บทที่ 56 : หลอมผลึกวิญญาณบรรพกาล ทะเลวิญญาณไร้ขอบเขต
วูบ... ครืนนนน!
ท่ามกลางหุบเขาที่รกร้างและเต็มไปด้วยซากหินผาสีดำทะมึนทางตอนใต้ของมหาทวีปประจิมวิญญาณ รอยแยกมิติสีเงินยวงถูกฉีกกระชากออกอย่างรุนแรง พลังงานมิติที่ปั่นป่วนซัดสาดฝุ่นผงและเศษเถ้ากระดูกบริเวณนั้นให้ปลิวว่อน ร่างของบุรุษหนุ่มและสตรีโฉมงามร่วงหล่นลงมาจากความว่างเปล่า ปลายเท้าของพวกเขาแตะลงบนพื้นดินที่แห้งผากอย่างมั่นคง
ซูหลงอวิ๋นสะบัดแขนเสื้ออย่างแรงเพื่อสลายคลื่นมิติที่ตกค้างรอบกาย เขาหอบหายใจลึก กลิ่นอายความตายและปราณมารที่เคยจำแลงไว้ ค่อยๆ สลายไปพร้อมกับเคล็ดวิชาแปลงลักษณ์ รูปลักษณ์ของคุณชายมารหน้าซีดเซียวมลายหายไป กลับคืนสู่ใบหน้าหล่อเหลาที่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและสูงศักดิ์ประดุจผู้ปกครองสรวงสวรรค์ ชุดคลุมสีดำขาดวิ่นกลับกลายเป็นชุดคลุมสีขาวขลิบทองที่สะอาดสะอ้าน
"ยันต์เคลื่อนย้ายมิติระดับสวรรค์ขั้นสูงสุด สุ่มส่งพวกเราออกมาไกลจากสุสานบรรพชนหมื่นภูตถึงห้าหมื่นลี้... ระยะทางเพียงเท่านี้นับว่าปลอดภัยเพียงพอแล้ว ต่อให้พวกตาแก่จากนิกายเงาโลหิตและสำนักกระดูกขาวจะรอดชีวิตจากขุนพลภูตมาได้ พวกมันก็ไม่อาจตามกลิ่นอายของพวกเราพบอย่างแน่นอน"
ซูหลงอวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงไปด้วยความพึงพอใจอย่างถึงที่สุด นัยน์ตาสีดำของเขาสาดประกายแห่งชัยชนะ
หลิงอวี้ซีปลดผ้าคลุมสีทมิฬที่น่าอึดอัดออก เผยให้เห็นเส้นผมสีดำขลับที่สยายลงมาระเรือนร่างและใบหน้าที่งดงามสะคราญประดุจเทพธิดาเหมันต์ นางกวาดสายตามองไปรอบด้านเพื่อประเมินสถานการณ์ สัมผัสวิญญาณขอบเขตราชันย์ยุทธ์ถูกแผ่ขยายออกไปครอบคลุมรัศมีหลายร้อยลี้ เมื่อไม่พบสิ่งมีชีวิตใดนอกจากสัตว์อสูรระดับต่ำ นางจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"พวกเราขโมยสมบัติล้ำค่าที่สุดของมหาทวีปประจิมวิญญาณมาได้ ซ้ำยังยืมมืออสูรพิทักษ์สุสานสังหารยอดฝีมือของพวกมันไปมากมาย... หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของเจ้าคงฉาวโฉ่ไม่แพ้ตอนที่ทำลายเมืองเกล็ดเหมันต์เป็นแน่" หลิงอวี้ซีส่ายหน้าเบาๆ ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มอย่างไม่รู้ตัว นางเริ่มจะคุ้นชินกับวิถีทางอันบ้าบิ่นและตื่นเต้นเร้าใจของบุรุษผู้นี้เสียแล้ว
"ชื่อเสียงล้วนเป็นเพียงหมอกควัน สิ่งที่จีรังยั่งยืนคือพลังอำนาจที่แท้จริงต่างหาก"
ซูหลงอวิ๋นตวัดมือเปิดถุงวิญญาณสัตว์อสูร ลำแสงสีแดงพุ่งทะยานออกมา ก่อตัวเป็น 'จินหลิน' ราชสีห์เพลิงที่บัดนี้ฟื้นฟูพละกำลังกลับมาได้กว่าเจ็ดส่วนแล้ว กิเลนอัคคีบรรพกาลสะบัดแผงคอแผดเสียงคำรามต่ำๆ เพื่อข่มขวัญสัตว์อสูรในละแวกนั้น
"จินหลิน เจ้าจงไปเฝ้าอยู่ที่ยอดเขาด้านนอก หากมีผู้ใดล่วงล้ำเข้ามาในรัศมีสิบลี้ จงสังหารพวกมันเสียอย่าให้เหลือรอดไปแจ้งข่าวได้" ซูหลงอวิ๋นสั่งการเสียงเฉียบขาด
"รับคำสั่งนายท่าน! ข้าจะเผาพวกมันให้เกรียมเป็นเถ้าถ่านเองขอรับ!" ราชสีห์เพลิงรับคำอย่างแข็งขัน ก่อนจะกระโจนขึ้นสู่ยอดผาหินเพื่อทำหน้าที่ผู้พิทักษ์
เมื่อจัดแจงเวรยามเสร็จสิ้น ซูหลงอวิ๋นก็หันไปพยักหน้าให้หลิงอวี้ซี สตรีศักดิ์สิทธิ์เข้าใจเจตนาของเขาทันที นางสะบัดกระบี่เหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ ปลดปล่อยรังสีกระบี่สีขาวบริสุทธิ์เจาะทะลวงหน้าผาหินเบื้องหน้า สร้างเป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่ที่ลึกซึ้งและกว้างขวาง จากนั้นนางจึงตวัดนิ้ววาดอักขระน้ำแข็งนับพันตัว ก่อเกิดเป็น 'ค่ายกลปิดผนึกเหมันต์ซ่อนสวรรค์' ทับซ้อนกันถึงเจ็ดชั้น ปิดปากถ้ำเอาไว้อย่างมิดชิด ป้องกันมิให้กลิ่นอายและเสียงใดๆ เล็ดลอดออกไปได้แม้แต่กระผีกริ้น
ภายในถ้ำหินที่ถูกสกัดขึ้นใหม่ ซูหลงอวิ๋นหยิบไข่มุกราตรีออกมาประดับตามมุมถ้ำเพื่อให้แสงสว่าง เขาทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนแผ่นศิลาเรียบตรงกลางถ้ำ สูดลมหายใจลึกเพื่อปรับสมดุลลมปราณในเส้นชีพจร
"ได้เวลาแล้ว..."
ชายหนุ่มพลิกฝ่ามือขวา แสงสีทองคำและสีเทาหม่นพลันสว่างวาบขึ้นกลางฝ่ามือ!
'ผลึกวิญญาณบรรพกาล' ขนาดเท่ากำปั้น ปรากฏขึ้นสู่สายตา!
แม้จะอยู่ภายนอกค่ายกลของสุสาน ทว่าผลึกคริสตัลนี้ก็ยังคงลอยตัวอยู่กลางอากาศอย่างอิสระ ภายในผลึกโปร่งใสมีกลุ่มก้อนพลังงานรูปพายุหมุนที่สอดประสานกันอย่างวิจิตรพิสดาร กลิ่นอายความเก่าแก่และลี้ลับที่แผ่ออกมาจากมัน ทำให้มิติรอบฝ่ามือของซูหลงอวิ๋นบิดเบี้ยวและสั่นสะเทือน ความกดดันทางวิญญาณที่หนักหน่วงประดุจขุนเขานับหมื่นลูก กดทับลงมาจนอากาศในถ้ำกลายเป็นความหนักอึ้ง
หลิงอวี้ซีที่ยืนอยู่ห่างออกไป ยังต้องก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว นัยน์ตาดอกท้อของนางฉายแววตื่นตะลึง "กลิ่นอายวิญญาณที่บริสุทธิ์และเข้มข้นถึงเพียงนี้... ข้าเพิ่งเคยสัมผัสเป็นครั้งแรกในชีวิต แม้แต่ 'สระบัววิญญาณ' ในเขตหวงห้ามของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมื่นเต๋า ก็ยังมิอาจเทียบเคียงได้เลยแม้แต่เศษเสี้ยว!"
"ย่อมเป็นเช่นนั้น..." ซูหลงอวิ๋นจ้องมองผลึกในมือด้วยความหลงใหล "ผลึกวิญญาณบรรพกาลชิ้นนี้ มิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในมหาทวีปประจิมวิญญาณ ทว่ามันคือหยาดน้ำตาแห่งสัจธรรมที่ร่วงหล่นลงมาจาก 'พิภพเบื้องบน' ในยุคดึกดำบรรพ์ มันถูกผู้ฝึกยุทธ์วิถีมารระดับกึ่งเทพเก็บซ่อนไว้เพื่อหวังจะใช้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเทพเจ้า ทว่ามันกลับต้องมาตกตายเสียก่อน สมบัติชิ้นนี้จึงถูกฝังกลบมานานนับล้านปี"
เขากำมือแน่น "สิ่งนี้คือโอสถทิพย์แห่งจิตวิญญาณ... หากข้าหลอมรวมมันเข้ากับ 'ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะ' ข้าจะสามารถขยาย 'ทะเลวิญญาณ' ของข้า ให้กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต และยกระดับจิตสัมผัสให้ก้าวล้ำข้ามขอบเขตไปได้อย่างปาฏิหาริย์! เมื่อถึงเวลานั้น การใช้เคล็ดวิชา 'สถิตร่างเทวะเหมันต์กลืนเอกภพ' ก็จะมิใช่ภาระที่ผลาญพลังชีวิตของข้าอีกต่อไป!"
"ทว่า การดูดซับพลังวิญญาณที่มหาศาลและเก่าแก่ถึงเพียงนี้ ย่อมแฝงไปด้วยอันตรายอย่างยิ่งยวด" หลิงอวี้ซีเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง "ภายในผลึกนั้น อาจมี 'เจตจำนงตกค้าง' ของจ้าววิถีมารในยุคโบราณซุกซ่อนอยู่ หากจิตใจของเจ้าไม่มั่นคงพอ เจ้าอาจจะถูกมันกลืนกินสติสัมปชัญญะ และกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดที่สูญเสียความเป็นตัวเองไปตลอดกาล!"
"เจตจำนงตกค้างของมารกระจอกงั้นรึ?"
ซูหลงอวิ๋นแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความโอหังที่เสียดฟ้า "ข้าคือจักรพรรดิเทพยุทธ์ ผู้ครอบครองสัจธรรมแห่งการสร้างและการทำลายล้าง... วิญญาณของมารชั้นต่ำ ต่อให้มันเคยยิ่งใหญ่เพียงใดในอดีต เมื่อมาอยู่ต่อหน้าข้า มันก็เป็นได้เพียงแค่ปุ๋ยคอกเพื่อหล่อเลี้ยงรากฐานของข้าเท่านั้น!"
"อวี้ซี เจ้าจงถอยออกไปรักษาสมดุลค่ายกล และอย่าให้สิ่งใดมารบกวนข้าเด็ดขาด ไม่ว่าข้าจะส่งเสียงร้อง หรือมีกลิ่นอายมารปะทุออกมาจากร่าง ห้ามเจ้าสอดมือเข้ามาช่วยเหลือจนกว่าข้าจะลืมตาขึ้นมาเอง เข้าใจหรือไม่?" มัจจุราชหนุ่มสั่งการเสียงเฉียบขาด
สตรีศักดิ์สิทธิ์เม้มริมฝีปากแน่น แม้นางจะกังวล ทว่านางก็รู้ดีว่าเส้นทางนี้เขาต้องก้าวผ่านด้วยตนเอง นางพยักหน้าช้าๆ "ข้าเข้าใจแล้ว... เจ้าจงระวังตัวให้จงหนัก หากเจ้าตกตายไป ข้าจะจับวิญญาณเจ้ามาสาปแช่งซ้ำอีกรอบแน่"
ซูหลงอวิ๋นยิ้มรับคำขู่ที่แสนน่ารักนั้น ก่อนจะละทิ้งความสนใจจากโลกภายนอก เขาหลับตาลง เข้าสู่สภาวะสมาธิขั้นสูงสุด จิตใจสงบนิ่งประดุจผิวน้ำที่ไร้คลื่นลม
"เตาหลอมเก้ามังกรกลืนสวรรค์... ออกมา!"
ฟุ่บ!
เตาหลอมโลหะสลักลวดลายมังกรเก้าตัวระดับเทวะ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเขา มันขยายขนาดขึ้นจนสูงท่วมหัว ซูหลงอวิ๋นสะบัดมือ โยน 'ผลึกวิญญาณบรรพกาล' เข้าไปในช่องรับโอสถของเตาหลอมอย่างแม่นยำ
"เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก... เพลิงสุริยันผลาญเอกภพ... เพลิงอสนีบาตเก้าชั้นฟ้า! มหัคฆเพลิงทั้งสาม จงลุกโชน!"
เปรี้ยง! ฟู่! บึ้ม!
เพลิงวิญญาณธาตุสวรรค์ทั้งสามชนิดที่ถูกหลอมรวมอยู่ในทารกวิญญาณ ถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกัน! เปลวไฟสีขาว สีทอง และสีม่วงทอง พุ่งทะยานเข้าไปในเตาหลอมเก้ามังกร กลายเป็นเกลียวคลื่นเพลิงสามสีที่ห่อหุ้มผลึกวิญญาณเอาไว้!
การจะสกัดกลั่นผลึกที่แข็งแกร่งระดับนี้ มิอาจใช้ไฟธรรมดาได้ จำต้องอาศัยอำนาจการทำลายล้างของเพลิงสวรรค์ทั้งสาม ผสานกับพลังของเตาหลอมระดับเทวะ เพื่อค่อยๆ ละลายเปลือกนอกที่แข็งกระด้าง และดึงเอาแก่นแท้ทางวิญญาณออกมาอย่างช้าๆ
เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า ภายในถ้ำเต็มไปด้วยความร้อนระอุและความหนาวเหน็บที่สลับกันไปมา หลิงอวี้ซีต้องกางม่านพลังเหมันต์ปกป้องตนเองจากคลื่นพลังที่เล็ดลอดออกมา
สามวันสามคืนผ่านไป...
ในที่สุด ภายใต้การแผดเผาอย่างบ้าคลั่งของเพลิงสวรรค์ทั้งสาม ผลึกวิญญาณบรรพกาลก็เริ่มเกิดรอยร้าว เสียงแตกร้าวดังกังวานก้องไปทั่วถ้ำ!
"แกรก... เพล้ง!"
ผลึกโปร่งใสแตกสลายกลายเป็นผุยผง! ทิ้งไว้เพียง 'แก่นของเหลววิญญาณ' สีทองคำและสีเทาที่สอดประสานกันประดุจหยินหยาง มันแผ่กลิ่นอายความหอมหวานทางวิญญาณที่สามารถทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ลุ่มหลงจนเสียสติ!
"เคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล... กลืนกินสัจธรรม!"
ซูหลงอวิ๋นประสานอินอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ! เขาอ้าปากขึ้น ดึงดูดเอาแก่นของเหลววิญญาณบรรพกาลนั้น ให้พุ่งทะยานออกจากเตาหลอม เข้าสู่ปากของเขาโดยตรง!
อึก!
วินาทีที่ของเหลววิญญาณไหลล่วงลงสู่ลำคอ ทั่วทั้งร่างของซูหลงอวิ๋นก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง!
ตูมมมมมมม!
ในห้วง 'ทะเลวิญญาณ' ของเขา ซึ่งเดิมทีเป็นเพียงผืนน้ำสีทองคำขนาดเท่าทะเลสาบ พลันเกิดพายุเฮอริเคนขนาดยักษ์พัดกระหน่ำ! แก่นของเหลววิญญาณบรรพกาลทะลักเข้ามาประดุจคลื่นสึนามิที่ไร้จุดสิ้นสุด มันพุ่งเข้าชนขอบเขตของทะเลวิญญาณ บีบบังคับให้พื้นที่แห่งจิตสัมผัสขยายตัวออกไปอย่างบ้าคลั่ง!
จากขนาดของทะเลสาบ... ขยายออกเป็นทะเลลึก... จากทะเลลึก... ขยายออกเป็นมหาสมุทรไร้ขอบเขต!
ความเจ็บปวดจากการที่วิญญาณถูกฉีกทึ้งและขยายขนาดอย่างฉับพลัน ทำให้ซูหลงอวิ๋นต้องกัดฟันจนห้อเลือด หยาดเหงื่อสีแดงคล้ำไหลซึมออกจากหน้าผาก ทว่าเขาก็ยังคงรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้อย่างมั่นคงประดุจขุนเขา
ทว่า... หายนะที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น!
"ฮี่ฮี่ฮี่... กลิ่นอายกายเนื้ออันหอมหวาน... รากฐานวิญญาณที่แข็งแกร่งไร้ที่ติ... สวรรค์ช่างเมตตาข้าเสียจริง ที่ส่งร่างภาชนะอันประเสริฐเช่นนี้มาให้ข้า!"
เสียงหัวเราะที่แหบพร่า โหดเหี้ยม และเต็มไปด้วยความชั่วร้ายอันเป็นนิรันดร์ พลันดังก้องขึ้นภายในทะเลวิญญาณของซูหลงอวิ๋น!
ท่ามกลางคลื่นพลังวิญญาณสีเทาที่ทะลักเข้ามา ปรากฏเงาร่างของ 'มารเฒ่า' ผู้หนึ่งที่สวมมงกุฎกระดูกและมีใบหน้าครึ่งหนึ่งเป็นกะโหลก มันคือ 'เจตจำนงตกค้างของจ้าววิถีมารบรรพกาล' ที่ซุกซ่อนอยู่ในผลึกวิญญาณอย่างที่หลิงอวี้ซีเคยเตือนไว้ไม่มีผิด!
"ข้าหลับใหลมานานนับล้านปี... บัดนี้ ข้าจะขอกลืนกินวิญญาณของเจ้า และยึดครองร่างนี้ เพื่อกลับไปผงาดในใต้หล้าอีกครั้ง! จงยอมสยบเป็นอาหารของข้าเสียเถิด ไอ้หนู!"
มารเฒ่าบรรพกาลแผดเสียงคำราม มันอ้าปากกว้าง ปลดปล่อย 'หมอกกลืนวิญญาณ' สีดำทมิฬ พุ่งทะยานเข้าครอบคลุมหมายจะกัดกิน 'ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะ' ของซูหลงอวิ๋นที่ลอยอยู่ใจกลางทะเลวิญญาณ!
พลังวิญญาณของมารเฒ่าผู้นี้ แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยว ทว่าครั้งหนึ่งมันเคยเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขต 'กึ่งเทพ' ดังนั้นแรงกดดันทางวิญญาณของมัน จึงเทียบเท่ากับขอบเขต 'จักรพรรดิยุทธ' (ขอบเขตที่ 8) อย่างแท้จริง!
หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์วิญญาณก่อกำเนิดทั่วไป หรือแม้แต่ราชันย์ยุทธ์ เมื่อเผชิญหน้ากับการแย่งชิงร่างจากเจตจำนงระดับจักรพรรดิยุทธ ย่อมต้องสติแตกและถูกกลืนกินในเสี้ยววินาที!
ทว่า... มารเฒ่าผู้นี้ เลือกเหยื่อผิดคนเสียแล้ว!
ท่ามกลางพายุหมอกสีดำที่กำลังพุ่งเข้ามา ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะของซูหลงอวิ๋น มิได้มีความหวาดกลัวหรือถอยหนีเลยแม้แต่น้อย มันค่อยๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาของทารกวิญญาณนั้น มิใช่ดวงตาของเด็กทารก ทว่ามันคือดวงตาของ 'ผู้ปกครองสูงสุด' ที่ผ่านการนองเลือดมานับศตวรรษ!
"เศษสวะที่หลงเหลือจากยุคดึกดำบรรพ์... บังอาจมากำเริบเสิบสานในอาณาเขตของข้าเชียวรึ!"
เสียงของซูหลงอวิ๋นดังก้องกังวานในทะเลวิญญาณ สุรเสียงของเขาแฝงไปด้วย 'เจตจำนงแห่งจักรพรรดิเทพยุทธ์' ที่หลับใหลอยู่ในก้นบึ้งของสายเลือดและคัมภีร์!
วิ้งงงงงงงงงง!!!!!
แสงสีทองคำอร่ามและสีขาวบริสุทธิ์ ระเบิดออกจากร่างของทารกวิญญาณ! ภาพนิมิตของคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ขนาดยักษ์ กางออกเหนือทะเลวิญญาณ ตัวอักษรสัจธรรมนับหมื่นตัวส่องแสงเจิดจ้า กฎเกณฑ์แห่งวิถีเทวะที่อยู่เหนือกว่าคำว่า 'กึ่งเทพ' หรือ 'เทพเจ้า' ในพิภพนี้ กดทับลงมาอย่างเกรี้ยวกราด!
"นี่มัน! เจตจำนงอันใดกัน! เหตุใดมันจึงทรงอำนาจและศักดิ์สิทธิ์ถึงเพียงนี้! ม่ายยยยยยยย!"
มารเฒ่าบรรพกาลเบิกตาโพลงด้วยความหวาดผวาขีดสุด! มันรู้สึกประดุจมดปลวกที่กำลังเผชิญหน้ากับดวงอาทิตย์ที่กำลังตกลงมาทับ! หมอกกลืนวิญญาณสีดำของมัน เมื่อปะทะกับแสงสีทองแห่งเจตจำนงจักรพรรดิ พลันระเหยเหือดหายไปประดุจหยดน้ำบนกระทะร้อน!
"นรกมิใช่ที่ของข้า... ทว่ามันคือบ้านเก่าของเจ้า จงกลับไปซะ!"
ซูหลงอวิ๋นชี้นิ้วสั่งการ! ทารกวิญญาณเทวะสะบัดมือ ปลดปล่อย 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' และ 'เพลิงอสนีบาตเก้าชั้นฟ้า' ผสานกันเป็น 'ดาบอสนีบาตเหมันต์' ขนาดยักษ์ ฟาดฟันลงบนร่างเงาของมารเฒ่าบรรพกาลอย่างไร้ความปรานี!
"อ๊ากกกกกกกกก!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนเป็นครั้งสุดท้ายดังก้อง ก่อนที่เศษเสี้ยววิญญาณของมารกึ่งเทพ จะถูกดาบสัจธรรมผ่าครึ่ง และถูกเพลิงสวรรค์เผาผลาญจนดับสูญไปชั่วนิรันดร์! ไร้ซึ่งโอกาสได้ผุดได้เกิดอีกต่อไป!
การต่อสู้ในห้วงวิญญาณจบลงอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ด้วยอำนาจแห่งสายเลือดและคัมภีร์ที่ไร้เทียมทาน!
เมื่อกำจัดสิ่งเจือปนจนหมดสิ้น ทะเลวิญญาณของซูหลงอวิ๋นก็กลับคืนสู่ความสงบ ทว่ามันมิใช่ทะเลสาบใบเดิมอีกต่อไป บัดนี้มันคือกาแล็กซีที่กว้างใหญ่ไพศาล พลังวิญญาณที่ได้รับการยกระดับจากผลึกบรรพกาล อัดแน่นและบริสุทธิ์จนถึงขีดสุด!
ตู้มมมมมมม!
พลังปราณยุทธ์ในร่างของซูหลงอวิ๋น เกิดการสั่นสะเทือนตอบสนองต่อการขยายตัวของวิญญาณ! รากฐานขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้น ที่เพิ่งทะลวงมาได้ไม่นาน พลันถูกผลักดันด้วยพลังงานมหาศาล ทะลวงผ่านคอขวดไปอย่างง่ายดายประดุจน้ำไหลทะลักทำนบ!
ขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิด ขั้นกลาง! (ขอบเขตที่ 4 ขั้นกลาง)
และมันมิได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น! พลังงานยังคงผลักดันต่อไป จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่จุดสูงสุดของขั้นกลางอย่างมั่นคง!
ภายนอกโพรงถ้ำ
ร่างของซูหลงอวิ๋นที่นั่งขัดสมาธิอยู่ พลันระเบิดกลิ่นอายพลังอันน่าสะพรึงกลัวออกมา! คลื่นพลังลมปราณที่แฝงไปด้วยความบริสุทธิ์ของวิญญาณ กวาดล้างค่ายกลปิดผนึกเหมันต์ซ่อนสวรรค์ของหลิงอวี้ซีจนเกิดรอยร้าว!
หลิงอวี้ซีต้องรีบโคจรพลังราชันย์ยุทธ์เพื่อป้องกันตนเอง นางมองดูบุรุษเบื้องหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและเลื่อมใส
"เขาทะลวงระดับอีกแล้ว... ซ้ำพลังวิญญาณของเขาในยามนี้ ข้าสัมผัสได้ว่ามันหนาแน่นและกว้างไกลเสียยิ่งกว่าข้าที่เป็นราชันย์ยุทธ์เสียอีก! นี่มันสัตว์ประหลาดจำแลงมาเกิดชัดๆ!" นางพึมพำกับตนเอง
ซูหลงอวิ๋นค่อยๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีดำของเขาในยามนี้ลึกล้ำประดุจหลุมดำที่สามารถดูดกลืนทุกสรรพสิ่ง ประกายแสงสีทองคำและสีม่วงวาบผ่านนัยน์ตา บ่งบอกถึงความสมบูรณ์แบบของการหลอมรวม
เขาระบายลมหายใจขุ่นมัวออกมาเป็นทางยาว ก่อนจะลุกขึ้นยืน เหยียดกระดูกและเส้นเอ็นจนเกิดเสียงลั่นดังก้อง รอยยิ้มโอหังประดับบนใบหน้า
"ยอดเยี่ยม... ผลึกวิญญาณบรรพกาลชิ้นนี้ มิเสียแรงที่เสี่ยงตายไปแย่งชิงมา"
เขากำหมัดแน่น สัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด "บัดนี้ ทะเลวิญญาณของข้ากว้างใหญ่พอที่จะรองรับวิชา 'สถิตร่างเทวะเหมันต์กลืนเอกภพ' ได้อย่างสมบูรณ์ ข้าสามารถเรียกมันออกมาต่อสู้ได้นานนับชั่วยาม โดยมิต้องกังวลว่าพลังวิญญาณจะเหือดแห้ง!"
"และที่สำคัญที่สุด..."
ซูหลงอวิ๋นหลับตาลง ปลดปล่อย 'จิตสัมผัสวิญญาณ' ออกไป!
วิ้ง!
จิตสัมผัสของเขาพุ่งทะยานทะลุเพดานถ้ำ ทะลุค่ายกล และกวาดล้างออกไปในรัศมีวงกว้างอย่างน่าอัศจรรย์! จากเดิมที่ครอบคลุมได้เพียงพันลี้ บัดนี้ จิตสัมผัสของเขากระจายตัวออกไปไกลถึง ห้าหมื่นลี้! ครอบคลุมพื้นที่เกือบหนึ่งในสิบของมหาทวีปประจิมวิญญาณ!
ความละเอียดอ่อนของจิตสัมผัสนี้ ก้าวล้ำไปถึงระดับ 'ราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด' (ขอบเขตที่ 7 สูงสุด) อย่างแท้จริง! แม้พลังยุทธ์กายเนื้อจะอยู่เพียงขอบเขตที่ 4 ขั้นกลาง ทว่าจิตวิญญาณของเขากลับยืนอยู่บนจุดสูงสุดของมหาทวีปแล้ว! ไม่มีสิ่งใดรอดพ้นจากการรับรู้ของเขาได้ หากเขาต้องการ!
ภาพของภูเขา ทะเลสาบเลือด ซากเมืองปรักหักพัง และการต่อสู้ของผู้ฝึกยุทธ์มารนับแสนชีวิต ล้วนปรากฏชัดเจนในห้วงความนึกคิดประดุจมองดูผ่านฝ่ามือ
ทว่า ในขณะที่ซูหลงอวิ๋นกำลังกวาดจิตสัมผัสสำรวจอาณาเขตอยู่นั้นเอง... คิ้วเข้มของเขาก็พลันขมวดมุ่นเข้าหากัน!
ณ สุดขอบจิตสัมผัสของเขา ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ลึกลงไปใต้ดินของเทือกเขารูปหัวกะโหลกแห่งหนึ่ง... เขาสัมผัสได้ถึง 'กลิ่นอาย' บางอย่างที่คุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด!
มันคือกลิ่นอายของการกดข่ม สัจธรรมแห่งความมืดมิด และอุณหภูมิที่ร้อนระอุสลับกับความตาย... มันคล้ายคลึงกับกลิ่นอายของ 'เพลิงอสนีบาตเก้าชั้นฟ้า' ทว่ากลับมีความชั่วร้ายและเก่าแก่ยิ่งกว่า!
"กลิ่นอายนี้มัน... กลิ่นอายของ 'เพลิงวิญญาณธาตุสวรรค์' อีกดวงหนึ่ง! ซ้ำยังเป็นเพลิงสายมาร!"
ซูหลงอวิ๋นเบิกตากว้าง ความประหลาดใจและความหิวกระหายทะลักท้นออกมาในพริบตา "ในมหาทวีปประจิมวิญญาณแห่งนี้ มีเพลิงสวรรค์ดวงที่สี่ซุกซ่อนอยู่ด้วยรึ!"
ทว่า ยังไม่ทันที่เขาจะได้ดีใจ จิตสัมผัสอันแหลมคมของเขาก็รับรู้ถึงความผิดปกติอีกประการ... รอบๆ แหล่งกำเนิดของเพลิงสวรรค์ดวงนั้น มีค่ายกลขนาดยักษ์ที่วาดด้วยเลือดมนุษย์นับล้านชีวิตล้อมรอบอยู่ และมีกลิ่นอายพลังขอบเขต 'จักรพรรดิยุทธ' (ขอบเขตที่ 8) ที่อ่อนแรงทว่าดุร้ายกำลังพยายามเจาะทะลวงค่ายกลนั้น!
"มีตัวตนระดับจักรพรรดิยุทธกำลังพยายามหลอมรวมเพลิงดวงนั้นอยู่... และมันกำลังอยู่ในช่วงอ่อนแอที่สุดจากการถูกเพลิงต่อต้าน!"
ซูหลงอวิ๋นลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีดำสาดประกายความบ้าบิ่นและตื่นเต้นอย่างที่ไม่ได้เป็นมานาน การขโมยของจากราชันย์ยุทธ์ว่าสนุกแล้ว ทว่าการแย่งชิงเพลิงสวรรค์จากเงื้อมมือของจักรพรรดิยุทธผู้ปกครองทวีปมาร... ช่างเป็นเรื่องที่ท้าทายกฎเกณฑ์ฟ้าดินยิ่งนัก!
"อวี้ซี... เก็บของให้หมด" ซูหลงอวิ๋นหันไปสั่งการสตรีโฉมงาม รอยยิ้มมัจจุราชปรากฏบนใบหน้า "ดูเหมือนว่าการมาเยือนแดนประจิมวิญญาณของพวกเรา... จะมีรางวัลใหญ่รออยู่ข้างหน้าเสียแล้ว!"
การผจญภัยครั้งใหม่ที่อันตรายยิ่งกว่าเดิมได้เริ่มขึ้น ท่ามกลางดินแดนมารที่เต็มไปด้วยความตาย จักรพรรดิเทพยุทธ์พร้อมแล้วที่จะเหยียบย่ำสวรรค์อีกครั้ง!
(จบบทที่ 56)