เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 1 บทที่ 30 งานชุมนุมของตระกูลหลิน

            เมื่อหลินเฟิงควบม้าพันลี้เข้ามาในตระกูลหลินมันดึงดูดสายตาของคนในตระกูลหลินเป็นจำนวนมาก

             “หลินเฟิงกลับมาแล้วไม่รู้ว่าตอนนี้เขาบ่มเพาะพลังไปถึงไหนแล้ว”

             “ฮ่าๆทำไมมันถึงกลับมาล่ะ เดี๋ยวก็ขายขี้หน้าคนอื่นเขาในงานชุมนุมหรอก ตอนนี้ลูกๆ ของลุงใหญ่ล้วนร้ายกาจอย่างหาที่เทียบมิได้หลินเฟิงก็แค่ขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 7 ไหนเลยจะเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเขาได้”

             “ก็จริงแม้ว่าครั้งก่อนไอ้ขยะนี้จะสามารถเอาชนะหลินหยุนได้แต่พรสวรรค์ของหลินหยุนไหนเลยจะเทียบกับลูกหลานอัจฉริยะในตระกูลได้ หากข้าเป็นเขาข้าจะซ่อนตัวอยู่แต่ในนิกายและไม่ออกมา”

            หลายๆคนต่างก็พากันซุบซิบนินทาขึ้นมา ส่วนใหญ่แล้วล้วนแอบเยาะเย้ยหลินเฟิงก็ใครทำให้หลินเฟิงผู้เป็นนายน้อยของตระกูลหลิน แต่กลับเป็นเพียงแค่ ‘ขยะ’ ล่ะ

            ตอนนี้หลินเฟิงได้กลับมาถึงลานที่พักอาศัยถึงแม้ว่าลานจะไม่ใหญ่มาก แต่กลับเงียบสงบและสะอาดสะอ้านเป็นอย่างมากมีเพียงแค่หลินเฟิงกับหลินไห่สองคนที่อาศัยอยู่ที่นี่

             “ท่านพ่อ”หลินเฟิงเดินมาที่ห้องของหลินไห่ เห็นท่านพ่อกำลังวาดภาพอยู่จึงเรียกตะโกน

             “เสี่ยวเฟิงเจ้ากลับมาแล้ว” หลินไห่เงยหน้าขึ้นขณะที่วางพู่กันลงระหว่างหน้าผากได้ปรากฏรอยย่นขึ้นมา เพราะกำลังยิ้มให้กับหลินเฟิงอย่างอ่อนโยน

             “อืมอีกเจ็ดวันก็จะถึงงานชุมนุมประจำปีแล้ว ข้าจึงรีบกลับมาเพื่อที่จะเข้าร่วมงานชุมนุมประจำปี”หลินเฟิงมองไปยังภาพวาดที่หลินไห่เพิ่งหยุดวาดในความทรงจำของเขานั้นหลินไห่รักความสงบเป็นอย่างมาก ดูเหมือนว่างานอดิเรกของเขาจะเป็นการวาดภาพและไม่ชอบถูกรบกวนแต่หลินเฟิงกลับไม่เคยเห็นภาพวาดของหลินไห่เลยสักครั้ง

             “เสี่ยวเฟิงงานชุมนุมประจำปีครั้งนี้เจ้าไม่ต้องเข้าร่วมหรอก ปล่อยให้พวกเขาทะเลาะกันไปเถอะ”หลินไห่กล่าวด้วยรอยยิ้มพลางส่ายหัวไปด้วย

             “ทำไมล่ะท่านพ่อ?”

            “ฮ่าๆงานชุมนุมประจำปีในปีนี้ พวกเขาทั้งหมดล้วนมุ่งเป้ามาที่เราสองคนพ่อลูกพ่อไม่สนใจพวกเขาหรอก แต่เสี่ยวเฟิง เจ้าคงต้องระมัดระวังไว้” หลินไห่กล่าวขณะถอนหายใจ หลินเฟิงในตอนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วไม่สงบเสงี่ยมเหมือนเช่นเคย พี่น้องของหลินไห่ทั้ง 2 คนและผู้อาวุโสบางส่วนต่างก็เริ่มวางแผนการขึ้นมาเกรงว่างานชุมนุมประจำปีในครั้งนี้เขาต้องสละตำแหน่งแล้ว

             “วางใจเถอะท่านพ่อข้าไม่สนใจหรอก” หลินเฟิงกล่าวขณะส่ายหัวตอนนี้เขาได้บรรลุขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 9 แล้วแม้ว่าคนพวกนั้นอยากจะลงมือกับเขา แต่ก็ต้องดูว่าความแข็งแกร่งของพวกมันจะสามารถทำได้อย่างที่คิดหรือเปล่า

             “หืม?”หลินไห่มองบุตรชายตัวเองอย่างประหลาดใจ เมื่อเห็นความมั่นใจของหลินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ฮ่าฮ่า นี่ข้าดูเบาบุตรชายของข้าเกินไปหรือ ได้งั้นพวกเราพ่อลูกก็ไปด้วยกันเถอะ ข้าเองก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าพวกนั้นจะสร้างปัญหาอย่างไรเพื่อที่จะได้ตำแหน่งของข้าหากไม่ควักฝีมือออกมาก็อย่าหวังว่าจะบรรลุแผนการได้”

             “แต่เสี่ยวเฟิงระหว่างการชุมนุมประจำปีเจ้าควรจะระวังตัวไว้ด้วยล่ะได้ยินมาว่าหลินเชียนบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณแล้ว”

             “ไม่ใช่ข่าวลือแต่อย่างใดนางได้บรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณแล้วจริงๆ แต่ถ้านางอยากจะทำให้ข้าบาดเจ็บสาหัสมันก็ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก” แววตาของหลินเฟิงเป็นประกายขึ้นมาหลินเชียนเพื่อที่จะเอาชีวิตเขาถึงกับนำคนมาที่นิกายหยุนไห่และก่อนที่นางจะจากไปก็ขู่ว่า ถ้าเจอกันที่งานชุมนุมประจำปีจะฆ่าเขาตอนนี้งานชุมนุมประจำปีก็ใกล้จะมาถึงแล้ว เขาอยากจะดูสิว่าหลินเชียนจะทำเช่นไรเมื่อเห็นเขา

             “ท่านพ่อข้าขอตัวไปฝึกก่อน เมื่อถึงงานชุมนุมประจำปีช่วยมาปลุกข้าด้วย” หลินเฟิงกล่าวพร้อมกับเดินจากไปถึงแม้ว่าการบ่มเพาะของเขาจะไม่ได้ด้อยไปกว่าใครแต่หลินเชียนก็เป็นผู้ใช้จิตวิญญาณเพลิงน้ำแข็ง มันไม่ง่ายเลยที่จะจัดการกับนางเขาต้องบ่มเพาะพลังให้สูงขึ้นกว่านี้

            ในขณะเดียวกันด้านนอกของคฤหาสน์ตระกูลหลินได้มีม้าเพลิง 3 – 4 ตัววิ่งห้อตะบึงมาทางนี้ ในหมู่ม้าเพลิงนั้นมีหลินเชียนในชุดเสื้อคลุมสีเพลิงนั่งอยู่ชุดคลุมนั่นขับให้นางดูโดดเด่นสูงส่งขึ้นมา ร่างกายของนางได้ปล่อยคลื่นความเย็นออกมาทำให้ผู้คนไม่กล้าดูหมิ่น ช่างดูสูงส่งยิ่งนัก

             “คุณหนูใหญ่”ยามเฝ้าประตูของตระกูลหลินกล่าวอย่างเคารพเมื่อเทียบกับตอนที่พบหลินเฟิงแล้ว เขาดูจะนอบน้อมและสุภาพมากกว่าหลายเท่าแม้กระทั่งสายตาของพวกเขายังไม่กล้าที่จะมองหลินเชียนตรงๆ เพียงแค่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาก็ทำให้พวกเรารู้สึกต่ำต้อย

            หลินเชียนไม่ชายตามองเลยแม้แต่น้อยนางควบม้าเพลิงเข้าไปในตระกูลหลิน ด้วยท่าทางหยิ่งยโสราวกับว่าตัวเองเป็นองค์หญิงสองคนที่อยู่ข้างกายนางต่างก็สวมชุดนิกายเฮ่าเยว่ตามหลินเชียนเข้าไปติดๆ

             “คุณหนูใหญ่ไม่เหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็นลมปราณหรือความงามล้วนดีกว่าแต่ก่อนข้าว่าคุณหนูใหญ่คู่ควรที่จะเป็นอันดับหนึ่งของตระกูลหลิน” ยามเฝ้าประตูทางเข้าคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาขณะที่มองไล่หลังหลินเชียนไป

            “แน่นอนผู้ฝึกยุทธ์ในระดับขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ จะไม่เก่งกาจได้เช่นไร คุณหนูใหญ่อายุแค่ 16 ปี แต่มีอนาคตที่ไร้ขีดจำกัด ซึ่งห่างไกลจากนายน้อยขยะนั่นมากแม้แต่สหายของคุณหนูใหญ่ก็ดูเก่งกาจ สมแล้วที่เป็นศิษย์ชั้นยอดของนิกายเฮ่าเยว่”ยามอีกคนหนึ่งกล่าว ในสายตาของพวกเขาหลินเฟิงและหลินเชียนมีคุณสมบัติที่ตรงกันข้าม คนหนึ่งเป็นดั่งดวงอาทิตย์ของเฮ่าเยว่ส่วนอีกคนก็เป็นหิ่งห้อยที่อยู่บนพื้นดิน ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะส่องแสงหลินเฟิงถูกลิขิตไว้แล้วว่าเป็นได้แค่คนชั้นต่ำที่ทำได้เพียงแหงนมองท้องฟ้าเท่านั้น

            เมื่อหลินเชียนและศิษย์อีก2 คนของนิกายเฮ่าเยว่มาถึงตระกูลหลิน หากเทียบกับตอนที่หลินเฟิงมาไม่รู้ว่าพวกเขาตื่นเต้นแค่ไหนเหล่าผู้อาวุโสและคนของตระกูลหลินบางส่วนต่างมุ่งหน้าไปยังลานที่พักของหลินป้าต้าวเพื่อไปทักทายบุคคลที่มีอนาคตไร้ซึ่งขีดจำกัดอย่างหลินเชียนประหนึ่งดาวล้อมเดือน

            ดังนั้นหลายคนในตระกูลหลินยินดีที่จะทำตามความรู้สึกของตัวเองนั่นก็คือช่วยให้หลินป้าต้าวได้ตำแหน่งผู้นำของตระกูลหลิน ในอนาคตเมื่อหลินเชียนแข็งแกร่งขึ้นและช่วงชิงเกียรติยศของตระกูลหลินมาได้พวกเขาที่มีส่วนช่วยผลักดันหลินป้าต้าว จะต้องได้รับผลประโยชน์อย่างแน่นอน

            เมื่อเทียบกับความคึกคักของด้านนั้นที่พักของหลินเฟิงดูเหมือนจะเป็นสถานที่รกร้างไม่มีผิดแต่อย่างไรก็ตามหลินเชียนก็ไม่ได้ลืมหลินเฟิงนัยน์ตาคู่นี้ราวกับจะสามารถมองทะลุกำแพงไปยังลานบ้านที่หลินเฟิงอาศัยอยู่ได้

             “ครั้งนี้ข้าจะจัดการเจ้าให้ได้” หลินเชียนกล่าวอย่างเย็นชา

            สองวันต่อมาหลินหงบุตรชายคนโตของหลินป้าต้าวก็กลับมาหลินหงไปฝึกฝนอยู่ที่หมู่บ้านเสวี่ยอิงซานถึงแม้ว่าหมู่บ้านเสวี่ยอิงซานจะไม่ใช่นิกายแต่ความแข็งแกร่งกลับไม่ได้ด้อยไปกว่านิกายหยุนไห่เลยอีกทั้งยังมีชื่อเสียงในอาณาจักรเสวี่ยเยว่ และหมู่บ้านเสวี่ยอิงซานจะรับเฉพาะผู้ที่มีจิตวิญญาณแห่งน้ำแข็งเท่านั้น

            การกลับมาของหลินหงครั้งนี้ดูเหมือนว่าการบ่มเพาะของเขาจะเติบโตขึ้นมากตอนนี้การบ่มเพาะของเขาถึงจุดสูงสุดของขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 9 เหลือเพียงแค่ก้าวเดียวก็จะสามารถเข้าสู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณได้ เรื่องนี้ทำให้ตระกูลหลินยิ่งตื่นเต้นกว่าเดิมตระกูลหลินในตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นสรวงสวรรค์ของหลินป้าต้าว

            นอกจากหลินหงแล้วผู้อาวุโสบางส่วนของตระกูลหลินและเด็กรุ่นหลังก็ได้เดินทางกลับมา ทำให้งานชุมนุมประจำปีที่ใกล้จะถึงของตระกูลหลินดูมีชีวิตชีวาและคึกคักขึ้นมา

            โดยเฉพาะบ้านของหลินป้าต้าวลานบ้านของเขามีผู้คนมาเดินขวักไขว่เหมือนตลาดราวกับว่าหลินป้าต้าวเป็นผู้นำของตระกูลหลิน

            ส่วนหลินไห่ที่เป็นผู้นำตระกูลที่แท้จริงกลับไม่มีใครสนใจทำให้ลานบ้านเงียบสงัดเป็นอย่างมาก

            ในที่สุดงานชุมนุมประจำปีก็มาถึงทุกคนในตระกูลหลินค่อนข้างตื่นเต้น ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาไม่มีใครรู้ว่าเด็กรุ่นหลังของตระกูลหลินได้ฝึกฝนไปถึงไหนแล้วและลูกชายลูกสาวของบ้านตัวเองอยู่ในระดับใดบ้าง นอกจากนี้ตระกูลหลินยังมีเด็กรุ่นหลังที่มีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมและโดดเด่นอีกหรือไม่ในวันนี้ทุกอย่างจะถูกเปิดเผย

            แต่สำหรับเบื้องบนของตระกูลหลินแล้วเหมือนว่าวันนี้จะไม่ใช่วันธรรมดาๆสามเดือนก่อนมีบางคนอยากให้หลินไห่ลงจากตำแหน่งผู้นำตระกูลแต่ด้วยความแข็งแกร่งที่น่าสั่นสะเทือนของหลินไห่ ทำให้สามารถควบคุมผู้คนได้ทั้งหมดแต่วันนี้พวกเขาได้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดีแล้ว นอกจากนี้คนของตระกูลหลินบางส่วนที่ออกไปฝึกฝนข้างนอกต่างก็พากันเดินทางกลับมา

            หลินเฟิงเดินออกมาจากห้องและแหงนหน้าขึ้นมองพระอาทิตย์พร้อมกับบิดขี้เกียจไปด้วย

            สำหรับหลินเฟิงแล้วเขาไม่คิดว่าวันนี้จะมีอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม ตำแหน่งผู้นำตระกูลหลินเขาก็ไม่ได้สนใจมันสิ่งที่เขาต้องการคือไล่ตามความแข็งแกร่งบนเส้นทางแห่งนักรบ ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์พูดตำแหน่งผู้นำตระกูลเป็นแค่หัวโขนที่ไร้ประโยชน์ หากเจ้ามีความแข็งแกร่งมากพอและไม่มีใครสามารถต่อกรได้ ต่อให้ไม่ใช่ผู้นำตระกูลก็ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งของเจ้า

            หลินเฟิงยังรู้อีกว่าท่านพ่อของเขาก็ไม่ค่อยสนใจในเรื่องพวกนี้เดิมทีหลินไห่ก็ไม่ได้หลงใหลในอำนาจของผู้นำตระกูลอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ทำตัวเงียบเชียบแบบนี้หรอกหากตระกูลหลินไม่มีเรื่องใหญ่อะไร เขาก็จะไม่ปรากฏตัวออกมาจุดนี้ทำให้คนอื่นมีโอกาสเพิ่มพูนอิทธิพลของตัวเอง และลดทอนอิทธิพลของเขา

             “เสี่ยวเฟิงฝึกเสร็จแล้วหรือ” หลินไห่เดินเข้ามาหาเขาตั้งใจจะไปปลุกหลินเฟิง

            “อืม”หลินเฟิงกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

             “งั้นพวกเราไปกันเถอะ”ทั้งสองคนเดินออกจากลานบ้านพร้อมกันและมุ่งหน้าไปยังลานฝึกที่เป็นสถานที่จัดงานชุมนุม        

            ในลานฝึกมีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่ที่นี่พวกเขาทั้งหมดต่างมาถึงตั้งแต่เช้าแล้ว เมื่อหลินเฟิงและหลินไห่มาถึงสายตาของทุกคนก็จ้องมองไปที่พวกเขาเป็นตาเดียวในดวงตาของพวกเขาแฝงไปด้วยเลศนัยแปลกๆ

             “หลินเฟิง”สายตาของหลายๆ คนมองไปที่หลินเฟิงอย่างเย็นชาในสายตาของคนเหล่านั้นมีหลินเชียน หลินยู่และยังมีหลินเหิงที่ถูกหลินเฟิงทำลายการบ่มเพาะกับหลินหยุนแน่นอนว่ายังมีหลินเฮ่าหลัน อาสามของหลินเฟิงรวมอยู่ด้วย ลูกชายทั้งสองคนของเขาล้วนถูกหลินเฟิงสร้างความอัปยศให้ยิ่งเขารู้ว่าหลินเหิงถูกหลินเฟิงทำลายการบ่มเพาะไปแล้วยิ่งทำให้เขาเกลียดอีกฝ่ายจนอยากจะฆ่าให้ตาย ถ้าจะถามว่าในตระกูลหลินมีใครที่เกลียดชังและเคียดแค้นสองพ่อลูกหลินเฟิงมากที่สุดคนคนนั้นก็น่าจะเป็นหลินเฮ่าหลัน

            หลินเฮ่าหลันไม่ต้องการให้เรื่องที่หลินเฟิงทำลายการบ่มเพาะพลังของหลินเหิงรั่วไหลออกไปเขาไม่อยากให้ใครรู้ ประการแรกเขากับหลินเหิงคงเสียหน้าเป็นแน่ประการที่สองเขาไม่อยากเห็นสองพ่อลูกหลินเฟิงอิ่มอกอิ่มใจ