ตอนที่ 42
เข่นฆ่าอย่างสบายใจ
ได้ยินคำกล่าวของหานเฟิง ก็พาให้ซวงเอ๋อร์ต้องกลืนน้ำลายลงคอไปอึกหนึ่ง ก่อนจะได้ยินเสียงของชายหนุ่มกล่าวขึ้นสืบต่อว่า
“ โลกนี้มันโหดร้ายนักซวงเอ๋อร์ ในหุบเขา ที่พวกเจ้าปีศาจจิ้งจอกอาศัยอยู่ อาจจะอยู่กันอย่างสงบสุข หากนั่นไม่ใช่กับเผ่าพันธ์มนุษย์ข้า เพราะพวกมนุษย์นั้น ชื่นชอบการแก่งแย้งชิงดี ทั้งยังละโมบโลภมาก และเห็นแก่ตัว...”
“ ซึ่งพี่ใหญ่ของเจ้าผู้นี้ ก็เป็นมนุษย์เช่นที่ว่านั่น ดังนั้น ข้าจึงหาใช่คนดีแต่อย่างใด”
ซวงเอ๋อร์ฟังคำกลับส่ายหน้ากล่าวว่า “ ท ท่านเป็นคนดี ที่ท่านฆ่ามัน ล้วนเป็นเพราะว่ามันเป็นโจร ข้าได้ยินมันกล่าวชัดความ”
หานเฟิงยิ้มบางส่ายหน้า ยกมือขึ้นขยี้ผมนางอย่างเอ็นดูก่อนที่จะกล่าวสืบไป
“ เด็กเอ๋ย แล้วสักวัน เจ้าจะเข้าใจ...”
จากนั้น ทั้งสองก็พากันออกเดินทางต่อ ทิศทางยังคงมุ่งไปยังทิศตะวันออก ส่วนเรื่องราวของกองโจรร้อยอสูรอะไรนั่น ก็มิได้รบกวนอารมณ์ความคิดของหานเฟิงแต่อย่างใด
กระทั่งที่พลบค่ำมาเยือน หานเฟิง และซวงเอ๋อร์ที่ยังคงปลอมเป็นมนุษย์ ก็มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านที่ยังปรากฏเห็นผู้คนอยู่อาศัย มิได้รกร้างว่างเปล่าแต่อย่างใด กระทั่งว่า ยังแลดูออกจะครึกครื้นเสียด้วยซ้ำไป
“ นี่ออกจะครึกครื้นเกินไปหน่อยหรือไม่?”
หานเฟิงกล่าวขึ้น ขบคิดว่า ยามนี้มันเวลาเข้านอน เหตุไฉนผู้คนจึงแลดูวุ่นวายกันยิ่งนัก จึงพาซวงเอ๋อร์เดินเข้าหมู่บ้านไปสอบถาม
“ ไฉนทุกคนจึงดูเร่งรีบ เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
ที่หานเฟิงกล่าวพูดด้วยเป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ชายกลางคนที่กำลังหอบข้าวหอบของเดินผ่านมาอย่างเร่งรีบ
“ รีบหนี พวกมันกำลังมา…”
กล่าวทิ้งไว้เพียงเท่านั้นก็จากไป ทิ้งหานเฟิงและซวงเอ๋อร์ให้ขบคิดถึงคำกล่าวที่ว่า “ พวกมัน” หากหานเฟิงก็มิได้จากไป มันเพียงยืนนิ่งชมมองพวกชาวบ้านพากันขนข้าวของวุ่นวาย ที่ต่างก็พากันกระจัดกระจายออกจากหมู่บ้านไปจากสามทิศสามทาง ซึ่งทิศทางคือ เหนือ ใต้ และตก ไม่มีผู้ใดวิ่งไปทางทิศตะวันออกเลยแม้สักคน
“ พี่ใหญ่ เรามิรีบหนีกันบ้างหรือ?”
หานเฟิงก้มหน้ามองน้องสาวต่างเผ่าพันธ์ที่ด้านข้าง ตอบกลับไปว่า
“ ที่พวกมันต่างพากันจากไป เป็นคนละทางกับพวกเรา”
กล่าวจบก็จูงเมือซวงเอ๋อร์เดินสวนทางกับผู้คนเข้าไปในหมู่บ้าน ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้ ใหญ่กว่าสามหมู่บ้านที่พวกมันได้พบเจอมากนัก
“ แต่ข้าเกรงว่า ที่ชาวบ้านกล่าวถึงพวกมันอะไรนั่น จะเป็นกองโจรร้อยอสูรเหมือนกับ เอ่อ… คนที่เราเจอก่อนนี้”
ซวงเอ๋อร์กล่าวขึ้น หานเฟิงพยักหน้ารับ หากเท้ายังคงไม่หยุดเดิน มีหรือที่ซวงเอ๋อร์ขบคิดได้ แล้วมันจะขบคิดไม่ได้ มันรู้ ทั้งยังรู้อีกว่าเหมืองอะไรนั่น อยู่ทางทิศตะวันออก ผู้คนที่ไม่หลบหนีไปทางตะวันออก ย่อมเป็นเพราะ กลุ่มโจรที่ว่านั่นกำลังตรงมา
แต่ถ้ากล่าวถามหานเฟิงว่า ทำไม มันจึงไม่รีบพาซวงเอ๋อร์หลบหนี ปกติมันมิใช่คนที่ชื่นชอบการหาเรื่องใส่ตัวมิใช่หรือ แน่นอนว่าใช่ มันมิชอบหาเรื่องใส่ตัว แต่เป็นเพราะครานี้ มันรู้สึกคันมือคันไม้อยากออกกำลัง ตั้งแต่ที่ระดับพลังของมันเพิ่มขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด มันก็ยังมิได้มีโอกาสได้ออกแรงปรับสมดุลพลังแต่อย่างใด มันจึงวาดหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่ากองโจรร้อยอสูรที่กำลังตรงมา จะมีคู่ปรับแกร่งๆ ให้มันได้ออกแรงอย่างเต็มกำลัง
กระทั่งที่ทั้งสองก้าวเดินมาจนถึงใจกลางหมู่บ้าน ชาวบ้านที่วิ่งวุ่น ก็ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว หากจะมีก็แต่กลุ่มคนที่เบื้องหน้า บนถนนที่กว้างขวาง ไกลห่าง มองเห็นเป็นกลุ่มคนนับได้กว่าสิบ กลุ่มคน ที่ต่างก็ดูมิค่อยจะเหมือนคนสักเท่าไร
ที่ไม่เหมือน ล้วนเป็นเพราะ พวกมันคือมนุษย์ที่ใช้เคล็ดแปลงลักษณ์ปีศาจมายาด้วยกันทั้งสิ้น
หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็หยุดเท้า กลุ่มคนเบื้องหน้าที่พบเห็นหานเฟิงก็พากันหยุดเท้าเช่นกัน จะมีก็แต่ซวงเอ๋อร์ ที่รีบสืบเท้าไปแอบอยู่ด้านหลังของหานเฟิงอย่างว่องไว
“ พ พวกตัวแบบนั้นอีกแล้ว ม มันไม่ใช่ปีศาจ ทำไมจึงดูคล้ายปีศาจนัก แต่... แต่ก็อัปลักษณ์ยิ่ง”
ซวงเอ๋อร์กล่าวกระซิบกระซาบเสียงสั่นเครือ ซึ่งหานเฟิงได้ยินคำก็กล่าวตอบไปว่า
“ เป็นพวกมันใช้อาคมแปลงลักษณ์ปีศาจมายา”
ได้ยินซวงเอ๋อร์ทวนคำ “ แปลงลักษณ์ปีศาจมายา” ด้วยน้ำเสียงที่งุนงนสงสัย
“ ในความทรงจำที่ตกทอดของเจ้า ไม่มีเคล็ดอาคมนี้?”
“ ไม่มี ไม่เคยได้ยิน”
ได้ยินคำตอบของซวงเอ๋อร์ หานเฟิงจึงขบคิดไปว่า สี่ห้าพันปีก่อน เคล็ดอาคมนี้อาจยังไม่ถือกำเนิดขึ้นมา แต่ก็มิได้ให้ความสนใจอะไรกับเรื่องราวเหล่านี้มากนัก เพราะที่มันสนใจยามนี้ มีเพียงกลุ่มคนครึ่งมนุษย์ครึ่งปีศาจที่อยู่เบื้องหน้า
หานเฟิงไล่สายตามองดู แต่ละคน จะมีรอยสักตัวเลขไว้บนร่างกาย ไม่ที่อกก็ที่ไหล่ ไม่ก็หน้าท้อง กระทั่งกลางหน้าผากก็ยังมี ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นลำดับเก้าสิบแปดสิบกว่า ทั้งระดับพลังก็เป็นปราณบาดาลขั้นต้นด้วยกันทั้งสิ้น แต่ชมดู ยิ่งตัวเลขต่ำเท่าใดก็คล้ายว่าพวกมันจะเก่งมากขึ้นเท่านั้น แต่หานเฟิงชมดูกลับบังเกิดเป็นความรู้สึกผิดหวังอย่างบอกมิถูก ที่มันมิได้พบเจอคู่ต่อกรที่สามารถช่วยให้มันเร่งการปรับสมดุลพลัง
กลุ่มครึ่งมนุษย์ปีศาจที่แรกเห็นหานเฟิงมากับเด็กสาว ก็พากันงุนงงยิ่ง เดิมทีพวกมันคิดว่า มาที่หมู่บ้านนี้คงคว้าน้ำเหลว เพราะพวกชาวบ้านดันทราบข่าว พากันหลบลี้หนีไปกันหมดสิ้นแล้ว แต่พอยังเห็นว่ามีอยู่สองคนก็ใจชื้นขึ้นมา ทั้งอีกคนยังเป็นเด็กสาว เช่นนั้น กลับไปคงไม่ถูกหัวหน้าด่าทอเป็นแน่แล้ว
“ อย่าให้เด็กหญิงผู้นั้นบาดเจ็บ”
เสียงกล่าวดังกังวานขึ้น ผู้กล่าว เป็นมนุษย์ตั๊กแตน ที่หานเฟิงชมดูเห็นจะมีลำดับเลขต่ำสุดในคณะ หากยังคงเป็นแปดสิบสอง
“ ท่านหัวหน้ามิต้องการสินค้าที่มีตำหนิ”
เป็นมนุษย์ตั๊กแตนผู้เดิมกล่าวสืบต่อ หานเฟิงย่อมได้ยินความ หากมันไม่แม้แต่จะรู้สึกกดดันแต่อย่างใด
“ มันจะจับเจ้าแนะ กลัวหรือไม่?”
หานกล่าวถามต่อซวงเอ๋อร์
“ ม ไม่ พี่ใหญ่แข็งแกร่ง ย่อมปกป้องข้าได้”
หานเฟิงยิ้มบางกล่าวกับนางว่า “ หากบทเรียนแรกของเจ้ายังไม่จบ มากับพี่ แล้วพี่จะให้เจ้าได้ชมดู ว่าความโหดร้ายมันเป็นเช่นไร...”
กล่าวจบก็ใช้มือซ้ายจับจูงมือของซวงเอ๋อร์เอาไว้ ก่อนจะสาวเท้าเดินตรงเข้าหากลุ่มครึ่งมนุษย์ปีศาจ กลุ่มมนุษย์ปีศาจที่เห็นหานเฟิงเดินตรงเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัว ก็พากันชะงักงัน ก่อนจะได้ยินคำกล่าวของปีศาจตั๊กแตนดังขึ้นปลุกใจ
“ พวกเราคือกองโจรร้อยอสูร บนอาณาจักรนี้ไร้ผู้คนที่มิหวาดหวั่นพรั่นกลัว”
กล่าวจบ ก็เห็นว่าพวกพ้องพากันเฮโลเข้าใส่หานเฟิง ผู้ใดมีอาวุธ ก็ถืออาวุธ ผู้ใดไร้ อาวุธก็ใช้อวัยวะที่เป็นสัตว์โถมเข้าโจมตี ดาหน้าเรียงตัวกันเข้าไป หานเฟิงเห็นเข้าก็ได้แต่ส่ายหน้า
“ จำไว้นะซวงเอ๋อร์ ว่าโลกนี้นะมันโหดร้าย”
สิ้นคำ กำปั้นขวาลุ่นๆที่ไร้เปลวอัคคีก็สัดเข้าใส่ศีรษะของมนุษย์กระบือที่วิ่งหันเขาแหลมโค้งยาวเข้าใส่หานเฟิงเป็นคนแรก กำปั้นปะทะศีรษะบังเกิดเป็นเสียง “ โผล๊ะ!!!” ศีรษะระเบิด โลหิตสดสาดกระเซ็น แปดเปลื้อนเสื้อผ้าหน้าผมของทั้งหานเฟิงและซวงเอ๋อร์ เหตุเพราะหานเฟิงมิคิดใช้ลมปราณป้องกัน
ซวงเอ๋อร์ที่ถูกโลหิตกระเด็นเข้าใส่ใบหน้า ก็พาให้ทั้งร่างสะท้านอ่อนระทวย แข่งขาอ่อนแทบจะล้มลง กระทำเสียงที่จะกรีดร้อง ก็ดันขึ้นมาถึงลำคอแล้ว หากเพราะได้ยินคำกล่าวต่อมาของหานเฟิง จึงกัดฟันกล้ำกลืนยืนหยัดก้าวเท้าเดินต่อไป
“ หากถ้าเพียงแค่เท่านี้ก็ไม่ไหวแล้ว ก็ให้กลับหุบเขาของเจ้าไป”
ร่างของมนุษย์กระบือล้มลงยังไม่ทันจะถึงพื้น มนุษย์กระทิงก็มาต่อ ยังคงขวิดจู่โจมด้วยเขาอีกเช่นกัน แล้วภาพเดิมก็ฉายซ้ำ เสียง “ โผล๊ะ!!!” ดังขึ้นเป็นครั้งที่สอง โลหิตสาดกระเซ็น หานเฟิงยังคงปล่อยให้ร่างของทั้งตนเองและซวงเอ๋อร์อาบชะโลมโลหิต สาวเท้าก้าวเดินกันต่อไป
เหยื่อรายต่อมาเป็นมนุษย์งู ไอ้เจ้าตัวนี้ชวนให้หานเฟิงนึกไปถึงเฉินฟ่านที่ตกตายไปแล้วขึ้นมา แต่ก็ถึงได้เพียงแค่ชั่วแวว เพราะกำปั้นของตนได้ระเบิดทรวงออกของเจ้ามนุษย์งูจนแตกกระจายไป
แล้วรายต่อไปตามมาติดๆ เสียง “ โผล๊ะ!!!” ดังขึ้นพร้อมกับคำกล่าวของหานเฟิงที่ดังขึ้นมา
“ เห็นหรือไม่ซวงเอ๋อร์ บางครั้ง…”
“ โผล๊ะ!!!”
“ หากเราไม่ฆ่าพวกมัน ก็เป็นพวกมันที่คิดจะเข่นฆ่าพวกเรา”
“ โผล๊ะ!!!”
และที่สิ้นชีพตกตายไปล่าสุดก็คือมนุษย์วานร ซึ่งนับตั้งแต่ที่มนุษย์กระบือตกตาย กระทั่งนับรวมมนุษย์วานรที่ยามนี้ก็ล้มลงไปแล้ว ก็นับเป็นคนที่หก ทว่า เวลาที่ล่วงผ่านไปกลับเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น พวกครึ่งมนุษย์ปีศาจที่พากันวิ่งเข้ามายังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็เห็นว่าสหายล้มลงไปแล้วหกคน ครั้นจะพากันหยุดเท้าหลบหนี เสียง “ โผล๊ะ!!!” ที่พาให้ขวัญผวาก็ดังขึ้นอีกครา
หานเฟิงเห็นว่าพวกมนุษย์ปีศาจที่เหลือพากันถอยร่น ก็จูงมือซวงเอ๋อร์ เร่งฝีเท้าก้าวขึ้นหน้าไปอย่างรวดเร็ว จนเรียกเอาเสียง “ โผล๊ะ!!!” ให้ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นหนึ่งกำปั้นสังหารของหานเฟิง ถูกหัว หัวระเบิด ถูกตัว ตัวแตก เรียกเอาหยาดโลหิตสาดกระเส็นพร่างพรม ทั้งยิ่งมา เนื้อตัวของทั้งสองยิ่งแปดเปื้อนอาบชะโลมไปด้วยหยาดโลหิตแดงฉาน จนดูไป ราวกับมองเห็นอสูรโลหิตตัวโตกับตัวน้อย ที่ก้าวไปทางใดก็เรียกให้หยาดโลหิตต้องสาดกระเซ็น
กระทั่งเสียง “ โผล๊ะ!!!” เสียงนี้ดังขึ้นมา เบื้องหน้าไกลห่างก็เห็นเป็นปีศาจตักแตนที่วิ่งอ้าวไปคนเดียว ส่วนสหายอีกว่าสิบ กลับทอดนอนเป็นศพอยู่แทบเท้าของหานเฟิงและซวงเอ๋อร์ไป
ซึ่งซวงเอ๋อร์ยามนี้ก็กำลังสั่นสะท้านไปทั้งกายใจ นางนั้นเนื้อตัวอาบชะโลมไปด้วยหยาดโลหิต ผมเผ้าเสื้อผ้าเหนอะหนะ ชวนให้นางรู้สึกขยะแขยงอยากจะอาเจียนออกมา นาง ที่แม้ในภาพความทรงจำจะมีเหตุการณ์สังหารทำนองนี้ แต่นั่นก็แค่ภาพเหตการณ์ มิใช่สิ่งที่สัมผัสรับรู้ด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเอง นางที่เคยชมดูภาพเหล่านั้นจึงมิได้รู้สึกรู้สาอันใด หากทว่า วันนี้ กลับต้องถูกผู้ที่ตนเรียกหาว่าพี่ใหญ่จูงมือเข่นฆ่าสังหาร เนื้อตัวอาบชะโลมไปด้วยโลหิต จึงได้ทราบรู้ ว่าการเข่นฆ่าต่อสู้ มันน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงสักเพียงใด นางจึงอยากที่จะกรีดร้อง นางจึงอยากที่จะอาเจียน นางจึงอยากที่จะล้มลงสิ้นสติไม่ต้องรับรู้เรื่องราวใด ทว่า กลับมีสิ่งที่นางกลัวยิ่งกว่า คือกลัวว่าชายหนุ่มที่จับจูงมือนางอยู่นี้ จะทอดทิ้งนางไป
“ จ จบแล้วใช่หรือไม่”
ซวงเอ๋อร์กล่าวขึ้นด้วยเสียงที่สั่นสะท้าน สายตาจับจ้องมองมนุษย์ตักแตกนที่วิ่งออกไปไกลห่าง จนคล้ายว่า จะวิ่งตามอย่างไรก็คงไม่ทัน
“ ยังเหลืออยู่อีกหนึ่ง”
เสียงของหานเฟิงดังขึ้น ก่อนที่ซวงเอ๋อร์จะพลันรู้สึกว่า ภาพตรงหน้าไหววูบอยู่สองครา กระทั่งรู้สึกตัวอีกที เบื้องหน้าก็ปรากฏมนุษย์ตั๊กแตนที่กำลังวิ่งตรงเข้ามาแล้ว
มิทันให้นางได้กรีดร้องด้วยความตระหนก มือของหานเฟิงก็คว้ามับไปที่ต้นคอของมนุษย์ตั๊กแตนผู้นั้น
ด้วยความแตกตื่นหวาดกลัว มนุษย์ตั๊กแตนดิ้นรนขัดขืน มันเหวี่ยงแขนที่เป็นคมเคียวเข้าใส่หานเฟิงอย่างรวดเร็ว หานเฟิงก็ตอบสนองอย่างไม่ชักช้า ปล่อยคลายมือซ้ายจากซวงเอ๋อร์ ใช้เพียงฝ่ามือเปล่าๆต้านรับ คว้าจับไปที่คมเคียว
มีเพียงเสียงที่ดัง “ หมับ!!” จากการคว้าจับ ไร้โลหิตสาดกระเซ็นให้มองเห็น ก่อนที่เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของมนุษย์ตั๊กแตน จะแผดดังตามมา
“ อ๊ากกกกกกกกกกกกก...”
เป็นแขนที่ดูราวกับคมเคียวข้างนั้นถูกหานเฟิงใช้เพียงมือเดียวบิดจนหักงอ
“ ย อย่า!!!... อย่าได้ฆ่าข้า ข้ายอมแล้ว ท่านอยากได้อะไร ข้าให้ท่านได้หมดทุกอย่าง...”
มนุษย์ตั๊กแตนกล่าวขึ้นอย่างตื่นตระหนก เพราะคอของมันยังถูกมือของหานเฟิงยึดกุมไว้
“ โอ้!!...เช่นนั้นเจ้าบอกข้าที ไฉนเจ้าต้องกวาดต้อนผู้คนไปมากมายนัก”
“ ป เป็นเหมือง เป็นต้องใช้แรงงานจำนวนมากไปขุดเหมือง”
เรื่องนี้หานเฟิงทราบอยู่ก่อนแล้วจากมนุษย์ค่างที่สังหารไป ครานี้เลยถามต่อว่า “ เหมืองอันใด?”
“ เป็นเหมืองทอง มีทองมากมายยิ่ง ข ข้าสามารถเอาส่วนแบ่งของข้าให้ท่านได้”
“ เหมืองทอง?” หานเฟิงทวนคำอย่างครุ่นคิด เพราะทองคำนั้น ถือเป็นหน่วยเงินตราที่สูงค่าที่สุด ดังนั้นการขุดเหมืองทองจึงจำต้องทำโดยราชวงศ์ผู้ปกครองอาณาจักร หากที่มันพบเจอครั้งนี้ กลับเป็นกลุ่มโจรร้อยอสูรที่ว่า ได้เข้ามาดูแลงานขุดเหมืองแทน
“ งานขุดเหมือง ไฉนจึงอยู่ในการดูแลของพวกเจ้า กลุ่มโจรร้อยอสูรอะไรนั่น?...”
“ ร ร เรื่องนี้ข้าไม่ทราบ ข้าเพียงแต่รับหน้าที่จัดหาคนงาน”
หานเฟิงพยักหน้ารับคำ ก่อนจะได้ยินมนุษย์ตั๊กแตกกล่าวคำขึ้นต่อ
“ ช เช่นนั้น ท่านปล่อยข้าไปได้แล้วหรือไม่?”
“ ปล่อย?...” หานเฟิงทวนคำ จับจ้องมองตาของมนุษย์ตั๊กแตน ก่อนจะกล่าวตอบไปว่า
“ มิได้หรอก เพราะข้ากำลังสั่งสอนบทเรียนให้กับน้องสาวของข้าอยู่”
มิทันที่มนุษย์ตั๊กแตนจะได้กล่าวความใด เสียง “ กร๊อบบ!!!” ก็ดังขึ้นพร้อมกับคอที่ห้อยตกลง หานเฟิงคลายมือออก ร่างที่ไร้วิญญาณของมนุษย์ตั๊กแตนล้มพับลงบนพื้น
หานเฟิงเงยหน้าสูดลมหายใจเข้าลึก เป็นวันนี้ มันสังหารคนไปตั้งสิบกว่าคน หากกลับรู้สึกปลอดโปร่ง มันมิได้รู้สึกเช่นนี้มานานมากแล้ว เป็นการเข่นฆ่าสังหารโดยไม่ต้องหวาดเกรงสิ่งใด เพราะก่อนนี้เป็นมันต้องคอยระมัดระวังไปทุกย่างก้าว กลัวว่าที่ตัวเองที่ยังคงอ่อนแอจะสร้างความเดือดร้อนให้กับบิดามารดาและตระกูล จึงมิกล้าที่จะกระทำสิ่งใดให้เกินเลยมากไปนัก
แต่ไม่ใช่หานเฟิงในยามนี้ ยามนี้ที่มันอยู่ไกลถึงต่างแดน การกระทำของมัน ส่งผลเพียงแค่มัน กับซวงเอ๋อร์ แม้จะมีซวงเอ๋อร์ที่คล้ายจะกลายเป็นภาระให้ต้องห่วงพะวงเพิ่มขึ้นมา หากทว่า มันกลับมิได้รู้สึกว่ามันจะปกป้องนางไม่ได้แต่อย่างใด นั่นเพราะมันในยามนี้ แข็งแกร่งขึ้นมากว่าช่วงใหญ่ หากสู้ไม่ได้ มันก็สามารถร่ายใช้ดาราวาบวับพาซวงเอ๋อร์หลบหนีไปได้อย่างทันท่วงที หากคิดที่จะติดตามไล่ล่ามัน ถ้าไม่ใช่ชนชั้นระดับปราณโลกา ก็เห็นทีว่า เรื่องราวคงจะเป็นไปได้ยากเลยทีเดียว
ด้วยเหตุนั้น ยามนี้มันจึงเข่นฆ่าสังหารได้อย่างสบายใจยิ่ง ไม่ต้องพะว้าพะวังห่วงหน้าห่วงหลัง ทั้งยังมีกำลังมากพอให้หลบเลี่ยงหลีกหนี มันจึงไม่จำต้องระแวดระวังหวาดเกรงให้มากความอีกต่อไป ใคร่คิดจะฆ่า ก็ฆ่า ใคร่คิดพูดคุย ก็พูดคุย ตัวตนที่สามารถทำให้มันหวาดเกรงได้ในยามนี้ จึงสมควรมีอยู่เพียงนครหลวงที่คล้ายจะห่างไกล
“ จ จบแล้วหรือไม่”
เสียงกล่าวจากซวงเอ๋อร์ดังขึ้นอีกครั้ง พาให้หานเฟิงก้มมองนางก่อนที่จะกล่าวคำ
“ จบแล้ว”
“ ท่านทำข้าแปดเปื้อนไปทั้งตัว”
หานเฟิงมองดูนางทำสีหน้าขยะแขยงก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขัน ก่อนที่มันจะกล่าวคำขึ้นว่า
“ เช่นนั้นเราไปอาบน้ำกัน”