ซูหยางมอง นางเห็นชิว เหวินเจี้ยนถือห่อกระดาษอะไรบางอย่างมา ชายหนุ่มมองตามไม่ได้อธิบายอะไรหากแต่แทรกกายผ่านธรณีประตูเข้าไปหาคนบาดเจ็บที่นอนซมอยู่บนเตียง
“ท่านกลับมาแล้ว” หนี่เหยายกตัวขึ้นพิงกับหัวเตียง อยากลุกขึ้นมาเจรจาหากแต่ว่าชิว เหวินเจี้ยนก็ยกมือขึ้นปราม ชายหนุ่มแกะห่อนั้น ส่งยาเม็ดเล็กที่ดูธรรมดาให้กับหนี่เหยา
“รีบกิน เราจะได้ไปจัดการดาบของเจ้าเสียที” ชิว เหวินเจี้ยนบอกกับหนี่เหยา ส่วนซูหยางเมื่อเห็นว่าชิว เหวินเจี้ยนมิได้ห้ามให้นางเข้าไปด้านใน นางจึงยืนอยู่ไม่ห่างกันนัก เฝ้ามองว่าสิ่งที่ชิว เหวินเจี้ยนหามาเป็นสิ่งใดกันแน่
หนี่เหยากล่าวขอบคุณก่อนจะกินยาเม็ดนั้นลงไป ชิว เหวินเจี้ยนยกยิ้ม หันไปมองซูหยางราวกับจะบอกให้จับตาดูให้ดี หนี่เหยามองร่างกายของตน เขายังนั่งอ่อนแรงอยู่เช่นเดิม ชายหนุ่มหันมามองผู้มีพระคุณเมื่อพบว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ชิว เหวินเจี้ยนคลายมือที่กอดอกออก เขาขยับเข้าไปหาหนี่เหยาพร้อมๆ กับซูหยาง ทั้งที่ทุกอย่างน่าจะถูกต้องดีแท้ๆ ยาที่สามารถฟื้นกำลังภายในเวลาอันสั้นควรจะออกผลเลยมิใช่หรือ แล้วเหตุใดทำไมพลังของหนี่เหยายังไม่กลับคืนเช่นเดิมอีก
“...ต้องมีอะไรอีกแน่”