แกนกลืนวิญญาณต้องห้าม

    ตอนที่ 33 ดาบในฝักเริ่มเผยคม

    ลมเย็นยามอรุณพัดผ่านกำแพงหินสูงของนครเทียนหลิง

     

    หมอกบางลอยคลุมถนนสายหลักของเมืองราวกับผืนแพรสีขาวที่ทอดยาวไปสุดสายตา

     

    ผู้คนเริ่มออกจากบ้าน

     

    พ่อค้าเปิดแผง

     

    เสียงล้อเกวียนดังเอี๊ยดอ๊าด

     

    กลิ่นซาลาเปาร้อนและน้ำแกงกระดูกลอยคลุ้งไปทั่วตรอก

     

    นครเทียนหลิงยังคงคึกคักเหมือนเดิม

     

    แต่วันนี้…

     

    บางอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

     

    ฟึ่บ—

     

    เงาร่างหนึ่งเดินผ่านประตูเมืองอย่างเชื่องช้า

     

    ชุดสีดำเรียบง่าย

     

    ดาบเก่าเล่มหนึ่งพาดอยู่ด้านหลัง

     

    ไม่มีลมปราณระเบิดออกมา

     

    ไม่มีแรงกดดันน่าหวาดหวั่น

     

    แต่—

     

    ทุกคนที่มองเห็นเขา ต่างหยุดสายตาโดยไม่รู้ตัว

     

    “นั่นมัน…”

     

    “หลินเสี่ยวชวน?”

     

    “เขากลับมาแล้ว?”

     

    เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นทีละนิด

     

    เสี่ยวชวนเดินผ่านฝูงชนอย่างเงียบงัน

     

    สายตานิ่ง

     

    ฝีเท้าสม่ำเสมอ

     

    หนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาหายไปจากเมืองราวกับไม่เคยมีตัวตน เขากลับมาแล้วหนึ่งรอบหลังจากประลองกับเจ้าสำนักแล้ว ซ่งเทียนอวิ๋นได้ส่งเขาไปฝึกเพิ่มเติมเองอีก 7 วัน

     

    ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปไหน

     

    ไม่มีใครรู้ว่าเขาฝึกอะไร

     

    แต่ตอนนี้—

     

    เพียงแค่เดินกลับมา

     

    บรรยากาศรอบตัวเขากลับเปลี่ยนไปอย่างประหลาด

     

    “แปลก…”

     

    ชายวัยกลางคนคนหนึ่งขมวดคิ้ว

     

    “เด็กนี่…ทำไมให้ความรู้สึกเหมือนคนละคน?”

     

    “ข้าก็ว่าอย่างนั้น”

     

    “ก่อนหน้านี้ยังดูเหมือนศิษย์ธรรมดา แต่ตอนนี้…”

     

    มันอธิบายไม่ถูก

     

    เหมือนดาบที่ถูกซ่อนไว้ในฝัก

     

    นิ่ง

     

    เย็น

     

    แต่คมจนทำให้คนมองรู้สึกหนาวโดยไม่รู้ตัว

     

    เสี่ยวชวนเดินผ่านตลาดกลางเมือง

     

    สายตากวาดมองผู้คนเพียงแวบเดียว

     

    โลกในสายตาของเขา…เปลี่ยนไปแล้ว

     

    เสียงหัวเราะ

     

    เสียงต่อราคา

     

    เสียงเด็กวิ่งเล่น

     

    ทุกอย่างยังเหมือนเดิม

     

    แต่เขา—

     

    ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

     

    “เจ้ากลับมาเงียบกว่าที่ข้าคิด”

     

    เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว

     

    แหบต่ำและเย็นเยียบ

     

    เซวียนซา

     

    เฒ่ากระดูกทมิฬ

     

    เสี่ยวชวนไม่ตอบ

     

    “หึ…เริ่มชินกับความเงียบแล้วสินะ”

     

    “คนที่ฆ่าเป็นแล้ว…มักเปลี่ยนแบบนี้ทุกคน”

     

    เสี่ยวชวนเดินต่อ

     

    สายตาไม่ไหวติง

     

    เขาไม่อยากยอมรับ

     

    แต่ลึกลงไปข้างใน…

     

    เขารู้ดีว่าเซวียนซาพูดถูก

     

    ตั้งแต่วันนั้นในสุสานลับ

     

    บางอย่างในตัวเขาได้เปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ

     

    ไม่ใช่เพียงพลัง

     

    แต่คือ “สายตา”

     

    สายตาที่เริ่มมองโลกเหมือนนักล่า

     

    เริ่มอ่านจังหวะการเดิน

     

    ลมหายใจ

     

    แรงกดดัน

     

    แม้แต่การขยับนิ้วของผู้คนรอบตัว

     

    โดยสัญชาตญาณ

     

    “น่ารังเกียจ…”

     

    เสี่ยวชวนพึมพำเบา ๆ

     

    “หืม?”

     

    “ข้าเริ่มเหมือนเจ้าเข้าไปทุกที”

     

    เสียงหัวเราะแหบต่ำดังสะท้อนในจิต

     

    “ไม่…”

     

    “เจ้ายังอ่อนโยนเกินไป”

     

    “นั่นแหละคือจุดอ่อนของเจ้า”

     

    เสี่ยวชวนเงียบอีกครั้ง

     

    เขาเดินมาจนถึงลานกว้างหน้าสำนักกระบี่ฟ้าคราม

     

    ทันทีที่ปรากฏตัว—

     

    ศิษย์จำนวนมากต่างหันมามองทันที

     

    “ศิษย์พี่เสี่ยวชวน!”

     

    “เขากลับมาแล้วจริง ๆ!”

     

    “ได้ยินว่าหายไปฝึกหนักตั้งเดือนหนึ่ง!”

     

    “พลังของเขา…ทำไมข้ามองไม่ออก?”

     

    เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้น

     

    แต่ไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปใกล้เกินไป

     

    ไม่ใช่เพราะกลัว

     

    แต่เป็น “ความเกรงใจ”

     

    เหมือนคนตรงหน้า…

     

    อยู่ไกลออกไปแล้ว

     

    เสี่ยวชวนหยุดมองประตูสำนักชั่วครู่

     

    ลมหายใจแผ่วเบา

     

    หนึ่งเดือนก่อน เขาเดินออกไปจากที่นี่พร้อมความสับสน

     

    อ่อนแอ

     

    และควบคุมตัวเองแทบไม่ได้

     

    แต่ตอนนี้—

     

    เขากลับมาพร้อมบางสิ่งที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจทั้งหมด

     

    ฟึ่บ—

     

    ศิษย์คนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามา

     

    “ศิษย์พี่เสี่ยวชวน! ท่านอาจารย์เรียกพบ!”

     

    เสี่ยวชวนพยักหน้าเล็กน้อย

     

    “อืม”

     

    เพียงคำเดียว

     

    แต่ศิษย์คนนั้นกลับรู้สึกกดดันอย่างประหลาด

     

    เขารีบถอยเปิดทางทันที

     

    “โอห…”

     

    “แค่ตอบคำเดียวเองนะ”

     

    “แต่ทำไมรู้สึกเหมือนถูกดาบจ่อคอ…”

     

    เสี่ยวชวนเดินผ่านลานฝึก

     

    เสียงดาบปะทะกันดังต่อเนื่อง

     

    ศิษย์หลายคนกำลังประลอง

     

    บางคนเคยเป็นคนที่หัวเราะเยาะเขา

     

    บางคนเคยมองว่าเขาเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่โชคดี

     

    แต่วันนี้—

     

    ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก

     

    เพราะทุกคนรู้แล้วว่า

     

    หลินเสี่ยวชวนในตอนนี้…

     

    ไม่ใช่คนเดิม

     

    ระหว่างทาง

     

    สายตาคู่หนึ่งจับจ้องเขาอยู่เงียบ ๆ จากระเบียงสูง

     

    หานอวี่ ฉายากระบี่เยือกแข็ง

     

    ศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักกระบี่ฟ้าคราม

     

    ชายหนุ่มในชุดขาวกอดอกพิงเสาไม้

     

    ดวงตาคมสงบนิ่ง

     

    “เปลี่ยนไปมาก…”

     

    เขาพึมพำ

     

    ข้าง ๆ กัน มู่หรงเจี๋ยหัวเราะเบา ๆ

     

    “น่าสนใจขึ้นเยอะ”

     

    “ก่อนหน้านี้ข้ายังคิดว่าเป็นแค่คนฉลาดธรรมดา”

     

    “แต่ตอนนี้…”

     

    เขาหรี่ตาลง

     

    “กลิ่นเลือดเริ่มชัดแล้ว”

     

    จินเยว่ซึ่งยืนเงียบมาตลอดกล่าวขึ้นเบา ๆ

     

    “ข้าไม่ชอบสายตาแบบนั้น”

     

    “เหมือนคนที่พร้อมฆ่าได้ทุกเมื่อ”

     

    หานอวี่เงียบไปพักหนึ่ง

     

    ก่อนตอบเรียบ ๆ

     

    “แต่เขายังคุมมันอยู่”

     

    “นั่นแหละที่น่ากลัว”

     

     

    ทันใดนั้น….

     

     

    “เฮ้ พี่เสี่ยวชวน ท่านกลับมาแล้ววว” เพ่ยเหยากล่าวพร้อมกับวิ่งเข้ามาอย่างร่าเริง นางไม่ได้สัมผัสถึงคลื่นพลัง กลิ่นไอ หรือบรรยากาศรอบตัวเสี่ยวชวนเลยสักนิดเดียว

     

    สำหรับนางแล้ว เสียวชวนคือเสี่ยวชวนคนเดิม

     

    “เสี่ยวเพ่ย…. เจ้า…. แข็งแกร่งขึ้นเยอะเลยนะ บรรลุระดับลมปราณสร้างแกนพลังขั้นสูงได้แล้ว สุดยอดจริงๆ ข้านึกว่าข้าพัฒนาไปไกลแล้วนะแต่เจ้ากลับ….”

     

    “คริคริ ตอนนี้ข้ามีพลังฝีมือเหนือชั้นแล้วใช่่ไหมล่าาา ระดับพลังนี้แม้จะอยู่ในระดับเดียวกับศิษย์พี่หานอวี่ แต่ข้าก็ยังไม่อาจเทียบเขาได้ แต่ข้ามั่นใจว่าสามารถเตะก้นท่านได้แน่ๆคริๆ” เพ่ยเหยากล่าวพร้อมยิ้มตาหยี

     

    “อ้าว อ้าว… ยัยหนู คิดจะลองดีกับขั้างั้นรึ?”

     

    “ฮิฮิ แน่จริงก็มาเจอกันหลังเขาของท่านอาจารย์ได้เลย”

     

    “เจ้าเตรียมตัวโดนข้าจับฟาดก้นได้เลยยัยเด็กแก่แดด!”

     

    …

     

    ภายในตำหนักเมฆาคราม

     

    ซ่งเทียนอวิ๋นนั่งจิบชาอยู่เพียงลำพัง

     

    กลิ่นชาจาง ๆ ลอยคลุ้งในห้องไม้เก่า

     

    แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างตกกระทบพื้นอย่างเงียบงัน

     

    ฟึ่บ—

     

    เสี่ยวชวนเดินเข้ามา

     

    คุกเข่าลงช้า ๆ

     

    “ศิษย์กลับมาแล้วขอรับ”

     

    ซ่งเทียนอวิ๋นมองเขาเงียบ ๆ

     

    ไม่ได้พูดทันที

     

    ห้องทั้งห้องเงียบจนได้ยินเสียงลม

     

    ผ่านไปพักใหญ่

     

    เจ้าสำนักจึงเอ่ยขึ้น

     

    “เจ้า…ฆ่าคนมาแล้วสินะ?”

     

    เสี่ยวชวนชะงักเพียงเสี้ยววินาที

     

    แต่ไม่ได้ปฏิเสธ

     

    “ขอรับ”

     

    เงียบ

     

    ซ่งเทียนอวิ๋นวางถ้วยชาลงช้า ๆ

     

    “และเจ้าก็รอดกลับมาได้”

     

    “…”

     

    “ดี”

     

    เสี่ยวชวนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

     

    เขาคิดว่าจะถูกตำหนิ

     

    แต่กลับไม่ใช่

     

    ซ่งเทียนอวิ๋นมองออกไปนอกหน้าต่าง

     

    สายตาลึกสงบเหมือนมหาสมุทร

     

    “โลกภายนอกสำนัก…ไม่เหมือนสนามประลอง”

     

    “ในสนาม เจ้ายังยั้งมือได้”

     

    “แต่ข้างนอก…”

     

    “หากเจ้าลังเล เจ้าจะตาย”

     

    เสี่ยวชวนกำมือแน่นเล็กน้อย

     

    ภาพในสุสานลับผุดขึ้นมาอีกครั้ง

     

    เลือด

     

    เสียงกระดูกแตก

     

    และดวงตาของคนที่ถูกเขาฆ่า

     

    “แต่จำเอาไว้”

     

    ซ่งเทียนอวิ๋นกล่าวต่อ

     

    “คนที่ฆ่าเพื่ออยู่รอด กับคนที่ฆ่าเพราะชอบฆ่า…”

     

    “ไม่เหมือนกัน”

     

    “อย่าปล่อยให้ตัวเองข้ามเส้นนั้น”

     

    ภายในจิต

     

    เซวียนซาหัวเราะเบา ๆ

     

    “หึ…พูดเหมือนตัวเองไม่เคยข้าม”

     

    เสี่ยวชวนเม้มปาก

     

    ก่อนตอบช้า ๆ

     

    “ศิษย์จะจำไว้”

     

    ซ่งเทียนอวิ๋นพยักหน้าเล็กน้อย

     

    จากนั้น—

     

    แรงกดดันบางเบาแผ่ออกมาจากร่างเขา

     

    เพียงชั่วพริบตา

     

    เสี่ยวชวนรู้สึกราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดลงมา

     

    แต่เขาไม่ถอย

     

    ไม่หลบสายตา

     

    เพียงยืนนิ่งรับแรงกดดันนั้นเอาไว้

     

    ซ่งเทียนอวิ๋นหรี่ตาลงเล็กน้อย

     

    “โอ้…”

     

    “จิตใจมั่นคงขึ้นมาก”

     

    แรงกดดันหายไป

     

    เจ้าสำนักยกยิ้มบาง

     

    “ดูเหมือนหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เจ้าจะไม่ได้เสียเวลาเปล่า”

     

    “อีกสามวัน…”

     

    “งานเลี้ยงมังกรฟ้าจะเริ่มขึ้น”

     

    “อัจฉริยะทั้งห้า สำนัก ทั้งสามตระกูลใหญ่จะมารวมตัวกัน”

     

    “นั่นจะเป็นเวทีแรก…”

     

    “ที่ทุกคนเริ่มมองเห็นกันและกัน”

     

    เสี่ยวชวนพยักหน้า

     

    “ขอรับ”

     

    “และหลังจากนั้น…”

     

    ซ่งเทียนอวิ๋นมองเขาตรง ๆ

     

    “ศึกใหญ่ของเทียนหลิงจะเริ่มต้น”

     

    “ครั้งนี้…”

     

    “เจ้าพร้อมหรือยัง?”

     

    ห้องทั้งห้องเงียบลงอีกครั้ง

     

    เสี่ยวชวนหลับตาช้า ๆ

     

    ในหัวของเขา

     

    ภาพการฝึกตลอดหนึ่งเดือนผุดขึ้นมาทีละฉาก

     

    กรงเล็บกระดูกทมิฬ

     

    โซ่สะกดวิญญาณ

     

    โลกมายากลืนจิต

     

    ดวงตาไร้หน้า

     

    เสียงหัวเราะของเซวียนซา

     

    คำพูดปริศนาของนักพรตไร้หน้า

     

     

    เลือด

     

    ความเจ็บปวด

     

    และความตาย

     

    ทุกอย่างหลอมรวมกันจนกลายเป็นตัวเขาในตอนนี้

     

    เสี่ยวชวนลืมตาขึ้นอีกครั้ง

     

    สายตานิ่งราวผืนน้ำยามค่ำคืน

     

    แต่ลึกลงไป—

     

    คมเหมือนดาบที่พร้อมชักออกจากฝักทุกเมื่อ

     

    “พร้อมแล้วขอรับ”

     

    ลมพัดผ่านหน้าต่างเบา ๆ

     

    ซ่งเทียนอวิ๋นมองศิษย์ตรงหน้าอยู่พักใหญ่

     

    ก่อนยิ้มบาง ๆ

     

    เป็นรอยยิ้มที่ยากจะมองเห็นจากเจ้าสำนักผู้นี้

     

    “ดี…”

     

    “งั้นก็ไปให้โลกภายนอกเห็นเสียที”

     

    “ว่าศิษย์ของสำนักกระบี่ฟ้าคราม…”

     

    “ไม่แพ้ผู้ใด”

     

    เสี่ยวชวนค้อมศีรษะ

     

    ก่อนหมุนตัวเดินออกจากตำหนักอย่างเงียบงัน

     

    แสงแดดยามสายสาดกระทบแผ่นหลังของเขา

     

    เงาทอดยาวไปตามพื้นหิน

     

    นิ่ง

     

    เงียบ

     

    แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่แม้แต่ศิษย์รุ่นพี่ยังเริ่มรู้สึกได้

     

    สามวันต่อจากนี้—

     

    งานเลี้ยงมังกรฟ้าจะเริ่มขึ้น

     

    และชื่อของ “หลินเสี่ยวชวน”

     

    กำลังจะเริ่มปรากฏในสายตาของคนทั้งนครเทียนหลิงอย่างแท้จริง…

     

    เสี่ยวชวนกลับมาบ้านหลังน้อยๆ เขาพบหลินเยว่ ทำกับข้าวไว้ 3-4 อย่างเช่นเดิม

     

    “พี่ชวน ไม่ได้กลับมาหลายวันเลยนะ มาชิมฝีมือข้าดู หนึ่งเดือนมานี้ข้าพัฒนาขึ้นมากเลยนะรู้มั้ย?” หลินเยว่กล่าว

     

    “ฮ่าฮ่าฮ่า ไหนมาลองดูสิ”

     

    หลังจากเสี่ยวชวนคีบเนื้อไก่เข้าปากคำแรก เขาก็อุทานคำว่า “อร่อย” ขึ้นมาทันที

     

    “นับวันเจ้ายิ่งเก่งกาจ หากใครได้เป็นภรรยาต้องโชคดีแน่ๆ”

     

    “ข้าบอกแล้วไงว่าจะไม่แต่งงานข้าจะอยู่กับพี่ ฮึ!!”

     

    หลินเยว่กล่าวจบก็ปิดประตูห้องหนีเข้าไปอย่างแง่งอน

     

    เสี่ยวชวนได้แต่ยืนเกาหัวแบบงงๆและทำหน้าทำเก็บกวาดล้างจานไป….

     

    หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้เสี่ยวชวนเป็นเพียงศิษย์ธรรมดา แต่ตอนนี้ แม้แค่เดินผ่านผู้คนยังรู้สึกเหมือนถูกดาบจ่อคอ….