ยอดหญิงมหากาฬ

    ตอนที่ 54 ก้อนหินนึ่ง

    อาคารหลังใหญ่ที่ทำจากดินสีเทาดูแปลกตา เฟยฉีเดินเข้าไปปลดกลอนเพื่อเปิดประตูชั้นแรกที่ภายในเป็นเพียงโถงเล็กๆ ที่มีประตูอีกหนึ่งบานอยู่ตรงนั้น เฟยฉีไม่รอช้าที่เอื้อมมือไปปลดกลอนอีกครั้งด้วยท่วงท่าที่ดูสบายๆ แต่…ไม่ใช่กับผู้มาเยือน

    อี้นัวมีสีหน้าที่ยับยู่ยี่ราวกับสิ่งที่ตนคิดอยู่นั้นกำลังจะออกมาอยู่บนใบหน้า ส่วนคนที่เหลือนั้นแม้อาจจะมีความกังวลอยู่บ้าง แต่ก็ทำใจรับไว้ เพราะว่าตนนั้นคือคนนอก

    “ท่านเฟยฉี เหตุใดถึงมีประตูอยู่ตั้งหลายชั้นเล่า อาคารหลังนี้คือคุกหรือ? ข้านึกว่าจะเป็นบ้านพัก” อี้นัวถามออกมาโดยไม่เก็บความกังวลไว้ในใจ

    “อะไรหรือ? หรือเจ้าหมายถึงประตู?”

    “ใช่สิขอรับ ท่านกังวลเรื่องพวกข้าขนาดนั้นเลยหรือ?”

    “อ่อ…ประตูสองชั้นมีไว้เวลาเจ้าจะเข้าออกอย่างไรเล่า หากมีประตูชั้นเดียว เวลาเจ้าจะออกจากบ้าน ลมหนาวก็จะเข้าไปในบ้านโดยตรงใช่หรือไม่ แต่หากเจ้าเปิดแล้วปิดทีละบาน ลมหนาวจะไม่เข้าไปในบ้านน่ะ”

    “อ่ะ…เช่นนั้นหรือขอรับ”

    “นี่ไง ด้านในเป็นเรือนนอนใช่หรือไม่ เจ้าดูเองเถอะ”

    เฟยฉีเปิดประตูให้เหล่าผู้มาเยือนได้ดูข้างในอย่างเต็มตา ก่อนจะเดินนำพวกเขาเข้ามาภายใน

    “เมื่อห้าปีก่อน พวกข้าสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นและนอนรวมกันทั้งหมู่บ้าน ที่นี่ก็เลยดูกว้างขวางไปหน่อยสำหรับพวกเจ้า” เฟยฉีพูดไปแนะนำของต่างๆ ไปด้วย “พวกเจ้าก็ลองแบ่งพื้นที่ดูแล้วกัน ว่าครอบครัวใดจะนอนทางด้านไหน ส่วนใครอยากจะกันห้องนอนก็มีฉากกันห้องตั้งอยู่ทางนั้น ส่วนที่นอนจะอยู่ถัดออกไป ประตูทางขวาเป็นห้องครัวและส้วม ส่วนทางซ้ายจะเป็นห้องเก็บของ หากเจ้าสงสัยสิ่งใดก็ถามข้ามาได้เลย”

    “ขอบคุณมากขอรับท่านเฟยฉี” อี้เฉินเอ่ยขอบคุณ

    “อีกสักพักภรรยาของข้าจะเอาอาหารมื้อค่ำมาให้ พวกเจ้าคงไม่เลือกกินใช่หรือไม่?”

    “ขอรับ เป็นพระคุณมากเลยขอรับ”

    เฟยฉีอยู่อธิบายสิ่งต่าง ๆ ต่อ ไม่ว่าจะเป็นการจุดเตียงเตา การใช้ส้วม เตาไฟ ตำแหน่งฟืน และอื่น ๆ เพราะว่าบ้านหลังนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้ระบบความร้อนร่วมกัน เพราะหากไม่จุดเตียงเตาหรือเตาทำอาหาร น้ำที่อยู่ในส้วมก็จะไม่ถูกทำให้อุ่นไปด้วย เพราะผนังนั้นใช้ร่วมกันความร้อนเลยแผ่เข้าไปที่อ่างเก็บน้ำด้านหลังด้วย ทำให้ประหยัดฟืนไปมากโข

    ไม่นานหลังจากนั้น ซูลี่จึงได้นำคนยกอาหารและเครื่องนุ่งห่มชุดใหม่เข้ามา ก่อนจะปล่อยให้เฟยฉีนั้นดูแลต่อไป

    “เสื้อผ้าข้ามีให้พวกเจ้าคนละสองชุด น่าจะพอนะ”

    “เกินพอขอรับท่านเฟยฉี” อี้เฉินตอบกลับเมื่อได้เห็นข้าวของมากมายที่อยู่เบื้องหน้า

    “ส่วนอาหารวันนี้ก็…มีหมูสามชั้นปรุงรส มันฝรั่งนึ่ง กับต้มเครื่องในที่เหลือจากมื้อเย็นอย่างนั้นหรือ?” เฟยฉีแง้มฝาหม้อดูก่อนจะเอ่ยเรียกเมนูอาหารที่เหล่าผู้มาเยือนไม่เคยได้ยินออกมา

    “ท่านเฟยฉีขอรับ เออ…”

    “อ่ะ พวกเจ้าคงหิวกันแล้วสินะ ข้าแค่กลัวว่าหากเปิดฝาออกมาแล้วมันจะหายร้อนน่ะ”

    “เช่นนั้นหรือขอรับ”

    “พวกเจ้ามาดูก่อนแล้วกัน สิ่งนี้คือสามชั้นปรุงรส เป็นเนื้อหมูป่าที่พวกข้าปรุงรสแล้วนำมารมควัน รสชาติเข้มข้นมาก เข้ากันดีกับมันฝรั่งนึ่งนะ” เฟยฉีเปิดชามหมูสามชั้นสีน้ำตาลที่หั่นบางราวปีกจักจั่น กับมันฝรั่งนึ่งมากมายในหม้อที่เต็มไปด้วยไอน้ำ “ส่วนหม้อนี้คือต้มเครื่องใน รสชาติเผ็ดร้อนและเปรี้ยวหวาน ทำเอาน้ำลายสอเลยนะ” เฟยฉีเปิดอีกหม้อที่อยู่ข้างๆ ที่ข้างในเต็มไปด้วยอวัยวะปริศนาที่ถูกต้มด้วยสมุนไพรที่ไม่ทราบที่มา

    อี้นัวผู้ที่ไม่เคยเก็บสิ่งใดไว้ในใจแสดงสีหน้ารังเกียจในทันที แต่ก็ไม่พ้นสายตาของเฟยฉีที่มองเขาด้วยความขำขัน

    “ก่อนอื่นข้าขอพูดกับพวกเจ้าสักหน่อยนะ อาหารที่ข้านำมาให้นั้นข้าไม่ได้บังคับว่าจะต้องกินหรือกินให้หมดหรอกนะ”

    “ท่านเฟยฉี…พวกข้า” อี้เฉินรับรู้ได้ทันทีว่าอี้นัวนั้นได้แสดงความไม่สุภาพออกไป และเขาก็พยายามจะขอโทษเฟยฉีในทันที แต่เฟยฉีก็ยกมือห้ามเข้าเสียก่อน

    “แต่พวกเจ้าน่าจะรับรู้ได้แล้วว่าดินแดนนี้ให้ความสำคัญเรื่องอาหารเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น…ถ้าตักแล้วก็อย่ากินเหลือทิ้งเด็ดขาด!!”

    “…”

    “ตักไปแต่พอดี กินไม่อิ่มค่อยตักใหม่ แต่อย่าตักไปจนเหลือทิ้งขว้างเล่า”

    “ขะ…ขอรับ”

    “อ่อ พวกสมุนไพรแข็งๆ ไม่ต้องกินก็ได้นะ อันนั้นข้าปล่อยผ่านได้ เดี๋ยวจะหาว่าข้ารักแกพวกเจ้าอีก” เฟยฉียังคงยิ้มอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันกลับและเดินออกไปที่ประตู “เช่นนั้น คือนี้ก็พักผ่อนเสีย เดี๋ยวตอนเช้าข้าจะเป็นคนปลดกลอนประตู ไม่ต้องทำลายมันออกไปเล่า”

    “ขอบพระคุณมากเลยขอรับ” และเหล่าผู้มาเยือนก็โค้งคำนับส่งเฟยฉีออกประตูไป

    (-)

    “เจ้าเสียมารยาทหลายครั้งหลายคราเลยนะอี้นัว” อี้เฉินหันมาตำหนิผู้เป็นน้องด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยใจ

    “ท่านพี่ก็…” อี้นัวก็อยากจะตอบกลับ แต่มันก็เป็นเรื่องจริงอย่างที่อี้เฉินได้ว่าไว้

    “““ใช่ๆ พี่รองเสียมารยาทมาก””” เสียงร้องผสานของแฝดสาม อี้เฟิน อี้เฟย อี้ฟาง ได้ดังขึ้นสนับสนุนอี้เฉิน

    “หนวกหูน่า พวกเจ้า!!” อี้นัวจึงหันกลับไปเอะใส่ แต่ทั้งสามก็หาได้เกรงกลัว แถมยังแลปลิ้นใส่อย่างทะเล้น

    “พวกเจ้าอย่าทะเลาะกันสิ” อี้เฉินเอ่ยปรามเหล่าน้องชายน้องสาว ก่อนจะเดินไปดูอาหารที่ถูกนำมาวางไว้ให้

    “ท่านพี่ดูสิ! พวกเขาช่างขี้เหนียว เหตุใดจึงให้หมูพวกเราเล็กน้อยถึงเพียงนี้ ดูสิ! หั่นบางราวกับปีกจักจั่นแบบนี้ แล้วไหนจะก้อนหินนี่อีก” ยังไม่ทันได้สำนึกผิด อี้นัวก็สาธยายความไม่พอใจออกมาไม่หยุด อี้เฉินทำได้เพียงสายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ

    “เจ้าอย่าลืมสิว่าพวกเราเป็นเพียงผู้มาเยือน การที่พวกเขาตระเตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้ให้พวกเราถึงเพียงนี้ก็มากเกินพอแล้ว”

    “โถ่ ท่านพี่”

    “อย่าพูดสิ่งใดอีกเลย รีบกินเสียจะได้เข้านอน”

    “ขอรับ” อี้นัวทำได้แค่เพียงทำตามอย่างเงียบๆ

    อี้เฉินจ้องมองเนื้อที่แสนบางก็ทำได้เพียงถอดถอนใจ ก่อนจะหยิบขึ้นมาหนึ่งแผ่นและนำเข้าไปในปาก

    “เค็ม! เข้มข้น!” อี้เฉินตกใจกับรสชาติที่เข้มข้นเกินไป มันมากเกินกว่าที่จะกินเปล่าๆ เพราะมันสมควรที่จะกินคู่กับบางสิ่งเช่นข้าว แต่พวกเขาไม่ได้เตรียมมานี่…เหลือก็เพียง

    “ท่านพี่ เป็นเช่นไรบ้าง?” อี้นัวถามอี้เฉิน ด้วยเพราะเขาทำสีหน้าที่ดูตกใจ

    “สิ่งนั้นคือมันฝรั่งใช่หรือไม่” อี้เฉินมองไปยังก้อนกลมสีเหลืองที่เต็มไปด้วยไอน้ำ

    “ท่านพี่จะกินเจ้าก้อนหินนึ่งหรือขอรับ ข้าว่า…”

    แต่ทว่ามือของอี้เฉินกลับเอื้อมไปจับเจ้าก้อนกลมนั้น ก่อนจะดมเบาๆ และกัดเข้าไปนึงคำ

    “ฮาฟู ฮาฟู ร้อน…เข้มข้น…แต่จืด” อี้เฉินค่อยๆ เป่าปากและลิ้มรสชาติของมันฝรั่ง จนสุดท้ายร่างกายของเขาค่อยๆ สั่นไหว และอ่อนแรงไปทั้งตัว

    “ท่านพี่…”

    “นี่ข้าหิวขนาดนี้เลยอย่างนั้นหรือ?” อี้เฉินมองมือทั้งสองข้างที่กำลังสั่นแม้จะถือเนื้อและมันฝรั่งอยู่ ด้วยเพราะร่างกายที่กำลังประท้วงบอกให้เข้ากัดและกลืนทั้งสองลงท้องโดยเร็ว

    “ท่านพี่ขอรับ” อี้นัวร้อนใจที่เห็นอี้เฉินนิ่งไป เขาจึงเอ่ยเรียกอีกครั้ง

    “สองอย่างนี้จำต้องกินคู่กัน เนื้อนี่รสชาติเข้มข้นมาก หากกัดเข้าไปคำใหญ่ เจ้าคงรับรู้แค่ว่ามันเค็มเท่านั้น แต่หากเจ้ากินกับมันฝรั่งนี่จะได้รสชาติที่พอดี แถมยังทำให้ร่างกายของพวกเจ้าอุ่นขึ้นอีกด้วย”

    “…”

    “พวกเจ้าก็ลองกินดูเถอะ” อี้เฉินรับรู้ได้ถึงความเงียบของคนรอบข้าง เขาจึงทำได้เพียงชักชวนให้คนที่เหลือเข้ามากินเท่านั้น

    เหล่าผู้มาเยือนทำได้เพียงมองหน้ากันและค่อยๆ เดินเข้ามาหยิบชิ้นเนื้อแสนบางไปคนละชิ้น พร้อมทั้งหยิบมันฝรั่งไปคนละหัว

    แต่เหตุการณ์แสนแปลกก็เกิดขึ้น พวกเขาค่อยๆ ละเมียดกัดกินชิ้นเนื้อพร้อมกับกัดมันฝรั่งคำใหญ่เข้าปากด้วยความหิวโหย พวกเขาต่างกระหายอยากอาหารเป็นอย่างมาก จนกระทั่งมันฝรั่งที่เตรียมมาเกือบจะหมด และสุดท้ายทุกคนก็มานั่งสงบสติ พร้อมทั้งสำนึกผิดว่าพวกตนนั้นกินอย่างตะกละมากเพียงใด

    “นี่คือต้มเครื่องในหรือ?” อี้เฉินใช้กระบวยคนอาหารในหม้อที่ต้มอวัยวะปริศนาครั้งนึง ด้วยเพราะตนนั้นกินมันฝรั่งไปไม่น้อย จึงอยากจะซดแกงอุ่นให้ลื่นคอ เขาใช้เวลาทำใจพอสมควรก่อนจะตักใส่ชามใบน้อย และยืนจ้องมันอยู่อย่างนั้น

    “ท่านพี่…นั่นมัน…เครื่องในนะขอรับ” อี้นัวยังคงทำหน้ารังเกียจแกงในชามใบนั้นเพราะหากคนทั่วไปพูดถึงเครื่องใน พวกเขาก็จะนึกถึงเพียงแค่กลิ่นเหม็นคาวเพียงแค่นั้น

    อี้เฉินที่กำลังยืนทำใจจึงอดไม่ได้ที่จะเขกหัวของอี้นัวไปหนึ่งที

    โป๊ก!

    “ข้าเพียงแค่อยากจะซดน้ำแกงเท่านั้น” อี้เฉินกลับไปทำใจอีกครั้งก่อนนะซดน้ำแกงลงคอไปอึกหนึ่ง

    “อู้ย…เป็นเช่นไรบ้างขอรับท่านพี่”

    “อะ…อร่อย” อี้เฉินตอบกลับด้วยสีหน้าที่ตกตะลึงกับร่างกายที่แข็งทื่อ

    คล้ายกับเรื่องยอดหญิงมหากาฬ ที่คุณอ่าน