ตอนที่ 185
สังหารไม่ไว้หน้า 2
หลังจากที่ทำให้อัคคีดับสูญพลังปราณเหมันต์ของเสวี่ยหมิงก็เหนือล้ำขึ้นอีกระดับหนึ่ง ไม่เพียงก่อสร้างอาณาเขตพายุหิมะเย็นเยียบขึ้นมา แต่ที่ใจกลางของมันยังปราณกฎก้อนพลังงานธาตุเหมันต์บริสทุธิ์ลอยเด่นอยู่ แม้จะยังเป็นก้อนเหมันต์เล็กจิ๋ว แต่เสวี่ยหมิงรู้ดีว่ามันหาได้มีพลังเล็กน้อยตามขนาด
แม้ว่าตอนนี้เสวี่ยหมิงจะยังไม่สามารถประสานเพลิงและน้ำแข็งให้เกิดสภาวะสมดุลขึ้นในร่างตนเอง แต่ความรู้แจ้งแห่งเต๋าสุดขั้วก็ได้เผยวิธีการผสานรวมนั้นให้เสวี่ยหมิงได้รับรู้ว่าเขาเองสามารถที่จะผสานมันที่ภายนอกได้ เช่นเดียวกับการประลองศึกเก้ามังกรในอดีต
เมื่อปราณเหมันต์สิ้นสูญ เพลิงไฟที่ถูกกดซ่อนเร้นก็เผยพลังแห่งหยางร้อนแรง เปลวเพลิงเจิดจ้าพลันลุกพรึ่บขึ้นท่วมร่างของเสวี่ยหมิง แต่ครานี้กลับไม่ปรากฏรูปร่างของวิหคเพลิงอมตะ เพราะเสวี่ยหมิงจำเป็นต้องใช้พลังเพลิงที่เท่าเทียมกันกับธาตุเหมันต์ที่ปล่อยออกไปก่อนหน้า หากเสวี่ยหมิงใช้เพลิงไฟที่ร้อนแรงเกินไปสภาวะสมดุลที่ตระเตรียมก็จะไม่ก่อเกิด แต่จะกลายเป็นพลังของสองขั้วขัดแย้งที่ต่อต้านกันเองตามธรรมชาติ แม้จะมีพลังทำลายจากผลของร้อนเย็นปะทะหักหาญแต่เมื่อเทียบกับเคล็ดความของเต๋าสุดขั้วนั้น นับว่าพลังทำลายของท่วงท่านั้นห่างกันราวสวรรค์และผืนโลก
แสงสว่างเจิดจ้าร้อนแรงลอยเด่นอยู่เบื้องบน ว่านหลี่ที่เพิ่งจะตะโกนเตือนแหงนคอมองไปยังลูกไฟขนาดมหึมาสองตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก "นี่ นี่ มันจะเป็นไปได้อย่างไร" ร่างของผู้ฝึกตนระดับเชื่อมฟ้าดินขั้นสูงถึงกับสั่นสะท้าน เมื่อเพลิงไฟขนาดมหึมากำลังเคลื่อนตัวลงมากดทับพวกมันทั้งสามจากเบื้องบน "มันมีระดับพลังเพียงแค่เชื่อมฟ้าดินขั้นต้นเท่านั้น ทำไม ทำไม..." ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามที่เกิดขึ้นในใจของว่านหลี่ มีเพียงสัญชาตญาณที่น้อมเตือนถึงอันตรายร้ายแรง ในสมองตอนนี้ของมันปรากฏเพียงคำ...หลบหนีให้ไวที่สุด
พลังเพลิงในร่างว่านหลี่พลันเร่งเร้าจนถึงขีดสุด เปลวเพลิงเจิดจ้าหลอมรวมไปกับสองขาจนแดงกล้ำ ท่าร่างวิหคเพลิงถูกใช้ออกอย่างสุดรั้งจนปรากฏปีกเปลวเพลิงขนาดเล็กงอกเงยขึ้นที่กลางหลัง หมายทะยานหลบหนี ฝ่าออกจากใจกลางพายุหิมะให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ดูเหมือนว่ายิ่งเข้าใกล้ธาตุพลังเหมันต์ที่อยู่ใจกลางพายุหิมะ ความไวของมันก็จะถูกลดทอนลงไปธาตุพลังเหมันต์ราวกับมีชีวิตเป็นเอกเทศ มันดูดรั้งปราณธรรมชาติโดยรอบ แม้เสวี่ยหมิงมิได้ควบคุมบังคับ แต่ตัวมันยังคงก่อเกิดพายุหิมะอยู่เนือง ๆ ต่อไป
เหตุการณ์แม้อธิบายยืดยาว แต่เรื่องราวจริงแท้เกิดเพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจ ทันทีที่ว่านหลี่เริ่มทะยานหลบหน หนึ่งร้อนหนึ่งเย็นก็เคลื่อนตัวใกล้ ที่สุดขอบของพลังแห่งหยินและหยางเริ่มเกิดการปะทะกันแล้ว แต่ผลของมันกลับไม่เป็นไปตามที่ว่านหลี่จินตนาการ การปะทะกันกลับไม่เกิดการระเบิดขึ้นเช่นปรากฏการณ์หักล้างปกติของธาตุพลัง แต่ทั้งสองกลับหลอมรวมเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็น...สมดุลแห่งเต๋า
เพลิงและน้ำแข็งหมุนวนปกคลุมสับเปลี่ยนกันจนเกิดเป็นทรงกลมมหึมาปิดล้อมคนทั้งสามเอาไว้ สมดุลแห่งเต๋าที่เกิดขึ้นปรากฏเด่นเพียงแค่ชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้น แต่ก็เพียงพอจะให้เสวี่ยหมิงทะยานหลบหนีไปไกลจนพ้นรัศมีทำลายของมันได้ทัน ก่อนที่พลังงานของสองธาตุจะเริ่มบิดเบี้ยว และแตกระเบิดออกในที่สุด
บรึ้ม !!!
เสียงระเบิดดังสะท้าน มวลอากาศสั่นไหวราวกับช่องว่างของมิติจะแตกระเบิดออก พลังทำลายของสมดุลแห่งเต๋าที่บิดเบี้ยวรุนแรงกว่าคราแรกที่เสวี่ยหมิงค้นพบขอบมุมแห่งเต๋า เมื่อคราแรกที่ปะทะกับฉีปิงนับร้อยนับพันเท่า แม้พลังลมปราณของเสวี่ยหมิงจะถูกสูบออกไปเกินกว่าครึ่ง แต่ระดับของพลังทำลายที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็นับว่าคู่ควร
"พระเจ้า เพียงย่างก้าวแรกของพลังแห่งเต๋า ทำไมพลังทำลายมันช่างรุนแรงยิ่งนัก" แม้จะเป็นผู้ที่ปลดปล่อยพลังนั้นออกมาเอง เสวี่ยหมิงยังอดสยิวกายไม่ได้ เมื่อคิดว่าหากเป็นตนเองที่ต้องต้านรับพลังนั้นดูบ้าง ก็คงมีชะตากรรมไม่ต่างจากศิษย์ของดินแดนวิหคเพลิงอมตะทั้งสาม...ตกตายไร้เศษซาก "แย่แล้ว" เสวี่ยหมิงรีบพุ่งกลับไปยังหลุมลึกมหึมาที่เกิดขึ้น เข้ากวาดสายตามองไปทั่ว กลับไม่พบร่างหรือชิ้นส่วนใด ๆ ของศิษย์ทั้งสามของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะหลงเหลืออยู่เลย "พลาดไปจนได้ เจ้าสามคนนี่มีระดับฝึกปรือสูงส่ง ทำไมเราไม่ปอกลอกแหวนมิติของพวกมันก่อนที่จะลงมือสังหารกันละเนี่ย เผื่อจะมีสิ่งของล้ำค่าไปมอบให้หนิงเซียนบ้าง...เสวี่ยหมิงเอ๊ย เจ้ามันช่างโง่เง่ายิ่งนัก" เสวี่ยหมิงเอ่ยพร้อมใช้ฝ่ามือตนเองแปะไปที่หน้าผากตนเองดัง...เผี๊ยะ
.
.
"ศิษย์พี่ทั้งหลายข้าขอล่วงหน้าไปก่อนนะ" เมื่อเข้าสู่ถ้ำภายในภูเขาไฟ หนิงเซียนก็ทะยานรุดหน้าศิษย์สตรีคนอื่นของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะด้วยจิตใจที่ร้อนรน ปีกเพลิงงดงามงอกเงยขึ้นที่หลังของเด็กสาวส่องสว่างสะท้อนหินงอกหินย้อยภายในถ้ำจนเห็นชัดตา
"เทพธิดา...รอก่อน" วาจาไล่หลังของเหล่าศิษย์สตรีร่วมทาง หาได้มีผลกับความไวของหนิงเซียน เด็กสาวเหินทะยานต่อไปโดยไม่ชะงักลงแม้สักนิด
...พี่เสวี่ยหมิงรอข้าอีกนิดนะ
สองสามวันที่ได้อยู่ด้วยกันทำให้หนิงเซียนรับรู้ว่าเสวี่ยหมิงนั้นมีพลังในระดับเชื่อมฟ้าดินขึ้นต้น แม้พี่เสวี่ยหมิงของนางจะสามารถเอาชนะจ้าวฮุยได้อย่างหมดจด แต่กับศิษย์พี่ว่านหลี่ หนิงเซียนรู้ดีว่าชายผู้นี้คือศิษย์ที่มีระดับบ่มเพาะสูงที่สุดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ แถมยังสูงล้ำกว่าตัวของหนิงเซียนเองด้วยซ้ำไป
ประตูมิติส่องแสงสว่างเรืองรองอยู่ที่เบื้องหน้า แต่ดวงไฟที่แสดงจำนวนผู้คนที่เข้าสู่การเส้นทางวิหคเพลิงอมตะหาได้ส่องสว่างทั้งสี่ดวง แต่มันกลับมีเพียงแค่ดวงเดียวเท่านั้นเหตุการณ์ยิ่งมายิ่งทำให้หนิงเซียนคิดไปในแนวทางเลวร้าย
"ไม่นะ" หนิงเซียนปากสั่นสมองชาด้านเอ่ยขึ้นมาด้วยจิตใจที่บีบคั้น ท่าร่างที่ไวจนถึงขีดสุดของนาง ซึ่งนับว่าหาได้เป็นรองผู้อาวุโสของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะแม้แต่น้อย แต่ในยามนี้หนิงเซียนกลับรู้สึกว่าตัวนางนั้นเชื่องช้ายิ่งนัก
.
.
เสวี่ยหมิงที่สังหารศิษย์ทั้งสามของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะไปแล้ว แม้อยากจะออกผจญภัยไปตามเส้นทางเบื้องหน้า แต่เมื่อคิดถึงหนิงเซียนก็ทำให้เสวี่ยหมิงไปหยุดนั่งรออยู่ที่ก้อนหินใหญ่ใกล้ ๆ กับทางเข้าของประตูทางเข้า
พี่เสวี่ยหมิง !!! พี่เสวี่ยหมิง !!! พี่เสวี่ยหมิง !!!
ไม่ทันที่เสวี่ยหมิงจะนั่งลง หนิงเซียนที่ทะยานผ่านประตูมิติเข้ามาก็ส่งเสียงตะโกนร้องเรียกดังลั่น
"ทางนี้ ทางนี้" เสวี่ยหมิงยืนขึ้นโบกไม้โบกมือให้กับหนิงเซียนในทันที
เมื่อพบว่าเสวี่ยหมิงยังคงปลอดภัยดีอยู่ หนิงเซียนก็เร่งทะยานตรงมาหาเสวี่ยหมิงพร้อมใช้แขนเสื้อเช็ดปาดน้ำตาที่เอ่อคลอของตนเอง
หนิงเซียนที่ยืนอยู่ด้านหน้าของเสวี่ยหมิงในตอนนี้ หันกลับมองไปยังหลุมลึกขนาดมหึมาที่เพิ่งลอยข้ามมา "พี่เสวี่ยหมิงมันเกิดอะไรขึ้นกันคะ"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า เล่าไปจะเสียเวลา เราทั้งสองออกเดินทางพลางคุยกันพลางดีไหม" เสวี่ยหมิงเอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ยิ่งตอนนี้เขาเห็นว่าศิษย์คนอื่น ๆ ของดินแดนวิหคเพลิงอมตะยังไม่เข้ามาจึงถือโอกาสชักชวนหนิงเซียนออกเดินทางไปกันแค่สองคน หมายหลีกหนีปัญหาที่อาจจะตามมาได้ในภายหลัง
"แต่..."หนิงเซียนหันไปมองที่ประตูมิติ ก่อนเก็บคำพูดเอาไว้ และพยักหน้ารับ
"งั้นก็ไปกันเลย" เสวี่ยหมิงถือวิสาสะจับมือนิ่มของหนิงเซียนทะยานมุ่งหน้าไปสู่ป่าหินที่เต็มไปด้วยเพลิงลาวาเบื้องหน้าในทันที
หนิงเซียนที่ถูกเสวี่ยหมิงกุมมือ ก็หาได้ชักดึงมือกลับ แม้ยามนี้ใบหน้าของเด็กสาวจะปรากฏสีแดงเรื่อ แต่สองเท้าก็ทะยานไปเบื้องหน้าพร้อมกับเสวี่ยหมิง แม้ว่ายามนี้ท่าร่างที่หนิงเซียนใช้ออก จะเชื่องช้ากว่าในยามที่หล่อนทะยานเข้าสู่ถ้ำภูเขาไฟศักดิ์สิทธิ์ไปหลายส่วน แต่ยามนี้หล่อนกลับไม่คิดว่ามันเชื่องช้าลงไปแม้สักนิด เด็กสาวมองไปยังแผ่นหลังอันผึ่งผายของเสวี่ยหมิงด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข สี่เท้าเคลื่อนทะยานไปอย่างพร้อม ๆ กันด้วยความสุขใจ โดยทั้งสองหาเอ่ยคำใด ๆออกมาแม้สักคำเดียว จนร่างของหนึ่งบุรุษ หนึ่งสตรี ก็ทะยานล้ำหายลับตาเข้าไปในดงภูเขาหินเบื้องหน้า
.
.
"เทพธิดา..."
"ศิษย์น้องหนิงเซียน"
เสียงตะโกนเรียกของศิษย์สตรีของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ ดังระงมเมื่อพบว่าหนิงเซียน ซึ่งเป็นคนสำคัญที่สุดของการเข้าสู่เส้นทางวิหคเพลิงอมตะในครั้งนี้หายไปแล้ว
"ศิษย์พี่ฟาง เราควรทำเช่นใดกันดี"
"อืม ดูท่าสิ่งที่ท่านประมุขกำชับข้ามาจะเป็นเรื่องจริงเสียแล้ว" ฟางเยี่ยศิษย์คนสนิทของฮัวเหวินเยี่ยน ซึ่งถูกส่งเข้ามาแทนที่ศิษย์ที่ถูกเลือกก่อนหน้า เอ่ยขึ้นพลางครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้น "ดวงไฟที่ดับไปก่อนหน้าทั้งสาม ดูท่าจะไม่ใช่เรื่องดีเสียแล้ว"ฟางเยี่ยเป็นรผู้เดียวในศิษย์สตรีทั้งห้าที่รับรู้แผนการร้ายของฮัวเหวินเยี่ยนในครานี้ เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าวิตกกังวลกว่าเก่า เมื่อนึกถึงพลังการฝึกปรืออันสูงส่งของว่านหลี่ นางก็สยิวกายขึ้นมาแวบหนึ่งเพราะหากเด็กตระกูลหลงสามารถสังหารว่านหลี่และศิษย์อีกสองคนที่ติดตามมาได้ งั้นภารกิจที่นางได้รับมาจะไปทำสำเร็จได้อย่างไร "พวกเรารวมกลุ่มกันไว้ ตอนนี้ข้าเชื่อว่าเทพธิดาวิหคเพลิงอมตะ คงถูกคนร้ายเด็กหนุ่มตระกูลหลงผู้นั้นล่อลวงไปเป็นแน่"
"ล่อลวง...!"สีหน้าของศิษย์สตรีที่เหลือล้วนกลับกลายเป็นปั้นยาก
"แล้วเราจะทำยังไงกันดีคะศิษย์พี่"
ฟางเยี่ยถอนหายใจยาวออกมา "พวกเราคงได้แต่มุ่งหน้าตามติดคนร้ายไปเท่านั้น ที่สำคัญอย่าได้แตกกลุ่มกันเป็นอันขาด แล้วก็ไม่ต้องเร่งรีบค่อย ๆ เดินไปช้า ๆ เข้าใจไหม"
"เข้าใจค่ะ" ศิษย์สตรีที่เหลือต่างรับคำโดยพร้อมเพรียง