THe Superman

    ตอนที่ 150 ไสหัวออกไปซะ !


            ในที่สุดหยางหลิวกับเพื่อนก็ออกเดินทางไปทานอาหารเย็นด้วยกันโดยเพื่อนของหยางหลิวนั้นจงใจกลั่นแกล้งหยางหลิวอย่างสุด ๆด้วยการเลือกไปกินกันที่ร้านอาหารภัตตาคารสุดหรูระดับ 5 ดาว

             

             

            ซึ่งตัวหยางหลิวเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากสำหรับเรื่องนี้ยังไงเขาก็รู้สึกขอบคุณคนกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน ถ้าหากหยางหลิวไม่ได้เจอคนกลุ่มนี้หรือว่านเซี่ยงหยางหลิวเองก็คงไม่มีโอกาสได้เป็นพรีเซนเตอร์ที่ทำให้ได้รับรายได้มหาศาลนับ 6 ล้านหยวนมาแน่นอน

             

             

            แต่ในตอนนี้หยางหลิวกลับรู้สึกตงิดใจไม่น้อยเพราะเพื่อนของหยางหลิวทั้งสี่คน พวกเขาสั่งอาหารมาอย่างไม่บันยะบันยังจนตอนนี้อาหารถูกวางไว้จนเต็มโต๊ะ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าพวกเขาทั้งห้าจะกินอาหารหมดหรือไม่

             

             

            และที่หนักที่สุดคือยอดเงินรวมจากของที่สั่ง ๆ กันไปนั้นมีราคามากกว่าหมื่นหยวนแล้วในตอนนี้ !

             

             

            ‘ เฮ้อ ! ไอ้พวกบ้านี่มันจะแกล้งเราไปถึงไหนวะเนี่ย!? ครั้งหน้าต้องแกล้งมันคืนบ้างซะแล้ว ’ หยางหลิวอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ แม้เขาจะมีเงินเยอะหลักหลายล้านหยวนก็จริงแต่มันก็ยังรู้สึกเสียดายอยู่ดีที่ต้องมาใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายเช่นนี้

             

             

            “ เฮ้ยหยางหลิว ! เป็นอะไรของแกวะ? ทำไมนายไม่ค่อยกินอาหารพวกนี้เลย ? มีปัญหาอะไรหรือเปล่า? ” กู๋เจ๋อที่อยู่ไม่ไกลหันมาหยางหลิวถามด้วยเสียงดัง ๆบางทีเขาอาจจะรู้สึกไม่ดีที่แกล้งหยางหลิวมากไปก็ได้ กู๋เจ๋อจึงใส่ใจกับหยางหลิวมากเป็นพิเศษเช่นนี้

             

             

            “ ไม่มีอะไรหรอก อาหารที่นี่ไม่ค่อยถูกปากฉันเท่าไหร่ ฉันก็เลยรู้สึกไม่ค่อยอยากกินน่ะ” หยางหลิวตอบอย่างตรงไปตรงมา เพราะอาหารพวกนี้คุณภาพของมันก็ไม่ได้ครึ่งหนึ่งของอาหารที่หยางหลิวทำเองเลย

             

             

            “ นายว่าอาหารที่นี่ไม่อร่อยเหรอ ? ฉันว่าก็พอใช้ได้นะ แถมยังหรูด้วย จริง ๆแค่ได้กินของพวกนี้ฉันก็มีความสุขจะแย่แล้ว พวกนายล่ะว่าไง ? ” หลัวโก่วเป็นคนหนึ่งที่ดูถูกอกถูกใจอาหารร้านนี้มากเพราะปกติเขาไม่ค่อยได้มากินอาหารหรู ๆ แบบนี้เท่าไหร่ ซึ่งอันที่จริงแล้วพ่อแม่ของหลัวโก่วก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยมากนัก

             

             

            ฐานะของครอบครัวหลัวโก่วก็อยู่ในระดับกลางๆ เรียกได้ว่าพอมีพอกิน และมีเงินเก็บพอสมควร พวกเขาจึงสามารถใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยได้มากหน่อยแต่พ่อแม่ของหลัวโก่วกลับไม่ค่อยพาเขามาภัตตาคารระดับ 5 ดาว แบบนี้บ่อย ๆ นัก

             

             

            โชคดีที่หลัวโก่วขอเข้ามาพักในหอพักลำดับที่หนึ่งจากพ่อแม่ได้สำเร็จเพราะมันสะดวกสบายกว่ามากเมื่อเทียบกับพอหักอื่น ๆรวมไปถึงสภาพแวดล้อมก็ยังดีกว่ามากด้วย แม้จะต้องจ่ายมากหน่อยก็ตาม ทว่าพ่อแม่หลัวโก่วก็ไม่ได้มีปัญหาเพราะพวกเขาถือว่าเป็นการตอบแทนในความพยายามของหลัวโก่วนั่นเอง

             

             

            “ ฉันเองก็บอกไม่ถูก คงงั้น ๆ แหละมั้ง มันรู้สึกธรรมดาไป” ว่านเซี่ยงพูดอย่างจริงใจ ส่วนฉางเฟิงยังพยักหน้าในเชิงเห็นด้วยนั่นก็เพราะทั้งเขากับฉางเฟิงต่างก็เป็นคนที่มาจากครอบครัวร่ำรวยจริง ๆอาหารพวกนี้ หรืออาหารที่ดีกว่านี้พวกเขาก็กินกันจนชินแล้วอันที่จริงที่พวกเขาอยากกินอาหารที่นี่ก็แค่อยากแกล้งหยางหลิวกันก็เท่านั้น

             

             

            “ สงสัยเชฟหลักไม่ใช่คนทำเองล่ะมั้งพวกเราเป็นวัยรุ่นมากินกันเองก็แบบนี้แหละ พวกเขาเลยไม่ได้ทำอาหารที่ดีที่สุดมาอาจจะเป็นพวกเชฟมือใหม่หัดทำก็ได้ ” กู๋เจ๋อเองก็แสดงความเห็นบ้างอย่างเหยียดๆ เล็กน้อย

             

             

            แต่ในเวลานั้นเอง ใครจะไปนึกกันว่าความเห็นของพวกเขามันดังเข้าไปในหูของชายคนหนึ่ง ซึ่งพวกเขาก็ไม่รู้เลยว่าชายวัยสี่สิบห้าสิบปีคนหนึ่งได้ยินที่พวกเขาพูดทั้งหมด

             

             

            และด้วยสาเหตุนี้เอง มันทำให้ชายคนนี้รู้สึกโกรธมากที่เขาถูกกล่าวหาว่าทำอาหารไม่อร่อยทั้ง ๆ ที่เขากำลังเดินเข้ามาเพื่อกล่าวขอบคุณพวกหยางหลิวที่ให้โอกาสมาลิ้มลองอาหารที่เขาเองเป็นคนทำแต่คำพูดของพวกหยางหลิวกลับทำร้ายจิตใจของเขามาก แถมยังโดนดูถูกว่าเขาเป็นเชฟมือใหม่อีกด้วย!

             

             

            จริง ๆ แล้วชายคนนี้คือรองหัวหน้าเชฟคนหนึ่งของภัตตาคารแห่งนี้ถึงเขาจะไม่ได้มีชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักในวงการอาหาร แต่เขาก็ทำอาหารที่นี่มาเกือบยี่สิบปีดังนั้นความภาคภูมิใจในคุณภาพ และรสชาติของอาหารจึงมีอยู่มาก

             

             

            ทว่าด้วยการที่โดนเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมทั้งห้าคนดูแคลนเช่นนี้มันนับเป็นเรื่องน่าอายน่าขายหน้าไม่น้อย และสร้างบาดแผลในใจจิตของเขาอย่างโหดร้าย!

             

             

            ความโกรธปะทุออกมากอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้เชฟคนนั้นเดินเข้ามาตะโกนใส่หน้าคนทั้งกลุ่ม เขาตะโกนว่ากลุ่มของหยางหลิวในทันทีทันใด

            “ เด็กน้อย ! พวกแกน่ะมันไม่รู้จักศิลปะของการทำอาหาร!!! ”

             

             

            “ พวกแกรู้จักหรือเปล่าว่าอาหารมันคืออะไร ? อย่ามาพูดจาพล่อย ๆ จะได้ไหม ? เฮอะ ! ฉันเห็นว่าเป็นเด็ก ครั้งนี้ฉันจะยกโทษให้ ! อย่าให้มันมีครั้งต่อไปอีก! และอย่าหาว่าฉันไม่เตือน ! ” เชฟคนนี้ไม่เกรงกลัวเลยว่าเด็กหนุ่มทั้งห้าตรงหน้าจะเป็นใครมีชื่อเสียงอย่างไร หรือว่ามีใครหนุนหลังอยู่หรือไม่ นั่นเพราะเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

             

             

            ด้วยความไม่ยอมใครของเชฟคนนี้เขาจึงมักระเบิดอารมณ์เช่นนี้เสมอ ๆ แทนที่จะปล่อยผ่านหรืออดทนเมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น

             

             

            แต่ถึงอย่างไรในภัตตาคารแห่งนี้เขาก็ยังคงมีอำนาจอยู่มากสาเหตุเพราะว่าเจ้าของภัตตาคารแห่งนี้ก็เป็นญาติสนิทของเขาเองเขาจึงไม่ถูกลงโทษแต่อย่างใด มิหนำซ้ำอำนาจของเขาก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

             

             

            เมื่อมีคนทำลายบรรยากาศสงบด้วยเสียงที่ดังมากจึงเป็นจุดสนใจของคนในที่แห่งนี้ทั้งหมดทันที ซึ่งในจังหวะนี้เองก็มีชายคนหนึ่งแสยะยิ้มออกมาเหมือนรอคอยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเขาหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้อย่างฉับพลันโดยไม่มีใครสังเกตเห็นนอกจากนี้เหล่าพนักงานทั้งหลายก็รีบไปที่จุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว

            “ ลูกพี่จางต๋าเกิดเรื่องอะไรขึ้น !? มีปัญหาอะไรหรือเปล่า ? ”

             

             

            “ ลูกพี่มีปัญหาอะไรเหรอครับ ? มีคนมาก่อกวนหาเรื่องเหรอครับ? ”

             

             

            “ เฮอะ ! ก็ไอ้เด็กพวกนี้น่ะสิ !มีปากไว้กิน แต่เสือกพูดจาหมาไม่แดก ! ” จางต๋ากล่าวอย่างมีอารมณ์ร่วมพร้อมทั้งชี้หน้าด่าพวกหยางหลิวอย่างต่อเนื่อง

             

             

             “ ผมต้องขอโทษด้วยครับ! ” เมื่อเห็นคนจำนวนมากมาที่นี่ ฉางเฟิงจึงรู้ว่าถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่องราวมันจะค่อนข้างแย่เข้าไปใหญ่ดังนั้นฉางเฟิงจึงทำสิ่งที่ควรโดยกล่าวขอโทษออกมาก่อนยังไงพวกเขาก็แค่มาทานอาหารด้วยกันเท่านั้น ไม่ได้ต้องการจะมาหาเรื่อง

             

             

            ทว่านอกจากฉางเฟิงกับหยางหลิวที่ยังสงบเยือกเย็นแล้วทั้งหลัวโก่ว ว่านเซี่ยง และกู๋เจ๋อต่างก็มีสีหน้าบูดบึ้งอย่างเห็นได้ชัด เหมือนพวกเขารู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งในเรื่องนี้

             

             

            ซึ่งบริเวณนั้นเองก็มีจางต๋ายืนอยู่ด้วยเขาจึงเห็นการแสดงออกทางสีหน้าของคนทั้งสามอย่างชัดเจน ดังนั้นจางต๋าจึงชี้หน้าด่าพวกเขาทั้งสามพร้อมกันนั้นก็ตะคอกด้วยเสียงดัง ๆ ว่า

            “ พวกแกทำหน้าตาแบบนี้หมายความว่ายังไง !!? ฉันจะบอกให้ พวกแกมันพวกกระจอกไง ! ลิ้นของพวกแกมันไม่สามารถรับรสชาติอันล้ำเลิศของฉันได้แต่ยังมีหน้ากล้าวิจารณ์อาหารของฉัน ! แกรู้หรือเปล่าว่าฉันเป็นใครหา!? ยังไม่สำนึกอีกใช่ไหม !? งั้นก็ดี !!พวกแกไสหัวออกไปซะ !!! ”

             

             

            จู่ ๆ ก็มีเสียงโต้ตอบทันควันว่า

            “ อ๋อ ! ที่แท้แกก็เป็นคนทำอาหารห่วยๆ พรรค์นี้เองเหรอ ? เฮอะ ! ฉันกินแล้วอยากจะอ้วกฉิบหาย” ด้วยความใจร้อน ว่านเซี่ยงจึงทนไม่ไหวและด่ากลับไปอย่างเจ็บแสบทันที

             

             

            “ แกว่ายังไงนะ !? แกลองพูดออกมาอีกทีซิ! ” จางต๋ารองหัวหน้าเชฟรู้สึกโมโหอย่างบ้าคลั่ง นอกจากจะกล้านินทาในอาหารของเขาลับหลังแล้วเด็กน้อยพวกนี้ยังกล้าด่าอาหารของเขาเสีย ๆ หาย ๆ อย่างซึ่งหน้าอีกด้วย

             

             

            “ เออ ! แกน่ะฟังไม่ผิดหรอก !อาหารของแกมันห่วยไง ! พวกฉันกินแล้วอยากจะอ้วก! และควรเป็นแกมากกว่ามั้งที่ต้องไสหัวออกจากร้านนี้ไป !” กู๋เจ๋อเองก็ควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้ ยิ่งนิสัยเขาแล้วเมื่อโดนดูถูกจากคนที่เขาคิดว่าต่ำกว่าอย่างเชฟธรรมดาๆ เขายิ่งยอมรับไม่ได้เข้าไปใหญ่ขนาดพ่อแม่ของกู๋เจ๋อยังไม่เคยด่าว่าเขาเช่นนี้เลยด้วยซ้ำ !

             

             

            “ พวกแกกล้า !!? ดี ! ดีมาก !!! พวกแกออกไปจากร้านไปซะไสหัวเน่าเหม็นของพวกแกไปซะ ! พวกเราลุย ! ” จางต๋าเองก็ยอมรับไม่ได้ที่จะต้องโดนดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้ เขาจึงตะโกนไล่พวกหยางหลิวออกจากร้านพร้อมกับสั่งลูกน้องให้จัดการพวกหยางหลิว

             

             

            และนั่นยังไม่พอจางต๋ารู้สึกโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงมากนอกจากนี้ในมือของเขายังถือถาดที่มีถ้วยน้ำซุปที่ร้อน ๆ อยู่ด้วย

             

             

            ไม่รู้ว่าจางต๋าใช้อะไรคิด หัวใจ ? สมอง ? ส้นเท้า ? หรือเขาไม่คิดอะไรเลยกันแน่เพราะในวินาทีนั้น เขาก็ใช้มือขว้างถ้วยน้ำซุปไปที่พวกหยางหลิวด้วยความโกรธเกรี้ยวและความสะใจ !!

             

             

            อันที่จริงหยางหลิวไม่คิดจะมีปัญหาอีกอย่างเขาก็เป็นคนที่วิจารณ์อาหารในเชิงลบเป็นคนแรกอีกต่างหาก แต่อย่างน้อย ๆเขาก็กำลังจะเป็นบุคคลสาธารณะอยู่แล้ว และน่าจะมีคนรู้จักเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆด้วย

             

             

            ดังนั้นการทำตัวมีปัญหา หรือเป็นข่าวในทางลบจึงไม่ใช่เรื่องดีแม้หยางหลิวจะไม่ได้มีข้อตกลงห้ามประพฤติตัวทำให้เกิดภาพลักษณ์ในเชิงลบระหว่างที่ทำงานอยู่ในบริษัทเกมThe World

             

             

            อย่างไรก็ตามหยางหลิวก็เคยเป็นผู้ใหญ่และมีความคิดเป็นผู้ใหญ่อยู่ รวมถึงมีความรับผิดชอบมาก ดังนั้นแม้จะไม่มีข้อบังคับเขาก็ต้องทำตัวอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน

             

             

            แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องจะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมแล้ว หยางหลิวจึงไม่คิดจะอยู่เฉย ๆ อีกต่อไปเพราะไม่อย่างนั้นเพื่อนของหยางหลิวจะต้องโดนน้ำซุปร้อน ๆ ลวกจนบาดเจ็บแน่

             

             

            ในทันทีทันใดหยางหลิวก็ใช้เมื่อคว้าจานใบหนึ่ง ขว้างใส่ถ้วยที่กำลังลอยมาหาพวกเขาอย่างแม่นยำและจังหวะของมันก็ลงตัวอย่างพอดิบพอดี

             

             

            ช่วงวินาทีก่อนหน้านี้เพื่อนของหยางหลิวตกใจจนหน้าซีดพวกเขาเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจางต๋าคนนั้นกำลังจะทำร้ายพวกเขาด้วยน้ำซุปร้อน ๆ แต่พวกเขากลับไม่สามารถขยับหลบหลีกไปไหนได้อย่างทันท่วงทีซึ่งในวินาทีนั้นพวกเขาก็คิดว่ามันสายเกินไปแล้ว

             

             

            ทว่าหลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็ต้องประหลาดใจอย่างยิ่ง

             

             

            น้ำซุปที่ควรกระเด็นมาโดนพวกเขากลับไม่กระเด็นมาสักหยดเดียว

             

             

            กลับกันเหตุการณ์เหลือเชื่อก็ได้บังเกิดขึ้นถ้วยน้ำซุปดังกล่าวกลับกระเด็นไปที่ขาของจางต๋าแทน ซึ่งในตอนที่จานกับถ้วยน้ำซุปกระแทกเข้าหากันนั้นมันก็แตกอย่างฉับพลัน ทั้งเศษของจาน และเศษถ้วยก็กระเด็นไม่ทางจางต๋าอีกเช่นกัน !

             

             

            “ โอ๊ยยย !!!! ” ไม่ว่าจะน้ำซุปร้อนๆ เศษจาน หรือเศษถ้วยที่กระเด็นมาหาจางต๋าล้วนทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดอย่างหนักนั่นจึงทำให้จางต๋าร้องลั่นร้านอย่างเจ็บปวดทรมาน

             

             

            หยางหลิวไม่สนใจว่าชายคนนั้นจะรู้สึกอย่างไรแต่ในใจของหยางหลิวนั้นรู้สึกเกลียดชังชายคนนี้อย่างยิ่งแค่มีปัญหาทะเลาะกันเรื่องวิจารณ์อาหาร กลับใช้ความรุนแรงจงใจทำร้ายพวกเขาซะอย่างนั้น ยังดีที่หยางหลิวอยู่ตรงนี้ไม่อย่างนั้นเพื่อนของเขาต้องบาดเจ็บหนักไม่แพ้จางต๋าตอนนี้แน่

             

             

            “ ใคร !? ใครทำฉัน !? ” จางต๋าบรรจงใช้ฝ่ามือค่อย ๆ ลูบขาของตนเอง และดูบาดแผลที่ขาของตนโชคดีที่เศษจาน เศษถ้วยไม่ทำอันตรายเขามากเท่าใด แต่น้ำร้อนก็ยังลวกเขาอยู่ดีด้วยสาเหตุนี้จางต๋าจึงตะโกนถามว่าใครเป็นคนทำร้ายเขา

             

             

            เหตุการณ์เมื่อครู่แม้จะเกิดอย่างรวดเร็วแต่ก็ยังมีหลายคนที่สังเกตเห็น และพวกเขาก็รู้ด้วยว่าหยางหลิวเป็นคนทำดังนั้นสายตาของพนักงานจึงจ้องมองไปทางหยางหลิวเขม็ง

             

             

            หยางหลิวเองก็ไม่กลัวที่จะปกปิดตนเองเขาจึงกล่าวว่า

            “ ผมเอง ”

             

             

            “ เป็นแก !? ”จางต๋าร้องอย่างโกรธแค้น ถัดจากนั้นเขาก็หันไปหาพนักงานเสิร์ฟพร้อมกับชี้นิ้วสั่งให้จัดการหยางหลิว

            “ กระทืบมันเดี๋ยวนี้ ! เอามันให้ตาย!! ”

             

             

            พวกพนักงานเสิร์ฟลังเลชั่วครู่ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถขัดคำสั่งของคนที่มีอำนาจเหนือกว่าได้ดังนั้นพวกเขาจึงเข้าไปเพื่อทำร้ายหยางหลิว

             

             

            “ เฮ้ย ๆๆๆ !! รอหยุดก่อน !” ฉางเฟิงกล่าวอย่างตื่นตระหนกเมื่อเห็นว่าเหตุการณ์แย่ ๆกำลังจะเกิดขึ้น

             

             

            “ พวกแกกล้าเข้ามา !? ” ว่านเซี่ยงเองก็พูดขู่แต่ในใจเขากลับรู้สึกหวาดกลัว

             

             

            คราวนี้เพื่อนของหยางหลิวทั้งสี่ต่างหน้าซีดยิ่งไก่ต้มแม้สามคนในนั้นจะเป็นลูกของเศรษฐีหรือผู้มีอำนาจมากก็ตามแต่ในตอนนี้ฐานะของพวกเขาไม่มีใครทราบ แล้วใครกันจะเกรงใจพวกเขา ใครกันจะปกป้องพวกเขา?

             

             

            อีกอย่างจำนวนคนของฝั่งตรงข้ามเยอะกว่าพวกเขามากดังนั้นถ้าหากมีการต่อสู้ขึ้นจริง พวกเขาต้องบาดเจ็บหนักแน่ ๆ และไม่แน่ว่าจะจบลงที่การบาดเจ็บเท่านั้นด้วย

             

             

            แต่ในวินาทีที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้กลับมีชายคนหนึ่งก้าวเดินออกไปอย่างห้าวหาญ พร้อมกับส่งเสียงออกมาว่า

            “ พวกนายรออยู่นี่ อย่าเข้ามาก็พอ ที่เหลือปล่อยฉันเอง !” หยางหลิวหันมาสั่งเพื่อนของเขาให้อยู่กับที่ก่อนที่หยางหลิวจะพุ่งเข้าไปปะทะกับพนักงานเสิร์ฟนับสิบที่วิ่งเข้ามาอย่างฉับไว



    = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = 


            ขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนมาโดยตลอดครับ สำหรับตอนนี้ไปจนถึง 155 ผมจะเปิดให้อ่านฟรีเพื่อเป็นการตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ ครับ ขอบคุณมากครับ

     

    = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =