เทือกเขาชิงหลง
ท่ามกลางสันเขาบางแห่งเต็มไปด้วยกระโจมขนาดสูงใหญ่เรียงรายมากมายหลายกระโจมกินพื้นที่หลายร้อยเมตรปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของสันเขา ที่รอบนอกเริ่มมีการสร้างสิ่งป้องกันบ่งบอกว่าสถานที่แห่งนี้คือแหล่งรวมพลของทหารรับจ้าง
ใจกลางของสถานที่นี้คือธงผืนใหญ่ที่พัดโบกตามแรงลมสัญลักษณ์ฝ่ามือสีเลือดที่ประทับตราเอาไว้บนผืนธงนั้นน่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่ง
ขณะเดียวกันพลันมีเสียงร้องคำรามดังออกมาจากจุดที่อยู่ด้านในสุดของพื้นที่ในกระโจมที่ตั้งอยู่กลางค่ายทหารรับจ้างนี้มีบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังเดือดดาลเขาถ่มน้ำลายลงบนพื้นก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น
“เจ้าบอกว่าสวีซิวตายแล้วอย่างนั้นหรือแม้แต่เตาสวรรค์กนกก็ยังหายไปด้วย?”
เมื่อสิ้นเสียงของเขา ชายฉกรรจ์ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเบื้องหน้าจึงเอ่ยเสียงเบา“ใช่แล้วขอรับเขาเดินทางไปยังถ้ำในป่าเพื่อตามหาอสูรเพลิงวิญญาณ ดูคล้ายว่ามือสังหารผู้นั้นจะมีนามว่าเมิ่งฝานไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยเช่นกันแต่ความจริงแล้วเตาสวรรค์กนกจะอยู่ในมือผู้ใดก็ไม่ทราบเช่นกันขอรับ!”
ผู้ที่ยืนอยู่ในกระโจมยามนี้ก็คือหัวหน้ากลุ่มองครักษ์แพรโลหิตสวีจ้านเขามีรูปร่างไม่สูง หัวโล้น ทว่าร่างกายกลับมีกลิ่นอายของโลหิตและความชั่วร้ายแผ่ซ่านที่สำคัญคือมีท่าทีอันยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งซึ่งบ่งบอกว่าเป็นจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณระดับสาม!
ยอดฝีมือขั้นเกลาวิญญาณต่อให้เป็นในเมืองเหยียนเฉิงก็ยังถือว่าเป็นจอมยุทธ์ผู้สูงส่ง ทว่าสวีจ้านกลับอาศัยความกระหายเลือดของตนเองสร้างแรงดึงดูดลูกสมุนที่กระหายเลือดให้มาติดตามและตั้งตัวเป็นใหญ่ในเทือกเขาแห่งนี้แม้ว่าอิทธิพลของเขามิได้อยู่ในอันดับที่ยิ่งใหญ่ของเทือกเขาชิงหลงแต่ในแถบนี้ก็หาได้มีผู้กล้าล่วงเกินเขาไม่
และยามนี้หนึ่งในปรมาจารย์จิตศัสตราที่มีจำนวนไม่มากของค่ายทหารรับจ้างแห่งนี้ได้ตายไปแล้วทั้งเตาสวรรค์กนกที่เขาได้มาอย่างยากลำบากก็หายไปด้วยเช่นกัน สวีจ้านใช้ฝ่ามือขนาดใหญ่ตบลงไปด้านล่างพร้อมกับเอ่ยด้วยเสียงอันเยือกเย็น“พาเขาไปวาดภาพเหมือนของเมิ่งฝานและไป๋สุ่ยเอ๋อร์ขึ้นมาแล้วนำไปแจกจ่ายให้ทั่วต่อให้ต้องขุดดินสามฉื่อ[1]ก็ต้องตามหาพวกมันให้เจอ!”
“รับทราบ!”
ชายฉกรรจ์รีบพยักหน้ารับเขาคือผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวในบรรดาคนของหลิวลี่ซึ่งเมื่ออยู่ภายใต้ความเดือดดาลของสวีจ้านก็ตื่นตระหนกจนปัสสาวะเกือบไหลออกมา
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายถูกพาออกไปสวีจ้านก็กำหมัดแน่นก่อนจะเอ่ยเสียงดังอย่างชัดถ้อยชัดคำ“คอยดูเถอะ ไม่ว่าเจ้าเป็นใครข้าสวีจ้านผู้นี้ก็จะต้องหั่นร่างของเจ้าออกนับหมื่นชิ้น สังหารแล้วนำไปให้สุนัขกิน!”
ในจุดที่ห่างไกลออกไปหลายพันเมตรนั้นณ มุมหนึ่งของเทือกเขา ผืนป่าเขียวขจีสายธารสวยใส ข้างกันนั้นคือน้ำตกสูงที่คล้ายดั่งร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าเศษน้ำสาดกระเซ็น ลำน้ำดิ่งทะยาน
ใครคนหนึ่งหาได้รู้ไม่ว่ามีบางคนแค้นตนเองเข้ากระดูกแต่กลับยังคงมุ่งเข้าหาน้ำตกเบื้องหน้า
แต่ละก้าวเหยียบย่ำไปในอากาศเมิ่งฝานถอดเสื้อออกเผยให้เห็นเสื้อเกราะบนร่างการระเบิดพลังอันแข็งแกร่งถูกปลดปล่อยแล้วชกไปยังรั่วสุ่ยอีที่อยู่เบื้องหน้า
นางนั่งอ้าขาอยู่บนก้อนหินปล่อยให้ขาที่เปลือยเปล่าทั้งสองยื่นออกไปด้านนอกหากผู้ใดมาเห็นก็คงจะต้องตกตะลึงกับท่อนขาเรียวงามแสนล้ำค่าราวกับว่าถูกสร้างขึ้นจากทองคำ
ส่วนเจ้าของท่อนขาสวยทั้งสองนั้นกำลังมองไปรอบตัวด้วยรอยยิ้มใบหน้างดงามเสียจนทำให้ทิวทัศน์รอบกายหม่นหมอง
ขณะเดียวกันพลันมีหมัดซึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงพุ่งเข้าหานางพละกำลังอันแข็งแกร่งจากเจ้าของหมัดทำให้การจู่โจมนั้นประหนึ่งก้อนหินที่ถูกเหวี่ยงด้วยความเร็วสูงหากมันพุ่งไปยังเป้าหมายอีกฝ่ายคงกระดูกหักกล้ามเนื้อแตก ทว่าขณะที่หมัดนั้นกำลังเข้าใกล้ร่างนางใช้เพียงปลายนิ้วดีดตอบโต้อย่างแผ่วเบา ทว่ากลับทำให้หมัดของเมิ่งฝานลอยกลับไปดุจว่าวสายป่านขาด
ปัง!
เมิ่งฝานล้มลงไปกับพื้นแล้วไอออกมาหลายครั้งในทันใดจากนั้นคนที่ยังคงนั่งอยู่บนพื้นก็ตวาดเสียงดัง “ให้ตายเถอะท่านทำให้หมัดของข้าปลิวออกมานับร้อยครั้งแล้วนะขอรับท่านจะไม่ออมมือบ้างเลยหรือไร!”
เวลาราวครึ่งวันที่ผ่านมานั้นเมิ่งฝานตกอยู่ในการฝึกฝนอย่างหนักปานฝึกปีศาจ
ทุกครั้งล้วนแต่เป็นการจู่โจมอย่างสุดกำลังของเขาทว่ากลับถูกรั่วสุ่ยอีผลักกระเด็นเสียทุกครั้งไป การตอบโต้เพียงเบาๆ ของนางรุนแรงมากพอที่จะทำให้กระดูกของเมิ่งฝานแตกร้าวเลยก็ว่าได้
ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่าง อวัยวะภายในเต็มไปด้วยเลือด เมิ่งฝานจำต้องอดทนต่อความเจ็บปวดนั้นนับร้อยครั้งในเวลาเพียงครึ่งวันหากไม่ใช่เพราะไข่อสูรทมิฬที่คอยช่วยเหลือ เขาก็คงจะเจ็บจนตายทั้งเป็น
รั่วสุ่ยอีหัวเราะเสียงเบาก่อนจะเอ่ยอย่างไม่สนใจสิ่งใด“เจ้าอยากฝึกฝนวิชายุทธ์ที่แข็งแกร่งไม่ใช่หรือไร? ร่างกายของเจ้าในยามนี้ยังไม่อาจรองรับวิชายุทธ์ที่แข็งแกร่งกว่าทะลวงธาราได้ฉะนั้นแล้วหากต้องการฝึกฝนวิชายุทธ์เหล่านั้นจริงเจ้าจะต้องพัฒนาร่างกายของตนเองเสียก่อนเพียงร่างกายของเจ้าในยามนี้หรือที่ต้องการฝึกฝนทะลวงธาราในระดับที่สูงกว่าปัจจุบัน?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็หมดคำพูดไปทันทีร่างกายของเขาเวลานี้นับได้ว่าสมบูรณ์แบบและยากที่จะหาได้ในบรรดาจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณที่ต่ำกว่าระดับห้าเพราะหลังจากที่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงตามวิธีของรั่วสุ่ยอีก็ทำให้มันแข็งแกร่งกว่าปกติทว่าในสายตาของนางนั้นกลับยังอ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง
เด็กหนุ่มกระตุกยิ้มที่มุมปากก่อนจะใช้ไข่อสูรทมิฬฟื้นฟูพลังของตนเองก่อนจะเอ่ยถามอย่างไร้ทางเลือก “ยังต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดขอรับ?”
รั่วสุ่ยอียืดเอวบิดขี้เกียจ เนื่องจากนางสวมชุดกระโปรงสีขาวจึงทำให้ก้อนเนื้อบริเวณหน้าอกค่อนข้างเด่นชัดความงามนั้นทำให้เมิ่งฝานชะงักงันในทันใด นางเป็นสตรีที่งามเลิศล้ำยิ่งหากไม่ใช่เพราะเขามองทุกวันจนเริ่มมีภูมิคุ้มกันป่านนี้คงไม่อาจจะหักห้ามใจตนเองได้
ซึ่งแน่นอนว่าเหตุผลอีกอย่างย่อมเป็นเพราะรั่วสุ่ยอีมีความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าตนเอง
นางมองเมิ่งฝานแล้วเอ่ยเพียงไม่กี่คำด้วยท่าทีที่คล้ายดั่งว่าไม่ทันได้สังเกตถึงสายตาของเด็กหนุ่ม“ฝึกฝนอย่างหนักไปเรื่อยๆ!”
เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานรู้สึกหน้ามืดคล้ายดั่งจะกระอักเลือดเขากัดฟันแน่นอย่างจนปัญญา หลังจากที่ฟื้นฟูพลังในตัวเสร็จสิ้นเขาก็กลับเข้าสู่การฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งต่อไปแม้จะเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่งแต่เมิ่งฝานก็รู้ดีว่าวิธีฝึกฝนของรั่วสุ่ยอีมักไม่ปกติธรรมดาอยู่แล้ว
หลังจากบาดเจ็บสาหัส ทุกครั้งก็จะสามารถทำให้เขาฟื้นฟูร่างกายได้อย่างรวดเร็วเสมอ
ยิ่งได้รับบาดเจ็บแล้วฟื้นตัว ไข่อสูรทมิฬก็ยิ่งดูดซับพลังปราณและทำให้ร่างกายของเมิ่งฝานน่าสะพรึงขึ้นยิ่งกว่าเก่าแน่นอนว่ามันก็ต้องแลกมาด้วยความรู้สึกที่คล้ายดั่งว่ากระดูกกำลังจะแหลกสลายแต่เมื่อนึกถึงคำพูดของรั่วสุ่ยอีแล้วนั้น เขาก็ไม่รีรอที่จะฝึกฝนต่อไป
“ให้ตายเถอะข้าไม่เชื่อว่าจะทำไม่ได้!”
“บัดซบ กระดูกข้าหักจนแทงเข้าไปในตับแล้ว!”
“โอ๊ย เจ็บชะมัด!”
“อ๊าก...”
เสียงตวาดของเมิ่งฝานดังขึ้นในผืนป่าไม่หยุดยั้งเขาจำต้องทนรับความเจ็บปวดดังกล่าวอยู่นานถึงสามวันเต็มๆ
ฝึกฝนอย่างหนัก คงต้องบอกว่าหากไม่ใช่เพราะเมิ่งฝานดื้อรั้นหัวแข็งก็คงจะไม่อาจทนรับการฝึกฝนที่หนักหน่วงเช่นนี้ได้
แล้วรั่วสุ่ยอีก็ใช้นิ้วเดียวทำให้เมิ่งฝานกระเด็นออกไปอีกครั้งก่อนที่จะมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้างาม แล้วเอ่ยวาจาพลางยกยิ้มอย่างมีเลศนัย “สตรีผู้อยู่แดนไกล ข้าต้องขอบใจเจ้าจริงๆ!”
เวลาสามวันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว เมื่อวันที่สามมาถึงรั่วสุ่ยอีก็พยักหน้ารับในที่สุด
“พอแล้ว ตอนนี้ร่างกายของเจ้าคงพอจะสามารถรับมือกับพลังในขั้นต่อไปของทะลวงธาราแล้วล่ะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานจึงยิ้มออกมาทันทีครั้นขยับตัวกระดูกภายในร่างกายก็ส่งเสียงออกมา
เมื่อเทียบกับเมื่อสามวันก่อนผิวหนังของเมิ่งฝานดูคล้ำลงกว่าเดิมแต่กล้ามเนื้อบนร่างเด่นชัดขึ้น ทั้งยังสามารถมองเห็นได้ว่ามีพลังน่าสะพรึงอยู่ภายในบ่งบอกว่าร่างกายของเขาแข็งแกร่งจนน่าตระหนกแล้ว
ต่อให้เป็นวิธีการฝึกฝนร่างกายของพรรควรยุทธ์ที่แข็งแกร่งก็ยังไม่มีประสิทธิผลเช่นวิธีการของรั่วสุ่ยอียามนี้เมิ่งฝานมั่นใจว่าต่อให้อีกฝ่ายเป็นจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณระดับห้าก็ยังไม่อาจเอาชนะเขาได้ในการต่อสู้แบบตัวต่อตัวจากนั้นร่างกายของเด็กหนุ่มก็สั่นสะท้านพร้อมกับข้อมูลที่ถาโถมเข้ามาในหัว
“ทะลวงธารากระบวนท่าที่สามสองหมัดสะท้านสิงขร! ผสานสัตตะดารา! สมุทรพิโรธภพฟ้าสิ้น!”
ข้อมูลของทั้งสามกระบวนท่าปรากฏขึ้นในหัวของเมิ่งฝานซึ่งมันคือวิชายุทธ์ทะลวงธาราฉบับสมบูรณ์เมื่อข้อมูลของวิชายุทธ์ระดับอักษรฮวงถาโถมเข้ามาในหัวก็ทำให้เมิ่งฝานแทบไม่อาจข่มจิตใจของตนเองเอาไว้ได้เพราะถึงอย่างไรหากเป็นวิชายุทธ์ระดับอักษรฮวงแล้วนั้นย่อมเลิศล้ำจนทำให้จอมยุทธ์ของพรมแดนจตุทิศจำนวนมากมายมหาศาลบ้าคลั่ง
ทว่ารั่วสุ่ยอีกลับมอบมันให้แก่เมิ่งฝานอย่างสมบูรณ์เช่นนี้ทำให้เขารู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง!
เมิ่งฝานนั่งขัดสมาธิลง เงาร่างของมนุษย์ผู้หนึ่งเริ่มอนุมานท่วงท่าของกระบวนท่าดังกล่าวขึ้นในหัวด้วยวิธีการแสดงทั้งสามกระบวนท่าให้เขาได้เห็นซ้ำไปซ้ำมาโดยในการขยับแต่ละครั้งก็ราวกับเขาผู้นั้นเป็นเทพทุกกระบวนท่าล้วนแต่แฝงไปด้วยอานุภาพยิ่งใหญ่คล้ายดั่งว่าสามารถทำลายทุกสรรพสิ่งได้ก็ไม่ปาน!
“สองหมัดสะท้านสิงขร!”
แขนทั้งสองข้างของเงาร่างนั้นขยับ ดูคล้ายดั่งขุนเขาสองลูกกำลังเคลื่อนตัวอยู่ในอากาศนำมาซึ่งการสั่นสะเทือนที่ยิ่งใหญ่เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานก็ตกอยู่ในภวังค์ของโลกแห่งการฝึกฝน ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดเขาก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานก้าวออกไปเบื้องหน้าเมื่อแขนทั้งสองข้างขยับก็เกิดกำลังภายในอันยิ่งใหญ่สองขุมทะยานออกไปในอากาศ พลังงที่ปล่อยออกไปนั้นมหาศาลไร้เทียมทานทุกจุดที่พลังหมัดทั้งสองเคลื่อนผ่านล้วนแต่มีกระแสคลื่นแห่งพลังที่แข็งแกร่งปรากฏขึ้นมาทั้งสิ้น
ปัง!
พื้นเบื้องล่างยุบตัวลงไปจนเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ถึงห้าเมตรเศษฝุ่นควันฟุ้งกระจาย เมิ่งฝานที่ยืนอยู่ที่ใจกลางถึงกับไอออกมาหลายครั้ง
ทรงอานุภาพถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
เมื่อได้เห็นการทำลายล้างที่เกิดขึ้นเด็กหนุ่มก็กระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปากหากมีอานุภาพยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ต่อให้ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาเป็นจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณที่แข็งแกร่งก็ยังต้องแหลกสลาย
แต่ก็ไม่รู้ว่าหากอีกฝ่ายอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณจะเป็นเช่นไร!
“หึ เจ้ายังห่างชั้นอีกไกลอาศัยร่างกายและขั้นพลังของเจ้าตอนนี้ หากต้องการปล่อยอานุภาพที่แท้จริงของทะลวงธารานั้นยังนับว่าห่างชั้นอีกมาก!”รั่วสุ่ยอีที่อยู่ข้างกายเอ่ยออกมาอย่างไม่รักษาน้ำใจ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ยิ้มเจื่อนในทันใดเพราะรู้ว่าตนเองในยามนี้สามารถฝืนศักยภาพเข้าถึงพลังได้เพียงกระบวนท่าที่สามเท่านั้นส่วนอีกสองกระบวนท่าหลังแม้จะอยู่ในหัวก็ยังไม่มีสิทธิ์แสดงพลังของมันออกมาได้
เมิ่งฝานส่ายหน้าแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ข้าจะต้องฝึกฝนร่างกายไปเช่นนี้อีกนานเท่าใดขอรับ?”
รั่วสุ่ยอีขยับท่อนแขนงามก่อนจะเอ่ยเสียงเบา“อืม...หากต้องการรองรับพลังของทะลวงธาราให้ได้ทุกกระบวนท่า คงจะต้องฝึกฝนอย่างน้อยราวหนึ่งพันครั้ง...”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของเมิ่งฝานพลันเปลี่ยนไปในทันใดเขาครุ่นคิดอยู่อย่างนั้นชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญา “ไข่บัดซบ!”
เมื่อได้เห็นท่าทีจิตใจร้อนรุ่มจนไม่สมกับอายุอันน้อยนิดของอีกฝ่ายรั่วสุ่ยอีก็หัวเราะออกมาแต่ในเวลาต่อมาคล้ายว่านางจะนึกสิ่งใดบางอย่างได้ ดูคล้ายว่าก่อนหน้านี้เมิ่งฝานมักจะเรียกนางว่าไข่
เพียงชั่วพริบตารั่วสุ่ยอีก็มองเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่ไม่สบอารมณ์ใบหน้าของนางแดงก่ำก่อนจะกัดฟันแน่นแล้วเอ่ยว่า “หึหึข้าเปลี่ยนใจแล้ว ต้องสองพันครั้งเป็นอย่างต่ำ...”
“ไม่นะขอรับ!”
ปัง!
การตอบโต้ที่รุนแรงนั้นตามติดตัวเมิ่งฝาน นอกจากต้องรองรับการสยบพลังปราณของเกราะอัสนีเมิ่งฝานก็ยังต้องรองรับการตอบโต้ของรั่วสุ่ยอีด้วยซึ่งนั่นก็ทำให้เขาต้องทุกข์มิรู้วาย
เวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมาเมิ่งฝานฝึกฝนอยู่บนเทือกเขาแห่งนี้มาโดยตลอดแต่โชคดีที่รุ่วสุ่ยอีก็หาได้กระทำการจนเกินงามเมื่อตอบโต้แต่พองามก็ปล่อยเมิ่งฝานไป จากนั้นเด็กหนุ่มก็กลับเข้าสู่การเดินทางอย่างเร่งรีบต่อไป
ยามนี้เขายังอยู่ในจุดที่ห่างจากสุสานสวรรค์อีกหลายพันเมตรแต่เมิ่งฝานก็รู้ดีว่าตนเองจะต้องก้าวเดินไปทีละก้าว สุดท้ายจึงจะมีสิทธิ์มากพอที่จะเข้าไปแสวงหาวัตถุเทพในสุสานสวรรค์เวลานี้ท่ามกลางผืนป่ามืดสลัวมีเพียงเมิ่งฝานที่ยังคงเดินทางต่อไปเมื่อแสงจันทร์สาดส่องลงมาเช่นนี้จึงทำให้มันดูโดดเดี่ยวเดียวดายอย่างยิ่ง...
เมิ่งฝานรู้ดีว่าความทุกข์ยากในยามนี้เกิดขึ้นเพราะตนเองนั้น...ต้องการทำตามสัญญาที่เคยพูดเอาไว้!
.....................
[1] ฉื่อ: 1 ฉื่อ ประมาณ 3.33 เดซิเมตร (หนึ่งเดซิเมตร เท่ากับ สิบเซนติเมตร)