ตูมมมมมมมมมมมมมมม—!!!
แรงระเบิดวินาศสันตะโรสะเทือนเลื่อนลั่นไปจนถึงรากฐานของแผ่นดิน เปลวเพลิงขนาดมหึมาฉีกกระชากม่านควันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือมหานครชายขอบของ G Zone ประดุจเสาเพลิงแห่งการพิพากษา เมืองหน้าด่านที่เคยมั่งคั่งและเต็มไปด้วยแสงสีบัดนี้แปรสภาพเป็นเตาหลอมขนาดยักษ์ในพริบตา เศษซากคอนกรีตและคานเหล็กของอาคารระฟ้าพังถล่มลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งกลุ่มควันสีดำหนาทึบลอยขึ้นไปแผ่กระจายปกคลุมทั่วผืนฟ้าจนบดบังแสงตะวันอันริบหรี่
เสียงไซเรนฉุกเฉินแผดร้องโหยหวนระงมไปทั่วทุกหัวเมืองสะท้อนผ่านตึกรามบ้านช่องที่ว่างเปล่า ท่ามกลางบรรยากาศวันสิ้นโลกอันมืดมน ผู้คนนับล้านชีวิตกำลังหลั่งไหลอพยพลงสู่บังเกอร์คอนกรีตเสริมเหล็กใต้ดินลึกนับร้อยเมตรตามคำสั่งกฎอัยการศึกที่ถูกประกาศกร้าวออกมาก่อนหน้านี้
บนถนนสายหลักขนาดยักษ์ที่เชื่อมต่อระหว่างเขตเมือง ภาพที่ปรากฏคือความโกลาหลขั้นสูงสุด ขบวนรถถังทหาร รถหุ้มเกราะลำเลียงพล และยานอพยพของพลเรือนติดขัดเป็นทางยาวนับสิบกิโลเมตร เสียงเครื่องยนต์คำรามแข่งกับเสียงกรีดร้องและการบีบแตรอย่างบ้าคลั่งของผู้คนที่พยายามเอาชีวิตรอด แต่ถึงกระนั้น...เสียงที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดกลับไม่ใช่เสียงความวุ่นวายของมนุษย์
โฮกกกกกกกกก—!!!
เสียงคำรามประสานเสียงของฝูงการ์เลนอสดังสะท้อนมาจากขอบฟ้าไกลอย่างไม่ขาดสาย ราวกับเสียงฟ้าร้องที่จะไม่มีวันสิ้นสุด การ์เลนอสระดับ 1 และระดับ 2 หลายหมื่นหลายแสนตัวกำลังทะลักข้ามซากปรักหักพังของกำแพงบาเรีย พุ่งเข้าสู่พื้นที่สีเขียวอันปลอดภัยของมนุษยชาติราวกับคลื่นยักษ์สึนามิสีดำทมิฬ พวกมันขยับกรงเล็บและคมเขี้ยวชีวภาพ บดขยี้ทุกสิ่งที่ขวางหน้าจนราบคาบ บ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรม ฐานทัพทหารหน้าด่าน หรือแนวป้องกันสนามเพลาะ... ทุกสิ่งถูกกลืนหายไปในทะเลอสูรกายทีละแห่ง ราวกับหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติกำลังจะถูกลบเลือนไปในวันนี้จริงๆ
เหนือชั้นบรรยากาศอันปั่นป่วน โลกเบื้องล่างลุกเป็นไฟทว่าภายในสะพานบัญชาการของยานรบ ORCA กลับเต็มไปด้วยความเงียบงันอันหนักอึ้งสลับกับเสียงเตือนภัยรัวถี่ เจ้าหน้าที่เทคนิคและโอเปอเรเตอร์ทุกนายกำลังรัวนิ้วลงบนแผงควบคุมระบบสัมผัสกันอย่างบ้าคลั่ง เหงื่อไหลไคลย้อยท่วมใบหน้าที่ซีดเผือด
"รายงานด่วนจากภาคพื้นดิน! แนวป้องกันพิกัดภาคตะวันออกพังทลายลงอย่างสมบูรณ์แล้วครับ!" เจ้าหน้าที่ฝ่ายยุทธการตะโกนเสียงลั่น "หน่วยกองกำลังป้องกันส่วนหน้า E.F.S สูญเสียกำลังพลและยุทโธปกรณ์ไปแล้วกว่า 34 เปอร์เซ็นต์! ตอนนี้การ์เลนอสระดับ 2 ฝูงใหญ่ได้เปลี่ยนเส้นทางเดินทัพและกำลังมุ่งหน้าตรงเข้าสู่ศูนย์อพยพพลเรือนเขตที่ 7 แล้วครับ!"
สีหน้าของทุกคนบนสะพานเรือเต็มไปด้วยความตึงเครียดจนถึงขีดสุด แม้แต่ผู้การโรซาเลียที่มักจะเยือกเย็นตลอดเวลาก็ยังเริ่มขมวดคิ้วแน่น แววตาคมกริบสั่นไหวด้วยความหวั่นใจ สถานการณ์กำลังดิ่งลงสู่จุดวิบัติในทุกวินาที เพราะการ์เลนอสระดับ 3 ตัวนั้นไม่ได้เพียงแค่มีพลังทำลายล้างที่ไร้ขีดจำกัดด้านกายภาพ แต่มันกำลังใช้โครงข่ายกระแสจิตชีวภาพทำหน้าที่เป็น "แม่ทัพใหญ่" บงการและจัดกระบวนทัพของกองทัพการ์เลนอสทั้งหมดอย่างมีกลยุทธ์
ทันใดนั้นเอง แผงสัญญาณสื่อสารความถี่สูงระดับโกลบอลก็กะพริบแสงวาบสีทองอันเป็นรหัสพิเศษ เจ้าหน้าที่สื่อสารคนหนึ่งลุกขึ้นยืนพรวดจนเก้าอี้กระเด็น ก่อนจะหันมาตะโกนรายงานด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
"ผู้การครับ! ศูนย์บัญชาการใหญ่ร่วม V.I.F. ตอบรับคำร้องเรียนฉุกเฉินขั้นสูงสุดแล้วครับ! พวกเขาอนุมัติการระดมกำลังรบพิเศษระดับสูงสุดเพื่อกอบกู้สถานการณ์แล้วครับ!"
โรซาเลียหรี่ตาต่ำลง จ้องมองไปที่รหัสสัญญาณที่กำลังถอดรหัสบนหน้าจอหลัก "หน่วยไหน? หน่วยรบพิเศษไหนที่ส่วนกลางส่งมา?"
เจ้าหน้าที่สื่อสารสูดลมหายใจเข้าปอดลึกยาว ราวกับจะรวบรวมความกล้าทั้งหมดก่อนจะเอ่ยคำพูดที่ทำให้หัวใจของทุกคนเต้นผิดจังหวะ
"หน่วย Caliber Cerberus Services (C.C.S.) ครับ!"
สิ้นคำตอบนั้น ทั้งสะพานเรือระดับแม่ทัพพลันตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าขนลุก ดร.นิโคลถึงกับเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอวิเคราะห์พันธุกรรมด้วยความตกตะลึง กัปตันแบล็คเบิร์ดที่ยืนกอดอกนิ่งมองความพินาศของโลกอยู่มุมห้องชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกยิ้มบาง ๆ ออกมา แววตาสีเข้มฉายประกายความหวังที่ริบหรี่
"ในที่สุด...กองพลเหล็กผู้พิทักษ์ขององค์กร V.I.F…พวกเขาก็ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนทัพมาแล้วสินะ"
ไม่กี่นาทีต่อมา ปาฏิหาริย์และสเกลพลังอันยิ่งใหญ่ที่มนุษยชาติไม่เคยพบเจอมาก่อนก็อุบัติขึ้น ทั่วทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นสถานีสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ของ V.I.F. ดาวเทียมสอดแนมทางยุทธวิธีของกองกำลังป้องกันโลก (G.D.F.) รวมถึงศูนย์รบระบบเรดาร์ของกองทัพสหรัฐฯ ต่างตรวจพบคลื่นพลังงานควอนตัมและสัญญาณมวลสารมหาศาลปรากฏขึ้นพร้อมกันจนหน้าจอเรดาร์กลายเป็นสีขาวโพลน
ณ ใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิกอันห่างไกล แผ่นฟ้าพลันฉีกขาดออกจากกัน ประตูมิติขนาดยักษ์นับร้อยบานที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องสร้างรูหนอนระดับดวงดาวเปิดออกพร้อมกัน แสงรังสีสีฟ้าสว่างวาบเจิดจ้าจนกลบม่านหมอกและเมฆหมอกบนโลกจนสิ้น จากนั้น... กองเรือรบลอยฟ้าเหล็กกล้าขนาดมหึมาดั่งป้อมปราการลอยแดนก็เริ่มทยอยปรากฏตัวออกมาจากช่องว่างมิติ
ลำแรก...ลำที่สอง...ลำที่สาม...ลำที่สี่...
จำนวนของพวกมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนทอดยาวไปสุดสายตาขอบฟ้า เรือกองบัญชาการขนาดยักษ์ที่มีความยาวกว่าสามกิโลเมตร เรือลำเลียงพลหนักหุ้มเกราะปฏิกรณ์เจเนซิส เรือบรรทุกหุ่นรบและเครื่องจักรกลสังหาร รวมถึงเรือขนส่งยุทธโธปกรณ์และปืนใหญ่ลอยฟ้า รวมกันนับพันลำทะยานข้ามผ่านประตูมิติออกมา ประดุจกองเรือแห่งวันพิพากษาที่เดินทางมาเพื่อทวงคืนความถูกต้อง และบนกราบเรือโลหะหนาทึบของทุกลำ ปรากฏตราสัญลักษณ์สลักเด่นหรา—"สุนัขเซอร์เบอรัสสามหัวคาบดาบเพลิง" ตราสัญลักษณ์อันเป็นสิทธิ์ขาดของหน่วย C.C.S.
Caliber Cerberus Services (C.C.S.)
กองกำลังหลักระดับ Absolute ขององค์กร V.I.F.
จำนวนกำลังพลทหารราบประจำการ: 15,000,000 นาย (ระดับอีลีทผ่านสมรภูมิ)
กำลังพลสำรองพร้อมรบ: 20,000,000 นาย
วัตถุประสงค์การก่อตั้ง: ถูกฝึกฝนและสร้างขึ้นมาเพื่อรับมือเหตุการณ์ภัยพิบัติระดับรหัสอามาเกดดอน (วันสิ้นโลก) โดยเฉพาะ
ภายในห้องเตรียมพร้อมของกองเรือมหึมา ทหารในชุดเกราะพาวเวอร์สูทเต็มยศจำนวนมหาศาลกำลังเช็กอาวุธและก้าวเข้าประจำตำแหน่ง รถถังหลักรุ่น Titan-X หลายหมื่นคันส่งเสียงเครื่องยนต์คำรามกึกก้องอยู่ภายในท้องเรือ หุ่นรบจักรกลหนัก (Mecha) รุ่นพัฒนาพิเศษ ที่มีความสูงไม่ต่ำกว่า 18-30 เมตรหลายตัว ยานเกราะลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก ระบบปืนใหญ่พลังงานทำลายล้างสูง เครื่องบินโจมตีความเร็วเหนือแสง และโดรนรบพิฆาตอัตโนมัตินับแสนยูนิต กำลังถูกลําเลียงและปล่อยลงสู่ภาคพื้นดินสมรภูมิอย่างต่อเนื่องราวกับสายน้ำไหล
ระบบกระจายเสียงเครือข่ายสัญญาณรบหลักของ V.I.F. ดังสะท้อนก้องกังวานไปในโสตประสาทของทหารทุกลำเรือ
"ประกาศเตือนถึงกำลังพลแห่งเซอร์เบอรัสทุกลำนาย...นี่ไม่ใช่การซ้อมรบ และไม่ใช่ภารกิจรักษาความสงบตามแนวชายแดน นี่คือปฏิบัติการตอบโต้ภัยคุกคามระดับ Red Armageddon อย่างเป็นทางการ ภารกิจเดียวของพวกท่านนับจากวินาทีนี้คือการปกป้องอารยธรรมมนุษยชาติและกวาดล้างสิ่งมีชีวิตนอกรีตให้สิ้นซาก...ไม่ว่าต้องแลกด้วยเลือด เนื้อ หรือชีวิตก็ตาม!"
เสียงตอบรับตบเท้าประสานเสียงจากเหล่านักรบเหล็กนับล้านนายดังกระหึ่มทะลวงผ่านชั้นบรรยากาศจนเมฆหมอกกระจายตัว
"รับทราบ!!! เพื่อมนุษยชาติ!!!"
ณ แนวหน้าสมรภูมิเดือดอันร้อนระอุ ริน และรุ่นพี่ทันย่ากำลังปักหลักต่อสู้พัวพันอยู่กับฝูงการ์เลนอสระดับ 1 และ 2 อย่างยากลำบาก เสื้อเกราะของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบไหม้และเลือดสีฟ้าเข้มของศัตรู เปลวไฟสีแดงทองในกายของรินระเบิดปะทุพุ่งทะลวงหมัด หมุนควงสว่านเผาผลาญและฉีกร่างของสัตว์ประหลาดสามสี่ตัวรอบข้างให้กลายเป็นจลน์ในคราวเดียว ขณะที่ทันย่าอาศัยความเจนสนามรบและปืนต่อต้านการ์เลนอสขนาดหนัก รัวยิงกระสุนเจาะเกราะถล่มแนวรุกของพวกมันล้มตายเป็นใบไม้ร่วงอย่างต่อเนื่องเพื่อเปิดทางถอย
จนกระทั่ง...มีเงาขนาดมหึมาบดบังแสงสว่างทั้งหมดจากฟากฟ้า อากาศรอบตัวพลันเย็นตัวและสั่นสะเทือนด้วยกระแสแม่เหล็กไฟฟ้า
รินชะงักมือและเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ก่อนดวงตาสีเพลิงจะเบิกกว้างด้วยความช็อกสะท้าน กองเรือรบลอยฟ้าขนาดยักษ์อันสุดจะพรรณนาของหน่วย C.C.S. กำลังบินผ่านเหนือศีรษะของพวกเธอไปอย่างช้าๆ บดบังท้องฟ้าจนมืดมิดสุดลูกหูลูกตา เสียงเครื่องยนต์ต่อต้านแรงโน้มถ่วงครางกระหึ่มต่ำจนแก้วหูแทบแตก
"นี่มัน...อะไรกัน...กองทัพขนาดนี้..." รินพึมพำเสียงสั่น
ทันย่าหยุดยิงปืน เธอยืนนิ่งและมองขึ้นไปบนฟ้าเช่นกัน แววตาสะท้อนภาพตราเซอร์เบอรัสสามหัว "นั่นคือพลังที่แท้จริงของกองกำลังหลักขององค์กร...กองทัพที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับมือมหาสงครามล้างโลกโดยเฉพาะยังไงล่ะ"
รินถึงกับพูดไม่ออกและตระหนักรู้ในวินาทีนั้นเองว่า ที่ผ่านมาเธอได้เห็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ ของสงครามนี้เท่านั้น นี่คือขุมพลังที่แท้จริงของมนุษยชาติที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่ง
ทว่า...ในอีกฟากหนึ่งของซากเมืองอันห่างไกล
การ์เลนอสระดับ Class 3 เงาสีน้ำเงินผู้เป็นแม่ทัพ กลับหยุดการโจมตีกำแพงเมืองลงชั่วคราว ดำดิ่งสู่ความเงียบสงบ ดวงตาสีน้ำเงินเรืองแสงนับสิบคู่รอบส่วนหัวของมันค่อยๆ หมุนขยับ ขยับเงยขึ้นจับจ้องมองดูกองเรือรบมหาศาลทับถมกันบนท้องฟ้า ราวกับว่าสิ่งมีชีวิตชีวภาพตัวนี้กำลังทำการประเมิน วิเคราะห์ และคำนวณระดับความอันตรายของคู่ต่อสู้กลุ่มใหม่อย่างเยือกเย็น
จากนั้น... มันก็แหงนหน้าชี้ส่วนหัวขึ้นตรงสู่ฟากฟ้า ก่อนจะอ้าปากกว้างจนเห็นผลึกมานาด้านใน แล้วปลดปล่อยเสียงคำรามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาออกมา
โฮกกกกกกกกกกกกกก—!!!!
คลื่นเสียงและแรงสั่นสะเทือนมิติในระดับทำลายล้างธรณีวิทยาแผ่กระจายออกไปหลายสิบกิโลเมตร ส่งผลให้แผ่นดินรอบตัวแตกออกเป็นหุบเหวลึก และทันใดนั้นเอง...ทั่วทุกหนแห่งภายในซากมหานครชายขอบ รอยแยกมิติบิดเบี้ยวสีดำขนาดยักษ์นับร้อยแห่งก็ระเบิดเปิดออกพร้อมกันอย่างน่าสยดสยอง
ครืนนนนนนนนน—!!!
ทหารมากกว่าล้านยูนิต กองเรือ C.C.S. รวมถึงรินและทันย่าบนสนามรบต่างต้องหยุดนิ่งทึ่งในสิ่งที่เห็น เพราะสิ่งที่กำลังค่อย ๆ ก้าวเดินเยื้องย่างออกมาจากรอยแยกมิติจำนวนมหาศาลเหล่านั้น...ไม่ใช่พวกระดับต่ำชั้นล่างอย่างระดับ 1 หรือระดับ 2 อีกต่อไปแล้ว
หากแต่เป็นเงาร่างสัตว์ประหลาดยักษ์ทมิฬชีวภาพขนาด 15 เมตร ที่เกราะชีวภาพเป็นเงามันปลาบสีน้ำเงินเข้มและมีแกนผลึกเรืองแสงสี่จุด... รูปแบบ โครงสร้าง และระดับคลื่นพลังงานของพวกมันทุกตัว...ตรงกับการ์เลนอสระดับ Class 2 Class Alpha ทุกประการ! พวกมันนับร้อยตัวกำลังก้าวเท้าออกมาสู่โลกมนุษย์อย่างพร้อมเพรียงเพื่อตอบรับคำเรียกของแม่ทัพ!
ใบหน้าของผู้การโรซาเลียบนสะพานเรือ ORCA แข็งค้างชาไปในพริบตา แผงมอนิเตอร์วิเคราะห์สถานการณ์ดีดไอคอนเตือนภัยระเบิดสีแดงจนล้นจอ "เป็นไปไม่ได้...ระดับ Class 2... มาเพิ่มอีกหลายสิบตัวงั้นเหรอ...แถมยังเป็นระดับอัลฟ่าที่พร้มอจะวิวัฒนาการตัวเองเป็น Class 3 ด้วย!"
ดร.นิโคลใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด ร่างกายสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ "มันไม่ได้แค่เรียกพวกระดับล่างมาเป็นโล่มนุษย์... แต่มันกำลังจะเปิดสงครามนองเลือดในรอบสิบปีต่างหาก…"
กัปตันแบล็คเบิร์ดกำหมัดแน่นเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน นัยน์ตาของเขาจ้องมองภาพฝูงอสูรกายระดับล้างโลกที่กำลังตั้งขบวนรบประจันหน้ากับกองเรือลอยฟ้าของมนุษย์ด้วยความเงียบงันอันน่ากลัว
เพราะในตอนนี้ ทุกคนต่างเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า ศึกครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ยุทธการการตั้งรับเพื่อสกัดกั้นสัตว์ประหลาดพลัดถิ่นธรรมดา ๆ อีกต่อไป... แต่มันได้แปรสภาพกลายเป็นมหาสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์อย่างเต็มรูปแบบ ที่จะตัดสินว่าสายพันธุ์ใดกันแน่ที่จะรอดชีวิตและได้ครอบครองโลกใบนี้ต่อไป!
“ถ้าหากปล่อยให้พวก Class 2 Alpha ลอกคราบตัวเองจนกลายเป็นระดับ 3 ล่ะก็…โลกของเราคงใกล้ถึงจุดจบของจริงแล้วล่ะครับ”
[จบตอนที่ 31: กองทัพแห่งวันสิ้นโลก]