หลังจากเย่เทียนก้าวเข้าสู่เปิดชีพจรต้นขั้นได้จริง ความเปลี่ยนแปลงแรกที่เขาสังเกตเห็นกลับไม่ใช่ในร่างของตนเอง
แต่เป็นหมอกดำรอบวงแสง
ก่อนหน้านี้ หมอกเหล่านั้นกัดขอบม่านจันทราแทบไม่หยุด มันไม่ได้กลืนเขาตั้งแต่ตอนตกลงมา แต่ก็ยังล้อมพื้นที่รอบตัวเขากับไป๋หลีอิงไว้เหมือนสิ่งแปลกปลอม ทุกครั้งที่ม่านแสงซีดลง หมอกจะขยับเข้ามา กัดกินอักขระสีเงินทีละน้อย จนไป๋หลีอิงต้องฝืนใช้พลังประคองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ตอนนี้มันนิ่งลง
มันยังอยู่ตรงนั้น
ยังหนา ยังเย็น ยังมืดจนมองไม่เห็นก้นของมัน แต่ความหิวกระหายที่เคยกัดกินม่านพลังทุกลมหายใจกลับลดลง เหมือนสัตว์ร้ายซึ่งเคยข่วนกรงไม่หยุด จู่ ๆ ก็หยุดเล็บไว้กลางอากาศ แล้วเฝ้ามองสิ่งที่อยู่ด้านในแทน
เย่เทียนหมุนวงปราณย้อนทางครบหนึ่งรอบอย่างระมัดระวัง แล้วลืมตาขึ้น
“มันไม่กัดม่านแล้ว”
ไป๋หลีอิงนั่งพิงแท่นหินอยู่ห่างไปไม่กี่ก้าว สีหน้าของนางยังซีด แต่ลมหายใจนิ่งกว่าหลายวันก่อนเล็กน้อย นางมองหมอกดำอยู่นาน ก่อนตอบ
“ไม่ใช่ไม่กัดตลอดไป เพียงแต่ตอนนี้มันหยุด..ก่อนหน้านี้มันไม่กลืนกินเจ้า แต่ยังมองม่านพลังของข้าเป็นสิ่งแปลกปลอม” นางกล่าว “หลังจากวงย้อนของเจ้าตั้งรูปได้ มันเริ่มฟัง”
“ฟังสิ่งใด”
“ไม่ใช่เสียงที่หูได้ยิน” นางกล่าว “เป็นแรงตอบรับระหว่างร่างเจ้า หมอก และสิ่งที่อยู่ลึกกว่านี้ แม้แต่ข้าก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเหตุใด”
เขามองหมอกดำอีกครั้ง ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาไม่ใช่ความโล่งใจ แต่เป็นความรู้สึกแปลกประหลาด คล้ายตนเองถูกสิ่งที่ไม่มีดวงตาจ้องมองอยู่ตลอดเวลา
“ถ้ามันหยุดกัดม่านแล้ว เราออกไปไม่ได้หรือ” เขาถามในที่สุด
คำถามนี้ไม่ได้มาจากความใจร้อนเพียงอย่างเดียว
ภาพของตระกูลเย่ผุดขึ้นมาในหัวเขาอย่างเงียบ ๆ ลานฝึก เรือนของเย่จง และเสี่ยวอวี่ที่อาจยังรอคำตอบอยู่ หากคณะฝึกกลับไปแล้วไม่พบศพ พวกเขาจะคิดอย่างไร หากเวลาผ่านไปนานกว่านี้ พวกเขาจะยังรอหรือไม่
ไป๋หลีอิงไม่ได้รู้ชีวิตเขา แต่นางเห็นสีหน้าเขา
“คนด้านบน?” นางถามสั้น ๆ
เย่เทียนพยักหน้า “หากพวกเขาตามหาข้าไม่พบเพียงครู่ อย่างน้อยบางคนคงคิดว่าข้ายังไม่ตาย แต่ถ้าข้าหายไปนานเกินไป…”
เขาพูดไม่จบ
ไป๋หลีอิงหลุบตามองเข็มจันทร์ในซองผ้าเงินข้างตัว ก่อนกล่าวช้า ๆ
“หมอกหยุดกัดม่านพลัง ไม่ได้แปลว่าทางขึ้นเปิดแล้ว”
เย่เทียนมองขึ้นไปด้านบน ความมืดเหนือศีรษะลึกจนไม่เห็นรอยแยกที่เขาตกลงมาอีกแล้ว
“รอยแยกลึกเกินไป”
“ลึกเกินไปสำหรับเจ้าและข้าในตอนนี้” นางกล่าว “ข้าพาเจ้าขึ้นไปได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้”
คำตอบนั้นทำให้เย่เทียนหันกลับไปมองนาง
ไป๋หลีอิงยังนั่งพิงหินอยู่ ท่าทางของนางสงบเหมือนเดิม แต่สีเลือดบนใบหน้าจางเกินกว่าจะปิดบังความอ่อนแรงได้ บางครั้งนิ้วมือที่วางบนผ้าคลุมยังสั่นเล็กน้อย แม้นางจะพยายามกดไว้ก็ตาม
“ถ้าข้าฝืนเปิดทางจันทร์ตอนนี้” นางกล่าว “ข้าอาจพาเจ้าไปได้ครึ่งทาง แล้วหมดสติก่อนถึงปากรอยแยก”
เย่เทียนนึกภาพตามแล้วเงียบลงทันที
“เช่นนั้นคงต้องรอต่ออีกซักหน่อย ข้าขึ้นไปเองไม่ได้ ส่วนท่านก็ยังพาข้าขึ้นไม่ได้เช่นกัน”
“ข้าต้องฟื้นพลังพอจะเปิดทางให้ได้ก่อน ส่วนเจ้าต้องแข็งแรงพอจะไม่ตายกลางทาง” ไป๋หลีอิงกล่าว
คำตอบนั้นชัดเจนจนไม่มีอะไรให้เถียง
เย่เทียนก้มมองฝ่ามือตนเอง เขาเพิ่งเข้าสู่เปิดชีพจรต้นขั้น เพิ่งตั้งวงปราณย้อนทางได้ไม่กี่รอบ ความรู้สึกยินดีที่เคยมีไม่ได้หายไป แต่ตอนนี้มันถูกวางข้างความจริงอันหนักกว่าเดิม เขายังอ่อนแอเกินกว่าจะกลับขึ้นไปด้วยตัวเอง
ไป๋หลีอิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้นเบากว่าเดิม
“ข้าเองก็มีที่ต้องกลับ”
เย่เทียนเงยหน้า
นางไม่ได้มองเขา แต่มองหมอกดำด้านนอก ราวกับด้านหลังหมอกนั้นมีเงาของบางสิ่งที่อยู่ไกลกว่าโลกใต้หุบเขา
“สำคัญมากหรือ”
“มากพอที่ข้าไม่ควรติดอยู่ที่นี่แม้แต่วันเดียว”
เย่เทียนไม่ถามต่อ
เขารู้แล้วว่านางเป็นคนที่มีความลับมากมาย แต่ความลับบางอย่างไม่ใช่สิ่งที่ถามแล้วจะได้คำตอบในเวลานี้ การที่นางพูดเพียงเท่านี้ก็พอให้เขาเข้าใจว่า ความร้อนใจไม่ได้มีแค่เขาฝ่ายเดียว
ทั้งสองต่างมีที่ต้องกลับ
เพียงแต่หนทางขึ้นไปยังไม่ยอมเปิดให้ใคร
หลังความเงียบผ่านไปพักหนึ่ง ไป๋หลีอิงจึงขยับมือ แตะปลายนิ้วลงบนพื้นหิน เส้นแสงสีเงินสามเส้นปรากฏขึ้นเหมือนในบทเรียนก่อนหน้า ทางหลัก ทางรอง และเส้นจางลึกที่เรียกว่าทางซ่อน
“เวลาที่หมอกให้มา ไม่ควรถูกใช้ไปกับความกังวลอย่างเดียว” นางกล่าว “เจ้าถามไปแล้วว่าตอนนี้ตนอยู่ขั้นไหน วันนี้เจ้าควรถามต่อว่า เหตุใดรากปราณที่เจ้าเปิดจึงสำคัญพอให้เสียเวลา”
เย่เทียนมองเส้นแสงจางที่สุดที่ไป๋หลีอิงชี้
“ทางซ่อน?”
“ถ้ามันมีประโยชน์มาก เหตุใดคนทั่วไปไม่เปิดตั้งแต่แรก”
ไป๋หลีอิงไม่ได้ตอบทันที นางเลื่อนนิ้วให้เส้นทางหลักสว่างขึ้นก่อน
“เพราะทางหลักให้ผลเร็วกว่า คนที่เปิดทางหลักได้ดี จะถูกมองว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ คนที่ก่อปราณเร็ว จะมีพลังให้คนอื่นเห็นได้ทันที ในเมืองเล็ก นั่นเพียงพอจะทำให้ผู้คนยกย่อง”
เย่เทียนไม่ได้แย้ง
เขารู้ว่านางพูดจริง ในตระกูลเย่ ผู้ฝึกที่ใกล้ก่อปราณย่อมถูกจับตามองมากกว่าคนที่นั่งฝึกสิ่งซึ่งไม่มีใครเห็นผลภายนอก
ไป๋หลีอิงแตะเส้นที่สอง “ทางรองทำให้ร่างเสถียรขึ้น แต่ต้องใช้เวลา คนที่รีบเลื่อนขั้นมักเปิดเพียงเท่าที่พอใช้”
แล้วนางแตะเส้นจางลึกที่สุด
“ส่วนทางซ่อน หาเจอยาก เจ็บมาก และสำหรับคนส่วนใหญ่ มันไม่ตอบสนองเลย ต่อให้รู้ว่ามี ก็ไม่รู้ว่าควรขุดตรงไหน หากเลยช่วงเปิดชีพจรไปแล้ว การกลับมาเปิดภายหลังยิ่งยาก เหมือนสร้างเขื่อนทับทางน้ำเก่าไว้ แล้ววันหนึ่งค่อยคิดจะรื้อพื้นเพื่อขุดมันขึ้นมาใหม่”
ภาพนั้นชัดเจนจนเย่เทียนเข้าใจทันที
“ต้องรื้อฐานเดิม”
“ใช่” นางกล่าว “บางคนเสียเวลาหลายปี บางคนเสียพลัง บางคนเสียรากฐาน แล้วยังไม่แน่ว่าจะเปิดได้สำเร็จ”
เย่เทียนมองร่องทางจาง ๆ บนพื้น “แต่ข้าเปิดได้เร็วกว่า เพราะร่างข้าผิดปกติ”
“ส่วนหนึ่ง”
คำว่า “ส่วนหนึ่ง” ทำให้เขาหันไปมองนาง
ไป๋หลีอิงยกมือขึ้น วาดวงแสงเล็ก ๆ ในอากาศ วงนั้นหมุนย้อนทิศจากวิธีที่ผู้ฝึกทั่วไปใช้
“อย่าเข้าใจผิด ทางซ่อนไม่ใช่สิ่งที่มีเพียงเจ้าในโลกที่เปิดได้” นางกล่าว “ในสถานที่กว้างกว่าชิงหลาน ย่อมมีตระกูลหรือสำนักที่รู้วิธีแตะรากลึกของชีพจร บางคนอาจเปิดได้มากกว่าเจ้าในวัยเดียวกันด้วยซ้ำ”
เย่เทียนฟังแล้วเงียบไปชั่วขณะ
เขาไม่ได้รู้สึกถูกกดลง กลับรู้สึกว่าโลกกว้างขึ้นอย่างรุนแรง เมืองชิงหลานที่เคยเป็นโลกทั้งใบของเขา กลายเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ จุดหนึ่งบนแผนที่ที่เขายังไม่เคยเห็น
“การโคจรย้อนวิถีปราณทำให้เจ้าแตกต่าง”
“ทางซ่อนอาจเปิดได้ด้วยทรัพยากร ด้วยอาจารย์ หรือด้วยตำราลับ แต่การให้ทางซ่อนรับวงปราณย้อนทางตั้งแต่เปิดชีพจรต้นขั้น แล้วยังไม่พังทันที ข้าไม่เคยเห็น”
เข็มจันทร์ในซองผ้าเงินข้างกายนางสั่นเบา ๆ จากแรงลมหายใจในวงแสง ไป๋หลีอิงวางนิ้วลงบนซองนั้นอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังทบทวนความจริงบางอย่างในใจ
“บันทึกที่ท่านเคยอ่านก็ไม่มีหรือ”
“บันทึกนั้นมีเพียงคำเตือน ไม่ได้บอกว่าคนที่ลองแล้วรอดหรือไม่”
ไป๋หลีอิงกล่าวต่อ “ข้อได้เปรียบของเจ้าไม่ใช่แค่เปิดทางซ่อนได้ แต่เป็นการที่ทางซ่อนบางส่วนตอบสนองเอง และวงย้อนของเจ้าทำให้มันเชื่อมกับทางหลักได้เร็วเกินคาด นั่นทำให้เจ้าก้าวเร็วกว่าเดิมได้”
นางหยุดเล็กน้อย
“แต่สิ่งที่ตอบสนองเร็ว ก็อาจดึงเจ้าลงเร็วเช่นกัน”
เย่เทียนเข้าใจ
หากไม่มีไป๋หลีอิง ไม่มีเข็มจันทร์ ไม่มีวิธีรับแรงย้อน และไม่มีความอดทนพอจะหยุดก่อนร่องทางปริ สิ่งที่เรียกว่าข้อได้เปรียบอาจกลายเป็นจุดตายของเขาในพริบตา
“ในเมืองของข้า ไม่มีใครพูดถึงเรื่องพวกนี้” เขากล่าวเสียงเบา
“เพราะเมืองของเจ้าเล็ก”
น้ำเสียงของนางไม่มีการเยาะหยัน มีเพียงความจริงที่ไร้การตกแต่ง
เย่เทียนนิ่งไป
คำว่าเล็ก ไม่ได้ทำให้เขาเกลียดชิงหลาน ไม่ได้ทำให้เขาดูถูกตระกูลของตน แต่ทำให้เขาเห็นว่า สิ่งที่ตนเคยใช้ตัดสินตัวเองอาจเป็นเพียงกฎของลานเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ไม่ใช่กฎของโลกทั้งใบ
ไป๋หลีอิงมองเขา แล้วกล่าวต่อเหมือนรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร
“อย่าดูแคลนที่ที่เจ้าจากมา เมืองเล็กไม่ได้หมายความว่าทุกคนโง่ เพียงแต่พวกเขาไม่มีสิ่งที่จำเป็นจะเปิดประตูบางบาน”
เย่เทียนหายใจออกช้า ๆ
ประโยคนั้นทำให้ใจเขานิ่งลงกว่าที่คาดไว้
เขายังคิดถึงเย่จง ยังคิดถึงเสี่ยวอวี่ ยังคิดถึงคนที่รออยู่ด้านบน แต่ขณะเดียวกัน เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าหากเขากลับไป เขาจะไม่สามารถมองโลกด้วยสายตาเดิมได้อีก
ไป๋หลีอิงหยิบถ้วยหินเล็กๆ จากข้างตัว ภายในมีของเหลวสีเงินจางๆ เพียงก้นถ้วย แต่กลับทำให้อากาศโดยรอบเย็นลงจนเกิดไอขาวบางๆ
เย่เทียนมองมัน “นี่คืออะไร”
“น้ำค้างจันทร์เย็น” นางกล่าว “ใช้สมานรอยปริของชีพจร ไม่ใช่โอสถเพิ่มพลัง”
“ของสำคัญหรือ”
ไป๋หลีอิงไม่ตอบคำถามนั้นโดยตรง นางเพียงแตะของเหลวขึ้นมาหยดหนึ่ง แล้วกดลงบนตำแหน่งข้างลำตัวซ้ายของเย่เทียน
ความเย็นซึมผ่านผ้าเข้าสู่ผิวหนังทันที เย่เทียนสะท้านเล็กน้อย แต่ครั้งนี้ไม่เจ็บ ร่องทางที่ตึงจากการฝึกโคจรปราณย้อนทางค่อย ๆ คลายลง เหมือนแผลร้อนถูกหิมะละเอียดปิดไว้
“ถ้าไม่มีสิ่งนี้ เจ้าต้องพักหลายวันหลังการฝึกแต่ละครั้ง” นางกล่าว “หรือไม่ก็ฝืนจนทางซ่อนเสียหายถาวร”
เย่เทียนไม่ได้พูดขอบคุณทันที เพราะคำขอบคุณในตอนนี้ดูเบาเกินไป เขาเพียงก้มศีรษะลงเล็กน้อย
ความก้าวหน้าของเขาไม่ได้เกิดจากร่างพิเศษเพียงอย่างเดียว
มีวิธีของไป๋หลีอิง
มีเข็มจันทร์ตรึงชีพจร
มีน้ำค้างจันทร์เย็นที่นางให้เขา
มีแรงกดใต้หุบเขาที่บีบให้ร่างเขาตื่นทุกลมหายใจ
และมีตัวเขาที่ต้องหยุดให้ทันทุกครั้งก่อนข้อได้เปรียบกลายเป็นหายนะ
หลังจากนั้น นางให้เขาฝึกต่อ
ไป๋หลีอิงนั่งมองอยู่เงียบ ๆ บางครั้งนางแตะพื้นเพื่อทำให้อักขระรอบตัวนิ่งขึ้น ไม่ใช่เพื่อซ่อมม่านพลัง แต่เพื่อให้พื้นที่เงียบพอสำหรับเขาฟังร่างตนเอง
ไม่มีเสียงฟ้าร้อง ไม่มีแสงพุ่ง ไม่มีการทะลวงระดับใหม่
มีเพียงวงปราณหยาบเล็ก ๆ ที่เริ่มหมุนได้มั่นคงขึ้นทีละนิด
เมื่อเย่เทียนหมุนวงย้อนครบห้ารอบโดยร่างไม่สั่น เขาลืมตาขึ้นช้า ๆ เหมือนยังไม่แน่ใจว่าควรเชื่อความรู้สึกนั้นหรือไม่
หลังจากพักอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงถามขึ้น
“ถ้าข้าก้าวเร็วขึ้นจากสิ่งเหล่านี้ แล้วส่วนใดเป็นของข้าจริง ๆ”
ไป๋หลีอิงมองเขา
“หากเจ้าหมายถึงว่า เจ้าจะฝึกได้เร็วเท่านี้ได้โดยไม่มีข้า ไม่มีเข็มจันทร์และไม่มีน้ำค้างจันทร์เย็นหรือไม่ คำตอบคือไม่” นางกล่าวตรง ๆ
เย่เทียนเงียบ
“แต่หากเจ้าหมายถึงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในร่างเจ้าเป็นของปลอมหรือไม่ คำตอบก็ยังเป็นไม่” นางกล่าวต่อ “ข้าเปิดประตูแทนเจ้าไม่ได้ เข็มจันทร์แค่กันไม่ให้ชีพจรฉีก น้ำค้างจันทร์เย็นแค่สมานรอยปริ หุบเขาแค่กดเจ้าให้ตื่น ส่วนคนที่ต้องฟังร่าง หยุดก่อนพัง และเริ่มใหม่ทุกครั้งที่พลาด คือเจ้า”
เย่เทียนฟังจนจบ แล้วค่อย ๆ ก้มมองฝ่ามือตัวเอง
คำตอบนี้ไม่ทำให้เขาลอยสูง แต่ทำให้เขายืนมั่นขึ้น
เขาไม่ได้เก่งขึ้นเพราะโชคอย่างเดียว
และไม่ได้เก่งขึ้นเพราะตนเองล้วน ๆ
ทุกสิ่งมีที่มา
ทุกก้าวมีราคา
ไป๋หลีอิงเอนหลังพิงแท่นหิน สีหน้าซีดลงเล็กน้อยหลังใช้พลังคุมพื้นที่และใช้น้ำค้างจันทร์กับเขา
“วันนี้พอแค่นี้”
เย่เทียนมองนาง “ท่านควรพัก”
“ข้ารู้”
เขาเห็นว่านางหลับตาลง แต่ลมหายใจยังเบาเกินไป เย่เทียนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นอย่างระวัง เดินไปหยิบผ้าผืนหนึ่งที่ฉีกจากเสื้อชั้นนอกของตนเองไว้ก่อนหน้า เขาชุบน้ำจากแอ่งเล็กใกล้แท่นหิน แล้ววางไว้ข้างมือนาง
ไป๋หลีอิงลืมตาขึ้นเล็กน้อย
“ข้าไม่รู้วิธีรักษาบาดแผลของท่าน” เย่เทียนกล่าว “แต่ถ้ามีอะไรที่ข้าทำได้ ท่านบอกข้า”
ไป๋หลีอิงมองผ้าชุบน้ำนั้น แล้วมองเขา
ความเงียบระหว่างทั้งสองไม่เหมือนวันแรกที่พบกันอีกแล้ว วันนั้นเต็มไปด้วยความระแวง ความเจ็บ และคำถามที่ไม่มีใครตอบ แต่วันนี้ในความเงียบยังมีบางสิ่งเพิ่มขึ้นมา
ไม่ใช่ความไว้ใจเต็มที่
ไม่ใช่ความสนิทสนมที่พูดได้ง่าย ๆ
แต่เป็นความรู้สึกว่า ชีวิตของอีกฝ่ายเริ่มมีน้ำหนักอยู่ในมือของตนเองเล็กน้อย
ไป๋หลีอิงปิดตาลงอีกครั้ง เสียงของนางเบามาก
“พรุ่งนี้ ข้าจะสอนเจ้าว่าก้าวแรกควรวางอย่างไร”
เย่เทียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
เขาไม่รู้ว่านางหมายถึงก้าวของการฝึก หรือก้าวของวิชาเคลื่อนไหว
แต่ไม่ว่าเป็นอย่างใด เขารู้ว่าพรุ่งนี้จะไม่ใช่การนั่งหมุนวงปราณอยู่กับที่อีกต่อไป