บทที่ 41
แฟนของฉันไม่ปล่อยนายไว้แน่!
เมื่อฝนหนึ่งหยดตกลงมา นาทีต่อมาก็เป็นคราวของฝนห่าใหญ่
ด้วยเสียงวี้ดว้ายของสาวๆที่อยู่รอบๆบริเวณนั้น ซึ่งเสียงที่เปล่งออกมานั้นมันไร้ซึ่งความเสนาะหูสิ้นดี
“ฉันว่าแล้วว่าไอ้อ้วนนี่มันต้องไม่ใช่คนดีตั้งแต่แรกเห็นแล้ว! ชุดที่ใส่ก็ขาดๆ มองยังไงมันก็พวกขี้แพ้ชัดๆ แล้วนี่ยังจะมาแสร้งโทรศัพท์อวดรวยอีก”
“ใช่ๆๆ ฉันเดาเลยนะว่าตานี่มันต้องหลอกลวงสาวคนนั้นมาแน่ๆ โง่จริงๆเลย คนรวยที่ไหนแต่งตัวแบบนี้กันน่ะ? ไม่รู้จักป้องกันตัวเองเลยหรือไง?”
“ถ้าจะให้ฉันพูดตรงๆเลยนะ พวกเราควรจะล้อมเจ้าพวกนั้นไว้ โดยเฉพาะเจ้าอ้วนนั่น อย่าให้มันหนีไปได้ แต่ทำแบบนั้นแล้วเจ้านั่นจะแสร้งทำเป็นโดนพวกเราใช้กำลังหรือเปล่านะ? หรือพวกเราควรจะดูเงียบๆอยู่ตรงนี้เพื่อดูว่าเจ้านั่นจะจบลงท่าไหนดี?”
“ไม่หรอก มันเป็นความคิดที่ถูกแล้ว ที่พวกเราจะไม่ไปไหนและล้อมพวกมันไว้แบบนี้ ฮึ่ม จนกว่าจะมีใครไปจัดการกับมัน พวกเราก็จะไม่ปล่อยให้มันไปไหนได้!”
…..
ถ้อยคำและประโยคที่คลับคล้ายคลับคลากันนั้นมีออกมาเรื่อยๆ และดูเหมือนเสียงจอแจนั้นจะดังขึ้นเรื่อยๆด้วย
จากนั้นหญิงสาวที่เปิดประเด็นคนแรกสุดก็เดินตรงเข้ามาหาเอ้อซีซีด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความเหนือชั้นกว่า
“เอ้อซีซี ฉันไม่คิดจริงๆเลยนะว่าเธอที่ดูจะใสซื่อบริสุทธิ์ในหอแทบตลอดเวลาอย่างนั้น จะออกไปลั้ลลากับไอ้อ้วนขี้แพ้แบบนี้ ฮ่าๆๆๆ ฉันล่ะชื่นชมรสนิยมแปลกๆของเธอจริงๆเลย!”
อู๋ตี้ชะงักไปทันทีและมองไปยังเอ้อซีซี นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย? เธอคนนี้รู้จักเอ้อซีซีงั้นเหรอ?
เอ้อซีซีก้มหัวลงต่ำกว่าเดิมนิดหน่อยขณะที่หยาดน้ำตามันก็เริ่มไหลออกมาอีก เห็นได้ชัดเลยว่าเธอกำลังปะทะเข้ากับอารมณ์ที่ยากจะพูดในครั้งนี้
ไม่ว่าจะเป็นหอชายหรือว่าหอหญิง แต่ละห้องก็จะมีคนอยู่ทั้งหมด 4 คน และเธอคนนี้คือ หลี่ลี่ เพื่อนร่วมห้องของเอ้อซีซีอีกหนึ่งคนนอกเหนือจากปิงปิงและหลิงหลิง
แต่กระนั้นพวกเธอก็นิสัยไม่ต่างกันหรอก ตามปกติแล้ว หลี่ลี่ก็มักจะเหยียดหยามเอ้อซีซีอยู่แล้ว เพราะเธอเห็นเอ้อซีซีนั้นใส่ซื่อจนน่ารำคาญ และทุกๆครั้งที่เธอแกล้งอีกฝ่าย มันเลวร้ายกว่าที่ปิงปิงและหลิงหลิงทำเสียอีก
“หลี่ลี่ มันไม่ใช่แบบที่เธอคิดนะ...” เอ้อซีซีโต้ตอบด้วยเสียงเบา แต่กระนั้นน้ำเสียงของเธอก็ฟังดูชัดเจนว่าพยายามจะอธิบาย
“โอ๊ะ ไม่เหมือนที่ฉันคิดเหรอ?” หลี่ลี่ทำหน้าทำตาเยาะเย้ยอีกครั้ง เธอชี้ไปทางเอ้อซีซีด้วยท่าทีไม่เป็นมิตรนัก
“ถ้างั้นแล้วทำไมเธอถึงมาเดินบนถนนด้วยการเอาผ้าห่มคลุมตัวแบบนี้เล่า?! ถ้าเธอบริสุทธิ์ใจจริงละก็ เปิดผ้าห่มออกแล้วให้ทุกคนได้เห็นสิว่าเธอไม่ได้ซ่อนอะไรไว้น่ะ!”
“ฉัน เอ่อ… ” การที่ต้องเผชิญหน้ากับความก้าวร้าวของ หลี่ลี่นั้น มันทำให้เอ้อซีซีต้องชะงักเรื่องที่จะพูดไปก่อน
จะให้เธอเปิดผ้าห่มตอนนี้ได้ยังไงกัน? ท่อนบนของเธอตอนนี้น่ะ เกือบจะเปลือยหมดแล้วนะถ้าไม่มีชั้นในตัวน้อยขวางกั้นอยู่ เพราะงั้นแล้วมันเลยทำให้เธอไม่รู้จะทำยังไงไปครู่ใหญ่เลย
“ฮึ่ม เห็นไหมล่ะ แน่นอนที่สุด นั่นก็เพราะเธอไม่ได้สวมอะไรไว้ข้างในยังไงล่ะ! เธอนะออกไปข้างนอกแล้วทำเรื่องลามกกับไอ้เจ้าอ้วนขี้แพ้นี่มาล่ะสิ!”
เมื่อเห็นเอ้อซีซีไม่ได้ปฏิเสธ เธอก็ถือโอกาสดูถูกเหยียดหยามอีกฝ่ายเลย
“อย่างที่ฉันพูดแหละ มันจะไปมีเด็กสาวบริสุทธิ์แบบเธออยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ยังไงกัน~ และมันก็เป็นจริงๆ เธอมันก็แค่เสแสร้งแกล้งทำ! ตลอดมาที่เธอแสร้งทำเป็นเด็กน้อยตอนอยู่ในหอน่ะ ทำดีมากเลยนะ แต่แล้วไงเล่า? ไม่เสแสร้งต่อแล้วหรือไง? ‘ตอนกลางวันฉันเก็บที่นอนดีแล้วก่อนจะออกมา ว้า ฉันกลัวที่จะต้องออกมาข้างนอกจังเลย แต่ว่าฉันก็มาลั้ลลากับเจ้าขี้แพ้นี่ ฉันตื่นเต้นมากเลยที่ได้ทำมันเพราะงั้นฉันเลยเผลอฉีกเสื้อผ้าจนหมด เอ ทำไงดีล่ะ ไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าใหม่ซะด้วย อ๊ะ จริงสิ ขโมยผ้าห่มโรงแรมดีกว่า’ ฮ่าๆๆๆ”
ยิ่งหลี่ลี่พูด มันก็ยิ่งเปี่ยมไปด้วยความไร้ยางอายและฮึกเหิมมากยิ่งขึ้น ยิ่งเธอได้เห็นเอ้อซีซีถูกดูแคลนมากขึ้นเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น
ในตอนนั้น อู๋ตี้เปี่ยมไปด้วยความโกรธเรียบร้อยแล้ว เขาประหลาดใจที่สาวสวยผมสั้นสีน้ำตาลตรงหน้านี้ ทั้งๆที่ตัวเธอสวยดั่งเม็ดนิลประจำตระกูลเล็กๆ แต่เหตุไฉนจึงได้ใช้ถ้อยคำที่โหดร้ายเช่นนี้
“เธอพูดพอหรือยัง?” เสียงเอ่ยถามที่เยือกเย็นหลุดออกมาจากปากของอู๋ตี้
“อุ๊บ?” หลี่ลี่เบนสายตาไปมองอู๋ตี้ และเช่นเดียวกัน รอยยิ้มแห่งความเหยียดหยามมันปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยที่ปรุงด้วยเครื่องสำอางอ่อนๆ
“ไง ไอ้ขี้แพ้ แกกล้าพูดกับฉันแบบนี้เหรอ? แกรู้หรือเปล่าว่าแฟนฉันเป็นใคร? แกน่ะมันเป็นอะไรที่ฉันรังเกียจที่สุดเลย เป็นไอ้อ้วนขี้แพ้ที่ไม่มีความสามารถอะไรแถมยังคอยหลอกล่อผู้หญิงแบบนี้ ฉันจะบอกอะไรให้นะ ก่อนหน้านี้ฉันเคยต้องการที่จะได้พี่จ้าวเทียนมาเป็นแฟน ฮึ่ม เพราะว่ายัยปิงปิงเอาแฟนมาอวดแท้ๆ แต่ช่างมันเถอะ ตอนนี้ฉันได้พี่จ้าวมาเป็นแฟนแล้ว เพราะงั้นแล้วยัยนั่นน่ะเทียบกับรองเท้าฉันยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ต่อหน้าพี่จ้าว พวกลูกคนรวยทั่วๆไปล้วนต้องก้มหัวให้ แล้วนายเป็นใคร? เป็นแค่ไอ้ขี้แพ้แท้ๆแต่กล้ามีเรื่องกับฉันเหรอ? ล้างคอรอความตายไว้แล้วใช่ไหม!”
หลี่ลี่พูดแทบไม่หายใจเลย คุณคงจะเดาได้แล้วใช่ไหมว่าเธอน่ะ อยากจะอวดแฟนขนาดไหน?
แต่ถึงกระนั้น การที่ได้จ้าวเทียนเป็นแฟนนั้นนับว่าคู่ควรแก่การอวดยิ่งนัก นั่นเพราะว่าเขานั้นเป็นลูกคนรวยระดับสูงจริงๆ คนที่เทียบชั้นได้ก็มีแค่เย่เหลียงเท่านั้น ทั้งสองเลือกที่จะเป็นมิตรที่ดีต่อกัน และเป็นที่รู้กันดีว่า พวกเขานั้นถือเป็น “2 มังกรน้อยแห่งบูรพาวิถี”
และด้วยสิ่งที่เธออวดนั้นมันทำให้เกิดเสียงฮือฮามาจากบริเวณรอบๆนั้นทันที
“ว้าว! เธอเป็นแฟนของจ้าวเทียนเหรอ? มันจบแล้ว เจ้าขี้แพ้นั่นจบแล้วจริงๆ แถมจะตายโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยว่าตายยังไงเพราะดันไปกระตุกหนวดจ้าวเทียนแบบนี้”
“นั่นสิๆ ฝีมือของพี่จ้าวก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพี่เย่เลย จริงๆวันนี้ฉันเห็นรถ ELFA ของพี่เย่เข้ามาในมหาวิทยาลัยด้วย ดูเหมือนจะลากคนออกไปหลายคนเลย ถ้าเกิดเจ้าอ้วนนี่ยั่วโมโหพี่จ้าวจริงๆ มีหวังคงได้โดนลากออกไปด้วยรถแลนด์โรเวอร์ของพี่จ้าวแน่ๆ”
“ฉันเคยได้ยินมานะว่า มีคนเคยหาเรื่องแฟนของพี่จ้าวเมื่อนานมาแล้ว จากนั้นหมอนั่นแล้วก็พรรคพวกอันน้อยนิดก็ต้องพบกับโศกนาฏกรรมเพราะไม่สามารถรับมือกับพี่จ้าวได้”
…..
เหล่าผู้คนรอบๆต่างพากันกระซิบเกี่ยวกับเย่เหลียงและจ้าวเทียน สาวๆหลายคนต่างก็มองไปทางหลี่ลี่ด้วยความอิจฉาริษยา ราวกับจะพูดว่า “ทำไมเรื่องดีๆแบบนี้ไม่เกิดขึ้นกับฉันบ้างนะ ฉันเนี่ยแหละที่ควรจะเป็นแฟนพี่จ้าว!”
หลี่ลี่กลายเป็นเป้าสายตาของทุกคนไปโดยปริยาย ซึ่งนั่นทำให้เธอนั้นอิ่มเอมใจแบบสุดๆและยืดอกราวกับไก่ได้พลอยเสียอย่างนั้น
เธอหันไปมองและชี้ไปทางอู๋ตี้พร้อมกับพูดอย่างปองร้าย “เอาล่ะ ตอนนี้ฉันจะให้โอกาสแกหันไปกระชากผ้าห่มนังแรดนี่ออก จากนั้นฉันจะไว้ชีวิตแกนะ แต่ถ้าไม่งั้นละก็… ฮ่าๆๆๆ!”
จริงๆแล้วที่หลี่ลี่ลุกขึ้นเผชิญหน้าครั้งนี้มีเป้าหมายที่ เอ้อซีซีโดยเฉพาะ เธอนั้นอยากให้เอ้อซีซีต้องอับอายในที่สาธารณะแบบนี้
การที่เอ้อซีซีนั้นดูใสซื่ออยู่ทุกๆวัน มันทำให้หลี่ลี่รู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมากเมื่อได้มอง
ดังนั้นแล้วเธอจึงอยากจะทำลายชื่อเสียงและให้ทุกๆคนรู้ว่ายัยสาวบริสุทธิ์คนนี้ จริงๆก็แค่นังแรดคนนึงเท่านั้น!
ในตอนนั้นเอง ผู้คนรอบๆต่างพากันตื่นเต้น โดยเฉพาะพวกผู้ชายที่ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษพร้อมกับตาเป็นประกายด้วย ตามปกติแล้วพวกนี้ก็แทบจะไม่มีโอกาสเห็นสาวๆในแบบที่ไม่ใส่อะไรอยู่แล้ว ดังนั้นโอกาสแบบนี้พลาดไม่ได้
“ดึงออกมา ดึงออกมา ดึงออกมา!”
และผลลัพธ์นั้นก็คือเสียงเชียร์จากรอบข้างของผู้ชมที่เฝ้ารอโอกาสนี้ พวกเขาไม่ได้ลุกขึ้นเพื่อร้องขอความเป็นธรรม แถมตอนนี้ยังคล้อยตามไปกับคำพูดของหลี่ลี่ด้วย
หลี่ลี่ยักไหล่และมองเหยียดไปยังอู๋ตี้
ในความคิดของเธอ ไอ้ขี้แพ้คนนี้นั้นยังไงก็ต้องฟังเธออยู่แล้ว ไม่งั้นแล้วเธอจะเรียกจ้าวเทียนมาที่นี่ ภายในมหาวิทยาลัยตงหลิงแห่งนี้ มีไม่กี่คนนักหรอกที่กล้าประจันหน้ากับเขา
แต่อู๋ตี้กลับไม่ได้ทำตาม แถมสีหน้าของเขายังดูหนักแน่นขึ้นอีกด้วย
ทันใดนั้นเอง มือของเขาก็ยกขึ้น
*เพี๊ยะ!*
เสียงตบหน้าดังสนั่นสยบทุกเสียงรบกวน
ทุกๆอย่างมันเกิดขึ้นในทันที ภาพตรงหน้านั้นเงียบสงัด ทุกๆคนต่างตกตะลึงขณะที่มองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
ตอนนั้น ผมสั้นๆของหลี่ลี่นั้นเกิดพลิ้วไหวอย่างไม่เป็นระเบียบ เช่นเดียวกับร่างกายที่เซจนล้มลงไปกับพื้น มือหนึ่งปิดใบหน้าสวยฝั่งที่โดนตบไว้ และถึงจะปิดไว้แต่มันก็ไม่มิด บริเวณนั้นเกิดรอยแดงขึ้นมาอย่างรวดเร็วและชัดเจน
อู๋ตี้เองก็ยังคงมือสั่นอยู่ ความรู้สึกของเขาในตอนนี้สั่นระริกไปหมดแล้ว ซึ่งแตกต่างกับภายนอกที่นุ่มนิ่มและแน่วแน่อย่างมาก
หลี่ลี่ที่จับแก้มตนเองไว้นั้นเริ่มมีน้ำตาและร้องไห้ออกมา น้ำตาของเธอนั้นมันเป็นน้ำตาแห่งความเจ็บปวด เธอมองไปยังไอ้ขี้แพ้นี่ด้วยความที่ไม่เชื่อสุดๆ
ทำไมหมอนี่ถึงกล้าทำร้ายฉันล่ะ?
ลืมไปแล้วเหรอว่าแฟนของฉันก็คือจ้าวเทียนนะ! ทำไมถึงยังกล้าทำแบบนี้อยู่อีกล่ะ!?
“แก ไอ้บ้าเอ๊ย! โรคจิต! แกทำมันลงไปแล้ว! แฟนของฉันจะไม่ยอมปล่อยให้แกหนีได้แน่! ไปตายซะ!”
หลี่ลี่นั้นเกิดคลั่งขึ้นมาทันที เธอก่นด่าพร้อมๆกับความอับอายที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เธอเกร็งมือและสะบัดไปยังอู๋ตี๋ราวกับจะเข้าไปจิกข่วนเขา
*เพี๊ยะ!*
เสียงตบหน้าดังขึ้นอีกครั้งและร่างของหลี่ลี่ก็ล้มลงไปกับพื้นอีกครั้ง ครั้งนี้ใบหน้าสวยของเธอมันแดงครบสองข้างแล้ว
และเช่นเดิม เหล่าคนดูต่างต้องชะงักไปอีก ทุกคนนิ่งสนิทไปราวกับสมองโดนไฟช็อตไปตามๆกัน
นี่มันเรื่องจริงเหรอ? นี่ยังมีคนที่ไม่กลัวตายอยู่บนโลกนี้ด้วยงั้นเหรอ? ตั้งแต่กล้าที่จะตบหน้าแฟนของจ้าวเทียนแล้ว นี่ยังกล้าตบซ้ำด้วยเหรอ?