บทที่7 ตอนที่43 : เผยตัวสายลับ
กลับไปที่ฝั่งของกลุ่มผู้ต่อต้านดันทัวร์ ณ ห้องฝึกต้นไม้.. สายลับของฝั่งอักขระแห่งความมืดผู้แฝงตัวมาคอยรายงานความเคลื่อนไหวภายในกลุ่มของเกษม ที่เพิ่งได้รับภารกิจใหม่ก็เริ่มลงมือปฏิบัติการแล้ว ภายในมือของเขากำมีดปอกผลไม้ที่ฉวยมาไว้แน่นพลางเดินหาเป้าหมาย ซึ่งผู้แฝงตัวนั้นใช้เวลาเพียงไม่นานก็ได้พบเข้ากับเกษมบริเวณรอบนอก ก่อนที่เขาย่องเข้าไปยังด้านหลังของเหยื่อก่อนจะเงื้อมือเพื่อหวังปลิดชีพ.. ฉึ่ก!!.. ฉึ่ก!!..เสียงมีดปักเข้าไปตรงตำแหน่งของหัวใจจากทางด้านหลังจนปลายมีดนั้นทะลุขึ้นมาทางหน้าอก.. ฆาตกรรีบดึงมีดออกอย่างรวดเร็วเพื่อให้เลือดภายในตัวของเหยื่อไหลออกจนเสียชีวิต และเมื่อรู้ตัวว่าตนเองถูกแทง เกษมก็ใช้มือกุมไปยังหน้าอกที่โชกด้วยเลือด ก่อนจะค่อย ๆ หันหน้ามาเพื่อมองใบหน้าของคนที่พยายามจะสังหารเขา โดยทันทีที่ได้สบตาว่าที่ฆาตกร น้ำตาผู้โดนฆ่าก็ปริ่มออกมาโดยพลัน“สะ.. โสต.. นายทำแบบนี้ทำไม?..”ถึงแม้ใบหน้าและรูปร่างจะเป็นของหนุ่มแว่นก็จริง แต่น้ำเสียงนั้นกลับไม่ใช่.. มันคือเสียงสะอื้นของหญิงสาวที่ทุกคนคุ้นหู ซึ่งหลังจากได้ยินเสียงที่พูดกลับเป็นตัวของสายลับเองที่ต้องช็อกจนตัวแข็ง เพราะเสียงที่ชายผู้มีหูเป็นอวัยวะพิเศษได้ยินนั้น มันกลับเป็นเสียงของมีสท์.. หญิงสาวผู้เป็นที่รักของเขา และแน่นอนว่าเดอะบัคจำเสียงเสียงนั้นได้เป็นอย่างดี และเพียงไม่นาน.. ร่างอันแดงฉานไปด้วยเลือดของเกษม ก็ค่อย ๆ มีแสงสีสมพูระยิบระยับเกิดขึ้น พลันแปลงเปลี่ยนกลับกลายไปเป็นรูปลักษณ์ของม่านหมอกอย่างช้า ๆ ก่อนจะเสียหลักทรุดลง พึ่บ!.. โสตินทรีย์พุ่งเข้าไปประคองร่างยอดดวงใจของเขาที่กำลังร่วงหล่น.. “ไม่จริง.. ไม่จริง!! ฮือออ.. มันเกิดเรื่องบ้าอะไรกันขึ้นเนี่ย!!” โสตร้องไห้ฟูมฟายด้วยความเจ็บปวดราวกับหัวใจของเขาแหลกเป็นเสี่ยง ๆ ในขณะที่โอบกอดมีสท์ไว้ในอ้อมแขน “มันคือพลังใหม่ที่ฉันปลุกขึ้นมาเองแหละ.. ฉันสามารถเปลี่ยนผิวหนังของฉันให้กลายเป็นคนอื่นได้” สาวผมเปียพูดอย่างอ่อนล้าพลางจ้องตาผู้ที่เป็นทั้งคนทำร้ายเธอเมื่อเสี้ยวนาทีที่แล้ว แต่กลับกำลังโอบกอดเธอด้วยความโศกเศร้าอยู่ในเวลานี้.. โดยชายผู้มีความเศร้าอยู่เต็มหัวใจก็ได้ถามต่อไปด้วยเสียงอู้อี้ที่สั่นเครือ “แล้วทำไมเธอถึงต้องแปลงร่างเป็นเกษมด้วย?” “ก็เพราะว่า เกษมคือคนที่ทำให้ฉันปลุกพลังนี้ขึ้นมาได้ยังไงล่ะ.. ความรู้สึกที่ไปกระตุ้นยีนของฉันคือความรู้สึกแห่งความรัก.. ฉันเลยมารอสารภาพรักอยู่ตรงนี้และอยากให้เขาเห็นพลังใหม่ของฉันเป็นคนแรก” มีสท์ที่ผิวหนังพิเศษของเธอได้รับพลังขั้นที่สองคือสามารถปรับรูปลักษณ์ภายนอกให้เป็นคนอื่นได้อธิบายอย่างแผ่วเบา จนโสตต้องโน้มตัวของเขาลงไปฟังใกล้ ๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้ความเจ็บช้ำทางใจของโสตมากขึ้นร้อยเท่าพันทวีหลังจากได้ยินสิ่งที่มีสท์พูด “ทำไมกัน? ทำไมกัน?.. หมอนั่นมันไม่เคยรักเธอเลยด้วยซ้ำ มันเห็นว่าเธอเป็นแค่เพื่อนเท่านั้น เจ้านั่นน่ะมันชอบเซียวซินฉี! ทำไมเธอถึงยังรักมันอยู่อีก!?” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำตาที่ไหลพรากพลางใช้สองมือกดลงไปบนบาดแผลของม่านหมอกเพื่อให้เลือดไหลออกช้าที่สุด “หึ ๆ ..” หญิงสาวเผยยิ้มอ่อน ๆ ออกมาพร้อมกับลมหายใจที่โรยริน “นายกับฉันก็คงเป็นคนประเภทเดียวล่ะมั้ง..” “ส่วนเรื่องที่เกษมชอบเซียวซินฉีน่ะ ฉันก็พอจะรู้แล้ว และที่ฉันตัดสินใจจะสารภาพรักตอนนี้ก็เพราะว่า วันนี้ที่เราไปทำภารกิจเอาเลือดวิเศษด้วยกัน ฉันก็สัมผัสได้ว่าเซียวซินฉีเองก็มีความรู้สึกพิเศษกับเกษมเหมือนกัน เลยคิดว่าถ้าฉันได้สารภาพรักตอนนี้อย่างน้อยเกษมก็คงจะได้รับรู้ว่าความรักที่ฉันมีให้เขามันมากมายขนาดที่สามารถใช้เบิกพลังใหม่ได้ เผื่อเขาจะมองเห็นฉันในสายตาบ้าง..” ทางฝั่งของมีสท์เองก็มีน้ำตาไหลรินออกมาไม่ต่างอะไรกับโสตที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย “ฉันน่ะ.. ชอบหมอนั่นตั้งแต่เขายังไม่รู้ว่าฉันมีตัวตนเลยด้วยซ้ำ..” สาวผมเปียหลับตาพริ้มพลางนึกภาพเรื่องราวต่าง ๆ ในมุมมองของเธอที่เกี่ยวกับเกษม ไม่ว่าจะเป็นการเจอกันครั้งแรกในตอนแสดงมายากลกับลุงควันที่หน้าโรงเรียนของเกษม ซึ่งตอนนั้นเป็นมีสท์เพียงฝ่ายเดียวที่เห็นชายผู้เป็นที่รัก รวมถึงตอนสบตากันอีกรอบเมื่อครั้งที่ดวงตาของชายหนุ่มถูกปลุกพลังขึ้นมาแล้วและทั้งคู่ต่างมองเห็นซึ่งกันและกันเป็นครั้งแรก อีกทั้งเหตุการณ์ประทับใจอื่น ๆ อีกมากมายในระหว่างการร่วมเดินเคียงข้างกันมา “นายยังไม่ตอบฉันเลยนะ ว่าทำไมนายถึงทำแบบนี้” มีสท์พูดพลางหายใจเขาเฮือกใหญ่ “ฮือ ๆ ๆ ๆ .. เพราะดันทัวร์ ท่านดันทัวร์สั่งให้ฉันทำ ฉันขอโทษนะ” ชายผู้รู้สึกผิดยังคงร้องไห้จนตาของเขาแดงก่ำ “วันนั้น.. ฉันไปช่วยนายไม่ทันสินะ.. ฉันขอโทษ.. ” สาวผู้โชคร้ายพูดอย่างเลื่อนลอยราวกับจะสิ้นลมหายใจลงในไม่ช้า “ไม่เป็นไรมีสท์ ไม่เป็นไร!! เธออย่าเพิ่งจากไปไหนนะ!! อยู่กับฉันก่อน!! รอฉันตรงนี้นะ!! ใช้จะไปขอเลือดของลี คา เพค มาช่วยเธอเอง!!” โสตเห็นทีท่าของมีสท์ที่เหมือนกำลังจะจากโลกใบนี้ไปก็ร้อนรนสุดขีด เขาพยายามเขย่าตัวมีสท์เพื่อเรียกสติ “ไม่ต้องหรอก มันคงไม่ทันแล้วล่ะ.. แต่ก่อนที่ฉันจะหลับไปฉันขออะไรนายอย่างหนึ่งได้ไหม?” ม่านหมอกพยายามลืมตาขึ้นมองชายร่างท้วมเพื่อร้องขออะไรบางอย่าง “ได้สิ! สำหรับเธอฉันทำให้ได้ทุกอย่างนั่นแหละ” โสตกุมมือหญิงสาวที่เขารักก่อนจะรับปากอย่างรวดเร็ว “แล้วถ้าฉันขอให้เธอล้มเลิกแผนที่จะฆ่าเกษมล่ะ? เธอจะยอมขัดคำสั่งของดันทัวร์ไหม?” มีสท์มองเข้าไปในดวงตาอันโศกเศร้า และเมื่อได้ยินคำขอร้องครั้งสุดท้าย โสตินทรีย์ก็ถึงกับชะงักไปชั่วครู่.. “ดะ..ได้สิ.. ฉันจะบอกท่านดันทัวร์ว่าฉันได้ใช้มีดแทงทะลุอกของเกษมไปแล้วด้วยมือของฉันเอง” โสตตอบด้วยน้ำตาทที่ซึมออกมาพลางจ้องมองแววตาอันเลื่อนลอยของสาวผมเปีย ก่อนที่มุมปากของหญิงสาวจะค่อย ๆ ปรากฏรอยยิ้มเล็ก ๆ หลังจากได้รับคำมั่น.. เธอใช้พลังชีวิตที่เหลือเพียงน้อยนิด เอื้อมมือไปปาดน้ำตาให้กับชายที่อยู่เบื้องหน้า “ขอบใจนะ.. เพื่อน..” ม่านหมอก เมฆะมายา เอ่ยเป็นประโยคสุดท้ายก่อนที่จะจากไปอย่างสงบ.. โสตผู้ซึ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกโศกเศร้า ได้โอบร่างอันไร้วิญญาณไว้ภายในอ้อมกอด “ไม่ว่าจะยังไง ฉันยังคงรักเธอเสมอนะมีสท์” เขาโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูหญิงสาวที่ร่างกายอาบไปด้วยเลือดสีแดงฉาน“ โ ถ่ โ ว้ ย ย ย ย ย ย! ! ! ! ! ! ! ! ! ”หลังจากฝากประโยคสุดท้ายให้กับยอดดวงใจที่ไม่มีวันกลับมา ชายผู้รู้สึกผิดมหันต์ตะโกนกรีดร้องขึ้นบนฟากฟ้าด้วยความเจ็บช้ำอย่างหาที่สุดไม่ได้.. และนขณะที่โสตกำลังร่ำไห้กับการจากไปอยู่นั้น เกษมที่เพิ่งคุยโทรศัพท์กับพ่อเสร็จก็ได้เดินเข้ามาตามคำเชิญชวนของมีสท์ แต่ภายใต้ความมืดมิด ซึ่งมีเพียงแค่แสงจันทร์ที่คอยให้แสงสว่างทำให้เขาเห็นอะไรไม่ค่อยชัดเจนนัก หนุ่มแว่นจึงเอ่ยถามขึ้น “โสต.. มีสท์เป็นอะไรน่ะ?” ซึ่งทันทีที่ได้ยินเสียงของเกษม รอยเขี้ยวของดันทัวร์ที่หลบอยู่บริเวณท้ายทอยของโสต ก็ร้อนรุ่มขึ้นมาราวกับมันต้องการเตือนสติว่า เขามีหน้าที่ที่จะต้องสะสางให้เสร็จอยู่ หนุ่มผมยาวค่อย ๆ วางร่างที่เต็มไปด้วยเลือดลง.. เขาหยิบมีดที่เพิ่งใช้ปลิดชีพคนรักขึ้นมากำไว้แน่น ภายในหูมีแต่เสียงคำขอร้องครั้งสุดท้ายของมีสท์ พร้อมกันกับที่ตราบาปตรงท้ายทอยยังคงร้อนผ่าว ในขณะที่โสตกำลังสับสนกับตัวเองอยู่นั้น.. สตีฟและเจ้าปั๊กกี้ก็พยายามดมกลิ่นตามหาตัวเกษมเพื่อที่จะบอกเรื่องสำคัญบางอย่าง เจ้าหมาน้อยตามกลิ่นไปเรื่อย ๆ จนพบเข้ากับกลิ่นอันเจือจางของเกษมที่ถูกกลบด้วยกลิ่นคาวเลือด และในจังหวะที่เกษมและสตีฟกำลังช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่นั้นเอง.. “ทำไมชีวิตของฉันต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้ด้วย!!” โสตตะโกนขึ้นด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะวิ่งถือมีดพุ่งตรงไปยังเป้าหมายที่แท้จริงของเขา พร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินออกมาอีกครั้ง แต่ทว่า.. ชายผู้โศกเศร้าไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การสังหารแต่อย่างใด เขากลับทำเพียงแค่วิ่งชนไหล่ผ่านตัวของเกษมมุ่งตรงไปยังทางออกจากห้องฝึกต้นไม้เท่านั้น เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก “นายไปตามคนมาดูอาการมีสท์ก่อน ที่เหลือค่อยว่ากัน!!” โดยเกษมที่ดึงสติขึ้นมาได้ก่อนนั้นได้หันไปตะโกนไหว้วานสตีฟ ก่อนที่เขาจะวิ่งตามโสตไปในทันที หนุ่มร่างท้วมกุมท้ายทอยอันร้อนรุ่มของเขาและวิ่งไปด้านหน้าอย่างไร้สติ.. ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตาไหลนองอาบลงแก้ม จนในที่สุดเขาก็ได้วิ่งไปถึงประตูห้องฝึกได้สำเร็จโดยมีเกษมวิ่งตามไปอย่างติด ๆ ภาพที่ชายผู้มีตาสองสีเห็นก็คือหูของโสตค่อย ๆ คลายสยายออกกลายเป็นปีกขนาดใหญ่แสนสง่างาม เขาสามารถเบิกพลังขั้นที่สองออกมาได้แล้วจากความรู้สึกที่โศกเศร้าสุดขีด แสงแห่งออแกเนียนออร่าที่แผ่ออกมาจากปีกนั้นเป็นสีดำอึมครึมสุดจะหมองหม่นและปกคลุมไปด้วยความเศร้า “นายทำอย่างนี้ทำไม!!?” เกษมตะโกนถามด้วยเสียงสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้ ซึ่งทางด้านของโสตที่กำลังหันหลังให้เกษมก็ได้เอียงหน้ากลับมามองด้วยแววตาอันเศร้าสร้อย ขอบตาของเขาแดงก่ำ ต่อมน้ำตายังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป แต่โสตก็ไม่ได้ตอบคำถามของเกษมแต่อย่างใด เขาหันหน้ากลับก่อนจะกระพือหูที่กลายสภาพเป็นปีกแล้วบินหายลับไปในความมืด.. เกษมเดินกลับไปด้านในห้องฝึกต้นไม้ที่บรรยากาศเปลี่ยนไปจากเมื่อสักครู่โดยสิ้นเชิง ทุกคนรวมถึง ไบซ์ โพซิเออร์ มิมิโนะ และไทรซ์ที่พึ่งฟื้นกลับขึ้นมาหลังจากได้รับสมุนไพร.. พวกเขามารวมตัวกันยืนล้อมรอบมิทาจิ ที่กำลังพยายามปฐมพยาบาลมีสท์อยู่ด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก “เสียใจด้วยค่ะ.. มันสายเกินไปแล้ว เราเสียมีสท์ซังไปแล้วค่ะ” นินจาสาวประกาศข่าวร้าย จนทำให้ทุกคนในที่นั้นต่างก็เศร้าคอตกไปตาม ๆ กัน.. โดยซีรินญ่าคือคนแรกที่กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จนโจเซฟต้องเข้าไปปลอบ “แล้วโสตมันทำแบบนี้ทำไม!!??” อลันถามขึ้นด้วยความโกรธแค้น “เรื่องนั้นฉันก็ไม่รู้ โสตไม่ได้พูดอะไรกับฉันเลย แต่ฉันรู้แค่ว่า.. ตัวเขาเองก็เสียใจไม่ต่างจากเราหรอก หรือบางทีอาจจะเสียใจมากกว่าเราด้วยซ้ำ” เกษมตอบเสียงเศร้า “ผมขอเสียใจกับการจากไปของคุณม่านหมอกด้วย แต่บัดนี้.. พันธะลิ้นได้สูญสลายไปแล้ว” ทุกคนต่างหันไปมองยังต้นเสียงที่คุ้นชิน แต่ก็ไม่ได้ยินมาสักพักใหญ่แล้ว และคนที่เปล่งวาจาออกมานั่นก็คือ.. เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม นั่นเอง! “ด้วยพลังแห่งเอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ขอบันดาลให้ บุคคลที่เป็นต้นเหตุแห่งความวุ่นวาย และการสูญเสียในครั้งนี้.. จงถูกจองจำในคุกใต้ดินของออแกเนียน ไม่ให้ได้เห็นเดือนเห็นตะวันไปตลอดชีวิต!” สุภาพบุรุษชุดทักสิโด้ไม่รอช้าที่จะใช้พลังอวัยวะพิเศษของเขาที่พึ่งได้กลับคืนมา ร่ายคาถาเพื่อลงโทษดันทัวร์ผู้ซึ่งเป็นตัวการก่อเรื่องวุ่นวายทั้งหมด ซึ่งหลังจากที่คุณเวิร์ดร่ายคาถาเสร็จ ดูจะมีเพียงชาชาเดียร์คนเดียวเท่านั้นที่แอบมีรอยยิ้มเล็ก ๆ ขึ้นมา เพราะอย่างน้อยชายผู้เป็นที่รักของเธอก็ยังคงมีชีวิตอยู่ แต่แล้วก็ได้มีเสียงท้วงติงขึ้นมาจนได้ “ทำไมคุณถึงไม่ประหารมันไปซะเลยล่ะครับ!? มันฆ่าคนด้วยนะครับเผื่อคุณไม่รู้! ตอนคุณโดนพลังของซีรินญ่าที่ถูกควบคุมโดยมันจนหลับไป มันก็ได้เรียกผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นไปแล้วก็สังหารเธออย่างโหดเหี้ยมต่อหน้าต่อตาของพวกเราเลยนะครับ!” โจเซฟพูดขึ้นด้วยความโกรธแค้น “ทุกอย่างล้วนมีกฎของมัน ผมทำไม่ได้หรอก” เอ็ดเวิร์ด สปีช ที่สามตอบกลับเสียงนิ่งเช่นเคย “แล้วคุณเวิร์ดสามารถช่วยชุบชีวิตของมีสท์ให้กลับมาได้ไหมครับ?” อลันลองถามบ้าง ถึงแม้เขาจะพอรู้คำตอบอยู่แล้วก็ตาม “ทุกอย่างล้วนมีกฎของมัน ผมทำไม่ได้หรอก” เดอะคอนโทรลเลอร์ตอบด้วยน้ำเสียงเดียวกันกับที่ตอบโจเซฟไม่มีผิดเพี้ยน “ที่จริงกฎของตระกูลสปีชก็มีระบุไว้ในตำราออแกเนียนอย่างละเอียดแล้วถ้าคุณศึกษา แต่ไม่เป็นไร.. ผมจะอธิบายกฎนั้นให้ทุกท่านได้รับทราบโดยทั่วกันตรงนี้ กฎของตระกูลสปีชมีอยู่หกข้อด้วยกันคือ หนึ่ง.ห้ามใช้พลังในการสังหาร,ทำร้ายผู้อื่น สอง.ห้ามใช้พลังในการชุบชีวิตหรือช่วยชีวิตผู้อื่น สาม.ห้ามเสริมพลังอำนาจให้ตัวเองและผู้อื่น สี่.ห้ามลดพลังอำนาจผู้อื่นถ้าผู้นั้นไม่ได้ทำผิดกฎของเหล่าออแกเนียน ห้า.ตัดสินโทษเหล่าออแกเนียนอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม หก.ไม่ทำสิ่งที่เกินหน้าที่ของสปีช” ชายมาดผู้ดีชาวอังกฤษไขว้มือไว้ด้านหลังพลางยืดอกตรงก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ชัดถ้อยชัดคำ “โดยคนในตระกูลสปีชทุกคนจะต้องใช้พลังอวัยวะพิเศษของตนสาบานกฎทั้งหกข้อที่กล่าวมานี้ตั้งแต่เริ่มเข้ามารับหน้าที่สืบทอด และโทษของผู้ฝ่าฝืนกฎมีอยู่สถานเดียวนั่นก็คือ.. ตาย..” เขาเล่าต่อ “นี่มันความสามารถหรือคำสาปกันเนี่ย..” ทันทีที่ฟังคุณเวิร์ดพูดจบโจเซฟก็ได้พึมพำออกมาเบา ๆ .. ย้อนกลับไปที่ปราสาทร้างขององค์กรอักขระแห่งความมืดที่กำลังจะล่มสลาย ในช่วงเวลาก่อนที่เอ็ดเวิร์ด สปีช ที่สาม จะร่ายคำลงโทษ “ชื่อจริง ๆ ของแกคืออะไร? สมุนคนแรกผู้ได้รับพลังที่ปลุกใหม่จากฉัน” ดันทัวร์ถามสมุนคนสุดท้ายของเขาที่ยังคงเหลือรอด “ผมชื่อ ไอนนนิ อัคคาพูลู เดอะไลน์ลิงค์เกอร์ ไม่สิ.. ตอนนี้ผมคือ เดอะควีน (The Queen) แล้ว” เขาตอบด้วยเสียงอันแข็งทื่อ “นับต่อแต่นี้ไป ฉันขอแต่งตั้งให้แกเป็นแรงค์เอสเอส(SS)ขององค์กรเดอะดาร์คอัลฟาเบต และในตอนนี้แกคือผู้แข็งแกร่งที่สุด แข็งแกร่งกว่าไอ้จิมมี่คนทรยศ แข็งแกร่งกว่าทุกคนบนโลกนี้! เอาล่ะไอนนนิ.. อีกไม่นานไอ้เวิร์ดมันก็คงจะสาปฉันแล้ว ฉันจึงจะขอฝากภารกิจสุดท้ายให้แกไปทำ.. จงไปจองล้างจองผลาญไอ้พวกเกษมซะ!! อย่าให้มันได้มีความสุข! ฆ่าพวกมันให้สิ้นซาก!!” ดันทัวร์ตะโกนสั่งการขึ้นอย่างบ้าคลั่ง “และอย่างสุดท้าย.. จงประกาศให้โลกรู้ว่า ฉันคือ!.. ดันทัวร์ เทเปส ดิเอ็มเพอร์เรอร์! ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ” ชายผู้พร้อมรับผลกรรมที่เขาได้ทำเอาไว้ได้ออกคำสั่งเป็นครั้งสุดท้าย.. ฉับพลันก็มีแสงพลังงานสีน้ำเงินรูปทรงราวกับเป็นยมทูตที่มาพร้อมกับเคียวเล่มใหญ่ปรากฏล้อมรอบตัวของเขา ก่อนที่ผู้นำแห่งองค์การอักขระแห่งความมืดอันชั่วร้ายจะถูกคมเคียวนั้นกระชากหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งหลังจากได้ยินคำสั่งเสียของเจ้านายผู้มอบพลังอันไร้เทียมทานให้ ไอนนนิก็เริ่มภารกิจในการตามล่าพวกของเกษมทันที.. โดยเขาใช้เวลาเพียงไม่นานก็รู้ว่าตอนนี้กลุ่มคนที่เป็นดั่งภารกิจสุดท้ายของเขา กำลังอยู่ที่ห้องฝึกต้นไม้เนื่องจากได้รับข้อความจากสายลับ และเมื่อรู้ดังนั้น เดอะควีนก็ไม่รอช้าที่จะมุ่งหน้าไปสะสางธุระของเขา..