King - of - Element

    ตอนที่ 33


     ตัดกลับมายังโลกภายนอกผมตื่นขึ้นมาจากเครื่องเล่นเกมหลังจากที่ห้าวจัด ต่อสู้กับราชันย์สายฟ้าในเมืองหลวงจนได้ติดโทษอย่างหนักจากการ PK ภายในเมืองไปตามระเบียบ และตอนนี้ก็ยังไม่รู้ชะตะกรรมของตัวเองว่าจะโดนเพิ่มโทษอีกมากแค่ไหน เพราะโดนระบบบังคับให้ออฟไลน์เสียก่อน ผมลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายซักพักก่อนจะเข้าห้องน้ำชำระร่างกายให้สะอาดสดชื่น เมื่อเสร็จกิจแล้ว ผมเดินไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คดูข่าวสารบ้านเมืองต่างๆไม่นานนัก จากนั้นก็มีสายหนึ่งโทรเข้ามาหา กริ๊งงง!!ผมเห็นรายชื่อที่โทรเข้ามาจึงกดรับทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของเพื่อนรัก “โหลๆ” ผมพูดออกไปหลังรับสาย “โหลๆ มึงอยู่ไหนไอ่คิน?” ปลายสายพูดกลับมา “กูอยู่บ้าน พึ่งออฟไลน์ออกมา มึงมีอะไรรึเปล่า?” “เอ่อน่า ร้านเดิมๆ รีบมาแล้วกัน” ปลายสายไม่ได้ตอบคำถามผมเลย แถมยังพูดตัดบทอีกต่างหาก จากนั้นก็ตัดสายไปโดยที่ผมไม่ได้ได้ค้านอะไรไปเลยซักคำ ผมก็ไม่ได้คิดไรมากที่มันตัดสายไปแบบนี้ เพราะผมเองก็มีเรื่องจะคุยกับพวกนั้นอยู่เหมือนกัน เมื่อคิดได้ดังนั้นผมก็ลุกขึ้นไปแต่งเนื้อแต่งตัวจากนั้นก็เริ่มเดินทางไปยังจุดนัดหมายที่เพื่อนรักนัดเอาไว้ทันที ร้านที่เรานัดพบกันเป็นร้านกาแฟนั่งเล่นชิวๆขนาดปานกลาง พวกเราเคยมาที่นี่ด้วยกันบ่อยๆสมัยเรียนมัธยม ตัวร้านตกแต่งด้วยสไตล์พื้นๆไม่หรูหรามากนัก แต่มีชื่อเสียงพอควรในละแวกนี้ รอบๆร้านมีไม้สวนเล็กๆให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในธรรมชาติ มันจึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการพักผ่อนเพลินเพลินไปกับบรรยากาศรอบๆเพื่อคลายความเหนื่อยล้าของสมอง ผมที่ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็มาถึงตัวร้าน และตรงปรี่เข้าไปในร้านเพื่อสังเกตหาเจ้าเพื่อนรักสองคนที่เรียกผมออกมา หันซ้ายขวาไปมาก็เห็นเจ้าเพื่อนสองคนที่กำลังนั่งอยู่ตรงที่ประจำเหมือนทุกที “ไอ่คิน ทางนี้เว้ยๆ” เป็นธีระที่ลุกขึ้นยกมือทักผม ผมเห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไปหาเพื่อนรักทั้งสอง เก้าอี้โต๊ะกาแฟถูกลากออกมาใช้เป็นที่นั่งคุย ก่อนที่ธีระจะเปิดประเด็นขึ้นมา “ไปก่อเรื่องซะใหญ่โตเลยนะเอ็ง” ธีระพูดกับผมหลังจากรู้ข่าวการต่อสู้ระหว่างราชันย์ภายในเกมจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โตไปทั่วที่ไม่ว่าใครก็ทราบข่าวถึงมัน “ก็นะ จริงๆก็ไม่ได้ตั้งใจจะบวกกันในเมืองหรอก แต่ช่วยไม่ได้นี่ พอเจอคนที่เก่งกว่าทีไร จู่ๆร่างกายมันอยากเสียเหงื่อน่ะ” ผมยิ้มพูดพร้อมทำหน้าตาหมั่นไส้แกล้งพวกมันเล่น “เหอะๆ เอาเถอะ ยังไงคนระดับมึงก็เอาตัวรอดได้อยู่แล้วล่ะ ไม่งั้นคงไม่ขึ้นเป็นถึงราชันย์หรอก แต่ก็ระวังเรื่องบทลงโทษด้วยละกัน ยิ่งเป็นเมืองหลวงด้วย ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะโดนอะไรเพิ่มเติมบ้าง ไอ่คินเอ้ยย ซวยแน่มึง ฮ่า ฮ่า ฮ่า ...” ธีระพูดเยาะเย้ยเล็กน้อยตามประสาเพื่อนสนิท ผมยิ้มตอบแต่ไม่ได้พูดตอบโต้อะไรออกมา เพราะผมก็เตรียมใจเอาไว้เรียบร้อยแล้วล่ะ เนื่องจากมันจริงอย่างที่ธีระบอกว่าโทษของการ PK ภายในเมืองถือเป็นข้อห้ามสูงสุดของเหล่าผู้เล่น บทลงโทษนั้นจะรุนแรง จะน้อยจะมากขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างโดยรวมไม่มีคำว่าตายตัว และยิ่ง PK กันในสถานที่ใหญ่ๆอย่างเมืองหลวงแล้วละก็ ไม่มีใครกล้าคิดจะลอง PK กันอย่างแน่นอน เพราะมันทั้งโหดหิน และแสนน่าเบื่อ พวกเราคุยกันเรื่องต่างๆมากมายตามประสาเพื่อนฝูงที่ไม่ค่อยได้เจอกันแบบตัวเป็นๆ อีกทั้งความสนุกสนานที่ได้คุยกับเพื่อนที่ไว้ใจมันช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าจากการเล่นเกมมาเป็นเวลานานได้เป็นอย่างดี ผมทำท่าครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนจะพูดออกไป “มีใครได้ยินข่าวเกี่ยวกับลูน่าบ้างไหม?” ธีระ กับ สิงห์ ยิ้มร้ายทันทีเมื่อได้ยินคำถามนี้ออกมาจากปากของผม ทั้งสองคงรู้ดีว่าผมคิดยังไงกับลูน่า การ์เดียนสาวจอมห้าวสุดโหดที่เจอกันเมื่อครั้นเมืองเริ่มต้น สิงห์ใช้มือลูบคางพลางใช้ความคิดก่อนจะพูดอะไรออกมาจากปาก “ลูน่าหรอ...ได้ข่าวว่ากิลด์ของกำลังจะกลายเป็นกิลด์ขนาดใหญ่แล้วล่ะ หลังจากมีข่าวการปราบเวฟบอสกระจายออกไป พวกผู้เล่นต่างแห่กันมาเข้ากิลด์ของเธอจนเกือบจะพัฒนากิลด์ไปอีกระดับหนึ่งเลย ว่าแต่ถ้ามึงคิดถึงทำไมไม่ไปหาเลยล่ะ!?” สิงห์พูดขึ้นหลังจากสังเกตเห็นสีหน้าของผมที่ดูกระวนกระวายเหมือนอยากเจอใครซักคน “ไม่ดีกว่า ลูน่าเองก็คงวุ่นวายอยู่กับกิลด์ของตัวเอง ส่วนกูก็มีเรื่องที่ต้องไปจัดการอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน” “มึงนี่น๊า เดี๋ยวหมาก็คาบไปกินซะหรอก มัวแต่ลีลาอยู่ได้” ธีระแหนบแนมผมเช่นเคย ผมเพียงยักไหล่ตอบไปเท่านั้น แล้วเริ่มเปลี่ยนเรื่องคุยต่อ “แล้วกิลด์พวกมึงล่ะ เป็นไงบ้าง?” “ก็เรื่อยๆล่ะ ตอนนี้กิลด์พวกกูเลื่อนขึ้นเป็นระดับกลางแล้วหลังจากที่จบสงครามกิลด์ได้ไม่นาน พวกผู้เล่นคงเห็นความเก่งกาจของพวกกูแหงๆ เลยแห่กันเข้ามาหาใหญ่เลย ฮ่าๆๆๆ” ธีระพูดหัวเราะได้ใจ แต่ต้องหยุดหัวเราะเมื่อสิงห์เอาศอกกระแทกที่เอวธีระให้ตื่นจากความหลงตัวเอง “ทั้งหมดนี่ก็เพราะมึงนั่นแหละไอ่คิน หลังจากสงครามกิลด์พวกกูก็กลายเป็นที่รู้จักขึ้นมาข้ามวันข้ามคืน พวกผู้เล่นที่เข้ามาส่วนใหญ่ก็หวังจะเจอมึง แต่พวกนั้นก็ต้องผิดหวังกลับไปเมื่อรู้ว่ามึงไม่อยู่ที่กิลด์แล้ว เหลือแต่พวกที่จริงใจ และไม่หวังผลประโยชน์ร่วมที่ยังคงอยู่” สิงห์พูด “ไม่เกิดอะไรร้ายแรงขึ้นก็ดีแล้วล่ะ.....แล้วพวกกิลด์อัสนีบาตล่ะ?” ผมถามต่อถึงกิลด์คู่ต่อสู้ในสงครามกิลด์เมื่อครั้งก่อน “พวกนั้นหรอ ตั้งแต่แพ้สงครามกิลด์ครั้งนั้นกิลด์ก็ถูกยุบลงตามเงื่อนใครของสงครามกิลด์ ผู้เล่นแต่ละคนแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง แต่ก็ยังมีผู้เล่นบางพวกที่ยังแค้นกิลด์พวกกูเลยโดนป่วนที่สำนักงานของเราบ่อยๆน่ะ แต่ก็ไม่เป็นปัญหามาก ก็แค่พวกกากๆไม่ยอมรับความจริง พวกกูสั่งสอนมันไปบ้างแล้ว ฮ่าๆๆ” สิงห์พูดพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “เหอะ ขี้โม้จริงนะพวกมึงเนี่ย” ผมพูดแขวะเพื่อนรักไปทีหนึ่ง พอคุยกันนานๆเข้าคอมันก็เริ่มแห้ง ผมเลยลุกหนีพวกมันที่โม้ไม่หยุดไปสั่งกาแฟมากินซักแก้ว สองเท้าก้าวเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์สั่งกาแฟ ช่วงเวลานั้นเองผมสังเกตเห็นหญิงสาวสวมแว่นที่ดูท่าทางเรียบร้อยคนหนึ่งกำลังเดินออกมาจากเคาน์เตอร์สวนทางมาที่ผม ในมือเธอถือแก้วกาแฟ 4 แก้ว ด้วยท่าทางเงอะงะ ผมได้แต่กังวลว่าด้วยมือน้อยๆคู่นั้นจะสามารถถือแก้วกาแฟจำนวน 4 แก้วกลับไปถึงจุดหมายหรือเปล่า แต่ก็เหมือนฟ้าแกล้ง “ว้ายย!!”ด้วยความที่เธอกังวลเรื่องแก้วกาแฟมากไปจนลืมดูที่พื้น เธอสะดุดแผ่นไม้ที่กระดกนูนออกมาเล็กน้อยเข้า ทำให้เธอล้มหัวคะมำต่อหน้าต่อตา แต่ด้วยปฏิกิริยาของผมทำให้ผมสามารถรับเธอไว้ได้ทันก่อนที่จะล้มลงกระแทกพื้น แต่เจ้ากรรมเสื้อผ้าของผม และเธอก็ไม่รอดที่จะถูกย้อมไปด้วยสีของกาแฟอยู่ดี ผู้คนแตกตื่นกันทั้งร้านจากเหตุการณ์นี้ เพื่อนของผมสองคนได้ยินเสียงแอะอะโวยวายก็ลุกขึ้นมาดูเช่นกัน รวมทั้งเจ้าของกาแฟทั้ง 4 ถ้วยนี้ด้วย “ขอโทษครับผม เป็นอะไรหรือเปล่า??” ผมถามด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย พร้อมกับพยุงเธอกลับไปท่ายืนปกติดังเดิม “เอ่อ...ขอโทษค่ะ ฉันขอโทษจริงๆ!” หญิงสาวตรงหน้าก้มหน้าก้มตาขอโทษยกใหญ่โดยไม่สนใจคำถามของผมเลย ผมได้แต่พูดว่าไม่เป็นอะไรพร้อมตบไปที่บ่าของเธอเบาๆ แต่เธอก็ไม่เงยหน้าขึ้นมาเสียที ‘เป็นคนที่ขี้อาย และซุ่มซ่ามจริงๆเลยนะ’ ผมคิดอยู่ในใจก่อนที่เพื่อนรักทั้งสองจะเข้ามาหา และถามว่าเกิดอะไรขึ้น ผมไม่ได้พูดอะไร และปล่อยให้ภาพอธิบายแทน “เปียร์!! เป็นอะไรหรือเปล่า!” เสียงห้าวๆของหญิงสาวผู้ใหม่ดังขึ้นมาด้านหลังของผม บุคลิกของเธอดูห้าวหาญ ใส่เสื้อยืดสวมกางเกงยีนส์เดินผ่านผมไปโอบกอดน้องสาวของเธอที่ตอนนี้กำลังตัวสั่นกลัวอยู่ “นี่ ไม่เป็นอะไรแล้วนะ พี่ผิดเองที่ให้เธอเป็นคนมาเอากาแฟ ไม่เป็นอะไรแล้วนะ โอ๋ๆ” เธอปลอบน้องสาวของเธอให้หายจากอาการสั่นกลัว เธอรู้ดีว่าน้องของเธอคนนี้เป็นคนซุ่มซ่าม และมีโรคประจำตัวบางอย่าง แต่ด้วยเพราะเธอยุ่งอยู่กับงานมากมาย น้องของเธอเลยอาสามาเอากาแฟไปส่งที่โต๊ะให้ และผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่เห็น “ขอโทษค่ะพี่ลูน่า ก็หนู ก็หนูอยากช่วยพี่นี่คะ!” สาวน้อยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นคลอนเล็กน้อย ผมที่ยังยืนอยู่ที่เดิมได้ยินชื่อที่สาวน้อยพูดออกมานั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะชื่อนั้นมันคล้ายกับชื่อของคนๆหนึ่งในโลกเสมือน แต่มันอาจจะเป็นแค่คนชื่อเหมือนก็เป็นได้ เนื่องจากลูน่าตรงหน้า รูปลักษณ์แตกต่างจากโลกเสมือนอยู่บ้าง แต่ยังยังมีเค้าโครงที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยอยู่ดี หญิงสาวนามลูน่าไม่พูดอะไรต่อ เธอทำเพียงโอบกอดน้องสาวของเธอเอาไว้จนสงบลงได้ ก่อนที่จะหันมาพูดกับผม “ขอโทษนะคะที่น้องฉันซุ่มซ่ามล้มจนทำกาแฟหกใส่คุณ ถ้าไม่ว่าอะไรฉันจะชดใช้ค่าเสียหายให้เพื่อแสดงความขอโทษให้นะคะ” “เอ่อ...ไม่เป็นอะไรครับ ผมเองก็ไม่ได้เป็นอะไรมากมาย ไม่ต้องถึงกับชดใช้หรอก น้องคุณไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้วล่ะ” ผมยิ้มตอบด้วยท่าทางเป็นมิตรสุด แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไรทำให้ผมไม่กล้าสบตาเธอในขณะที่พูดด้วย “แต่ว่า......ก็ได้ค่ะ ขอโทษอีกครั้งนะคะ” ทีแรกเธอจะหาทางชดเชยให้ได้แต่ผมก็ยังยืนยันคำเดิมจนเธอนั้นยอมแพ้ไป ลูน่าขอโทษอีกครั้งก่อนจะให้น้องสาวของเธอกลับไปกับเพื่อนอีกสองคนที่พึ่งมาถึง ส่วนตัวเธอเดินไปที่เคาน์เตอร์เพื่อชำระเงินค่าเสียหายที่จำเป็นให้กับทางร้าน จากนั้นพวกเธอก็ออกจากร้านไปทันที ส่วนผมได้แต่มองตามหลังเธอออกจากร้านไปโดยไม่ทันได้ถามเธอในเรื่องที่กำลังคาใจอยู่ จะตามไปถามก็ไม่กล้า ได้แต่มองแผ่นหลังของเธอจนเธอขึ้นรถกลับไป เมื่อเสร็จธุระที่นี้แล้ว อีกทั้งเสื้อผ้ายังเต็มไปด้วยกลิ่นกาแฟ ผมจึงตัดสินใจกลับบ้านพร้อมกับเพื่อนรักสองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังทันที...ภายในรถแท็กซี่คันหนึ่ง หญิงสาวทั้ง 4 คน ที่พึ่งออกจากร้านกาแฟมาขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับ กำลังพูดคุยอะไรบางอย่างกันอยู่ตามประสาผู้หญิง “นี่มิ้ว เธอว่าผู้ชายคนเมื่อกี้หน้าคุ้นๆไหม?” สาวนามลูน่าเอ่ยถามเพื่อนที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายของตัวเอง “คุ้นๆ? แปลกนะที่แกพูดแบบนี้น่ะ แกแทบจะไม่ออกไปเจอใครที่ไหนเลยนี่ หมกตัวอยู่แต่ในห้องกับเครื่องเล่นเกม แต่ถ้าเป็นในโลกเสมือนก็ว่าไปอย่าง ในนั้นแกพบปะผู้คนเยอะนี่ ก็เป็นถึงคนที่มีตำแหน่งใหญ่โตของกิลด์นี่นะ” มิ้วสาวผมยาวตอบกลับ “แต่เดี๋ยวนะ นี่แกเริ่มสนใจผู้ชายแล้วอย่างนั้นหรอยัยลูน่า!” ออยสาวผมสั้นอกทรงโตที่นั่งด้านขวาของลูน่าเผลอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงตกใจเสียงดังจนทุกคนหันไปมองที่เธอไม่เว้นแม้แต่คนขับรถ ซึ่งออยจะเผลอตกใจแบบนั้นก็ไม่แปลก แม้ว่าลูน่าจะมีหน้าตาที่สละสลวย หุ่นของเธอแทบจะเทียบเคียงกับนางแบบได้เลย หนุ่มๆจำนวนไม่น้อยต่างก็เข้ามาจีบเธอไม่ขาดสาย แต่เธอไม่แม้แต่จะชายตามองพวกนั้นเลย ด้วยลักษณะของเธอที่เป็นคนออกห้าวหน่อยๆ เวลาปฏิเสธใครก็พูดตรง และแรงไปนิดจนทำให้หนุ่มๆเหล่านั้นก็ไม่กล้าเข้ามาจีบเธออีก บวกกับครอบครัวของเธอที่ทำธุรกิจใหญ่โต และกีดกันคัดกรองพวกหนุ่มๆที่เข้ามาเสมอ จนเธอเอือมระอา และไม่สนใจเรื่องแบบนี้อีก จนกระทั่งวันนี้ “มันยังไงกันน๊า...” “นั่นสิน๊า....” มิ้ว และออยร่วมวงกันจี้คำถามกับลูน่า แต่ก็ไม่เป็นผลเมื่อลูน่าใช้ศอกกระแทกเบาๆใส่แขนของเพื่อนทั้งสองเป็นความหมายนัยๆว่าให้หยุดแซวได้แล้ว จากนั้นเธอก็เข้าสู่โหมดหน้านิ่งพลันในหัวกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ ‘จะใช่นายหรือเปล่านะ........’ ....  

    คล้ายกับเรื่องKing - of - Element ที่คุณอ่าน