ตอนพิเศษ ในอดีต ส้ม
หญิงสาวเดินเข้าในอาคารคอนโดมิเนียมย่านใจกลางเมืองพร้อมกับลากกระเป๋าเดินทางขนาดกลางประจำตัวเดินตัวตรงก้าวเท้าอย่างฉับไวตามความเคยชินตรงไปที่หน้าลิฟต์ในอาคารทันที
เข้ามาในลิฟต์แล้วเธอก็กดปุ่มไปชั้นเกือบบนสุดที่เป็นห้องชุดขนาดใหญ่ซึ่งมีเพียงไม่กี่ห้องของโครงการคอนโดมิเนียมแห่งนี้
ก้มมองนาฬิกาบนข้อมือเห็นเวลายังไม่ถึงหนึ่งทุ่มแต่หญิงสาวคิดว่าจะรีบอาบน้ำแล้วเข้านอนเลย
เมื่อคืนในโรงแรมที่ฝรั่งเศส ห้องพักของหญิงสาวเกิดฮีทเตอร์เสีย กว่าพนักงานจะหาเครื่องสำรองมาตั้งเปลี่ยนแก้ขัดให้ก่อนก็เกือบค่อนคืน ทำให้เธอแทบไม่ได้นอนแล้วยังต้องทำงานบินไฟล์ยาวกลับอีกหลายชั่วโมง หญิงสาวจึงอ่อนเพลียอยากรีบขึ้นห้องกลับไปพักมาก
มองภาพตัวเองที่สะท้อนมาจากกระจกในลิฟต์..
ภาพหญิงสาวในชุดพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินต่างประเทศชื่อดังแห่งหนึ่งกำลังมองสบตามาจากกระจก เป็นหญิงสาวที่อายุแม้จะขึ้นเลขสามมาหลายปีแต่เมื่อมองเห็นจากกระจกก็ยังคงหน้าตาสะสวยอ่อนกว่าวัย ดูดีทั้งด้วยรูปร่าง ท่าทาง การแต่งหน้าและบุคลิกที่ดูมั่นใจในตัวเอง จนรวมกันแล้วกลายเป็นหญิงสาวที่สวยสะดุดสายตาดึงดูดให้ผู้ชายส่วนใหญ่ที่ทั้งโสดและไม่โสดต้องหันมามองซ้ำด้วยความสนใจ
ส้มมองภาพสะท้อนของตัวเองในชุดแอร์โฮสเตสแล้วนึกย้อนไปถึงตอนที่เธอตัดสินใจหันมาเลือกอาชีพนี้และทำงานมาได้ยาวนานนับสิบปี...
จำได้ว่าตอนนั้นเป็นช่วงที่เธอเพิ่งจะเรียนจบมหาวิทยาลัยหมาดๆ และยังลังเลเลือกไม่ถูกว่าจะทำอะไรดีระหว่างเรียนต่อหรือไปสมัครงานในสายงานที่จบมาเพื่อหาประสบการณ์
แต่แล้วในช่วงเวลานั้นก็มีโทรศัพท์จากอดีตหัวหน้าห้องสมัยมัธยมปลายได้โทรศัพท์มาชวนเพื่อร่วมห้องที่ว่างและไม่มีธุระไปงานศพพ่อแม่ของอดีตเพื่อนร่วมชั้นเรียนส้มที่ว่างอยู่แล้วจึงตอบรับไปด้วย
ในตอนนั้นเพื่อนสมัยมัธยมปลายของส้มต่างก็เพิ่งเรียนจบและรอรับปริญญากันเป็นส่วนใหญ่ ทุกคนจึงมีเวลาว่างนัดกันไปงานศพของผู้ปกครองเพื่อนเก่าร่วมชั้นกันเกือบยกห้องจนเหมือนเป็นการนัดรวมรุ่นกลายๆ
แต่พอกลุ่มพวกเธอที่ยกโขยงไปถึงงานศพกลับไม่ได้พบอดีตเพื่อนร่วมห้องเรียนที่เป็นเจ้าภาพ มีเพียงญาติผู้ใหญ่และเพื่อนสนิทของเจ้าภาพอย่างวิทย์กับเต้เท่านั้นที่อยู่ในงานคอยรับรองแขกร่วมกับฝ่ายญาติเจ้าภาพ
หลังจากไปงานศพแล้วเสร็จกลุ่มพวกเธอถึงได้ตามวิทย์กับเต้ไปพบกับณรัชต์..อดีตเพื่อนร่วมชั้นที่เป็นลูกชายของผู้เสียชีวิตในงานศพนี่...ที่โรงพยาบาล
เพื่อนสมัยมัธยมที่ยังไม่ได้กลับต่างค่อยๆพากันทยอยเข้าไปทักทายอดีตเพื่อนร่วมชั้นเรียนในห้องพิเศษของโรงพยาบาล
วิทย์บอกกล่าวเพียงสั้นๆ ว่าเพื่อนสนิทของเขาซึ่งอยู่ในอุบัติเหตุที่ทำให้ครอบครัวเสียชีวิตนั้นแม้ในตอนนี้ร่างกายภายนอกจะหายดีแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องอยู่ในโรงพยาบาลต่อไป
คำบอกเล่าสั้นๆ จากวิทย์ในตอนแรกพวกเธอไม่ค่อยเข้าใจนัก
จนกระทั่งได้ทยอยเข้าไปทักทายณรัชต์ในห้องพิเศษของโรงพยาบาล
เหล่าอดีตเพื่อนร่วมห้องเรียนรวมทั้งส้มที่ทยอยกันเข้าไปทักทายคนป่วยบนเตียง แต่อีกฝ่ายกลับมีเพียงอาการเหม่อลอย เหมือนไม่ได้รับรู้เลยว่ามีเพื่อนเก่าทยอยเข้ามาเยี่ยมจนเต็มห้อง
นั่งนิ่งเงียบ สายตาว่างเปล่าเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนร่างไร้วิญญาณ…
“น่าสงสารนะเนอะ พ่อแม่พี่สาวกับแฟนมาเสียคราวเดียวกันหมดแบบนี้”เพื่อนสาวคนหนึ่งในกลุ่มที่เดินออกจากห้องกระซิบกับเพื่อนข้างๆ
“นั่นสิ ถ้าเป็นฉันก็ไมรู้ว่าจะรับไหวหรือเปล่า อาจจะหนักกว่านี้ก็ได้”เพื่อนร่วมชั้นที่จบสายสุขภาพคนหนึ่งกล่าวกระซิบถึงอาการ PTSD สภาวะป่วยทางจิตใจเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างร้ายแรงของอดีตเพื่อนร่วมห้อง
คนกลุ่มสุดท้ายที่ทยอยออกจากห้องเยี่ยมมองผ่านกระจกประตูเข้าไปในห้องที่ตอนนี้เหลือเพียงคนป่วยเจ้าของห้องกับเพื่อสนิทสองคน
ส้มมองเข้าไปในห้องเห็นวิทย์กับเต้พยายามชวนคุยหรือเล่าเรื่องต่างๆ นานากับณรัชต์ที่อยู่บนเตียง แต่คนป่วยก็ยังดูเหมือนไม่รับรู้ในเรื่องราวต่างๆที่เพื่อนสนิททั้งคู่พยายามชวนคุยเลย
ในวันนี้กลุ่มเพื่อนร่วมห้องเรียนสมัยมัธยมที่มาแทบทั้งหมดจะล้วนกำลังอยู่ในช่วงรอรับปริญญาซึ่งระหว่างนี้ต่างก็พากันหว่านใบสมัครงานกันไปตามที่ต่างๆ ที่ตนสนใจ ไม่ก็รอสอบหรือรอบรรจุงานกันทั้งนั้นคงยกเว้นเพื่อนสนิทของคนป่วยเท่านั้นที่ต่างจากไปจากกลุ่มเพื่อน คนหนึ่งยังเป็นนักศึกษาแพทย์ปีห้าที่ถึงกับลาหยุดมาหลายวันเพื่อมาช่วยงาน ส่วนอีกคนหนึ่งก็เคยสร้างความอัศจรรย์ใจให้เพื่อนสมัยเรียนเป็นอย่างมากเพราะเป็นคนแรกที่จบปริญญาตรีก่อนใครในห้อง ซึ่งในตอนนี้ก็ทำงานมาได้เกือบปีแล้ว และแม้ปัจจุบันจะงานยุ่งขนาดไหนแต่ก็ยังคงปลีกเวลามาช่วยงานเพื่อนสนิทตั้งแต่หลายวันก่อน
มองคนป่วยที่นั่งเหม่อลอยแล้วก็รู้สึกใจหาย ยิ่งเมื่อนึกถึงนิสัยร่าเริงของเพื่อนร่วมห้องคนนี้ในอดีตสำหรับส้ม ณรัชต์เป็นเพื่อนผู้ชายในห้องคนเดียวที่ไม่เคยปฏิเสธเธอเลยเมื่อเธอขอให้ทำอะไรให้ และยังจะทำด้วยความกระตือรือร้นเสมอเธอยังคงจำได้และรับรู้ถึงความหวังดีอย่างจริงใจที่เคยได้รับในอดีต
หลังกลับมาถึงกรุงเทพฯและแยกกับกลุ่มเพื่อนเก่าที่ไปงานศพด้วยกันส้มก็ตรงกลับบ้านพักในกรุงเทพฯที่ครอบครัวเธอเพิ่งซื้อเมื่อไม่นานเข้าบ้านมาหญิงสาวรีบเดินตรงเข้าห้องนอนหยิบสุดเฟรนด์ชิปสมัยมอปลายออกมานั่งอ่านเล่นทบทวนเรื่องราวในอดีตสมัยเรียนผ่านเฟรนด์ชิปที่เพื่อนๆเคยเขียนให้
อ่านไปอมยิ้มไปกับเรื่องราวในอดีตของเพื่อนสมัยมัธยมที่หลังจากผ่านไปสี่ปีก็มีหลายคนที่เปลี่ยนไปมาก
พลิกเปิดไปถึงหน้าของเพื่อนเก่าที่เธอเพิ่งไปเยี่ยมมาส้มก็หยุดอ่านอีกครั้งอย่างละเอียด
อ่านเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยต่างๆ เกี่ยวกับตัวเขาหลายเรื่องจนมาถึงประโยคอวยพรสั้นๆ ที่อยู่มุมหนึ่งของสมุด
นะขออวยพรให้ส้มได้เรียนในคณะที่ชอบและสมหวังในทุกสิ่งที่ปรารถนา หวังว่าส้มจะไม่ลืมเพื่อนร่วมห้องคนนี้ นะ
ในประโยคอวยพรสั้นๆที่ดูแบ่งบรรทัดไม่ค่อยจะถูกนี้ ส้มมองปราดเดียวก็ดูออกถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในนั้น ก็เพียงแค่หยิบคำแรกของทั้งสามบรรทัดมาก็จะอ่านได้ว่า นะ ชอบ ส้ม
ไม่ได้ซับซ้อนหรือเหนือความคาดหมายอะไร
ทำไมผู้หญิงจะไม่รู้ตัวเวลามีผู้ชายมาแสดงออกว่าชอบหรือสนใจ โดยเฉพาะเพื่อนร่วมห้องอย่างณรัชต์ที่เป็นคนมองออกง่ายขนาดนั้น
แต่อีกฝ่ายก็เป็นเพียงหนึ่งในผู้ชายหลายคนที่ชอบเธอเท่านั้น... หลังจากนั้นส้มได้ยินข่าวว่าณรัชต์ใช้เวลาอยู่เกือบปีกว่าจะฟื้นตัวกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ โดยเธอได้ยินเพียงข่าวคราวจากการบอกเล่าของเพื่อนเก่าคนอื่นๆเท่านั้น
แต่ส้มในตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าทำไมเพียงข้อความหนึ่งในสมุดเฟรนด์ชิพวันนั้น กลับทำให้เธอเกิดความคิดชั่ววูบหันไปสนใจอาชีพที่เธอไม่เคยนึกถึงมาก่อนอย่างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือที่เรียกว่าแอร์โฮสเตสไปได้
พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปหลายปี…..
ติ๊ง!!!
เสียงสัญญาณบอกว่ามาถึงชั้นเป้าหมายพร้อมกับประตูลิฟต์ที่เลื่อนเปิดออก
ชั้นที่สามสิบสามของคอนโดมิเนียมแห่งนี้เป็นห้องชุดที่มีเพียงสี่ห้อง ทางเดินด้านนอกจึงเงียบสงบต่างจากชั้นอื่นๆที่มีห้องเป็นจำนวนมาก
อันที่จริงครอบครัวส้มก็มีบ้านหลังใหญ่ในกรุงเทพฯอยู่หลังหนึ่ง พ่อของเธอซื้อไว้เพื่อเป็นที่พักตั้งแต่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ๆอันเนื่องมาจากต้องอยู่ในเมืองหลวงปีละกว่าหกเจ็ดเดือนสำหรับช่วงประชุมสภาและงานประธานกรรมาธิการเกี่ยวกับเศรษฐกิจคณะหนึ่งแต่เพราะส่วนใหญ่แม่ของส้มจะบริหารโรงแรมอยู่ที่จังหวัดบ้านเกิดมากกว่า แถมในช่วงหลังเริ่มมีคนพลุกพล่านเข้าออกบ้านเธอมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกภายในพรรคที่มักจะมาประชุมกันเป็นประจำ รวมทั้งเลขากับคณะทำงานของพ่ออีกหลายคน ยังไม่นับตำรวจจากสันติบาลกับทหารจากศูนย์รักษาความปลอดภัยที่ต้องมาติดตามดูแลรักษาความปลอดภัยนั่นอีกเห็นคนนอกวุ่นวายเต็มบ้านเธอจึงขอแยกออกมาอยู่ห้องชุดคนเดียวสบายใจกว่า
ส้มเดินลากกระเป๋าออกจากลิฟต์เดินตรงไปที่ประตูห้องของตัวเองก่อนหยิบกุญแจไขประตู
เปิดประตูห้องเข้าไปพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ที่กำลังส่งเสียงอยู่ขึ้นมารับสาย
“ว่าไงยัยบี”คนที่โทรศัพท์มาไม่ใช่ใครอื่น เป็นเพื่อนเก่าแก่ของส้มที่คบกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
“ทำไมผู้ชายมันเฮงซวยแบบนี้วะ” เสียงจากปลายสายของเพื่อนสนิทที่ตอนนี้ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กรของบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่งบ่นขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“เรื่องเป็นยังไง ไหนเล่ามาซิ” ฟังจากน้ำเสียงฉุนเฉียวแกมโมโหของเพื่อนสาว ส้มรู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาที่เธอจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดี
ฟังเพื่อนสนิทเล่าถึงความเจ้าชู้ของอดีตแฟนคนล่าสุดที่เพิ่งเลิกกันหมาดๆ พร้อมกับเปิดกระเป๋าเดินทางหยิบของต่างๆ ออกมาจัดเก็บอย่างคล่องแคล่ว
เก็บโยเกิร์ตที่ซื้อมาเข้าตู้เย็นพร้อมกับคุยปลอบใจเพื่อนซี้ที่ความรักครั้งล่าสุดสั้นพอๆกับวันหมดอายุโยเกิร์ตที่เธอซื้อติดมือมา
“เฮ้ออ ถ้าได้ไปทำงานที่ชั้นเฟิร์สคลาสกับแกคงดี เผื่อจะมีเศรษฐีอาหรับกับนักธุรกิจฮ่องกงตามจีบแบบแกมั่ง”ปลายสายหลังจากได้ระบายเรื่องความรักแล้วก็หันมาสนใจเรื่องอื่นแทน
“มีเมียแล้วทั้งนั้นล่ะ หรือแกอยากจะไปเป็นคุณนายที่สามคุณนายที่สี่”ตอบกลับเพื่อนสาว
“หา มีเมียแล้วยังกล้ามาจีบแกอีกเนี่ยนะ! ฉันพูดไม่ผิดจริงๆว่าพวกผู้ชายนี่มันเฮงซวย”เพื่อนสาวของส้มยังวกกลับมาบ่นเรื่องผู้ชายอีกรอบแล้วก็ย้ายไปบ่นเรื่องงาน
“แต่อย่างน้อยได้บินไปนั่นมานี่ ก็คงดีกว่าฉันที่ต้องทนนั่งอยู่ในออฟฟิศให้นายด่าทุกวันแถมมีลูกน้องก็ไม่ได้ดั่งใจอีก ไม่รู้บริษัทนี่มันมีดราม่าอะไรนักหนาให้แก้ไม่จบไม่สิ้น"ปลายสายบ่นยาวเหยียดถึงองค์กรที่ช่วงหลังมีดราม่าเป็นกระแสสังคมบ่อยๆ
ส้มฟังเพื่อนสนิทบ่นนินทาที่ทำงานยาวเหยียดไปพร้อมกับเริ่มเตรียมตัวอาบน้ำ
ฟังเพื่อนสาวนินทาเพื่อนร่วมงานแล้วส้มก็นึกไปถึงงานของตัวเอง
แม้งานจะหนัก แต่โชคดีที่ส้มไม่มีปัญหาจำพวกเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าอย่างที่เพื่อนสนิทปรับทุกข์
โลกใหม่ที่กว้างไกลของการทำงานครั้งแรกทำให้ส้มเพลิดเพลินและสนุกสนานเป็นอย่างมากจำได้ว่าเธอทำงานในสายการบินแรกได้ราวสี่ปีก็จำต้องย้ายที่ทำงานใหม่ไปสายการบินอื่น เหตุเพราะพ่อของเธอได้เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่เธอทำงานอยู่พอดี เมื่อทุกคนในที่ทำงานไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานรู้ว่าเธอเป็นลูกสาว หลายคนต่างพากันเข้าหาเพื่อหวังผลประโยชน์ ทำให้ส้มรำคาญจนสุดท้ายเธอจึงเลือกลาออกแล้วย้ายไปทำงานสายการบินอื่นแทน
พอได้ย้ายไปทำงานสายการบินต่างประเทศปัญหาหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานแบบไทยๆ จึงหมดไป
ทำงานอย่างสนุกอยู่สามปีบ้างห้าปีบ้างแล้วแต่ละสัญญาของสายการบิน เผลอแป๊บเดียวเธอก็ทำงานในอาชีพนี้มาสิบกว่าปีเปลี่ยนที่ทำงานเป็นสายการบินใหม่ไปสามรอบ
ส้มรู้ดีว่าอาชีพนี้มักไม่ค่อยมีใครทำไปได้นานหรือยั่งยืนจนเกษียณได้ เพื่อนร่วมงานรุ่นเดียวกับเธอในสายการบินต่างๆ ก็พากันอำลาอาชีพนี้ไปเกือบหมดแล้ว ส่วนใหญ่ถ้าไม่ออกไปทำอาชีพอิสระ สร้างธุรกิจเล็กๆขึ้นมาเอง ก็ไปเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกกันทั้งนั้น
ช่วงนี้แม่ของส้มก็เปรยอยู่หลายครั้งอยากให้ไปช่วยงานธุรกิจโรงแรมของครอบครัว ส่วนพ่อก็เคยชวนไปทำงานที่ทำเนียบ ตอนนี้พ่อของเธอมีตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรีที่ต้องดูภาพรวมในหลายกระทรวง ดังนั้นทุกครั้งเมื่อเจอหน้ากันส้มจึงมักถูกชวนให้ไปช่วยงานเสมอ
ตอนนี้เธอเริ่มจะอิ่มตัวกับอาชีพนี้แล้ว อาจถึงเวลามองหาอะไรใหม่ๆทำแล้วก็ได้
“ยังฟังอยู่หรือเปล่ายะ”เสียงจากปลายสายดึงความคิดส้มให้กลับมาที่ปัจจุบัน
“ยังฟังอยู่”
“อย่าลืมล่ะที่นัดกันพรุ่งนี้”เพื่อนสนิทของส้มย้ำถึงนัดสังสรรค์กันของเพื่อนเก่า
“อืม”ส้มตอบรับ
“อ้อ! คราวนี้เห็นบิ๋มบอกว่า นะ จะมาด้วยนะ”
“นะไหน? ”
“นะ ณรัชต์ อดีตแฟนคลับที่ตามแกต้อยๆสมัยเรียนไง แหม.. ทำเป็นจำไม่ได้”
ส้มคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้เรื่อยเปื่อยไปกับเพื่อนสนิทที่คบกันมาทั้งชีวิตอยู่พักหนึ่งก่อนจะบอกลาแล้ววางสายเพื่ออาบน้ำเตรียมเข้านอน
อาบเสร็จระหว่างเช็ดผมรอแห้ง ส้มลุกไปหยิบไดอารี่ออกมาเปิดดูเล่นค่าเวลาไปพลางๆหลังจากได้ยินข่าวเพื่อนเก่าในความทรงจำ
เปิดสมุดไดอารีไปที่หลังปกด้านใน ที่ตรงนั้นยังคงมีดอกไม้แห้งทับใส่ไว้ในซองพลาสติกใสแปะติดไว้อยู่ แม้เค้าเดิมของกุหลาบขาวดอกนั้นแทบจะดูไม่ออกแล้วก็ตาม
ปลายนิ้วแตะซองพลาสติกใสที่หุ้มกุหลาบแห้ง..
เมื่อโตมาจนถึงตอนนี้แล้วมองย้อนกลับไปในอดีต ส้มยอมรับว่าเธออาจจะชอบเจ้าของดอกไม้แห้งในสมุดไดอารี่นี้ไม่น้อยแต่ความชอบนั้นก็ไม่ได้มากพอที่เธออยากจะไขว่คว้ามา
อาจเพราะส้มสนิทกับพ่อ ผู้ชายในฝันของเธอจึงต้องมีความสุขุม เข้มแข็ง มีความเป็นผู้นำ และยังต้องตามใจเธอมากๆด้วย ซึ่งในอดีตเจ้าของดอกกุหลาบแห้งในไดอารี่ของเธอไม่มีตรงไหนเข้าสเปคเธอซักข้อ อ้อ!! อาจจะมีอยู่ข้อเดียวคือตามใจเธอเท่านั้นแหละ
ส้มเก็บสมุดไดอารี่ไว้ที่เดิมก่อนขึ้นเตียงนอน ตื่นเช้ามาอย่างสดชื่นเพราะได้นอนเต็มอิ่มกว่าสิบชั่วโมง
อาบน้ำ แต่งตัว จัดของฝากที่จะเอาไปฝากเพื่อนและที่เพื่อนฝากซื้อใส่ถุงต่างๆเตรียมไว้เรียบร้อยส้มจัดแจงของฝากได้จนครบทุกคน เพราะที่นัดสังสรรค์กันวันนี้มีเพื่อนเก่าสมัยมัธยมที่ทำงานในกรุงเทพและว่างมาได้มีไม่ถึงสิบคน
ขับรถตรงไปร้านอาหารที่เพื่อนสนิทบอกเส้นทางไว้จนมาถึงร้านอาหารขนาดใหญ่ในซอยย่านชุมชนเก่าแก่ซึ่ง"บิ๋ม"อดีตหัวหน้าห้องผู้เป็นแม่งานในการนัดสังสรรค์วันนี้บอกว่าเป็นร้านของครอบครัวรุ่นพี่ในที่ทำงานซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์อาวุโสของบริษัท
ถือถุงของฝากพะรุงพะรังเดินผ่านโต๊ะต่างๆ ที่ตั้งแทรกอยู่มุมสวนและใต้ร่มไม้ใหญ่เข้าไปในส่วนตัวบ้านซึ่งเป็นบ้านไม้สองชั้นขนาดใหญ่ที่ดัดแปลงเป็นร้านอาหาร
เดินผ่านประตูไม้บานพับที่เปิดกว้างในบ้านเข้าไปส้มก็สะดุดตากับมุมเด็กเล่นเล็กๆที่อยู่มุมหนึ่งในร้าน ซึ่งในตอนนี้มีเด็กและผู้ปกครองที่เป็นลูกค้าของร้านอยู่สองคนกำลังเล่นปาลูกบอลใส่กันในบ่อลูกบอลพลาสติก ส้มยืนมองชายหนุ่มคนที่กำลังโหม่งลูกบอลกลับคืนไปให้เด็กอายุราวสามสี่ขวบเป็นคนรับ เห็นแวบเดียวก็จำได้ทันที หน้าตาของณรัชต์เพื่อนสมัยมัธยมของเธอแทบไม่ได้เปลี่ยนไปเลยอดนึกเปรียบเทียบกับเพื่อนผู้ชายรุ่นเดียวกัน หลายคนตอนสมัยเรียนก็หล่ออยู่หรอก แต่ตอนนี้ส่วนใหญ่ถ้าไม่อ้วนก็เริ่มหน้าผากกว้างผมน้อยกันไปหลายคนแล้ว เขาแต่งงานตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะถึงได้มีลูกวัยกำลังน่ารักแบบนี้ ดูเหมือนคงจะไม่ได้มีภรรยาเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ถ้าดูจากหน้าตาของเด็กและเธอได้ยินทั้งคู่คุยกันด้วยภาษาอังกฤษขณะเล่นกัน ส้มไม่ได้แวะทักทายเพื่อนเก่าที่เล่นอยู่มุมของเล่นแต่เดินตรงไปโต๊ะยาวกลางร้านที่เธอมองเห็นกลุ่มเพื่อนเก่ากำลังพูดคุยกันเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว ถึงโต๊ะส้มก็ได้รับการทักทายจากเพื่อนสนิทและเพื่อนเก่าคนอื่นๆที่นั่งเรียงราวกันเต็มโต๊ะยาว เพื่อนร่วมชั้นที่นั่งอยู่ในโต๊ะรวมส้มและบีเพื่อนก็มีอยู่เจ็ดคน เป็นเพื่อนที่ยังทำงานในเมืองหลวงด้วยกันและพอมีเวลาว่างนัดมาเจอกันได้ อีกหกคนที่เหลือประกอบไปด้วยเพื่อนผู้หญิงสามคนและเพื่อนผู้ชายอีกสองคน รวมเป็นหญิงห้าชายสอง นั่งกันอยู่โต๊ะยาวกลางร้านในช่วงสายที่ลูกค้าไม่มากอ้อ! ชายสามสิถ้ารวมกับคนที่อยู่มุมของเล่น วันนี้ส้มแต่งตัวสบายๆแต่ก็เรียบหรูอย่างงานกึ่งทางการ มองเพื่อนหญิงคนอื่นๆก็แต่งตัวแต่งหน้ากันมาไม่ต่างกัน ล้วนแต่จัดกันมาอย่างเต็มที่ทั้งนั้นแม้นัดวันนี้จะเป็นงานสังสรรค์ระหว่างเพื่อนเก่าแต่ก็ไม่มีใครยอมน้อยหน้ากัน ในขณะกลุ่มเพื่อนผู้หญิงแต่งตัวแต่งหน้ากันมาแบบไม่มีใครยอมใคร กลุ่มผู้ชายอีกสามคนกลับแต่งตัวมาอย่างสบายในเสื้อยืดกางเกงยีน โดยสองคนกำลังคุยกันอย่างออกรถอยู่ปลายโต๊ะส่วนอีกคนอยู่มุมของเล่นเด็กซึ่งจากที่เพื่อนสนิทเธอเล่ามาก่อนเมื่อวาน อดีตเพื่อนชายร่วมห้องเรียนทั้งสามคนนี้ในปัจจุบันคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์อยู่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง อีกคนหนึ่งเป็นพันโทหนุ่มที่ถูกผู้ใหญ่ดึงตัวมาช่วยราชการในกรุงเทพฯ ส่วนคนสุดท้ายก็เป็นวิศวกรอนาคตไกลผู้จัดการฝ่ายซ่อมบำรุงควบตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิตของบริษัทส่งออกยอดขายพันล้านและที่สำคัญคือทั้งสามคนต่างล้วนยังโสด อ้อ! ไม่สิ เธอเพิ่งเห็นใครบางคนเอาลูกมาด้วยนี่นา นั่นล่ะ เมื่อมีหนุ่มโสดมาร่วมงานด้วยสองสามคน จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่เห็นเพื่อนผู้หญิงสมัยมัธยมจะแต่งตัวสวยมาแข่งกันในวันนี้ ก็ใกล้จะรถไฟขบวนสุดท้ายกันแล้วทั้งนั้น... ส้มวางถุงของฝากพะรุงพะรังหลายถุงลงบนโต๊ะของฝากของกลุ่มเพื่อนผู้หญิงก็ไม่พ้นพวกเครื่องสำอางจากญี่ปุ่นที่ส้มถูกเพื่อนฝากให้ซื้อบ่อยจนแอบรำคาญ นอกนั้นก็มีผลไม้จำพวก ลูกพลับ ส้มและองุ่นจากโอซากาที่ซื้อติดตู้เย็นไว้หลายแพ็ค บีเพื่อนสนิทของส้มเป็นคนช่วยคัดแยกจัดสรรของฝากยื่นส่งให้กลุ่มเพื่อนสาวที่นั่งออกันอยู่รอบโต๊ะ “แกเพิ่งบินกลับจากฝรั่งเศสไม่ใช่เหรอยะ ไหนกระเป๋าที่ฉันฝากซื้อล่ะ”บีสำรวจของฝากทุกถุงเรียบร้อยแล้วแต่ไม่เห็นของฝากของตัวเองจึงหันมาถามเพื่อนสนิทที่เพิ่งนั่งลงบนเก้าอี้ “หนาวแบบนั้นชั้นไม่มีอารมณ์ไปต่อคิวรับลมหนาวหน้าร้านเป็นชั่วโมงๆ หรอกนะยัยบี”ส้มบ่นถึงร้านกระเป๋าแบนด์เนมสาขาที่ถนนชองเซลิเซ่ซึ่งมักมีคนยืนต่อคิวเข้าร้านเพื่อซื้อกระเป๋าแบนด์หรูกันคับคั่งราวกับของแจกฟรี บีบ่นอุบๆ อิบๆ เล็กน้อยก่อนช่วยส้มแจกจ่ายของฝากให้เพื่อนเก่าที่มารวมตัวกันวันนี้ พอเพื่อนมากันครบ ส้มก็เห็นณรัชต์อุ้มเด็กกลับจากมุมของเล่นมารวมกลุ่มที่โต๊ะ เมื่อมาถึงโต๊ะเด็กน้อยหน้าตาน่ารักในอ้อมแขนอีกฝ่ายก็กางมือออกร้องหม่ามี๊พร้อมกับโผเข้าหาอ้อมอกบิ๋ม เพื่อนเก่าอดีตหัวหน้าห้องที่อยู่ในโต๊ะทันที “อ่าว ไม่ใช่ลูกนะเหรอ”เพื่อนที่มาถึงคนสุดท้ายไล่เลี่ยกับส้มถามขึ้นด้วยความแปลกใจ “ลูกหัวหน้า”คนที่เพิ่งเดินมาจากมุมของเล่นเด็กกล่าวตอบ หลังจากนั้นเพื่อนในกลุ่มที่มาช้าและไม่ได้รู้ข่าวคราวเกี่ยวกับอดีตหัวหน้าห้องมากนักก็พากันซักไซ้ด้วยความอยากรู้เนื่องจากเจ้าตัวคนมีลูกเล็กนั้นไม่ได้เล่นโซเชียลเลยเพราะเป็นพวกบ้างานอย่างหนัก ส้มจึงพลอยได้รู้ว่าอดีตหัวหน้าห้องสมัยมัธยมปลายของเธอที่แต่งงานเงียบๆเมื่อห้าปีก่อนกับสามีหนุ่มลูกครึ่งอเมริกันสิงคโปร์จากสำนักงานใหญ่ที่บังเอิญมาปิ๊งพนักงานดาวรุ่งของสำนักงานภูมิภาค อาการโหวงเหวงในใจของส้มนับตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามาในอาคารก็หายไปโดยไม่รู้ตัว.. “อยากมีลูกน่ารักๆแบบนี้บ้างจัง”คนที่เพิ่งส่งลูกคืนให้แม่กล่าวอย่างเอ็นดูเด็กในอ้อมแขนอดีตเพื่อนร่วมชั้นก่อนนั่งที่เก้าอี้ท้ายโต๊ะข้างเพื่อนหนุ่มสองคนที่กำลังคุยกันอยู่อย่างติดพัน “หาแฟนฝรั่งหรือลูกครึ่งอย่างบิ๋มสิ”กลุ่มเพื่อนสาวเริ่มหันมาเอ่ยแนะนำกึ่งแซวเพื่อนชาย “หาได้ก็ดีสิ” เสียงตอบกลับมา บีที่นั่งติดกับส้มหันไปทักทายณรัชต์ซึ่งนั่งลงในเก้าอี้เยื้องตรงข้าม พร้อมกับจัดแจงส่งหนึ่งในถุงของฝากของส้มไปให้เพื่อนชายผู้เพิ่งกลับมานั่งร่วมโต๊ะ ส้มมองตามเห็นเพื่อนเลือกถุงผลไม้ที่เธอขนมาหลายชนิดส่งให้ณรัชต์ก็ไม่ได้แย้งอะไรกับการจัดแจงของเพื่อนสาว “อ่ะของฝาก เคยชอบส้มไม่ใช่เหรอ”บีถามแววตาวิบวับขณะส่งแพ็คส้มลูกโตของฝากจากญี่ปุ่นให้ ส้มที่กำลังหันไปคุยกับเพื่อนคนอื่นอยู่เมื่อได้ยินก็ต้องยื่นมือไปหยิกขาของเพื่อนสนิทที่ใต้โต๊ะเพราะรู้ว่าเพื่อนสาวถามแบบมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงที่ไม่ใช่เรื่องผลไม้ของฝาก “ของฟรี ชอบหมดล่ะ”คนรับของฝากตอบกลับมาอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวในความนัยที่เพื่อนเก่าสมัยมัธยมส่งมา หลังจากนั้นเพื่อนร่วมห้องหญิงคนอื่นๆก็หันมาชวนหนุ่มวิศวกรคุย บีเอนตัวมาชิดส้มพร้อมกับซุบซิบกันสองคน เมื่อเห็นเพื่อนร่วมห้องเก่าอดีต“แฟนคลับ”เพื่อนสนิทคุยกับเพื่อนสาวคนอื่นๆแต่ก็ยังโบกมือเล่นกับลูกชายของอดีตหัวหน้าห้อง “นะนี่สนิทกับบิ๋มเนอะ ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าบิ๋มมีแฟนไปแล้วฉันคิดว่าคู่นี้ต้องมีอะไรแน่ๆ” เพื่อนสาวในวงสนทนาซึ่งเคยอยู่กลุ่มเด็กเรียนกลุ่มเดียวกับหัวหน้าห้องก็สัมผัสได้ถึงความสนิทกันของคนทั้งคู่จึงเอ่ยปากแซวเล่นอย่างสนุก “คู่นี้สนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ สมัยเรียนไม่เห็นคุยกันเลยนี่ หรือเคยแอบไปกิ๊กกันมาก่อนจ้ะ” “นะมันมีหัวใจที่ไหนกันล่ะ”เสียงอดีตหัวหน้าห้องตอบขำๆ ส้มเหลือบมองอดีตหัวหน้าห้องเพราะเธอสัมผัสได้ว่าคำตอบที่แซวกันเล่นสนุกๆเหมือนมีวี่แววบางอย่างในน้ำเสียง กลุ่มเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบปะกันมาหลายปีเมื่อได้มาสังสรรค์กันจึงมีเรื่องพูดคุยกันมากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพื่อนเก่าคนอื่นๆ เป็นยังไงอยู่ไหนกันบ้าง มีใครแต่งงานแล้ว ใครมีลูกกี่คน ใครหย่า ไปจนถึงเรื่องเครื่องสำอาง น้ำหอม หรือลิปสติกสีไหนสวยยี่ห้อไหนดี ส่วนพวกผู้ชายสามคนที่คุยกันเสียงดังอยู่ปลายโต๊ะส้มแอบเงี่ยหูฟังแล้วก็หลุดขำ เหล่าหนุ่มใหญ่วัยใกล้จะขึ้นเลขสี่ หน้าที่การงานดี แต่กลับคุยกันแต่เรื่องเกม เรื่องการ์ตูน เรื่องฟุตบอล คุยกันโขมงโฉงเฉงว่าตัวการ์ตูนไหนเก่งกว่ากัน ทีมฟุตบอลใครพอร์มดีกว่ากัน หรือเกทับว่าสมัยเรียนใครเล่นเกมเก่งกว่ากัน เถียงกันไปมาไม่ยอมกันไม่ต่างจากเด็กอายุสิบห้าสมัยเรียนมอปลายเลย คุยกันตั้งแต่สายๆและทานมื้อเที่ยงกันที่ร้านต่อจนถึงบ่าย หลังจากคุยกันเต็มอิ่มจนบ่ายแก่ๆต่างก็เริ่มทยอยขอตัวแยกย้ายกันกลับ วันนี้เป็นวันหยุดของส้มที่ไม่มีธุระหรือรีบร้อนจะไปไหน เธอกับเพื่อนสนิทที่ลาพักร้อนจึงอยู่เป็นคู่สุดท้ายมองเพื่อนเก่าขอตัวไปทีละคน กลุ่มเพื่อนผู้ชายก็ยังนั่งคุยกันอยู่เป็นกลุ่มสุดท้ายแว่วๆว่าจะชวนกันไปหาที่ดื่มต่อ ส้มมองตามหลังกลุ่มผู้ชายที่เริ่มพากันออกจากร้านไป ผู้ชายคนหนึ่งในนั้นจะจำได้ไหมนะว่าเขาเคยเขียนอะไรในสมุดเฟรนด์ชิพของเธอ เขาคงลืมไปนานแล้ว.. หลายปีนี้ส้มใช้ชีวิตอยากที่เธอต้องการโดยไม่ได้นึกเสียดายว่าไม่เคยได้ทำอะไร แต่ตอนนี้เธอกลับเพิ่งรู้สึกเสียดายอะไรบางอย่าง... “เป็นอะไรยะ แอบมองกิ๊กเก่าตาปรอยเชียว หรือว่าเพิ่งเกิดมานึกเสียดายเอาตอนนี้”เสียงคนที่ลาพักร้อนเพราะอกหักหักเอ่ยปากแทรกมา ส้มกลอกตาถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายกับเพื่อนสนิทที่คบกันมาสามสิบกว่าปีจนรู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี “ฉันล่ะเบื่อแกจริงๆยัยบี” “อุ้ย!! แสดงว่าแทงใจดำ” -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

พิมพ์คำอธิบายที่นี่
อยากเป็นแมวววแหะๆ หายไปนานจนลืมพาร์สเวิร์ดเข้า fic เลยทีเดียว ขออภัยผู้อ่านที่ติดตาม
ตั้งแต่เข้าช่วงโควิดเป็นต้นมาผู้เขียนมือขึ้นเป็นอย่างมากก็เลยไปโฟกัสกับหุ้นอย่างเดียวเลยวิกฤติโควิดเป็นต้นมาทำพอร์ตโตขึ้น 4 เท่าเลยทีเดียว ^ ^ ย่นระยะเวลาในการสร้างผลตอบแทนการลงทุนได้นับสิบปีเลย มิน่าวีไอถึงชอบและรอคอยวิกฤติกันนัก
ขอบคุณเหล่าหุ้นในนิยาย อิ อิ ไม่ว่าจะเป็นประกัน เดินเรือ โรงพยาบาล ค้าปลีก ^^