ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 48 - รากย้อนที่ไม่ควรมี

    หลังจากเย่เทียนก้าวเข้าสู่เปิดชีพจรต้นขั้นได้จริง ความเปลี่ยนแปลงแรกที่เขาสังเกตเห็นกลับไม่ใช่ในร่างของตนเอง


    แต่เป็นหมอกดำรอบวงแสง


    ก่อนหน้านี้ หมอกเหล่านั้นกัดขอบม่านจันทราแทบไม่หยุด มันไม่ได้กลืนเขาตั้งแต่ตอนตกลงมา แต่ก็ยังล้อมพื้นที่รอบตัวเขากับไป๋หลีอิงไว้เหมือนสิ่งแปลกปลอม ทุกครั้งที่ม่านแสงซีดลง หมอกจะขยับเข้ามา กัดกินอักขระสีเงินทีละน้อย จนไป๋หลีอิงต้องฝืนใช้พลังประคองซ้ำแล้วซ้ำเล่า


    แต่ตอนนี้มันนิ่งลง


    มันยังอยู่ตรงนั้น


    ยังหนา ยังเย็น ยังมืดจนมองไม่เห็นก้นของมัน แต่ความหิวกระหายที่เคยกัดกินม่านพลังทุกลมหายใจกลับลดลง เหมือนสัตว์ร้ายซึ่งเคยข่วนกรงไม่หยุด จู่ ๆ ก็หยุดเล็บไว้กลางอากาศ แล้วเฝ้ามองสิ่งที่อยู่ด้านในแทน


    เย่เทียนหมุนวงปราณย้อนทางครบหนึ่งรอบอย่างระมัดระวัง แล้วลืมตาขึ้น


    “มันไม่กัดม่านแล้ว”


    ไป๋หลีอิงนั่งพิงแท่นหินอยู่ห่างไปไม่กี่ก้าว สีหน้าของนางยังซีด แต่ลมหายใจนิ่งกว่าหลายวันก่อนเล็กน้อย นางมองหมอกดำอยู่นาน ก่อนตอบ


    “ไม่ใช่ไม่กัดตลอดไป เพียงแต่ตอนนี้มันหยุด..ก่อนหน้านี้มันไม่กลืนกินเจ้า แต่ยังมองม่านพลังของข้าเป็นสิ่งแปลกปลอม” นางกล่าว “หลังจากวงย้อนของเจ้าตั้งรูปได้ มันเริ่มฟัง”


    “ฟังสิ่งใด”


    “ไม่ใช่เสียงที่หูได้ยิน” นางกล่าว “เป็นแรงตอบรับระหว่างร่างเจ้า หมอก และสิ่งที่อยู่ลึกกว่านี้ แม้แต่ข้าก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเหตุใด”


    เขามองหมอกดำอีกครั้ง ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาไม่ใช่ความโล่งใจ แต่เป็นความรู้สึกแปลกประหลาด คล้ายตนเองถูกสิ่งที่ไม่มีดวงตาจ้องมองอยู่ตลอดเวลา


    “ถ้ามันหยุดกัดม่านแล้ว เราออกไปไม่ได้หรือ” เขาถามในที่สุด


    คำถามนี้ไม่ได้มาจากความใจร้อนเพียงอย่างเดียว


    ภาพของตระกูลเย่ผุดขึ้นมาในหัวเขาอย่างเงียบ ๆ ลานฝึก เรือนของเย่จง และเสี่ยวอวี่ที่อาจยังรอคำตอบอยู่ หากคณะฝึกกลับไปแล้วไม่พบศพ พวกเขาจะคิดอย่างไร หากเวลาผ่านไปนานกว่านี้ พวกเขาจะยังรอหรือไม่


    ไป๋หลีอิงไม่ได้รู้ชีวิตเขา แต่นางเห็นสีหน้าเขา


    “คนด้านบน?” นางถามสั้น ๆ


    เย่เทียนพยักหน้า “หากพวกเขาตามหาข้าไม่พบเพียงครู่ อย่างน้อยบางคนคงคิดว่าข้ายังไม่ตาย แต่ถ้าข้าหายไปนานเกินไป…”


    เขาพูดไม่จบ


    ไป๋หลีอิงหลุบตามองเข็มจันทร์ในซองผ้าเงินข้างตัว ก่อนกล่าวช้า ๆ


    “หมอกหยุดกัดม่านพลัง ไม่ได้แปลว่าทางขึ้นเปิดแล้ว”


    เย่เทียนมองขึ้นไปด้านบน ความมืดเหนือศีรษะลึกจนไม่เห็นรอยแยกที่เขาตกลงมาอีกแล้ว


    “รอยแยกลึกเกินไป”


    “ลึกเกินไปสำหรับเจ้าและข้าในตอนนี้” นางกล่าว “ข้าพาเจ้าขึ้นไปได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้”


    คำตอบนั้นทำให้เย่เทียนหันกลับไปมองนาง


    ไป๋หลีอิงยังนั่งพิงหินอยู่ ท่าทางของนางสงบเหมือนเดิม แต่สีเลือดบนใบหน้าจางเกินกว่าจะปิดบังความอ่อนแรงได้ บางครั้งนิ้วมือที่วางบนผ้าคลุมยังสั่นเล็กน้อย แม้นางจะพยายามกดไว้ก็ตาม


    “ถ้าข้าฝืนเปิดทางจันทร์ตอนนี้” นางกล่าว “ข้าอาจพาเจ้าไปได้ครึ่งทาง แล้วหมดสติก่อนถึงปากรอยแยก”


    เย่เทียนนึกภาพตามแล้วเงียบลงทันที


    “เช่นนั้นคงต้องรอต่ออีกซักหน่อย ข้าขึ้นไปเองไม่ได้ ส่วนท่านก็ยังพาข้าขึ้นไม่ได้เช่นกัน”


    “ข้าต้องฟื้นพลังพอจะเปิดทางให้ได้ก่อน ส่วนเจ้าต้องแข็งแรงพอจะไม่ตายกลางทาง” ไป๋หลีอิงกล่าว


    คำตอบนั้นชัดเจนจนไม่มีอะไรให้เถียง


    เย่เทียนก้มมองฝ่ามือตนเอง เขาเพิ่งเข้าสู่เปิดชีพจรต้นขั้น เพิ่งตั้งวงปราณย้อนทางได้ไม่กี่รอบ ความรู้สึกยินดีที่เคยมีไม่ได้หายไป แต่ตอนนี้มันถูกวางข้างความจริงอันหนักกว่าเดิม เขายังอ่อนแอเกินกว่าจะกลับขึ้นไปด้วยตัวเอง


    ไป๋หลีอิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้นเบากว่าเดิม


    “ข้าเองก็มีที่ต้องกลับ”


    เย่เทียนเงยหน้า


    นางไม่ได้มองเขา แต่มองหมอกดำด้านนอก ราวกับด้านหลังหมอกนั้นมีเงาของบางสิ่งที่อยู่ไกลกว่าโลกใต้หุบเขา


    “สำคัญมากหรือ”


    “มากพอที่ข้าไม่ควรติดอยู่ที่นี่แม้แต่วันเดียว”


    เย่เทียนไม่ถามต่อ


    เขารู้แล้วว่านางเป็นคนที่มีความลับมากมาย แต่ความลับบางอย่างไม่ใช่สิ่งที่ถามแล้วจะได้คำตอบในเวลานี้ การที่นางพูดเพียงเท่านี้ก็พอให้เขาเข้าใจว่า ความร้อนใจไม่ได้มีแค่เขาฝ่ายเดียว


    ทั้งสองต่างมีที่ต้องกลับ


    เพียงแต่หนทางขึ้นไปยังไม่ยอมเปิดให้ใคร


    หลังความเงียบผ่านไปพักหนึ่ง ไป๋หลีอิงจึงขยับมือ แตะปลายนิ้วลงบนพื้นหิน เส้นแสงสีเงินสามเส้นปรากฏขึ้นเหมือนในบทเรียนก่อนหน้า ทางหลัก ทางรอง และเส้นจางลึกที่เรียกว่าทางซ่อน


    “เวลาที่หมอกให้มา ไม่ควรถูกใช้ไปกับความกังวลอย่างเดียว” นางกล่าว “เจ้าถามไปแล้วว่าตอนนี้ตนอยู่ขั้นไหน วันนี้เจ้าควรถามต่อว่า เหตุใดรากปราณที่เจ้าเปิดจึงสำคัญพอให้เสียเวลา”


    เย่เทียนมองเส้นแสงจางที่สุดที่ไป๋หลีอิงชี้


    “ทางซ่อน?”


    “ถ้ามันมีประโยชน์มาก เหตุใดคนทั่วไปไม่เปิดตั้งแต่แรก”


    ไป๋หลีอิงไม่ได้ตอบทันที นางเลื่อนนิ้วให้เส้นทางหลักสว่างขึ้นก่อน


    “เพราะทางหลักให้ผลเร็วกว่า คนที่เปิดทางหลักได้ดี จะถูกมองว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ คนที่ก่อปราณเร็ว จะมีพลังให้คนอื่นเห็นได้ทันที ในเมืองเล็ก นั่นเพียงพอจะทำให้ผู้คนยกย่อง”


    เย่เทียนไม่ได้แย้ง


    เขารู้ว่านางพูดจริง ในตระกูลเย่ ผู้ฝึกที่ใกล้ก่อปราณย่อมถูกจับตามองมากกว่าคนที่นั่งฝึกสิ่งซึ่งไม่มีใครเห็นผลภายนอก


    ไป๋หลีอิงแตะเส้นที่สอง “ทางรองทำให้ร่างเสถียรขึ้น แต่ต้องใช้เวลา คนที่รีบเลื่อนขั้นมักเปิดเพียงเท่าที่พอใช้”


    แล้วนางแตะเส้นจางลึกที่สุด


    “ส่วนทางซ่อน หาเจอยาก เจ็บมาก และสำหรับคนส่วนใหญ่ มันไม่ตอบสนองเลย ต่อให้รู้ว่ามี ก็ไม่รู้ว่าควรขุดตรงไหน หากเลยช่วงเปิดชีพจรไปแล้ว การกลับมาเปิดภายหลังยิ่งยาก เหมือนสร้างเขื่อนทับทางน้ำเก่าไว้ แล้ววันหนึ่งค่อยคิดจะรื้อพื้นเพื่อขุดมันขึ้นมาใหม่”


    ภาพนั้นชัดเจนจนเย่เทียนเข้าใจทันที


    “ต้องรื้อฐานเดิม”


    “ใช่” นางกล่าว “บางคนเสียเวลาหลายปี บางคนเสียพลัง บางคนเสียรากฐาน แล้วยังไม่แน่ว่าจะเปิดได้สำเร็จ”


    เย่เทียนมองร่องทางจาง ๆ บนพื้น “แต่ข้าเปิดได้เร็วกว่า เพราะร่างข้าผิดปกติ”


    “ส่วนหนึ่ง”


    คำว่า “ส่วนหนึ่ง” ทำให้เขาหันไปมองนาง


    ไป๋หลีอิงยกมือขึ้น วาดวงแสงเล็ก ๆ ในอากาศ วงนั้นหมุนย้อนทิศจากวิธีที่ผู้ฝึกทั่วไปใช้


    “อย่าเข้าใจผิด ทางซ่อนไม่ใช่สิ่งที่มีเพียงเจ้าในโลกที่เปิดได้” นางกล่าว “ในสถานที่กว้างกว่าชิงหลาน ย่อมมีตระกูลหรือสำนักที่รู้วิธีแตะรากลึกของชีพจร บางคนอาจเปิดได้มากกว่าเจ้าในวัยเดียวกันด้วยซ้ำ”


    เย่เทียนฟังแล้วเงียบไปชั่วขณะ


    เขาไม่ได้รู้สึกถูกกดลง กลับรู้สึกว่าโลกกว้างขึ้นอย่างรุนแรง เมืองชิงหลานที่เคยเป็นโลกทั้งใบของเขา กลายเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ จุดหนึ่งบนแผนที่ที่เขายังไม่เคยเห็น


    “การโคจรย้อนวิถีปราณทำให้เจ้าแตกต่าง” 

    “ทางซ่อนอาจเปิดได้ด้วยทรัพยากร ด้วยอาจารย์ หรือด้วยตำราลับ แต่การให้ทางซ่อนรับวงปราณย้อนทางตั้งแต่เปิดชีพจรต้นขั้น แล้วยังไม่พังทันที ข้าไม่เคยเห็น”


    เข็มจันทร์ในซองผ้าเงินข้างกายนางสั่นเบา ๆ จากแรงลมหายใจในวงแสง ไป๋หลีอิงวางนิ้วลงบนซองนั้นอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังทบทวนความจริงบางอย่างในใจ


    “บันทึกที่ท่านเคยอ่านก็ไม่มีหรือ”


    “บันทึกนั้นมีเพียงคำเตือน ไม่ได้บอกว่าคนที่ลองแล้วรอดหรือไม่”


    ไป๋หลีอิงกล่าวต่อ “ข้อได้เปรียบของเจ้าไม่ใช่แค่เปิดทางซ่อนได้ แต่เป็นการที่ทางซ่อนบางส่วนตอบสนองเอง และวงย้อนของเจ้าทำให้มันเชื่อมกับทางหลักได้เร็วเกินคาด นั่นทำให้เจ้าก้าวเร็วกว่าเดิมได้”


    นางหยุดเล็กน้อย


    “แต่สิ่งที่ตอบสนองเร็ว ก็อาจดึงเจ้าลงเร็วเช่นกัน”


    เย่เทียนเข้าใจ


    หากไม่มีไป๋หลีอิง ไม่มีเข็มจันทร์ ไม่มีวิธีรับแรงย้อน และไม่มีความอดทนพอจะหยุดก่อนร่องทางปริ สิ่งที่เรียกว่าข้อได้เปรียบอาจกลายเป็นจุดตายของเขาในพริบตา


    “ในเมืองของข้า ไม่มีใครพูดถึงเรื่องพวกนี้” เขากล่าวเสียงเบา


    “เพราะเมืองของเจ้าเล็ก”


    น้ำเสียงของนางไม่มีการเยาะหยัน มีเพียงความจริงที่ไร้การตกแต่ง


    เย่เทียนนิ่งไป


    คำว่าเล็ก ไม่ได้ทำให้เขาเกลียดชิงหลาน ไม่ได้ทำให้เขาดูถูกตระกูลของตน แต่ทำให้เขาเห็นว่า สิ่งที่ตนเคยใช้ตัดสินตัวเองอาจเป็นเพียงกฎของลานเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ไม่ใช่กฎของโลกทั้งใบ


    ไป๋หลีอิงมองเขา แล้วกล่าวต่อเหมือนรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร


    “อย่าดูแคลนที่ที่เจ้าจากมา เมืองเล็กไม่ได้หมายความว่าทุกคนโง่ เพียงแต่พวกเขาไม่มีสิ่งที่จำเป็นจะเปิดประตูบางบาน”


    เย่เทียนหายใจออกช้า ๆ


    ประโยคนั้นทำให้ใจเขานิ่งลงกว่าที่คาดไว้


    เขายังคิดถึงเย่จง ยังคิดถึงเสี่ยวอวี่ ยังคิดถึงคนที่รออยู่ด้านบน แต่ขณะเดียวกัน เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าหากเขากลับไป เขาจะไม่สามารถมองโลกด้วยสายตาเดิมได้อีก


    ไป๋หลีอิงหยิบถ้วยหินเล็กๆ จากข้างตัว ภายในมีของเหลวสีเงินจางๆ เพียงก้นถ้วย แต่กลับทำให้อากาศโดยรอบเย็นลงจนเกิดไอขาวบางๆ


    เย่เทียนมองมัน “นี่คืออะไร”


    “น้ำค้างจันทร์เย็น” นางกล่าว “ใช้สมานรอยปริของชีพจร ไม่ใช่โอสถเพิ่มพลัง”


    “ของสำคัญหรือ”


    ไป๋หลีอิงไม่ตอบคำถามนั้นโดยตรง นางเพียงแตะของเหลวขึ้นมาหยดหนึ่ง แล้วกดลงบนตำแหน่งข้างลำตัวซ้ายของเย่เทียน


    ความเย็นซึมผ่านผ้าเข้าสู่ผิวหนังทันที เย่เทียนสะท้านเล็กน้อย แต่ครั้งนี้ไม่เจ็บ ร่องทางที่ตึงจากการฝึกโคจรปราณย้อนทางค่อย ๆ คลายลง เหมือนแผลร้อนถูกหิมะละเอียดปิดไว้


    “ถ้าไม่มีสิ่งนี้ เจ้าต้องพักหลายวันหลังการฝึกแต่ละครั้ง” นางกล่าว “หรือไม่ก็ฝืนจนทางซ่อนเสียหายถาวร”


    เย่เทียนไม่ได้พูดขอบคุณทันที เพราะคำขอบคุณในตอนนี้ดูเบาเกินไป เขาเพียงก้มศีรษะลงเล็กน้อย


    ความก้าวหน้าของเขาไม่ได้เกิดจากร่างพิเศษเพียงอย่างเดียว


    มีวิธีของไป๋หลีอิง


    มีเข็มจันทร์ตรึงชีพจร


    มีน้ำค้างจันทร์เย็นที่นางให้เขา


    มีแรงกดใต้หุบเขาที่บีบให้ร่างเขาตื่นทุกลมหายใจ


    และมีตัวเขาที่ต้องหยุดให้ทันทุกครั้งก่อนข้อได้เปรียบกลายเป็นหายนะ


    หลังจากนั้น นางให้เขาฝึกต่อ


    ไป๋หลีอิงนั่งมองอยู่เงียบ ๆ บางครั้งนางแตะพื้นเพื่อทำให้อักขระรอบตัวนิ่งขึ้น ไม่ใช่เพื่อซ่อมม่านพลัง แต่เพื่อให้พื้นที่เงียบพอสำหรับเขาฟังร่างตนเอง


    ไม่มีเสียงฟ้าร้อง ไม่มีแสงพุ่ง ไม่มีการทะลวงระดับใหม่


    มีเพียงวงปราณหยาบเล็ก ๆ ที่เริ่มหมุนได้มั่นคงขึ้นทีละนิด


    เมื่อเย่เทียนหมุนวงย้อนครบห้ารอบโดยร่างไม่สั่น เขาลืมตาขึ้นช้า ๆ เหมือนยังไม่แน่ใจว่าควรเชื่อความรู้สึกนั้นหรือไม่


    หลังจากพักอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงถามขึ้น


    “ถ้าข้าก้าวเร็วขึ้นจากสิ่งเหล่านี้ แล้วส่วนใดเป็นของข้าจริง ๆ”


    ไป๋หลีอิงมองเขา


    “หากเจ้าหมายถึงว่า เจ้าจะฝึกได้เร็วเท่านี้ได้โดยไม่มีข้า ไม่มีเข็มจันทร์และไม่มีน้ำค้างจันทร์เย็นหรือไม่ คำตอบคือไม่” นางกล่าวตรง ๆ


    เย่เทียนเงียบ


    “แต่หากเจ้าหมายถึงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในร่างเจ้าเป็นของปลอมหรือไม่ คำตอบก็ยังเป็นไม่” นางกล่าวต่อ “ข้าเปิดประตูแทนเจ้าไม่ได้ เข็มจันทร์แค่กันไม่ให้ชีพจรฉีก น้ำค้างจันทร์เย็นแค่สมานรอยปริ หุบเขาแค่กดเจ้าให้ตื่น ส่วนคนที่ต้องฟังร่าง หยุดก่อนพัง และเริ่มใหม่ทุกครั้งที่พลาด คือเจ้า”


    เย่เทียนฟังจนจบ แล้วค่อย ๆ ก้มมองฝ่ามือตัวเอง


    คำตอบนี้ไม่ทำให้เขาลอยสูง แต่ทำให้เขายืนมั่นขึ้น


    เขาไม่ได้เก่งขึ้นเพราะโชคอย่างเดียว


    และไม่ได้เก่งขึ้นเพราะตนเองล้วน ๆ


    ทุกสิ่งมีที่มา


    ทุกก้าวมีราคา


    ไป๋หลีอิงเอนหลังพิงแท่นหิน สีหน้าซีดลงเล็กน้อยหลังใช้พลังคุมพื้นที่และใช้น้ำค้างจันทร์กับเขา


    “วันนี้พอแค่นี้”


    เย่เทียนมองนาง “ท่านควรพัก”


    “ข้ารู้”


    เขาเห็นว่านางหลับตาลง แต่ลมหายใจยังเบาเกินไป เย่เทียนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นอย่างระวัง เดินไปหยิบผ้าผืนหนึ่งที่ฉีกจากเสื้อชั้นนอกของตนเองไว้ก่อนหน้า เขาชุบน้ำจากแอ่งเล็กใกล้แท่นหิน แล้ววางไว้ข้างมือนาง


    ไป๋หลีอิงลืมตาขึ้นเล็กน้อย


    “ข้าไม่รู้วิธีรักษาบาดแผลของท่าน” เย่เทียนกล่าว “แต่ถ้ามีอะไรที่ข้าทำได้ ท่านบอกข้า”


    ไป๋หลีอิงมองผ้าชุบน้ำนั้น แล้วมองเขา


    ความเงียบระหว่างทั้งสองไม่เหมือนวันแรกที่พบกันอีกแล้ว วันนั้นเต็มไปด้วยความระแวง ความเจ็บ และคำถามที่ไม่มีใครตอบ แต่วันนี้ในความเงียบยังมีบางสิ่งเพิ่มขึ้นมา


    ไม่ใช่ความไว้ใจเต็มที่


    ไม่ใช่ความสนิทสนมที่พูดได้ง่าย ๆ


    แต่เป็นความรู้สึกว่า ชีวิตของอีกฝ่ายเริ่มมีน้ำหนักอยู่ในมือของตนเองเล็กน้อย


    ไป๋หลีอิงปิดตาลงอีกครั้ง เสียงของนางเบามาก


    “พรุ่งนี้ ข้าจะสอนเจ้าว่าก้าวแรกควรวางอย่างไร”


    เย่เทียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า


    เขาไม่รู้ว่านางหมายถึงก้าวของการฝึก หรือก้าวของวิชาเคลื่อนไหว


    แต่ไม่ว่าเป็นอย่างใด เขารู้ว่าพรุ่งนี้จะไม่ใช่การนั่งหมุนวงปราณอยู่กับที่อีกต่อไป

    คล้ายกับเรื่องลิขิตเทพพันธนาการมาร ที่คุณอ่าน

    เทพมารลิขิตฟ้า

    เทพมารลิขิตฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    72K 42
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    The Lost Swordsman

    The Lost Swordsman

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    476K 499
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    7.72M 2500
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เทพอสูรมังกร สยบสวรรค์

    เทพอสูรมังกร สยบสวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    218K 196
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852