ภายในระยะเวลาอันสั้น ปรากฏบาดแผลเต็มตัวอวี้รั่วหยุน เลือดสดๆ ไหลริน อาภรณ์บนตัวนางชุ่มไปด้วยเลือดสดๆ จนกลายเป็นสีแดงฉาน
บาดแผลบนตัวของอวี้รั่วหยุนส่วนใหญ่จะเป็นบาดแผลที่เกิดจากดาบ ล้วนแล้วแต่เป็นแผลที่ผู้พิทักษ์คิมได้ฝากเอาไว้ทั้งสิ้น ในช่วงที่อวี้รั่วหยุนอาศัยคนเดียวต้านหนึ่งทัพนางยังสามารถคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ ยังมีโอกาสตอบโต้ เวลานี้เมื่อผู้พิทักษ์คิมเข้ามาร่วมวง พลันทำให้อวี้รั่วหยุนตกอยู่ในสถานการณ์คับขันทันที สถานการณ์ของนางพังทลายลงทันที ไม่สามารถต้านเอาไว้ได้อีกต่อไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้พิทักษ์คิมมักจะลอบโจมตีฝากแผลบริเวณกลางหลังที่เป็นจุดสำคัญอยู่เสมอ ทุกคมดาบล้วนแล้วแต่เป็นการลอบโจมตีที่ถึงตายได้ทั้งสิ้น ทำให้ยากที่จะป้องกัน ดังนั้น จึงทำให้อวี้รั่วหยุนถูกฟันไปหลายสิบครั้งรวดเดียวภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งบาดแผลตามร่างกายส่วนใหญ่มีผู้พิทักษ์คิมเป็นผู้ฝากเอาไว้
ฉึก! เสียงหนึ่งดังขึ้น ผู้พิทักษ์คิมได้ทำการลอบจู่โจมได้เป็นผลสำเร็จอีกครั้ง ฝากรอยแผลจากดาบไว้บนขาทั้งสองข้างลึกเห็นกระดูก พลาดไปนิดเดียวเท่านั้นเกือบฟันเอาขาทั้งสองข้างของอวี้รั่วหยุนจนขาด
แม้จะเป็นเช่นนี้ก็ตาม อวี้รั่วหยุนยิ่งมีความฮึกเหิมในการต่อสู้มากขึ้นไปอีก ทั้งเนื้อทั้งตัวโชกไปด้วยเลือด แต่ต่อสู้ได้อย่างดุเดือดยิ่งนัก
เสียงยอดศาสตราวุธกระทบกันดังขึ้นเป็นระลอกไม่ขาดสาย ภายในระยะเวลาอันสั้น อวี้รั่วหยุนถูกโจมตีอย่างหนักได้รับบาดเจ็บอีกครั้ง กระทั่งมีดาบหนึ่งของผู้พิทักษ์คิมเกือบจะตัดเอาศีรษะของอวี้รั่วหยุนได้ แต่ทำได้เพียงทิ้งบาดแผลไว้บนคอหอยของนาง
ภายใต้ความชุลมุนนี้ แม้ว่าอวี้รั่วหยุนจะปัดหอกจากแม่ทัพใหญ่แคว้นซูไว้ได้ แต่กลับถูกดาบของผู้พิทักษ์คิมแทงทะลุร่างกาย เลือดสดๆ พุ่งกระฉูด อวี้รั่วหยุนไม่รอช้ารีบดีดตัวลอยออกไปทันที
ยากที่อวี้รั่วหยุนจะลุกขึ้นยืนได้นับว่าไม่ง่ายนัก เวลานี้นางได้รับบาดเจ็บที่สาหัสมาก คิดจะยืนก็ยังยืนได้ไม่มั่นคงนัก อาศัยดาบคู่ใจค้ำพื้นพยุงร่างกายเอาไว้
ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดต่างนิ่งเงียบเมื่อเห็นร่างของอวี้รั่วหยุนโชกไปด้วยเลือด ทุกคนล้วนแล้วแต่กลั้นลมหายใจเอาไว้ ในเวลานี้เองก็มีบางคนที่ต่างสบตากันและกัน
ทุกคนล้วนแล้วแต่รู้ว่ามันจบสิ้นกันแล้วสำหรับอวี้รั่วหยุนในคราวนี้ วันนี้นางต้องทิ้งชื่ออยู่ที่ตรงนี้แน่นอน เป็นไปไม่ได้ที่นางจะอาศัยกำลังโดยลำพังตนเองต้านศึกเบื้องหน้าได้
แต่ทว่า เวลานี้ไม่มีใครยินดียื่นมือเข้าช่วยเหลือ ถึงแม้อวี้รั่วหยุนจะเป็นอัจฉริยะระดับปีศาจ แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าตัวของนางมาจากเผ่านอกด่าน ซึ่งเรียกได้ว่านางนั้นเป็นศัตรูกับทุกคนในสถานที่แห่งนี้ เกรงว่าทุกคนคงยินดีที่จะเห็นนางตายมากกว่ามีชีวิตอยู่
ต่อให้มีความสัมพันธ์ ในเวลานี้ก็ไม่แน่เสมอไปว่ามีคนที่สามารถยื่นมือเข้าช่วย จะอย่างไรเสียไม่ว่าใครก็ตามก็ต้องประเมินตนเองเมื่อเผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์คิม และกองทัพจากห้าแคว้น ในบรรดากลุ่มไทมุงที่รับชมอยู่ ถ้ารู้ตัวว่าไม่ใช่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์หรือขุมกำลังชั้นหนึ่งก็อย่าคิดที่จะเสนอหน้าออกไปเลย
ศัตรูตรงหน้ายังเป็นตัวแทนของห้าแคว้นและขุมกำลังชั้นหนึ่ง หากยื่นมือเข้าช่วยเหลือในเวลานี้ล่ะก็ ย่อมบ่งบอกว่าต้องการเป็นศัตรูกับพวกเขาทั้งหมด เกรงว่าเรื่องเช่นนี้คงมีไม่กี่คนที่ยินดีจะทำ ต่อให้มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งก็ทำไม่ได้
"จะอย่างไรเสียผู้สนับสนุนไม่แกร่งพอนะเนี่ย" ยอดฝีมือรุ่นอาวุโสถึงกับทอดถอนใจออกมาเบาๆ ถ้าหากอวี้รั่วหยุนมีชาติกำเนิดบนแผ่นดินใหญ่ล่ะก็ เกรงว่าเวลานี้ระดับบรรพบุรุษของขุมกำลังต่างๆ คงออกหน้ายื่นมือเข้าช่วยเหลือไปแล้ว เสียดายอวี้รั่วหยุนเดียวดายอยู่คนเดียว ต่อให้ถูกผู้อื่นรุมก็ไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
"ผู้พิทักษ์คิมหาใช่มีชื่อเสียงจอมปลอมจริงๆ ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ที่ทุกคนว่ากันมันก็เท่านี้เอง" แม้ว่าเวลานี้อวี้รั่วหยุนจะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ยังคงพูดคุยได้อย่างสนุกสนาน ยังคงมีรอยยิ้มที่สดใส
"ข้ากลับรู้สึกเลื่อมใสในความกล้าหาญของท่าน เสียดาย มีผู้ให้ราคาสูงเอาไว้แล้ว" ผู้พิทักษ์คิมกล่าวน้ำเสียงเย็นชาออกมา
"ช่างมันปะไร สงครามยังไม่จบอย่าพึ่งนับศพทหาร" แม้ว่าร่างกายของอวี้รั่วหยุนจะชุ่มไปด้วยเลือด แต่ยังคงมีท่าทีเหมือนผ่อนคลายเหลือเกิน แม้ว่านางจะลุกขึ้นยืนไม่ไหวแล้วก็ยังคงยิ้มออกมาได้ และรอยยิ้มของนางมีความสดใสตลอดและมีพลังโน้มน้าวให้ผู้อื่นคล้อยตามสูงมาก
"เสียดาย ท่านอยู่ระดับสิบปลายเท่านั้น ถ้าเป็นระดับครึ่งก้าวปรมาจารย์ยุทธ์ข้าคงไม่รับงานนี้" ผู้พิทักษ์เอ่ยขึ้นพร้อมกับส่ายหน้า
ปรมาจารย์ยุทธ์ผู้สูงส่งกลัวยอดฝีมือที่มีระดับขั้นพลังต่ำกว่านะเนี่ย! ย่อมไม่ต้องสงสัยเลยว่ากลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าอัจฉริยะระดับปีศาจเป็นเช่นไร แม้แต่ปรมาจารย์ยุทธ์ยังไม่มั่นใจที่จะสู้ซึ่งหน้า
"ก็อย่างที่ข้าได้กล่าวไป ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ที่ทุกคนว่ากันมันก็เท่านี้เอง" อวี้รั่วหยุนส่ายหน้าพร้อมกับหัวเราะเสียงดังขึ้นมา
"ถึงเวลาส่งท่านไปปรภพแล้ว" ผู้พิทักษ์คิมพูดน่าเกรงขามขึ้นมา ดวงตาทั้งสองเผยให้เห็นปณิธานการฆ่าที่น่ากลัว
ในขณะนี้ ผู้พิทักษ์คิมและกองทัพอาชาแคว้นซูต่างทยอยกันเข้าปิดล้อมอวี้รั่วหยุนสกัดหนทางหนี พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะโจมตีในครั้งสุดท้าย และเป็นการโจมตีที่ทรงพลังมากที่สุด ต้องการสังหารอวี้รั่วหยุนให้ตาย
"สามารถมีคนจำนวนมากมาส่งข้า นับว่ามีความหมายเหมือนกัน" อวี้รั่วหยุนพูดพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง
เคว้ง! เสียงหนึ่งดังขึ้น เวลานี้ดาบที่อยู่ในมือของผู้พิทักษ์คิมออกจากฝักแล้ว คราวนี้เขาไม่ได้ลงมือลอบจู่โจมอีก แต่ดาบในมือชี้ไปที่อวี้รั่วหยุนโดยตรง
ทุกคนต่างกลั้นลมหายใจเอาไว้เมื่อเห็นว่าอวี้รั่วหยุนไม่สามารถตอบโต้ ทุกคนต่างรู้ว่ามาวันนี้อวี้รั่วหยุนจะต้องฝังร่างที่นี่แล้ว เวลานี้บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด
"รามือแต่โดยดีเถอะ" จังหวะที่ชีวิตของอวี้รั่วหยุนแขวนอยู่บนเส้นด้ายนั้น เสียงที่เหนื่อยหน่ายเสียงหนึ่งดังขึ้นในโสตประสาททุกคนที่อยู่ในสถานการณ์ ทำลายบรรยากาศที่ตึงเครียดยิ่งนี้ไป
ทุกคนต่างหันไปมองเมื่อได้ยินเสียงนี้ มองเห็นเจ้าของเสียงก็คือหนิงหลงที่นั่งอยู่บนยอดเขาอีกลูกด้วยท่าทีที่เหนื่อยหน่าย เขานั่งกอดกระบี่สีดำประกายม่วงอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวโปรดตัวเดิม หนิงหลงนั่งไขว้ขากึ่งเอนตัวคล้ายอาบแดดอยู่ตรงนั้น
หลังจากที่หนิงหลงได้พูดคำคำนี้ออกมาแล้วก็ไม่ได้มองตรงๆ ไปยังพวกเขาสักครั้ง เพียงหรี่ตาเหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่นอย่างนั้น
เดิมผู้พิทักษ์คิม และกองทัพอาชาแคว้นซูที่กำลังเตรียมปิดสังหารอวี้รั่วหยุนพลันชะงักทีหนึ่งหยุดลง เมื่อหนิงหลงได้พูดออกมา ต่างจ้องมองไปยังหนิงหลงพร้อมกัน
"ศึกสงครามนี้เกี่ยวพันถึงหลายฝ่ายหลายขุมกำลัง" เวลานี้ดวงตาทั้งสองของผู้พิทักษ์คิมเพ่งมองหนิงหลง และเอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า "เจ้าแน่ใจหรือว่าจะมาสอด?"
"แล้วมันอย่างไรเล่า?" หนิงหลงเอ่ยด้วยท่าทีเหนื่อยหน่ายว่า "ข้ามาเพื่อหยุดสงครามในครั้งนี้"
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนแล้วแต่มองไปที่หนิงหลง ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างยิ้มเจื่อนๆ นี่มันเป็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่เหลือเกิน ในปัจจุบันจะมีสักกี่คนที่กล้าพูดเช่นนี้กับปรมาจารย์ยุทธ์ เป็นการไม่เห็นหัวปรมาจารย์ยุทธ์ ทำเหมือนว่าปรมาจารย์ยุทธ์เป็นที่ดำรงอยู่ในสถานะไม่มีค่าคู่ควรจะกล่าวถึงชัดๆ ประเภทที่เรียกให้มาก็มา ไล่ให้ไปก็ไป
"คนผู้นี้เป็นใครกัน? เขาต้องการเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงามรึ?" ภายในใจของผู้คนรู้สึกงุนงง พวกเขาต่างไม่ทราบว่าหนิงหลงเป็นใคร
หนิงหลงยิ้มพลางพูดแบบป่าเถื่อนง่ายๆ ออกมาว่า "ใครที่ยังรู้สึกว่าตัวเองยังอาละวาดไม่พอ ก็เข้ามา! ข้าจะเป็นคู่ต่อสู้ให้"
"ใช้อำนาจบาตรใหญ่มากเหลือเกิน คนผู้เป็นใครกันละเนี่ย ทว่าคำพูดช่างดูเท่อะไรเยี่ยงนี้!" ในเวลานี้ ผู้คนใต้หล้าเมื่อได้ฟังคำพูดที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ของหนิงหลงแล้ว มันช่างไพเราะน่าฟังอะไรอย่างนั้น ช่างซาบซึ้งใจอะไรอย่างนั้น ผู้คนจำนวนไม่น้อยยิ้มแก้มปริเมื่อได้ยิน
"วาจาสามหาวนัก!" ผู้พิทักษ์คิมพลันโกรธขึ้นมาทันที กล่าวน่าเกรงขามขึ้นมาว่า "เป็นศัตรูกับห้าแคว้นและขุมกำลังชั้นหนึ่ง เจ้ารับไหวรึ?"
"ห้าแคว้นและขุมกำลังชั้นหนึ่ง?" เวลานี้หนิงหลงเพิ่งจะเหลือบมองผู้พิทักษ์คิมทีหนึ่งอย่างเชื่องช้า เอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเหนื่อยหน่ายว่า "ก็แค่ห้าแคว้นและขุมกำลังชั้นหนึ่งเท่านั้นเอง ต่อให้เป็นศัตรูกับขุมกำลังทั้งหมดในสิบแดน ให้ข้าไปนอนนับเงินยังรู้สึกตึงมือกว่า"
เมื่อคำพูดนี้ถูกพูดออกมา ใบหน้าของผู้พิทักษ์คิมแดงก่ำขึ้นทันที ท่าทีนั้นดูไม่จืดอย่างยิ่ง นี่เป็นการดูแคลนกันอย่างโจ่งแจ้ง
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างใจหายใจคว่ำ ส่งเสียงพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันออกมา ไม่ใส่ใจกระทั่งเป็นศัตรูกับขุมกำลังทั้งหมดในสิบแดน ช่างเป็นคำพูดที่ไม่เพียงแค่พาลและใช้อำนาจบาตรใหญ่เท่านั้น
ขณะที่ผู้พิทักษ์คิมกำลังเอ่ยปากโต้ตอบ ในพริบตาเดียวนี้เอง ประกายกระบี่แวบขึ้นมา จากนั้นได้ยินเสียงดังกึกดังขึ้นมาเสียงหนึ่ง ทุกคนจึงมองเห็นหนิงหลงถือโอกาสชักกระบี่ในมือออกมา แต่ว่า เรื่องที่หนิงหลงออกกระบี่อย่างไรนั้นพวกเขามองเห็นไม่ชัดเจนเสียแล้ว
ความจริงแล้ว ลำดับขั้นตอนที่แท้จริงควรจะเป็นหนิงหลงชักกระบี่ออกมา จากนั้นเป็นเสียงคำรามของสายลมพร้อมประกายกระบี่ที่แวบขึ้นมา จบด้วยเสียงดังกึกเก็บกระบี่เข้าฝัก
แต่ว่า ความเร็วของหนิงหลงนั้นรวดเร็วมากเหลือเกิน ลำดับขั้นตอนทั้งหมดจึงถูกทำลาย แม้แต่เรื่องของลำดับเวลาก็ถูกทำลายลงเช่นกัน ทุกคนได้ยินเพียงเสียงดังกึกเท่านั้น ยังไม่ทันเห็นตัวใบมีดที่ออกมาจากฝักเลยเสียด้วยซ้ำ
จังหวะที่ประกายกระบี่แวบขึ้นมานั้น ในใจของพวกผู้พิทักษ์คิมสะท้านขึ้นมา ความรู้สึกเย็นยะเยือกระเบิดขึ้นกลางใจของเขา ลงมือเพื่อตอบโต้โดยสัญชาตญาณ
แต่แล้ว ในพริบตาเดียวนั่นเองทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว เขารู้สึกเจ็บที่บริเวณหัวไหล่ และมีเลือดที่ไหลซึมออกมาจากบาดแผล แล้วค่อยๆ ย้อมเสื้อของเขาจนแดงฉาน
ในพริบตาเดียวนั่นเอง หนึ่งกระบี่ของหนิงหลงสร้างความบาดเจ็บที่หัวไหล่ของเขา เมื่อเขาคิดจะลงมือ ปรากฏว่ากระบี่ของหนิงหลงได้กลับเข้าไปอยู่ในฝักเรียบร้อยแล้ว หนิงหลงยังคงเอนนอนไขว้ขาด้วยท่าทีเหนื่อยหน่ายอยู่ตรงนั้น เหมือนว่าไม่เคยลงมือมาก่อนอย่างนั้น
ภาพเช่นนี้ทำให้ผู้พิทักษ์คิมที่เป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์รู้สึกหวาดกลัวจนขนลุกซู่ กระทั่งหนังศีรษะเย็นวาบ ก้าวถอยหลังไปหลายก้าวด้วยสัญชาตญาณ แต่ทว่า การก้าวถอยหลังติดต่อกันหลายก้าวเช่นนี้ก็ไร้ประโยชน์ เมื่อจะต้องเผชิญหน้ากันจริงๆ
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างรู้สึกหวาดกลัวจนขนลุกซู่ และคันที่หนังศีรษะ เมื่อมองเห็นชัดว่าได้เกิดอะไรขึ้น
ย่อมไม่ต้องสงสัย ต่อให้ผู้พิทักษ์คิมที่เป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์ เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะลงมือ ในจังหวะที่หนิงหลงออกกระบี่
สิ่งนี้ได้อยู่เหนือสามัญสำนึกของผู้คนไปแล้ว เพราะความเร็วในการออกกระบี่ของหนิงหลงนั้นรวดเร็วเหลือเกิน รวดเร็วจนแซงล้ำหน้าทุกสิ่งทุกอย่าง!