ร้านเหล้ากระซิบสายลมเป็นร้านเหล้าที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในค่ายทหาร
เหตุผลที่มันมีชื่อเสียงที่สุดนั้นเพราะมันใหญ่ที่สุด ทำเลดีที่สุด เมรัยรสเลิศที่สุด สาวงามที่สุดอาหารโอชาที่สุดและที่สำคัญ คนดูแลร้านหมัดหนักที่สุด ในค่ายทหารอาณาจักรบริวารแห่งนี้ไม่เคยขาดแคลนเลือดและความวุ่นวายแต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีใครกล้าเข้ามาก่อความวุ่นวายภายในรัศมีหนึ่งร้อยเมตรของร้านเหล้ากระซิบสายลมเลยสักรายหรือบางทีอาจจะมีหลงมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกไม่ค่อยฉลาดสักเท่าไรแต่ท้ายที่สุดพวกมันก็จะถูกทำให้หายไปจากโลกนี้อย่างเงียบๆ ท่ามกลางความมืด
วณิพกบางคนได้แอบเปิดเผยข้อมูลว่าเบื้องหลังร้านเหล้ากระซิบสายลมนั้นก็คือกองทัพแห่งราชอาณาจักร
ด้วยสถานะอันมีเกียรติของอัศวินประจำกายของเชื้อพระวงศ์ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาขวางทางพวกเขา อัศวินร่างสูงพาซุนเฟยเข้ามาทางด้านหน้าของร้านเหล้ากระซิบสายลมทันทีที่พวกเขาเดินเข้ามาในร้านเหล้าบริกรในร้านก็ปรี่เข้ามาต้อนรับพวกเขาด้วยท่าทางประจบประแจงอุณหภูมิในร้านเหล้าค่อนข้างอบอุ่นเพราะภายในร้านมีวงเวทที่ทำหน้าที่เหมือนฮีตเตอร์ในโลกเก่าก้าวแรกที่ซุนเฟยเดินเข้ามาด้านในเขาก็รู้สึกได้ถึงความโอ่อ่าของร้านเหล้ากระซิบสายลม
ความจริงแล้วร้านเหล้าแห่งนี้ก็คืออาคารขนาดใหญ่ที่สูงถึงหกชั้น
ซุนเฟยเดินขึ้นบันไดตามหลังอัศวินร่างสูงไปติดๆไม่ช้าเขาก็มาถึงชั้นที่หกซึ่งเป็นชั้นสูงสุด จากชั้นนี้จะทำให้มองเห็นภาพรวมของค่ายทหารบริวารทั้งหมดนอกจากซุนเฟยที่ได้รับอนุญาตแล้ว คนอื่นก็ห้ามขึ้นมายังชั้นหก แม้แต่อัศวินประจำกายของเชื้อพระวงศ์
ชั้นหกเป็นห้องโถงกว้างที่ตกแต่งอย่างหรูหรา
ไม่มีฉากคึกคักของฝูงชนเหมือนชั้นอื่นๆห้องโถงที่หรูหราแห่งนี้เงียบสงบมากไม่มีแม้กระทั่งบริกรหรือพนักงานในร้านเหล้าอยู่บนชั้นนี้เลยสักคนฝั่งตะวันออกของห้องโถงกว้างจะมีหน้าต่างอยู่บานหนึ่ง และมีโต๊ะตัวเล็กๆที่สร้างขึ้นจากไม้จันทร์สีม่วงที่แกะสลักเป็นรูปมังกรยักษ์สยายปีกบนโต๊ะมีอาหารทานเล่นอยู่สี่จานที่กำลังร้อนระอุได้ที่จนไอร้อนพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศนอกจากนี้ยังมีขวดไวน์คริสตัลสีทองที่มีการออกแบบอย่างเรียบง่ายประณีตและยังมีกลิ่นหอมของไวน์โชยออกมาจางๆ ราวกับโลกทั้งใบถูกตัดขาดจากความวุ่นวายทั้งปวงของโลกภายนอก เงียบสงบ หรูหรา สง่างามและน่ารื่นรมย์
ดวงตาของซุนเฟยจ้องไปยังด้านข้างของหน้าต่าง
เพราะตรงหน้าบานนั้นมีร่างของคนยืนอยู่
เป็นร่างของหญิงสาวนางหนึ่ง
หญิงสาวคนนั้นนับได้ว่าเป็นหญิงงามแห่งยุค
สำหรับซุนเฟยแล้วหญิงสาวคนนี้คือเพื่อนเก่าจริงๆ ปีศาจสาวแพรีส ฮิลตัน
ในวันสวมมงกุฎของซุนเฟยบนยอดเขาตะวันออกของเมืองแซมบอร์ดแพรีสเกือบลอบสังหารองค์หญิงนาตาชาและเทพสงคราม องค์ชายอาร์ชาวินสำเร็จ หลังจากเวลาผ่านไปนาน ในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกันอีกหญิงงามเจ้าเสน่ห์ดุจดอกลำโพงกาสลักยังคงสง่างามและเย้ายวนอยู่เสมอ แค่นางยิ้มออกมาก็ทำให้จิตวิญญาณอยู่ไม่สุขแล้ว
หากเป็นครึ่งเดือนก่อน ถ้าได้กลับมาพบกับผู้หญิงที่น่ากลัวคนนี้ซุนเฟยคงแทบอยากจะวิ่งหนีออกไปจากตรงนี้ประหนึ่งหนูเจอแมว เพราะตอนสงครามบนยอดเขาตะวันออกซุนเฟยได้จัดหนักจัดเต็มกับนางอย่างไม่มียั้ง หากนางคิดจะแก้แค้นขึ้นมาอีกเกรงว่าคงสร้างปัญญาให้แก่ซุนเฟยไม่น้อยเลยแต่ความแข็งแกร่งของซุนเฟยในตอนนี้ได้เพิ่มขึ้นจากคราวก่อนมากดังนั้นซุนเฟยจึงมั่นใจว่าสามารถป้องกันตัวเองได้ด้วยเหตุนี้ทำให้เขายังคงรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้ได้
"องค์ราชาอเล็กซานเดอร์ ในที่สุดพวกเราก็ได้พบกันอีกครั้ง"
แพรีสที่สวมชุดกระโปรงยาวสีขาวค่อยๆหันกลับมาอย่างช้าๆ บนใบหน้างามแย้มยิ้มออกมา ยังคงเป็นรอยยิ้มที่ชวนหลงใหลและน่าลุ่มหลงเหมือนเคยผมยาวสลวยสีทองสะบัดตามแรงหันประหนึ่งดอกกุหลาบกำลังแย้มบาน แพรีสค่อยๆเดินไปที่หน้าโต๊ะไม้ชั้นดี ก่อนจะผายมือไปยังเก้าอี้แล้วพูดออกมาว่า "ฝ่าบาท เชิญนั่งเจ้าค่ะ"
ซุนเฟยยิ้มน้อยๆก่อนจะเดินไปนั่งบนเก้าอี้
"ฝ่าบาทดูเหมือนไม่ค่อยตกใจเท่าไรหรือฝ่าบาททรงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าข้าจะส่งคนไปเชิญฝ่าบาท?" มือเรียวขาวดุจหยกยื่นมือไปหยิบขวดไวน์คริสตัลขึ้นมาก่อนจะเทลงบนแก้วด้วยท่าทางสง่างามไม่ว่าใครคงไม่สามารถนึกออกว่าสาวงามท่าทางสุภาพเช่นนี้ จะเป็นคนเดียวกับที่ออกคำสั่งเลือดเย็นนับครั้งไม่ถ้วนบนยอดเขาตะวันออก
"ฮ่าๆ บนจดหมายมีกลิ่นหอมบางอย่าง และถ้าข้าจำไม่ผิดข้าเคยได้กลิ่นนี้ครั้งแรกที่ยอดเขาตะวันออก แค่นี้ข้าก็เดาออกได้เก้าส่วนแล้วว่าเพื่อนเก่าที่เชิญข้ามาเป็นใคร"
ซุนเฟยมีท่าทีผ่อนคลายเขากวาดสายตามองไปยังอาหารกินเล่นสองสามอย่างบนโต๊ะ แม้อาหารพวกนี้จะดูธรรมดาแต่เห็นได้ชัดว่าผู้ที่ทำมันจะต้องเป็นผู้ที่มีความชำนาญในการทำอาหารสูงมากอาหารทุกจานล้วนครบถ้วนไปด้วย สี กลิ่น รสชาติอีกทั้งยังดูประณีตและผสมผสานวัตถุดิบได้อย่างลงตัวตั้งแต่เที่ยงจนถึงตอนนี้ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องซุนเฟยเลยเพราะมัวแต่วุ่นวายอยู่กับการสร้างค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดวินาทีนี้เขาจึงถูกดึงดูดด้วยอาหารที่แสนประณีตนั่นจนไม่อาจละสายตาไปได้เลยซุนเฟยหยิบตะเกียบไม้ออกมาคู่หนึ่งแล้วคีบอาหารบนจานขึ้นมากินอย่างไม่เกรงใจ
“ฝ่าบาทช่างน่าทึ่งนัก ในสงครามคราวนั้น เป็นข้าและองค์หญิงที่ดูเบาท่านไป” แพรีสไม่สนใจท่าทีอันไร้มารยาทของซุนเฟยมือข้างหนึ่งของนางยกแก้วตรงหน้าขึ้นมาแล้วยกชายเสื้อขึ้นบังขณะที่ดื่มเครื่องดื่มนั้น
"ฮ่าๆ ยกย่องกันเกินไปแล้ว"
“ยกย่องเกินไปตรงไหนกัน สำหรับข้าแล้วฝ่าบาทสมควรได้รับมัน...” แพรีสคีบเนื้อจากในจานขึ้นมากินพลางพูดยิ้มๆ ว่า “เพียงแต่ข้าแปลกใจจริงๆในเมื่อฝ่าบาทเดาว่าเพื่อนเก่าที่เชื้อเชิญท่านมาเป็นศัตรูอย่างข้าแล้วทำไมถึงกล้ามาคนเดียวล่ะเจ้าคะ หรือที่ท่านไม่เป็นกังวลอะไรเลยเพราะคิดว่าข้าไม่กล้าสังหารฝ่าบาท?”
เมื่อพูดจบใบหน้าของแพรีสพลันเปลี่ยนไป รอยยิ้มที่ยั่วยวนและใบหน้าที่สง่างามก็หายไปเช่นกันกลิ่นอายเย็นยะเยือกแผ่กระจายออกมาจากร่างของนาง พร้อมกับรังสีฆ่าฟันที่เฉียบคมท่าทางของนางตอนนี้ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนคาดว่าถ้าเป็นคนอื่นที่พบว่าสีหน้าของนางเปลี่ยนไปกะทันหัน คงจะพากันหวาดกลัวจนขี้หดตดหายเลยทีเดียว
ซุนเฟยยกแก้วเหล้าขึ้นมาจิบก่อนจะส่ายหัว “วิวสวย อาคารสูง เหล้าดีและยังได้อยู่กับสาวงามเช่นเจ้า ฮึๆ หัวข้อสนทนาที่ข้าคิดไว้ควรที่จะเป็นหัวข้อสนุกสนานร่าเริงมากกว่าที่จะเป็นหัวข้อเคร่งเครียดเช่นนี้เจ้าไม่คิดอย่างนั้นหรือ? ช่างเถอะในเมื่อสาวงามถามกันตรงๆ ขนาดนี้ เช่นนั้นข้าจะตอบตรงๆ ก็แล้วกัน...อืม เจ้าพูดถูกความจริงแล้วข้าไม่ได้กังวลเลยสักนิด บนยอดเขาตะวันออกเจ้าฆ่าข้าไม่ได้ฉันท์ใดตอนนี้เจ้าก็ยิ่งฆ่าข้าไม่ได้ฉันท์นั้น!”
“บางครั้ง การเชื่อมั่นในตัวเองสูงก็เป็นโรคโง่ที่ไม่มียาใดรักษาได้!" ปีศาจสาวหัวเราะออกมา “ราชาเมืองแซมบอร์ดข้ารู้ว่าท่านสามารถเอาชนะอัศวินผู้ตัดสินคริส ซัตตันที่ยอดเขาหอคอยคู่ได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าท่านจะหยิ่งผยองได้ในเมืองหลวงยังมีกลุ่มคนที่สามารถเอาชนะคริส ซัตตันได้เหมือนกัน!”
ซุนเฟยยกมือลูบคางตัวเองเขาเอาแต่ยิ้มและไม่พูดอะไร
แพรีสจ้องมาที่ซุนเฟยอย่างเย็นชาดวงตาที่งดงามราวกับภาพวาดไม่ควรที่จะมีสายตาเย็นชาแบบนี้แต่แม้ว่านางจะจ้องซุนเฟยด้วยสายตากดดันมาได้สองนาทีแล้วแต่ก็ยังเห็นคนตรงหน้าดื่มกินอาหารและเหล้าด้วยท่าทางเพลิดเพลิน เมื่อเห็นเช่นนั้นดวงตาสีดำเป็นประกายวูบหนึ่งพร้อมกับหลุดเสียงหัวเราะออกมาเบาๆสีหน้าที่เย็นชาพลันสลายไป กลายเป็นใบหน้าที่สง่างาม สุภาพพร้อมกับแย้มยิ้มออกมารังสีสังหารและกลิ่นอายเย็นยะเยือกหายไป แทนที่ด้วยบรรยากาศที่แสนอบอุ่น “ฮึๆๆ ระยะเวลาสั้นๆราชาแซมบอร์ดก็กลายเป็นบุคคลชื่อดังที่ไม่ว่าใครก็ต้องรู้จัก วันนี้ที่ได้พบกันข้าแพรีส ยังต้องเงยหน้ามองฝ่าบาทเลย!”
“เรื่องมันแน่อยู่แล้ว” ซุนเฟยพูดออกมาอย่างไม่กระดากปากเลยสักนิด
“ได้ยินมาว่าเมื่อตอนบ่ายอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ดมาขอท้าประลองกับฝ่าบาทไม่ทราบว่าฝ่าบาทรู้จักอัศวินผู้ตัดสินที่ได้รับสมญานามว่า 'โลหิต' มากน้อยเพียงใดหรือเจ้าคะ?” แพรีสขมวดคิ้วสวยมืออันผอมบางที่เคยใช้สังหารคน หยิบไวน์มาเทใส่แก้วของซุนเฟย
“ไม่รู้จักเลย” ราชาแซมบอร์ดตอบกลับมาอย่างซื่อๆ
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ข้าจะมอบเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวกับอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ดให้แก่ฝ่าบาทนี่เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของ 'อัศวินโลหิต' ครู้ด ในรายละเอียดจะกล่าวถึงทักษะคลื่นพลังของเขา'ดาบเพลิงโลกันต์' ด้วย!”
แพรีสกล่าวพลางหยิบกล่องเหล็กสีดำออกมาวางไว้บนโต๊ะก่อนจะผลักให้ไถลมาชนกับมือของซุนเฟย
----------------------