สองตำนานสนทนา
ภายในป่าบนภูเขาที่ห่างไกลแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ มีกระท่อมเก่าๆ อยู่หลังหนึ่งถูกสร้างไว้อย่างโดดเดี่ยวที่นี่
ภายในกระท่อมมีโต๊ะน้ำชาตัวเดียวตั้งอยู่ รอบโต๊ะน้ำชาตรงข้ามกัน มีชายสองคนนั่งเผชิญหน้ากันอยู่
ทั้งสองคน หนึ่งเป็นชายวัยกลางคน ส่วนอีกหนึ่งนั้นเป็นชายชรา ทั้งสองคนนั่งมองหน้ากันเงียบๆ โดยไม่ได้พูดอะไรกันออกมาเป็นเวลานาน
แต่สุดท้ายชายวัยกลางคนก็ทำลายความเงียบด้วยการเทน้ำชาที่เย็นชืดแล้วให้ตัวเอง ก่อนที่จะจิบมันอย่างช้าๆ
ถ้าหากว่าเล่อไห่ยังมีชีวิตอยู่ เขาจะสามารถบอกได้ในทันทีว่าชายวัยกลางคนผู้นี้เป็นใคร เขาไม่ใช่ใครที่ไหนเลย นอกจากจวิ้นฝู
หรือที่รู้จักกันในฉายา ‘เพลิงนรกจวิ้นฝู’ หนึ่งในสี่ตำนานที่เป็นที่รู้จักของผู้ฝึกตนทั่วทั้งเซี่ยงไฮ้
เทียบความแข็งแกร่งแล้ว เขาสมควรเรียกได้ว่าเป็นบุคคลอันดับสามของเซี่ยงไฮ้ เนื่องจากความแข็งแกร่งของเขาเป็นรองเพียงมายาเทพลู่เฮ้อตงกับกายทองคำเซี่ยงหมิงเท่านั้น
แต่ด้วยความที่เซี่ยงหมิงตายไปแล้ว จวิ้นฝูก็ขยับขึ้นมาเป็นบุคคลอันดับสองของเซี่ยงไฮ้อย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
“เจ้าจะเงียบไปถึงเมื่อใดตาเฒ่าลู่?” หลังจิบน้ำชาไปสองสามคำ จวิ้นฝูก็พูดออกมากับชายชราตรงหน้า
ชายชราตรงหน้ามีรูปลักษณ์ธรรมดาสามัญ อยู่ในชุดจีนที่เรียบง่ายไม่แตกต่างจากคนธรรมดา
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน เนื่องจากเขาก็คือมายาเทพลู่เฮ้อตง หนึ่งในสี่ตำนานและเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ของเซี่ยงไฮ้!
เขาคือบุคคลอันดับหนึ่งของเซี่ยงไฮ้อย่างไม่ต้องสงสัย!
ลู่เฮ้อตงมองจวิ้นฝูนิ่งๆ คิ้วขมวด “เจ้าต้องการให้ข้าพูดอะไร?”
“ให้เจ้าพูดอะไร?” จวิ้นฝูใบหน้ากระตุกเล็กน้อย “เจ้าก็น่าจะรู้ว่าข้าหมายถึงอะไร”
ลู่เฮ้อตงเงียบลงไปครู่หนึ่ง พลางถอนหายใจออกมา “เจ้าหมายถึงเรื่องเมื่อวาน”
จวิ้นฝูพยักหน้า “นอกจากเรื่องเมื่อวานแล้ว ยังมีเรื่องอื่นใดได้อีก”
“เรื่องนี้พูดยาก” ลู่เฮ้อตงพลันมีสีหน้าซีดขาวขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อวานนี้เขากับจวิ้นฝูได้เห็นในสิ่งที่ไม่ควรจะเห็น
ซึ่งสิ่งที่พวกเขาเห็นก็คือการต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์!
ทั้งยังเป็นการต่อสู้ของผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์ขั้นกลาง ไม่ใช่ขั้นต้น!
เรื่องนี้สร้างความตกใจและหวาดกลัวให้แก่พวกเขาเป็นจำนวนมาก
แน่นอนว่าการต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกตนที่พวกเขาทั้งสองคนได้เห็นนั้นก็คือการต่อสู้ของหลินเฉินกับหวงเทาจากสำนักงานใหญ่กรมความมั่นคงแผ่นดิน
ด้วยความที่มีการต่อสู้ของผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ดึงดูดสายตาของลู่เฮ้อตงและจวิ้นฝู พวกเขาจึงรีบรุดไปดู
อย่างไรก็ดี พวกเขาเพียงดูอยู่ไกลมากๆ ก็เท่านั้น ไม่กล้าที่จะเข้าใกล้แต่อย่างใด ซึ่งการกระทำของพวกเขาถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ถ้าหากว่าพวกเขาเข้าไปดูใกล้ๆ ใครจะบอกได้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา
ในความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าหลินเฉินสัมผัสถึงตัวตนของลู่เฮ้อตงและจวิ้นฝูไม่ได้ เขาเพียงไม่ให้ความสนใจเท่านั้น
หากว่าไม่มายุ่งกับเขา ก็แล้วกันไป แต่ถ้าหาคิดที่จะมายุ่งกับเขา หรือมีความคิดชั่วร้ายต่อครอบครัวของเขา เขาแน่นอนว่าพร้อมที่จะลงมือจัดการกับลู่เฮ้อตงและจวิ้นฝูทุกเมื่อ!
“พูดยากจริงๆ” จวิ้นฝูเห็นด้วย “แต่ก็คิดไม่ถึงเลยว่าที่เซี่ยงไฮ้ของพวกเราจะมีผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์ปรากฏตัวขึ้นมา”
“ไม่รู้ว่าคนผู้นั้น ใช่คนเซี่ยงไฮ้หรือไม่ หรือว่าเพียงมีเรื่องบางอย่าง ถึงได้ทำให้เดินทางมายังเซี่ยงไฮ้” ลู่เฮ้อตงพูด คนผู้นั้นที่เขาพูดถึง ย่อมเป็นหลินเฉิน
“นั่นสิ แต่อายุของคนผู้นั้นน้อยมาก น่าจะยี่สิบกว่าปีเห็นจะได้” จวิ้นฝูพูด พลางครุ่นคิดถึงอายุที่แท้จริงของหลินเฉิน แต่เขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าหลินเฉินอายุยี่สิบกว่าปีจริงๆ
“คงใช้วิธีการบางอย่างคงความเยาว์วัยเอาไว้” ไม่เพียงแค่จวิ้นฝูที่ไม่เชื่อ ลู่เฮ้อตงก็ไม่เชื่อเช่นกัน “แต่ทางที่ดีที่สุด คือพวกเราต้องไม่ยั่วยุหรือทำให้คนผู้นี้ขุ่นเคืองเป็นอันขาด”
“ข้าเห็นด้วย” จวิ้นฝูเห็นด้วยโดยไม่จำเป็นต้องคิด “จะว่าไปแล้ว ก็น่าเห็นใจกรมความมั่นคงแผ่นดินอยู่เหมือนกัน ส่งผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์มาสองครั้ง ก็ล้วนตายไป!”
จากถ้อยคำพูดนี้ เห็นได้ชัดว่าเขารู้จักตัวตนของหวงเทา เหมือนกับที่รู้ตัวตนของซุนฉาง
ลู่เฮ้อตงเงียบลงไป เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา ราวกับว่าเขากำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง
“เจ้าว่าเหตุใดสำนักงานใหญ่กรมความมั่นคงแผ่นดินถึงได้ส่งผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์มาที่เซี่ยงไฮ้?” จวิ้นฝูถามออกมา น้ำเสียงของเขาแฝงเอาไว้ด้วยความเคร่งเครียด
ลู่เฮ้อตงคิดอยู่พักใหญ่ ก็ตอบออกมา “อาจจะเป็นเพราะต้องการชีวิตของคนผู้นั้น”
“สมเหตุสมผล มีความเป็นไปได้อย่างมาก” จวิ้นฝูพยักหน้าครั้งหนึ่ง นอกจากเรื่องเอาชีวิตหลินเฉินแล้ว เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าทำไมสำนักงานใหญ่กรมความมั่นคงแผ่นดินถึงได้ส่งผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์มาติดต่อกัน
แม้ว่าคนแรกที่ตายไปพร้อมกับกายทองคำเซี่ยงหมิงก็ตาม จากจุดนี้ ชัดเจนอย่างมากว่าพวกเขาไม่ได้รู้การมาและการตาของโจวรุ่ย ผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์อีกคนที่สำนักงานใหญ่กรมความมั่นคงแผ่นดินส่งมาเลยแม้แต่น้อย
แต่มันก็เป็นการดีกว่าที่พวกเขาไม่รู้ เพราะถ้าพวกเขารู้ มีแต่พวกเขาจะรู้สึกหวาดกลัวต่อตัวตนของหลินเฉินมากขึ้นเท่านั้น
“เรื่องพวกนี้จะเป็นยังไงก็ช่าง มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเราอยู่แล้ว” ลู่เฮ้อตงพูดออกมาอีกครั้ง “ทางที่ดีพวกเราควรมุ่งความสนใจไปกับการปิดด่านฝึกตนดีกว่า เมื่อไปถึงระดับเทพสวรรค์ คนที่คุกคามพวกเราได้ก็จะมีน้อยลง”
จวิ้นฝูพยักหน้าอย่างเงียบงัน คำพูดของลู่เฮ้อตงนั้นถูกต้อง และเขาก็รู้มาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ก็ไม่เคยทำให้เป็นจริงได้เลยสักครั้ง
นี่ไม่ใช่ว่าเขาไม่พยายาม แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามมากแค่ไหน ก็ไม่อาจฝ่าทะลุก้าวเข้าไปในระดับเทพสวรรค์ขั้นต้นได้
“ข้าเข้าใจ การทะลวงไปยังระดับเทพสวรรค์เป็นเรื่องที่ยากเย็น เสียยิ่งกว่าปีนป่ายสวรรค์!” เมื่อเห็นจวิ้นฝูเงียบงันลงไป ลู่เฮ้อตงก็รู้ได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่
“คงต้องพยายามและหาวิธีกันต่อไป” จวิ้นฝูพลันถอนหายใจออกมายาวเหยียด จากนั้นก็ลุกยืนขึ้น เห็นได้ชัดว่าเขาเตรียมตัวที่จะกลับแล้ว
“จะไปแล้ว?” ลู่เฮ้อตงเงยหน้าถาม
“ใช่” จวิ้นฝูพยักหน้าเป็นการตอบ
“ไปเถอะ” ลู่เฮ้อตงโบกมือครั้งหนึ่ง จวิ้นฝูพยักหน้าอีกครั้ง ก่อนที่จะก้าวเดินออกมานอกกระท่อม
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก เงยหน้ามองท้องฟ้า ขบคิดกับตัวเองอย่างอดไม่ได้ว่า มันจะมีสักวันหรือไม่ ที่เขาจะกลายเป็นผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์
การบรรลุระดับเทพสวรรค์ ถือเป็นความฝันอันสูงสุดของเขา แต่ว่าหนทางนั้น กลับยากเย็นเสียเหลือเกิน
พูดก็พูดเถอะ ลู่เฮ้อตงยังมีโอกาสบรรลุระดับเทพสวรรค์มากกว่าเขาเสียอีก
ส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย เพื่อเลิกคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ จวิ้นฝูค่อยๆ ก้าวเดินขึ้นไปบนอากาศทีละก้าว จากนั้นก็พุ่งทะยานร่างด้วยความเร็ว สุดท้ายก็หายลับไปที่เส้นขอบฟ้าอันสวยงามสดใส
จบบทที่ 84