นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 137 ลูกหลานแห่งไฟ

        ตอนที่ 137 ลูกหลานแห่งไฟ

         

         

        โอไรออนอ้าปากค้างกับภาพนั้น ผู้คนรอบด้านต่างส่งเสียงเฮกันอย่างคึกคัก เรอุสยิ้มแย้มอย่างภูมิใจ ยังคงถวายความเคารพไปยังราชวังเวียเซลในหลุมลึกด้วยเศษแร่รูบีออนนั้น

         

        “การโจมตีระดับนั้น เพื่อแร่ก้อนเท่านี้?” โอไรออนเอ่ยขึ้นอย่างงุนงง เขาไม่เข้าใจเลยว่าการกะเทาะแร่เล็ก ๆ ชิ้นแค่นั้นกลับกลายเป็นเทศกาลอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร

         

        อีกเรื่องหนึ่งคือแร่รูบีออนนั้นแข็งถึงเพียงไหนกัน การโจมตีระดับนั้นเพียงทำได้แค่แซะก้อนแร่เล็กเท่าปลายเล็บเท่านั้น แทบไม่อาจเห็นรอยที่แร่หลักได้เสียด้วยซ้ำ ตัวแร่หลักนั้นใหญ่โตราวกับเมืองทั้งเมืองแต่กลับนำมาใช้ได้เพียงเท่านี้

         

        “โอไรออนไม่สงสัยเหรอว่าทำไมบาราทรัมถึงมีหินแร่มากมายขนาดนี้ แร่ทั้งหมดทำไมถึงเปล่งแสงและคุมคุณภาพได้ดีเยี่ยมเช่นนี้ ทำไมแก่นลาวาร้อนสูงที่พวกเราใช้เป็นพลังงานถึงมิเคยมอดดับหรือหมดไป” มีครูสเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของโอไรออน

         

        “แร่รูบีออนที่ถูกกะเทาะออกมานั้นน่ะ คือแหล่งพลังงานหลักของทั้งบาราทรัม” มีครูสยิ้มอย่างภูมิใจกับสีหน้าตกตะลึงของโอไรออน

         

        “แร่..ก้อนเท่านั้นเนี่ยนะ..” โอไรออนตอบตะกุกตะกัก

         

        “ใช่ เตากำเนิดพลัง ตัวส่งเสริมหินแร่ ตัวสร้างความดันจากหินแร่ ตัวเร่งความร้อน ทั้งหมดใช้พลังจากการที่เรานำแร่รูบีออนก้อนนั้นไปหลอมในเตาจักรพรรดิในราชวัง” มีครูสตอบ

         

        “และทุก ๆ ปี คมเขี้ยวแห่งผืนดินจะทำหน้าที่กะเทาะแร่นั้น เพียงเศษเสี้ยวก็มากพอจะหล่อเลี้ยงพลังงานของทั้งเมืองไปได้ตลอดปี และเพื่อเฉลิมฉลองการเติมพลังงานและขอบคุณแร่รูบีออน ก็คือเทศกาลกะเทาะแร่ไง”

         

        โอไรออนสีหน้าแดงซ่าน เขายังคงตื่นเต้นกับทุกสิ่งไม่หาย ยิ่งได้รับรู้ว่าแร่ที่โคตรแข็งก้อนนั้นเมื่อกะเทาะออกมาได้ขนาดราวเสี้ยวเล็บ สามารถนำไปหลอมเพื่อเป็นพลังงานหล่อเลี้ยงให้เมืองขนาดยักษ์เช่นนี้ได้ทั้งปีเขาก็ยิ่งตื่นเต้นขึ้นไปอีก

         

        “แร่รูบีออน... สุดยอดไปเลย!” โอไรออนร้องขึ้นมาอย่างตื่นเต้น มีครูส โรนัล และเอวานยิ้มให้กับความตรงไปตรงมาและจริงใจของโอไรออน

         

        นิทานย่อมตื่นตะลึงกับแร่นั้นและข้อมูลที่เขาพึ่งทราบเช่นกัน เพียงแต่เขาเก็บอาการเก่งกว่ามาก เพียงยิ้มน้อย ๆ ก่อนทำความเคารพตามคนหมู่มาก

         

        บนแท่นพิธี แร่ก้อนนั้นเริ่มลอยออกมาจากมือของเรอุสช้า ๆ ก่อนลอยลงไปในหลุมยักษ์ไร้ก้นที่ล้อมรอบแร่รูบีออน เพียงไม่นาน เสียงอันหนักแน่นแข็งแกร่งนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง

         

        “บรรจุเข้าเตา”

         

        คราวนี้รอบจัตุรัสกลับกลายเป็นเงียบเสียง ไร้ซึ่งเสียงรบกวนใด ราวกับทั้งจัตุรัสและคนนับล้านต่างตั้งตารอผลลัพธ์

         

        ผ่านไปเพียงไม่ถึงนาที ทั่วทั้งเมืองที่มืดมิดลง หลงเหลือเพียงแสงของแก่นลาวาก็ส่องสว่างขึ้นอีกครั้ง แร่ทั้งหมดที่รายล้อมเมืองเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าที่เคย ราวกับพลังชุดใหม่ได้รับการบรรจุเข้าไปในตัวพวกมันจนเต็มเปี่ยม

         

        บาราทรัมยามนี้สุกสกาวอย่างน่าเหลือเชื่อ เปี่ยมไปด้วยพลังงาน ทั่วทุกพื้นที่ราวกับอัดแน่นไปด้วยไอความร้อนของแก่นลาวาและแสงเจิดจ้าจากหินแร่

         

        เรอุสลุกขึ้นยืนช้า ๆ ก่อนหันมาป่าวประกาศ

         

        “เทศกาลกะเทาะแร่ เสร็จสิ้น!”

         

        เสียงกึกก้องดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ทุกคนต่างโห่ร้องกันอย่างมีความสุข ข่ายเวทมนตร์หลายแห่งได้รับการจุดขึ้น รูปสลักงดงามต่างปรากฏตามที่ต่าง ๆ ที่ตระการตาที่สุดคือหินแร่ปริมาณมหาศาลตามกำแพงและเนินดิน พวกมันต่างส่องแสงเรืองรองเรียงกันเป็นรูปทรงต่าง ๆ นิทานรู้สึกราวกับว่าตนได้มาสู่อีกโลกหนึ่ง เกิดเป็นภาพอันวิจิตรตระการตาและบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง

         

        เมื่อเรอุสจากไปคนที่จัตุรัสกลับยังไม่จากไปไหน พวกเขาต่างโห่ร้องเต้นระบำกันอย่างสนุกสนาน แผงลอยมากมายพลันผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด หินแร่มากมายที่พื้นผุดขึ้นมาเป็นโต๊ะและที่นั่ง

         

        งานเลี้ยงฉลองที่แท้จริงพึ่งจะเริ่ม

         

        ———————————————————————————————————————

         

        “องค์ชาย พบตัวเป้าหมายแล้วครับ นิทานขณะนี้อยู่ที่บาราทรัมครับ” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเงามืดในห้องที่ได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา

         

        “บาราทรัม? หรือว่าไพลินจะเป็นคนส่งไปทางลับ?” ชายผู้มีเรือนผมสีแดงดั่งเพลิงและนัยน์ตาสุกสกาวสีชมพูถามขึ้นอย่างสงสัย

         

        “มิอาจทราบครับ เงาเพลิงหลายคนที่ติดตามตัวนิทานในนครรัตนะเพียงกล่าวว่านิทานใช้เครื่องรางปกปิดบางอย่าง รวมถึงการเข้าสอดแนมระยะประชิดก็ทำได้ยากด้วยครับ” เสียงจากเงามืดตอบ

         

        “เครื่องรางปกปิดก็หาซื้อไม่ยากนี่นะ แต่เงาเพลิงมิอาจเข้าใกล้ได้เชียวหรือ? ดูเหมือนน้องข้าจะมอบของดีให้มันติดตัวไม่น้อยทีเดียว” เขาเอนหลังกับพนัก มือหนึ่งถือแก้วใสที่มีเครื่องดื่มสีม่วงเข้ม

         

        “สมควรเป็นสมบัติตรวจจับระดับสูง เงาเพลิงหลายต่อหลายคนที่พยายามเข้าใกล้ถูกนิทานหันมาจับสังเกตได้ทั้งสิ้นครับ พวกเขาจึงเหลือหนทางเพียงการตามรอยจากไกล ๆ และนั่นเป็นเหตุที่ทำให้พวกเขามิอาจตามรอยได้ทันท่วงทีเมื่อเครื่องรางปกปิดถูกใช้งาน” เงามืดอธิบายข้อมูลจากสารในมือตน

         

        “ก็คือหลังจากนั้นพวกเจ้าก็ไม่พบร่องรอยอื่นใดอีก จนกระทั่งสายข่าวที่บาราทรัมรายงานมาว่าเป้าหมายที่พวกเจ้าควรจับตาดูกลับไปเที่ยวเล่นในเทศกาลกะเทาะแร่ของบาราทรัมเสียอย่างนั้น?” แม้ใบหน้าขององค์ชายจันทรกานต์จะยังคงมีรอยยิ้มนุ่มนวลหากเงามืดกลับเริ่มปรากฏเหงื่อไคลที่ไหลลงมาตามจมูก

         

        “ปะ..เป็นเช่นนั้นครับ” เงามืดตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

         

        “เช่นนั้นเหตุการณ์ที่เมืองท่าข้างสมุทรเล่า ท่านป้าถึงกับมุ่งตรงไปด้วยตนเอง จะไม่เกี่ยวข้องกันเลยงั้นหรือ?” องค์ชายจันทรกานต์ถามต่อ

         

        “เหล่าเงาเพลิงคิดเช่นนั้นครับ ระยะห่างระหว่างเมืองท่าข้างสมุทรและบาราทรัมนั้นไกลเกินไป หากอาศัยพาหนะโดยสารธรรมดาย่อมไม่อาจไปถึงบาราทรัมได้ทันเทศกาลครับ หน่วยเงาเพลิงจึงลงความเห็นว่าอริยะแปลงเพลิงสมควรมีธุระอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกันที่เมืองท่าข้างสมุทรเสียมากกว่า” เงามืดตอบอย่างนอบน้อม

         

        “เจ้ากำลังพูดถึงเรื่องที่กลุ่มย่อยขององค์กรค้าทาสถูกทำลายที่เมืองท่าข้างสมุทร?” องค์ชายจันทรกานต์เลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ

         

        “หน่วยเงาเพลิงและตัวข้าเองมีความเห็นเช่นนั้น และเหตุผลอีกข้อคือพวกข้าไม่คิดว่าองค์หญิงไพลินและอริยะแปลงเพลิงจะให้ความสำคัญกับอัจฉริยะไร้อนาคตผู้นั้นถึงเพียงนั้น”

         

        “นิทานมิใช่ผู้ที่มีความสามารถพอจะเปลี่ยนแปลงกระแสของอาณาจักรได้ ดังนั้นความสำคัญจึงต่ำต้อย ไม่คู่ควรให้อริยะแปลงเพลิงปรากฏตัวด้วยตนเอง” เงามืดกล่าวสรุป

         

        องค์ชายจันทรกานต์จิบเครื่องดื่มในมือ สายตาของเขาเหม่อลอยมองดูดวงดารายามค่ำคืนข้างนอกหน้าต่าง ในช่วงนี้ของปีนครรัตนะจะมีฟากฟ้าที่ไร้เมฆดำ เขาเห็นกลุ่มดาวเพลิงที่ส่องประกายอยู่บนฟากฟ้าได้อย่างชัดเจน

         

        “องค์หญิงไพลินได้รับการกล่าวขานเรื่องความเมตตาและรักประชาชนมาช้านาน ข้าคิดว่าองค์หญิงอาจร้องขอให้อริยะแปลงเพลิงนำตนไปตรวจสอบเรื่องการค้าทาสหลังจากได้รับข่าวครับ” เงามืดเริ่มกล่าวขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงของเขาเสริมด้วยความมั่นใจยิ่งขึ้น

         

        องค์ชายจันทรกานต์ไม่ตอบคำ เพียงเอียงแก้วในมือไปมา เล่นกับเครื่องดื่มที่เอนเอียงพร้อมจะหกร่วงจะแก้วได้ทุกเมื่อ

         

        “องค์ชาย ข้าขอบังอาจถามบางสิ่งได้หรือไม่” เงามืดกล่าวขึ้นอีกครั้ง

         

        “ว่ามา” องค์ชายจันทรกานต์ตอบยานคางด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

         

        “เหตุใดท่านต้องให้ความสนใจนิทาน วงจันทราถึงเพียงนั้น มันเป็นเพียงอัจฉริยะที่หมดอนาคตแล้วเท่านั้น ใช้คำว่าของที่พังแล้วยังมิเกินเลย ถึงมันจะเข้าฝั่งกับองค์หญิงไพลินก็มิคู่ควรให้ท่านต้องระแวดระวังแม้แต่น้อย”

         

        องค์ชายจันทรกานต์เผยรอยยิ้ม เขานึกไปถึงค่ำคืนในงานเลี้ยง พวกเขามิได้เอ่ยวาจากันแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่จะสบตากันเสียด้วยซ้ำ หากยามที่องค์ชายจันทรกานต์มองดวงตาสีน้ำเงินเข้มของชายหนุ่มคนนั้นเขากลับรู้สึกได้ถึงบางสิ่งภายในนั้น

         

        “เจ้ายังไม่เข้าใจ หากสัตว์ร้ายค้นพบตัวเองแล้วจะเป็นเช่นไร” องค์ชายจันทรกานต์หัวเราะน้อย ๆ

         

        “ทำตามคำสั่งต่อไปก็พอ ที่บาราทรัมคงยากจะสะกดรอยต่อ คอยรายงานการเคลื่อนไหวของมันคร่าว ๆ ก็พอ”

         

        เงามืดเพียงตอบรับ เขาไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าองค์ชายจันทรกานต์หมายถึงสิ่งใด หากในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาแล้วมันมีหน้าที่เพียงปฏิบัติตามคำสั่ง

         

        “แล้วก็ตรวจสอบเมืองท่าข้างสมุทร คนที่เข้าเมืองใหม่ นักผจญภัยหน้าใหม่ โจรสลัดที่ไม่คุ้นหน้า ทั้งหมดที่มีสัตว์อสูรคู่หูอยู่ข้างกาย ตรวจสอบให้หมด ข้าไม่เชื่อว่าน้องรักของข้าจะเพียงไปชมการสืบสวนเรื่องการค้าทาส” องค์ชายจันทรกานต์เอ่ยสั่ง เมื่อเขาคิดถึงนัยน์ตานั้นทีไรเขาก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น

         

        เขาเห็นสัตว์ร้ายภายในนั้น สัตว์ร้ายที่ราวกับรอการกระตุ้นตื่น สัตว์ร้ายที่มิอาจเชิดหน้ามองโลกเพราะสถานภาพและโอกาส

         

        “องค์ชายครับ แม้จะเพิ่มเรื่องมีสัตว์คู่หู หากก็มีจำนวนเกือบพันอยู่ดีที่เข้าเมืองท่าข้างสมุทร จะให้ใช้กำลังพลทั้งหมดตรวจสอบข้าคิดว่า…” เงามืดเอ่ยค้าน หากวินาทีนั้นเองที่มันรู้สึกได้ถึงความร้อนลวกรอบลำคอ

         

        องค์ชายจันทรกานต์ไม่ได้หันมามองมันแม้แต่น้อย หากมันรู้ตัวดีว่าหากมันกล่าวอีกคำศีรษะของมันจะหลุดจากบ่า

         

        “รับคำสั่ง” มันกล่าวอย่างสั่นเครือก่อนจะสลายหายไป ในความมืดของห้องอันหรูหราไม่ปรากฏสิ่งใดอีก

         

        องค์ชายจันทรกานต์ดื่มเครื่องดื่มทั้งหมด บนฝ่ามือปรากฏเปลวไฟ หลอมละลายแก้วนั้นจนกลายเป็นของเหลว เขาฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี บิดดัดของเหลวความร้อนสูงจากแก้วนั้นให้เป็นรูปตุ๊กตาคนตัวเล็ก

         

        “น้องพี่ เจ้าถึงกับพบเจอตัวหมากที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ แม้จะยังไร้พลังและยังไร้อนาคตแต่สัญชาตญาณของนักปกครองไม่เคยผิดพลาด” องค์ชายจันทรกานต์หัวเราะพลางบีบตุ๊กตาแก้วนั้นให้แตกคามือ

         

        “อนาคตสามารถขีดเขียนขึ้นใหม่ ชะตามิอาจถูกบังคับฝืนรั้ง มีเพียงตัวตนและวิญญาณเท่านั้นที่กำหนดทุกสิ่ง” ภาพของชายหนุ่มที่ปรากฏความบ้าคลั่งในดวงตายามไอ้หน้าโง่ที่เขาไม่อาจจำชื่อได้กล่าวดูถูกสัตว์คู่หูของเขา

         

        ความกล้าที่จะลงมือแม้ตนจะไร้สถานะ ความทะนงตนที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากสุดนิ่งเฉยและไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับผู้คนบนใบหน้า ยิ่งเขาคิดตัวของเขาก็ยิ่งสั่นสะท้าน

         

        ตัวขององค์ชายจันทรกานต์พลันถูกห้อมล้อมไปด้วยเพลิงกัลป์สีม่วง ตัวของเขาราวกับกลายเป็นร่างจุติแห่งไฟ เก้าอี้ที่เขานั่งพลันหลอมละลายราวกับทำขึ้นจากน้ำแข็ง

         

        “ข้าปรารถนา! ข้าปรารถนาจะเห็นทิฐินั้นหลอมละลายภายใต้เพลิงข้า!” องค์ชายจันทรกานต์หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ในห้องส่วนตัวของตนที่เต็มไปด้วยข่ายอาคมมากมายและการป้องกันของราชวังไฟกัลป์ มิมีสิ่งใดลอบฟังหรือเห็นการกระทำของเขาได้

         

        เว้นเสียแต่เพลิงกัลป์ที่แท้จริงที่ประทับอยู่ ณ ยอดของราชวัง นัยน์ตาเพลิงกัลป์คู่นั้นมองเชื้อไขของตนหัวเราะอย่างบ้าคลั่งด้วยแววตาสนุกสนาน

         

        “ลูกหลานแห่งไฟเอ๋ย จงแผดเผาและเจิดจ้ายิ่งขึ้นกว่านี้”


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน