อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 60 จับตัว

    บทที่ 60 จับตัว

     

    “นักเรียนทุนอัน อย่ามาใส่ร้ายพวกเรานะ!!”

     

    “อืม ฉันใส่ร้ายหรือเปล่า รอเจ้าหน้าที่ก็รู้เอง” ซูหยวนคลี่ยิ้มบางเบามอบให้ทั้งสามคน 

     

    รอยยิ้มของเธอไม่ต่างอะไรกับรอยยิ้มของมัจจุราชในสายตาของทั้งสามเลย เมื่อเห็นแบบนั้น...สามคนก็มองหน้ากัน ถ้าไม่ใช่เพราะซูหยวน ตอนนี้เรื่องราวของพวกเธอคงไม่ถูกกดดันจนถึงที่สุดนี้หรอก พวกเธอเองก็ไม่ได้คาดคิดเลยว่าหนีมาจนถึงที่นี่แล้วก็ยังเจอปัญหาได้อีก แผนการนี้ของพวกเธอไม่น่าจะมีปัญหาไม่ใช่หรือไง พวกเธอมาจากเขตชั้นใน แต่กดข่มพวกนักล่าชั้นต่ำไม่ได้เลยเนี่ย .... มันแปลกเกินไปแล้ว!

     

    “คำก็เจ้าหน้าที่ สองคำก็เจ้าหน้าที่ เธอไม่ใจร้ายเกินไปหน่อยหรอ? คิดจะทำให้พวกเราตายให้ได้เลยใช่ไหม? เธอยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า จิตใจของเธอยังปกติอยู่ไหมนักเรียนทุนอัน!!” ฟางหนิวพูดขึ้นมา ท่าทางเหมือนกับจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

                

    ถ้าเป็นสถานการณ์อื่น นักล่าพวกนี้คงจะสงสารเด็กสาวตาดำๆที่กำลังจะร้องไห้นี้แล้ว แต่เพราะก่อนหน้านี้ทั้งสามสร้างปัญหาให้พวกเขาก่อน ส่วนอันซูหยวนก็เป็นเด็กสาวเหมือนกัน แถมยังเป็นเด็กสาวที่เข้ามาเพื่อจะช่วยพวกเธอด้วย ดังนั้นย่อมไม่มีใครเข้าข้างทั้งสามคน แม้ว่าพวกเธอจะรวมตัวกันร้องไห้ก็ตาม

     

    “ฉันใจร้ายหรอ? คนที่คิดจะใส่ความว่าฉันเป็นขโมยก่อน ไม่ใช่พวกเธอหรือไง” ซูหยวนขมวดคิ้ว ทั้งสามคนคงจะไม่ได้ความจำเสื่อมจนลืมว่าก่อนหน้านี้ตัวเองเป็นคนลงมือใช่หรือไม่?

                

    ชีวิตก่อน ซูหยวนเป็นพวกมนุษย์สัมพันธ์ไม่ดี แต่ก็ไม่คิดจะเล่นงานใครให้ถึงตาย เธอยังมอบโอกาส ปล่อยให้คนเหล่านั้นสร้างปัญหาต่อไปจนกระทั่งพวกเขาเล่นแรงจนเธอได้ตกตายจริงๆ ดังนั้นในชีวิตนี้...อะไรที่เล่นได้ ซูหยวนก็พร้อมที่จะทำแบบนั้นกลับคืน

                

    นักเรียนชายห้าคนก่อนหน้านี้วางแผนเอาเธอถึงตาย เช่นนั้นเธอก็ตอบสนองพวกเขาด้วยแผนเดียวกันจนทำให้พวกเขาตกตาย ตอนนั้นซูหยวนยังคิดว่าตัวเองอาจจะใจร้ายเกินไปหรือไม่ แต่ทุกวันเธอยังคงบอกตัวเองว่าถ้าใจดีต่ออสรพิษ สักวันก็จะต้องตายเพราะพิษงูอยู่ดี ดังนั้น...เธอจึงยืนยันว่าตัวเองทำได้ดีแล้ว

                

    ตอนนี้กับนักเรียนทุนทั้งสามคนที่คิดจะลงมือกับเธอก่อน ซูหยวนก็แค่ตอบสนองกลับไปเหมือนกันเท่านั้น จะถามหาความรู้สึกผิดหรือความสงสารของเธอต่อทั้งสามคนนั้นไม่มีแม้แต่น้อย

                

    ทางพ่ออันเมื่อได้ยินลูกสาวพูดแบบนั้น คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่น แต่เดิมแล้วลูกสาวของเขาก็เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ต่อให้ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแค่ไหนก็ไม่อยากให้ลูกลำบากมากนัก อีกอย่าง...ซูหยวนของพวกเขาก็เป็นเด็กอ่อนแอ ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงมากนัก ไม่น่าแปลกใจเลยที่คนเป็นพ่อจะห่วงมากกว่าปกติ 

                

    ครั้งแรกที่ได้ยินว่าซูหยวนของพวกเขากลายเป็นผู้ใช้พลังงานแล้ว คนเป็นพ่อก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลย หากไม่ใช่ว่าเห็นความสามารถของลูกสาวกับตา เขาคงไม่วางใจที่จะให้เธอเข้าไปในเขตชั้นในตามลำพังแน่ 

                

    ทว่า ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ต่อให้คนเป็นพ่อรู้ว่าลูกสาวแข็งแกร่งขนาดไหน เมื่อได้ยินว่าซูหยวนของพวกเขาถูกคนอื่นวางแผนใส่ร้าย เขาก็ไม่สามารถสงบจิตใจได้อยู่ดี

     

    “เกิดอะไรขึ้นหรือหยวนเอ๋อร์” เขาเอ่ยถามเสียงเครียด ท่าทางของคนเป็นพ่อเช่นนี้ทำให้รัศมีของผู้ใช้พลังงานเขายิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

                

    นักล่ารอบๆที่รู้ความสามารถของอันเฉินดี ทั้งยังยกให้เขาเป็นเหมือนลูกพี่ในการล่าสัตว์กลายพันธุ์ เมื่อเห็นว่าอันเฉินกำลังโมโหขึ้นมา ทุกคนก็ค่อยๆหลบเลี่ยงกันไป ไม่มีใครอยากจะขวางหน้าของเขา แม้แต่นักล่าที่เถียงกับเด็กนักเรียนทั้งสามคนก็เลิกที่จะพูดอีกต่อไป 

     

    “ไม่ได้มีอะไรมากค่ะ แต่ฉันไม่สามารถเชื่อคำพูดของทั้งสามคนได้อีกแล้ว ถ้าพวกเธอบอกว่าตัวเองไม่ได้ตั้งใจ ฉันจะคิดว่าพวกเธอตั้งใจเอาไว้ก่อนค่ะ”

     

    “............” เมื่อได้ยินซูหยวนพูดชัดถ้อยชัดคำเช่นนั้น นักล่าคนอื่นๆก็มองหน้ากันเอง พวกเขาไม่กล้าพูดแทรกสองพ่อลูกจึงยังรอฟังสถานการณ์ต่อไป

     

    “ก่อนหน้านี้ เธอทั้งสามคนใส่ความหนูว่าเป็นคนขโมยรองเท้าของเพื่อนนักเรียนชั้นปีเดียวกันค่ะ ถ้าทุกคนเชื่อแล้วจัดการจับหนูส่งให้ทางการ ตอนนี้หนูก็คงถูกตัดแขนตัดขาแล้วค่ะ โชคดีที่เพื่อนๆในให้ห้องเกียรติ หลังจากค้นข้าวของที่หนูเตรียมไปแล้วไม่พบปัญหาก็เลยปล่อยหนู แต่ใครจะไปคิดว่าสุดท้ายแล้ว...รองเท้าคู่นั้นกลับไปอยู่ในห่อผ้าของเพื่อนนักเรียนสามคนนี้ค่ะ”

     

    “ตอนนี้ เพื่อนๆตั้งใจจะจับทั้งสามคนส่งให้ทางการตรวจสอบอยู่แล้ว ถ้ามีความผิดจริงก็จะต้องได้รับโทษค่ะ ทว่าพวกเรากำลังอยู่ในช่วงการทดสอบ ยังไม่สามารถกลับออกไปจากเขตพื้นที่ล่าได้ ดังนั้นจึงต้องตัวใครตัวมันก่อน ครั้นจะจับทั้งสามมัดเอาไว้แล้วเกิดเรื่องขึ้นมาจนทำให้ต้องตาย ก็จะกลายเป็นความผิดของพวกเรา แต่คิดไม่ถึงเลยว่าทั้งสามคนนี้ยังมาสร้างปัญหาให้คนอื่นๆอีก”

     

    “ถ้ารู้แบบนี้ หนูจะเสนอให้เพื่อนๆจับทั้งสามคนมัดเอาไว้ก่อน แล้วค่อยมองหาลุงๆนักล่าเพื่อส่งเธอให้ทางการค่ะ เป็นความผิดของพวกเราเองที่ไม่รอบคอบพอ”

     

    “ส่วนเรื่องลูกแก้ว ลุงๆนักล่าทุกคนน่าจะช่วยกันเป็นพยานได้ ขอแค่จับทั้งสามคนนี้ให้ทางการก็พอแล้ว หรือถ้าทางการไม่เชื่อ ก็เล่าพฤติกรรมของทั้งสามคนให้กับพวกเขา เท่านี้คดีความก็น่าจะรุนแรงจนเอาผิดได้แล้วค่ะ หลังจากที่พวกเราทำการทดสอบเสร็จแล้ว จะไปให้การเป็นพยานเพิ่มเติมค่ะ”

                

    ซูหยวนยังคงเป็นเด็กดีต่อหน้าพ่อของเธอ ไม่ว่าเธอจะเข้มงวดกับตนเองมากขนาดไหน ซูหยวนก็ยังเป็นอีกคนที่รู้จักกาลเทศะ และรู้วิธีการรับมือกับคนได้ดีเหมือนเดิม ก็นะ...ยังไงทักษะในการติดต่อสื่อสารเป็นส่วนหนึ่งในทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานอยู่แล้ว ถ้าเธอไม่รู้สิถึงจะแปลก

                

    เมื่อซูหยวนอธิบายให้พ่อของตัวเองฟังเช่นนี้ นักล่าคนอื่นๆก็ย่อมได้ยินไปด้วย พวกเขาต่างก็มองไปยังนักเรียนทั้งสามคนด้วยสายตาไม่พอใจ

                

    แท้จริงแล้วก็มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นนี่เอง นักเรียนทั้งสามคนก่อนหน้านี้อวดดีกับพวกเขามาก บีบลูกแก้วขอความช่วยเหลือแตกแล้วยังไม่รับผิดชอบ พอจะให้อยู่ให้การกับเจ้าหน้าที่ที่กำลังมา กลับบ่ายเบี่ยงและต้องการจากไป ไม่พอแค่นั้น...พวกเธอยังต่อว่าพวกเขา ดูแคลนพวกเขาเหมือนกับเป็นพวกชั้นต่ำกว่าอีกด้วย

                

    ต่อให้พวกเขาจะอยู่อาศัยในเขตชั้นนอก แต่ก็ไม่มีใครชอบให้มาดูถูกตัวเองหรอก

     

    “นักเรียน ดูเหมือนว่าพวกเธอจะไปไหนไม่ได้จริงๆแล้วล่ะ” นักล่าคนหนึ่งย่างสามขุมเข้าไปหา

     

    ก่อนหน้านี้พวกเขายังเกรงใจอยู่บ้าง ไม่มีใครกล้าจับพวกเธอมัดเอาไว้ อย่างไรก็เป็นนักเรียนจากสถาบันอันดับหนึ่งที่เขตชั้นใน ทว่าหลังจากรู้ว่าชะตากรรมของเด็กๆเหล่านี้ ทั้งขโมยของและใส่ความคนอื่น ถ้าเรื่องไปถึงทางการ...อนาคตของทั้งสามจะยังดีอยู่หรือ? ยังมีอะไรให้พวกเขาต้องหวาดกลัวอีกหรือไง?

     

    “ยะ อย่าเข้ามานะ!! นักเรียนทุนอัน เธอเป็นคนเลวร้ายแบบนี้ได้ยังไง ห๊า!!”

     

    “ใช่ เธอกำลังใส่ร้ายพวกเรา พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิดนะ อย่ามาแตะต้องฉันนะ กรี๊ด!!”

                

    เสียงกรีดร้องของนักเรียนทั้งสามดังขึ้น ไม่ว่าเธอจะพยายามหนีซักแค่ไหน ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผลแล้ว นักเรียนทั้งสามถูกจับมัดจนขยับหนีไม่ได้ เวลานั้นเองที่จุดสีดำอีกจุดซึ่งซ่อนตัวอยู่เสมอก็ได้ปรากฏตัวขึ้น

     

    “อาจารย์!!” ฟางหนิวเห็นเป็นคนแรกที่เห็นและตะโกนออกมา 

     

    ราวกับได้เห็นผู้ช่วยชีวิต นักเรียนทุนหญิงทั้งสามถึงกับอ้าปากขอความช่วยเหลือพร้อมกันจนเกิดเป็นความวุ่นวายไปหมด แน่นอนว่าพวกนักล่าเองก็ไม่มีใครกล้ากับคนเป็นอาจารย์ของสถาบันอันดับหนึ่ง ดังนั้นพวกเขาจึงปล่อยให้นักเรียนหญิงทั้งสามหลุดมือไป

     

    “ต้องขออภัยด้วยที่นักเรียนของเราสร้างปัญหา สำหรับเรื่องนี้....ขอให้ทางสถาบันจัดการกันเองได้ไหม” 

     

    คนเป็นอาจารย์พูดอย่างสุภาพ ทว่าน้ำเสียงและท่าทางของอาจารย์ไม่ได้แสดงออกว่ากำลังร้องขอจากพวกนักล่าเลย กลับกัน...ซูหยวนยังได้เห็นความเย่อหยิ่งและมองว่าตนเองอยู่เหนือกว่านักล่าทุกคนที่นี่ของอาจารย์ด้วย

                

    เธอเข้าใจว่าทัศนคติเช่นนี้ถูกปลูกฝังกันมาตลอด ไม่น่าแปลกใจเลยที่อาจารย์จะมองนักล่าที่อาศัยอยู่เขตชั้นนอกเป็นพวกระดับต่ำที่ไม่ว่าจะพูดยังไงก็ต้องฟัง ซึ่งนักล่าทั้งหมดก็เป็นดั่งที่เขาเข้าใจจริงๆเสียด้วย

     

    “ชะ เชิญครับ เชิญเลยครับ” นักล่าที่จับตัวทั้งสามเอาไว้รีบปล่อยมือ พวกเขาถึงกับก้าวถอยหลังด้วยซ้ำ ท่าทางที่เหมือนกับว่าเป็นฝ่ายผิด ไม่เหมือนกับตอนที่ถูกกระตุ้นก่อนหน้านี้ทำให้อันซูหยวนอยากจะหัวเราะออกมา

                

    ดูเอาเถิด แม้แต่นักเรียนทุนสามคนนั้นก็ยังสามารถยิ้มอย่างผู้มีชัยได้เพราะเห็นความยิ่งใหญ่ของคนเป็นอาจารย์ ช่างน่ารังเกียจเสียจริง

     

    “นักเรียนทั้งสามคนตามฉันมา” คนเป็นอาจารย์กล่าวเสียงเรียบ เขาหันมามองอันซูหยวนเล็กน้อยแล้วทิ้งท้ายประโยคเอาไว้

     

    “เรื่องที่เกิดขึ้นนี้จะถูกจัดการโดยสถาบัน ฉันและอาจารย์คนอื่นๆรู้เรื่องทั้งหมดแล้วซึ่งจะมอบความเป็นธรรมให้อย่างแน่นอน สำหรับตอนนี้...ให้อยู่ในการทดสอบต่อไป”

               

     เขาพูดเช่นนั้นแล้วพานักเรียนหญิงสามคนออกไปทันที ฝูหนี่ย์ได้ยินว่าอาจารย์จะจัดการด้วยตนเอง เธอก็ผ่อนคลายลงมาก ไม่ว่าคนเป็นอาจารย์จะบอกว่ารู้เรื่องทั้งหมดหรือไม่ แต่บทลงโทษของสถาบันก็ไม่ควรรุนแรงกว่าบทลงโทษตามกฎหมายใช่ไหม?

                

    ซูหยวนมองตามหลังคนเป็นอาจารย์ไป ในใจรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่บ้าง แต่ก็นั่นแหละ...เธอรู้ว่าทำไมสถาบันจึงจัดการแบบนั้น

                

    เพื่อไม่ให้ชื่อเสียงของสถาบันมัวหมอง หากนำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ออกไปให้โลกภายนอกรู้ ถ้าพวกเขากล่าวถึงสถาบันอันดับหนึ่งที่รับเอานักเรียนทุนอย่างทั้งสามคนเข้ามา ก็คงจะเป็นจุดด่างพร้อยที่นักเรียนจากสถาบันอื่นๆเอาไปพูดกันได้ ดังนั้นเรื่องต่างๆจัดการในสถาบันย่อมดีที่สุด

                

    แน่นอนว่าพวกเขาคงจะต้องชดเชยให้ซูหยวนและนักเรียนคนอื่นๆสำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้แน่ ซึ่งเธอก็ทำได้แค่รอดูเท่านั้นว่าพวกเขาจะชดเชยให้อย่างไร แต่เธอรู้ว่านักเรียนทุนทั้งสามคนนั้นต้องหมดอนาคตในการเป็นนักล่าแล้ว

     

    “พ่อคะ ในเมื่ออาจารย์พูดแล้ว อย่างนั้นก็คงต้องตามนั้นค่ะ เดี๋ยวหนูยังต้องทดสอบต่อไปอีก ถ้าอย่างนั้นพ่อก็ดูแลตัวเองนะคะ” ซูหยวนบอกลาพ่อของตนเอง เขายังแสดงความกังวลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่บอกให้ลูกรักษาตัวให้ดีเท่านั้น

                

    ในฐานะพ่อที่อ่อนแอกว่าลูกสาว เขามีสิทธิที่จะพูดอะไรมากกว่านี้ด้วยหรือ?

     

    “พ่ออัน ลูกสาวของคุณทำไมอยู่คนเดียวล่ะ”

                

    หลังจากที่เห็นว่าซูหยวนจากไปแล้ว นักล่าคนอื่นๆในกลุ่มของอันเฉินก็ถามเขาด้วยความประหลาดใจ ก่อนหน้านี้พวกเขาเห็นนักเรียนจากสถาบันมาฝึกซ้อมและทำภารกิจอยู่บ่อยๆ แต่ไม่มีคนไหนเลยที่ทำภารกิจเพียงลำพัง ขนาดพวกนักเรียนหญิงนิสัยไม่ดีเหล่านั้นก็ยังมากัน 3 คนเลยไม่ใช่หรือ?

                

    พ่ออันเองก็เพิ่งจะรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เขารู้สึกกังวลใจขึ้นมา ทว่าเมื่อสังเกตว่าลูกสาวของเขาไม่ได้ดูจะเดือดร้อนอะไร แถมยังมีอาจารย์อยู่รอบๆ เขาก็พยายามทำใจให้ผ่อนคลายลง

     

    “คงจะเป็นการทดสอบของนักเรียนล่ะมั้ง หยวนเอ๋อร์ของฉันค่อนข้างแข็งแกร่งกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน อาจจะได้รับบททดสอบพิเศษ แต่คงจะไม่เป็นอะไรหรอก มีอาจารย์คอยตรวจสอบอยู่ตลอด ยังไงก็ต้องไม่ปล่อยให้หยวนเอ๋อร์เป็นอะไรไป”

                

    พ่ออันกล่าวอย่างมั่นใจ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่เขาไม่ได้รู้ว่าตอนนี้อันซูหยวนไม่ได้อยู่ในสายตาของอาจารย์เลยแม้แต่น้อย แม้นักเรียนทุนทั้งสามคนจะถูกพาตัวออกไปแล้ว ทว่าอาจารย์ที่ติดตามทั้งสามคนก็ต้องออกไปเพื่อจัดการปัญหาที่สถาบันด้วย เพื่อให้นักเรียนทุกคนพอใจกับการตัดสินใจของสถาบันและยอมรับไม่ไปแจ้งความต่อทางการได้ พวกเขามีเรื่องให้คิดอีกมาก

                

    ดังนั้นอาจารย์ 5 คนในตอนนี้ ก็เหลือเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น 

     

    “อ๋อ มิน่าล่ะ ถึงได้เดินทางคนเดียวได้” 

     

    “ใช่ๆ ต้องเป็นแบบนั้นแน่ หนูอันน่ะเป็นเด็กดีจะตาย เจอกันกี่ครั้งก็ยังสดใสเหมือนเดิม”

                

    ถึงแม้คำว่า “สดใส” จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกประหลาดหูอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ไม่มีใครขัดคำพูดนี้ ถ้าเทียบกับนักเรียนสามคนและอาจารย์ที่ถูกพาตัวไป พวกเขามีความรู้สึกดีต่ออันซูหยวนมากกว่าหลายเท่าตัวนัก

                

    ทางนักเรียนทั้งสามที่ถูกพาตัวไป เดิมทีพวกเธอรู้สึกดีใจที่อาจารย์เป็นคนออกมาปกป้องเธอ ทว่า...บรรยากาศรอบๆตัวเขาไม่ได้บอกว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้จบลงอย่างสวยงามเลย ดังนั้นตลอดทั้งทาง ทั้งสามจึงทำได้แค่สงบปากสงบคำเท่านั้น

                

    ฝูหนี่ย์พยายามหาทางรอดด้วยการวางแผนที่จะโยนความผิดให้เพื่อนทั้งสองคนที่เหลือ โดยไม่รู้ตัวเลยว่า...ทั้งสองคนที่เหลือก็พร้อมที่จะโยนความผิดมาให้เธอเช่นกัน

                

    ถึงได้มีคำพูด “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตย่อมพาไปหาผล” คบกับคนที่พร้อมจะหักหลังคนอื่น คิดเอาตัวรอดอย่างเห็นแก่ตัว เช่นนั้นก็จะถูกใส่ความกันไปกันมาแบบนี้เอง

                

    ………………………………

    คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน