จักรพรรดิมารนอกรีต

    ตอนที่ 49 : ช่วยเหลือความงาม

    เมื่อเห็นไป๋เฉินเข่นฆ่าต่อไปเปรียบดั่งพยัคฆ์ในฝูงแกะ หลิวอี้หลิวที่กำลังครรลองมองอยู่ไม่ไกลก็อดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้างจนกรามแทบร่วง 

    เฉียบแหลม!

    แม่นยำ!

    ปราณีต!

    ไร้ปราณี!

    ทุกสิ่งอย่างนี้ล้วนเป็นองค์ประกอบในการเคลื่อนไหวของไป๋เฉินทั้งสิ้น

    การจะทำเช่นนั้นได้ต้องผ่านประสบการณ์การลอบสังหารมานับไม่ถ้วน และการเคลื่อนไหวเช่นนั้นสามารถลดหลั่งความเหนื่อยและความอ่อนล้าของร่างกายได้มากโข

    และทุกการเคลื่อนไหวและการขยับร่างกายทุกอิริยาบถของไป๋เฉินไม่มีการเคลื่อนไหวใดที่ไร้ประโยชน์แม้แต่น้อย 

    ในขณะที่เข่นฆ่าอย่างกระหายเลือด หางตาของไป๋เฉินเหลือบมองไปยังการต่อสู้ของผู้นำทั้งสองทุกขณะ และเห็นได้ว่าหญิงสาวนามหลิงซูกำลังเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด และนางมิอาจเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วเฉกเช่นก่อนหน้าและมิอาจทนรับบาดแผลได้มากกว่านี้อีกต่อไป

    ไป๋เฉินเห็นดังนั้นพลันทอดถอนหายใจ ไม่ว่าอย่างไรงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ดูเหมือนว่าการต่อสู้ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว

    ร่างเงาสีดำอันเลือนรางค่อยๆหับหายลับตาไปจากฝูงชนและไม่ปรากฏให้เห็นในสนามรบที่บ้าคลั่งอีกต่อไป

    หลังจากนั้นเพียงแค่ไม่ถึงสิบลมหายใจ ก็เป็นอย่างที่ไป๋เฉินคาดการณ์ไว้

    หลิงซูมองซ้ายมองขวาด้วยใบหน้างดงามแต่ซูบซีด นางเปล่งเสียงตะโกนกู่ก้องอย่างไร้หนทาง "แยกย้ายกันไป! ไม่จำเป็นต้องสนใจสิ่งใด แค่หลบหนีไปให้ได้ก็เพียงพอ!"

    เห็นได้ชัดว่าหยางลั่วเป็นเป้าหมายที่แข็งแกร่งเกินไป แม้แต่กองโจรมายาก็มิอาจต้านทานการโจมตีเต็มรูปแบบของตระกูลหยางได้แม้แต่น้อย

    ชายร่างกายกำยำที่กำลังเผชิญหน้ากับหยางเหวินโจวเหลือบมองอาการของหลิงซู แม้นจะมีสีหน้าโกรธแค้นแต่กลับฟาดฟันด้วยขวานยักษ์พลันถอยฝีเท้าออกจากวงล้อมพลางตะโกน "รักษาชีวิตไว้! หนีไป! อีกไม่นานข้าจะตามหาพวกเจ้าอีกครา!"

    ผู้รอดชีวิตจากกองโจรมายากว่าห้าสิบคนมองไปยังสหายที่ร่วมเป็นร่วมตายที่ไร้ซึ่งลมหายใจ พวกเขาทั้งหมดจ้องเขม็งไปยังใบหน้าทหารตระกูลหยางไว้ราวกับว่าจะจดจำความแค้นนี้ไว้ในใจไม่มีลืม

    "พรึ่บ!"

    "พรึ่บ!"

    "พรึ่บ!"

    "พรึ่บ!"

    เนื่องจากคำสั่งของหลิงซู กองโจรมายาแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทางอย่างจ้าละหวั่นและไม่มีผู้ใดหันหลังกลับมาแม้แต่น้อย 

    แต่มีหรือที่หยางลั่วจะยอม? 

    มันเปล่งเสียงตะโกนปลุกเร้าอย่างบ้าดีเดือดโดยที่ยังไม่หันกลับไปมอง "ไล่ตามพวกมันไป! หากผู้ใดนำหัวของสมาชิกกองโจรมาได้ ข้าจะให้เหรียญทอง 500 เหรียญ!-"

    แต่เมื่อมันหันกลับไปหมายจะสั่งการนายทหาร นัยน์ตาของมันกลับถลนออกมาจากเบ้า

    กองกำลังทหารตระกูลหยางกว่า 500 นายที่มันนำมา บัดนี้หลงเหลือเพียงแค่ไม่ถึง 100 นายเท่านั้น

    ทั้งๆที่กองโจรมายามีสมาชิกไม่เกินกว่า 150 คน แล้วทหารของมันจะสูญเสียไปมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร?

    เมื่อเห็นเช่นนั้นความโกรธที่ได้ระบายออกไปกลับปะทุขึ้นมาอีกครั้ง มันสั่งการด้วยจิตสังหารที่แรงกล้า "เข้าไปในคฤหาสน์! นำทรัพย์สมบัติพวกมันกลับไป! หากพบเจอผู้ใดที่เกี่ยวข้องกับมันให้รีบสังหารมันเสีย!"

    เมื่อสั่งการเสร็จสิ้น หยางลั่วยังไม่วายที่จะรีบไล่ตามไปในทิศทางของหลิงซูที่หลบหนีไปอย่างหัวซุกหัวซุน มันสามารถบอกได้ว่าหลิงซูมิอาจหลบหนีไปไหนได้ไกลอันเนื่องมาจากบาดแผลที่นางได้รับ ฉะนั้นมันจึงตัดสินใจไล่ตามหมายจะสังหารไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม!

    ค่ำคืนนี้ด้วยการต่อสู้เพียงครั้งเดียว ตระกูลหยางได้สูญเสียกองกำลังส่วนใหญ่ไปเกือบครึ่ง ส่วนกองโจรมายาที่ตั้งตระหง่านอย่างยโสโอหังมาเนิ่นนานกลับล่มสลายภายในค่ำคืนเดียว

    ใครจะคาดเดาได้ว่าจากชายหนุ่มอายุ 16 ปีที่ไร้การฝึกฝนและถูกปรามาสว่าเป็นขยะจากตระกูลฉิน จะสร้างความวิบัติบรรลัยภายในเมืองเทียนหยุนได้ถึงเพียงนี้ 

    นั่นคือกองกำลังอันดับสองของเมืองเทียนหยุนและกองโจรมายาที่มีกองกำลังเปรียบได้กับตระกูลอันดับสี่ แต่กลับกลายเป็นว่าพวกมันได้ห้ำหั่นกันจนสูญเสียกองกำลังมากมายถึงเพียงนี้

    หากหยางเหมินไม่แหย่รังแตนตั้งแต่แรก ตระกูลหยางจะประสบพบเจอกับหายนะเช่นนี้ได้อย่างไร?

    ทว่าทุกอย่างที่ไป๋เฉินทำลงไปล้วนมีจุดประสงค์แอบแฝง

    นั่นคือเพื่อบั่นทอนกองกำลังทางทรัพยากรมนุษย์ของตระกูลหยาง และการขโมยหยกสีม่วงก็เพื่อบั่นทอนธุรกิจให้ตระกูลหยางต้องอับจนหนทาง หากเป็นเช่นนั้นตระกูลหยางและฉินฟงอาจจะร่วมมือกันรวดเร็วยิ่งขึ้น

    ฉินฟงต้องการจะยึดครองตระกูลฉินอยู่แล้ว ส่วนตระกูลหยางที่จะยากจนค้นแค้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเนื่องจากธุรกิจที่ไปต่อไม่ได้ มันจะทำเช่นไรต่อไปหากไม่มีทุนทรัพย์ในการดำเนินกิจการภายในตระกูล? 

    แน่นอนว่านั่นคือการรีบดำเนินแผนการก่อกบฏตระกูลฉินกับฉินฟง เพื่อเรียกร้องค่าใช้จ่ายในความร่วมมือในครั้งนี้

    ฉินฟงก็กระวนกระวายใจอยู่แล้วที่มิอาจติดต่อกับสมาพันธ์นักฆ่าได้ หยางลั่วที่สูญเสียเส้นทางธุรกิจก็จะยิ่งกระวนกระวายใจยิ่งกว่า 

    นั่นคือแผนการรีบเร่งการดำเนินที่ไป๋เฉินได้วางหมากไว้ตั้งแต่แรกเริ่มให้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เขาต้องการ

    . . .

    ร่างสีทองที่ชโลมด้วยโลหิตของหลิงซูวิ่งปรี่ตามตรอกซอยเล็กๆด้วยเสียงหอบหายใจ นางมองกลับไปด้านหลังเพราะกลัวว่าจะมีผู้ใดไล่ตามมา 

    สถานที่เบื้องหน้าเป็นป่าทึบขจีที่เปี่ยมไปด้วยเสียงสิงสาราสัตว์ขนาดเล็กๆรอบๆผืนป่า แน่นอนว่านี่คือเส้นทางหลบหนีที่กองโจรมายาตระเตรียมไว้สำหรับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง นางไม่ลังเลเลยที่เข้าไปในผืนป่าอย่างทุลักทุเล

    "หลิงซู! ออกมาซะ!" 

    เสียงหยางลั่วสะท้อนก้องมาแต่ไกลตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่กำลังวิ่งไล่หลังมา หลิงซูที่ได้ยินก็แสดงสีหน้าที่สิ้นหวัง 

    การเคลื่อนไหวของนางมิอาจเร่งความเร็วได้อีกแล้ว ดูเหมือนว่าชีวิตของนางจะสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ 

    แต่ทันใดนั้นกลับมีเสียง "วืด!" เงาสีดำที่สวมหน้ากากไหมกลับดักรอนางอยู่ที่ทางโค้งของต้นไม้ใหญ่ห้าคนโอบ ร่างนั้นกวักมือส่งสัญญาณว่าให้นางวิ่งมายังทิศทางตรงกันข้าม

    หลิงซูกำลังตัดสินใจครั้งใหญ่ นางสามารถบอกได้ว่าเงาสีดำนั้นมิใช่คนของตระกูลหยาง เพราะนางเพิ่งจะหลบหนีไปยังทิศทางลับที่ไม่มีผู้ใดรับรู้ได้

    หลิงซูตัดสินใจกัดฟันและพยายามก้าวย่างไปยังเงาสีดำนั้นอย่างเร่งรีบ 

    เงาสีดำดึงมือนางเข้ามาอย่างรุนแรงก่อนจะกระทืบเท้าอย่างหนักเผยให้เห็นหลุมลึกของคลับคล้ายกับอุโมงค์ที่ถูกขุดไว้ 

    ร่างทั้งสองร่วงหล่นลงไปในอุโมงค์ที่อยู่ใต้กองใบไม้ที่ร่วงหล่นปิดกั้นเส้นทางเข้าไว้อย่างชำนาญ ร่างสีดำยังคงจับจังหวะดึงร่างของหลิงซูลงมาอย่างอ่อนโยนเพื่อมิให้มีแรงกระแทกต่ออวัยวะใดๆอย่างไร้เสียง

    เมื่อถึงผืนธรณีร่างสีดำยังคงสาวฝีเท้าพุ่งตรงไปในอุโมงค์ที่ไร้ปลายทางพร้อมกับกอดร่างหอมหวลของหลิงซูไว้อย่างเร่งรีบ

    หลิงซูที่อยู่ในอ้อมแขนไม่ทันจะได้กล่าวสิ่งใด นางมองไปยังใบหน้าของบุคคลที่ช่วยชีวิตนางไว้ด้วยอัตราการเต้นของหัวใจที่ถี่ขึ้น 

    ร่างสีดำสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า แต่กลับมีแววตาสีโลหิตส่องประกายอย่างน่าหลงใหลที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารที่ตกค้างจากการต่อสู้เมื่อครู่

    จู่ๆใบหน้าที่แข็งกระด้างและเย็นชาของหลิงซูกลับมีรอยแดงจางๆลามไปถึงต้นคอ 

    "ผู้มีพระคุณท่านนี้... ท่านคือ?" หลิงซูในอ้อมแขนตัดสินใจเอ่ยถามอย่างเหนียมอาย

    แต่ร่างสีดำกลับมิได้หันมองกลับมา เพียงกล่าวด้วยสุ้มเสียงเย็นยะเยือก "อย่าเพิ่งพูด หยางลั่วอาจจะกำลังตามมา เพราะฉะนั้นหุบปากไปซะ"

    แม้นจะใช้คำพูดที่หมางเหมิน แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุอันใดแทนที่นางจะโกรธเคืองตามบุคลิกปกติ แต่นางกลับผงกศีรษะอย่างเชื่อฟังเสียอย่างนั้น ก่อนจะก้มหน้าลงและสูดลมหายใจเบาๆ

    แต่แทนที่จะได้กลิ่นของบุรุษ นางกลับได้กลิ่นของโลหิตที่คละคลุ้งอย่างรุนแรงจนแทบจะสำลัก

    วินาทีนั้นนางรับรู้ได้ว่าคนผู้นี้เพิ่งจะผ่านการสังหารหมู่มาหมาดๆ!

    หลังจากร่างสีดำโอบอุ้มไปจนถึงสุดทาง กลับมีแสงสว่างจากจันทราเล็ดลอดผ่านมาจากจากปลายอุโมงค์ 

    ร่างสีดำกระแทกชั้นอุโมงค์และวิ่งขึ้นมาเหนือพื้น สถานที่ที่ปรากฏรอบๆในขณะนี้คือสลัมร้างไร้ผู้คนแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของเมืองเทียนหยุน ซึ่งใกล้เคียงกับประตูเมืองของเมืองเทียนหยุนมากที่สุด

    ร่างสีดำของไป๋เฉินถอนหายใจรับอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดหลังจากที่อยู่ใต้ดินมานานกว่า 5 นาที

    เขารีบปล่อยร่างหลิงซูและเตรียมตัวจะหันหลังกลับไปราวกับว่ามิได้สนใจต่อหลิงซูแม้แต่น้อย "เพียงเท่านี้หยางลั่วคงจะไม่ตามมาอีกต่อไป เช่นนั้นข้าขอตัว..."

    "ช้าก่อน" แต่หลิงซูกลับรีบคว้าแขนของร่างนั้นไว้อย่างกระวนกระวายใจด้วยสีหน้าที่แดงก่ำดุจลูกพีชสด

    "มีอันใด?" ไป๋เฉินเพียงเอ่ยตอบสั้นๆอย่างไม่ใส่ใจ

    "ได้โปรดเอ่ยนามของท่านมาได้หรือไม่? ท่านเป็นผู้มีพระคุณของข้า เผื่อวันหลังข้าจะได้ตอบแทนท่าน" หลิงซูประสานมือพลางกล่าวขึ้น

    ไป๋เฉินมิให้หันศีรษะกลับมา หากแต่เหลือบมองนางด้วยหางตาพลางกล่าวอย่างไม่แยแส "ไม่จำเป็นต้องสนใจตัวตนของข้า รู้เพียงแค่ว่าข้าคือศัตรูของตระกูลหยาง แน่นอนว่าศัตรูของศัตรูก็คือมิตร และข้าก็ไม่ต้องการให้เจ้ามาตอบแทนใดๆ"

    หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง หลิงซูเอ่ยถามอย่างฉงนใจ "เมื่อครู่ท่านอยู่ที่นั่นด้วยใช่หรือไม่?"

    "โอ้? ไม่คาดคิดว่าแม่นางจะสามารถสัมผัสถึงตัวตนของข้าได้" ไป๋เฉินแค่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ

    "หากท่านไม่รังเกียจ โปรดเรียกข้าว่าหลิงซูเถิด" หลิงซูส่งรอยยิ้มอ่อนหวานในขณะที่นางประสานมือในขณะตัวบิดไปบิดมาด้วยใบหน้าแดงก่ำ

    ไป๋เฉินที่มองการแสดงออกของนางก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน และมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีอย่างฉับพลัน

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิมารนอกรีต ที่คุณอ่าน