รุ่งอรุณแรกของยามเหม่า(05.00-06.59น.)หลันฮวา ที่เผลอวูบหลับไป นางลืมตาตื่นขึ้นมาในอารามร้างแต่เพียงผู้เดียวปราศจากร่างเงาของเขาชายแปลกหน้าในชุดดำผู้นั้น หากแต่ความหนาวเหน็บจากอากาศภายนอกยังคงอยู่นางจึงลุกขึ้นกระชับเสื้อคลุมตัวนอกแขนสั้นสีดำไว้แน่นเพื่อเพิ่มความอบอุ่น แต่กลับมีสิ่งหนึ่งร่วงตกหล่นออกมาจากช่องลับในชุดคลุมนั้นนางที่ก้มลงไปเก็บวัตถุสีทองวาววับนั้น เป็ก้อนเงินถึงหนึ่งตำลึงทอง ด้วยที่มิรู้จะทำเช่นไรชายผู้นั้นอาจจำเป็ต้องใช้เงินก้อนนี้ก็เป็ได้ ด้วยค่าหนึ่งตำลึงทองเทียบเท่าสิบตำลึงเงินหาใช่น้อยนางจึงตัดสินใจะโเรียกหาชายแปลกหน้าผู้นั้น
“ท่าน..ท่านผู้นั้นอยู่หรือไม่ท่านลืมของสำคัญไว้ ข้า้าคืนมันให้แก่ท่าน” นางะโเรียกหาอยู่นาน หากความเงียบคือคำตอบที่แห่งนี้คงเหลือแค่นางแต่เพียงผู้เดียวเป็แน่แท้
“หากแม้นท่านได้เดินทางจากไปแล้ว ข้าจะขอหยิบยืมหนึ่งตำลึงทองนี้ไว้ก่อนหากวันใดข้าสร้างเนื้อสร้างตัวได้ ข้าจะกลับมาทำนุบำรุงอารามแห่งนี้ และจะตอบแทนให้ท่านเป็เท่าตัว”หลันฮวา หันมากราบไหว้รูปปั้นองค์เทพนั้น ก่อนจะเดินจากไปท่ามกลางสายตาขององครักษ์เงาที่แอบคอยติดตามนาง
หลันฮวา ที่เดินทางมาเรื่อย ๆออกจากอารามร้างชายป่า ตลอดเส้นทางนางคอยสอดส่ายสายตามองหาเขาชายแปลกหน้าในชุดดำผู้นั้นเพื่อหวังคืนหนึ่งตำลึงทองในมือให้แก่เขา จวบจนนางเดินเข้ามาในเขตเมืองชั้นใน ผ่านตรอกซอกซอยจนมาถึงตลาดยามเช้าที่มีผู้คนสัญจรขวักไขว่
เสียงร้องเรียกลูกค้าปะปนกับเสียงต่อรองราคาดังกันเซ็งแซ่สลับมาที่เสียงท้องร้องของนาง ความหิวโหยอาหารที่ไม่ได้ตกถึงท้องั้แ่เมื่อวานทั้งวันหลันฮวาลอบกลืนน้ำลายหลังกลิ่นหอมๆ ของเกี๊ยวน้ำลอยมาปะทะปลายจมูกหากแต่นางไม่มีเงินติดตัวเหลือสักอีแปะ เว้นเสียแต่หนึ่งตำลึงทองของเขาผู้นั้นในมือนาง
“รับเกี๊ยวน้ำชามโต ๆ สักชามไหมแม่นาง” เสียงเถ้าแก่ร้านเกี๊ยวเอ่ยขึ้น
“ชามเท่าไรหรือ เถ้าแก่” นางมองตาละห้อยไปที่ชามเกี๊ยวในมือเถ้าแก่
“ชามละ 2 อีแปะ จะกินไหมถ้าไม่กินอย่ามาเกะกะหน้าร้านแต่งตัวก็ดีไม่มีเงินหรอกหรือ” เสียงเถ้าแก่เริ่มหงุดหงิด โบกมือไล่นางให้พ้นหน้าร้าน
หลันฮวาเริ่มคิดทบทวน นางต้องเดินเท้ากลับไปหาท่านแม่และท่านยายที่นอกเมืองเยียนโจวระยะทางกว่ายี่สิบลี้ อาจใช้เวลาเดินเท้ากว่า 2 ชั่วยาม ผ่านถนนทุรกันดารเส้นยาวหากไม่มีอะไรตกถึงท้องเกรงว่าจะหมดแรงก่อนถึงบ้านเป็ได้ จึงชั่งใจแล้วว่าคงคลาดกันกับชายแปลกหน้าผู้นั้นเช่นนั้นนางขอหยิบยืมเงินตำลึงทองนี้ประทังชีวิตก่อน
“มีร้านแลกเงินแถวนี้ หรือไม่เ้าคะ”นางเอ่ยถามเถ้าแก่
“อ้อ มีๆเดินเลี้ยวขวาไปทางตรอกสุราโน่น ร้านอยู่ตรงหัวมุมถนนนะแม่นาง”เถ้าแก่ร้านเกี๊ยวชี้ไปยังทางไปร้านแลกเงิน
ในขณะที่หลันฮวาเข้าไปในร้านแลกเงินที่หักค่าแลก1 อีแปะต่อ 1ตำลึงเงิน นางแลกหนึ่งตำลึงทองนั้นย่อยเป็อีแปะ และที่เหลือเก็บไว้ 9ตำลึงเงิน เพื่อง่ายต่อการพกพาเดินทาง ภายนอกร้านแลกเงินปรากฏร่างของเหอชุนเทียน ชายหนุ่มวัย 23 ปี เขามีรูปร่างสันทัด หล่อเหลาดุจคุณชายผู้หนึ่ง มีดวงตาลุ่มลึกคิ้วกระบี่ ใบหน้าคมชัด หากแต่ยามนี้ใบหน้าหล่อเหลานั้นกลับขาวซีดหม่นลง แววตาท้อแท้อ่อนแสงด้วยเพราะเขาเดินเท้าไปทั่วตัวเมืองชั้นใน ตลอดค่ำคืนที่แสนเหน็บหนาวกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมาทั้งคืนจนเปียกปอนเพื่อออกตามหาฮูหยินของเขาที่วิ่งเตลิดหายไป
เหอชุนเทียนออกค้นหาหลันฮวาทุกตรอกซอกซอยในเมืองหลวงจนมาทรุดเข่านั่งลงในตรอกสุราใกล้กันกับร้านแลกเงินนั้น เขาจนปัญญาที่หานางเจอป่านนี้นางจะเป็เช่นไร จะหนาวเหน็บถึงเพียงใด นางจะหิวโหยมากหรือไม่ใครจะคอยดูแลนาง เขาเริ่มถอดใจว่านางอาจจะออกไปรอประตูเมืองเปิด เพื่อกลับไปบ้านท่านยายที่นอกเมืองหลวงก็เป็ได้ เหอชุนเทียน จึงเก็บรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือลุกขึ้นออกไปตามหานางในทิศที่มุ่งหน้าไปประตูเมือง
“เถ้าแก่ ข้าขอเกี๊ยวน้ำชามโต ๆมาสักสองชาม” หลันฮวาเอ่ยสั่ง หลังจากหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้เล็ก ๆนั้นผ่านไปครู่หนึ่งเกี๊ยวน้ำหอม ๆ ถูกยกมาวาง นางใช้ตะเกียบคีบเกี๊ยวอ้วนกลม ซดน้ำอย่างหิวโหยความอุ่นจากน้ำในชามนั้นแผ่ซ่านลดความเหน็บหนาวในกายนางลง
“ข้าจะยอมแพ้ต่อโชคชะตามิได้ ท่านแม่กับท่านยายยังรอข้าอยู่” หลันฮวาปาดคราบหยาดน้ำตาที่เริ่มซึมออกหางตา
เพียงแค่หวนคิดไปถึงเหตุการณ์อันแสนบัดซบที่นางเพิ่งประสบพบเจอมาจนคิดจะจบชีวิตลง หากแต่ชายแปลกหน้าผู้นั้นได้เตือนสติไว้นางยังมีอีกสองชีวิตที่รักนางและไม่มีวันทรยศต่อนางนั่นคือท่านแม่และท่านยาย คิดได้เช่นนั้นนางจึงลุกขึ้นหมายจะเดินทางกลับไปหาพวกท่านที่บ้านท่านยายนอกตัวเมืองเยี่ยนโจว
ประตูเมืองเยี่ยนโจว
ยามนี้ผู้คนสัญจรผ่านเข้าออกประตูเมืองขวักไขว่วุ่นวายเ้าหน้าที่เวรยามตรวจค้นรถม้าและขบวนสินค้าที่ต่อแถวรอเข้าสู่ประตูเมืองฝั่งขาเข้าอย่างหนาแน่นส่วนประตูเมืองฝั่งขาออกมีเพียงขบวนรถม้าและขบวนสินค้าไม่กี่คัน ผู้คนส่วนใหญ่มักหอบหิ้วสัมภาระเดินเท้าเข้าออกเมืองเพื่อมาทำธุระหรือเข้ามาค้าขายั้แ่ประตูเมืองเริ่มเปิดในยามเหม่า
เหอชุนเทียน ที่เดินกระวนกระวายทอดท้อใจอยู่บริเวณก่อนถึงประตูเมืองตาคมคอยสอดส่ายมองหาฮูหยิน ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินขวักไขว่เข้าออกประตูเมือง พลันสายตามองเห็นฮวาเอ๋อร์ของเขาจากที่ไกลๆ นางสวมชุดสีส้มอ่อนคลุมทับด้วยเสื้อคลุมแขนสั้นสีดำ เดินปะปนมากับผู้คนที่กำลังมุ่งหน้าสู่ประตูเมืองขาออกภายในอกเขาราวกับเจอของล้ำค่าที่ทำหล่นหายไป อยากจะวิ่งเข้าไปประคองกอดนางใจแทบขาด
แต่ด้วยมิอาจวู่วามจู่โจมเข้าไปได้ เขามีความผิดติดตัวหากแม้เผชิญหน้านางตอนนี้ เกรงว่านางจะหลบหนีกลืนหายไปกับผู้คนอีกครา เขาจึงทำได้เพียงหลบซ่อนตัวไม่ให้นางมองเห็นแล้วคอยลอบติดตามนางออกนอกเมืองเขามั่นใจว่านางต้องมุ่งหน้ากลับบ้านที่อำเภออี้ เส้นทางกว่ายี่สิบลี้ที่ผ่านถนนทุรกันดารย่อมต้องเปิดโอกาสให้เขาได้พูดคุยกับนาง