***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ออฟซิเดียน]
ค่ายมีสภาพพังเละเทะไม่มีชิ้นดี
สภาพของค่ายที่พวกเราทุ่มทุนลงแรงสร้างถึงหนึ่งวันเต็ม ได้พังทลายสิ้นภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
ยอดผู้บาดเจ็บมีทั้งหมดถึง 300 กว่าคน และมีผู้เสียชีวิตมากถึง 200 คน
เป็นนักรบของชนเผ่าท้องถิ่น 40 คน พวกผู้ใหญ่ที่เป็นทหารอีก 20 คน
ส่วนที่เหลือคือพวกนักเรียน…
“ทุกคนขึ้นรถ! พวกเราจะกลับโรงเรียนเดียวนี้! ”
ผอ. บานา กรีดเสียงดังไปทั่วป่าด้วยน้ำเสียงอันเหี้ยมเกรียม
ดวงตาสีเทาของเขากำลังกลายเป็นสีแดงฉาน และเต็มไปด้วยรอยจ้ำของคนที่ร่ำไห้
เพราะว่าหนึ่งในกลุ่มของผู้ใหญ่ที่เสียชีวิตไปนั้น มีลูกชายของเขาหนึ่งคนรวมอยู่ด้วย
เห็นว่าคนโตสุดแขนขาดไปข้าง ส่วนคนรองโดนไฟคลอกตายอย่างน่าอนาจ
พวกเขาทั้งคู่คือพี่ชายของพรุน...
เพราะมีเรื่องของโฮปกับไฮเจนรบกวนจิตใจอยู่แล้ว พอมาพบว่าหนึ่งในพี่ชายที่เกี่ยวข้องโดยสายเลือดตายจากไปแบบไม่ทันได้กล่าวอำลา เธอเลยยิ่งช็อคทำอะไรไม่ถูก
อาชีพนักสำรวจมันอันตรายจริง ๆ …
นี่คือความจริง… เป็นความจริงที่ฉันทำเป็นปิดตาข้างหนึ่งแล้วไม่เคยตระหนักถึงมันมาก่อน
ฉันไม่รู้ว่าควรจะพูดปลอบใจพรุนยังไงดี
เพราะฉันเองก็ยังรู้สึกตกใจไม่หายกับการจากไปของโฮปกับไฮเจน
“หรือว่าฉันควรเลิกเดินในเส้นทางนี้ดี? ดอง...”
ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต
แม้แต่ยอดวีรบุรุษอย่าง ผอ. บานา ก็ยังไม่อาจปกป้องลูกชายตัวเองได้เมื่อถึงคราวเจออันตราย
เพราะแค่จะปกป้องชีวิตของตัวเองก็แทบจะเต็มกลืนแล้ว
ความจริง…
นี่คือความจริงที่ไม่เคยไม่ปราณีใคร
ฉันเช็ดหยาดน้ำตาบนใบหน้าออก
“โฮป… ไฮเจน… พวกนาย… ฉันจะมีชีวิตต่อไปในส่วนของพวกนายเอง ดอง...”
พวกเขายอมสละชีวิตเพื่อช่วยฉันที่ตกอยู่ในอันตราย
ทั้งหมดเป็นความผิดที่ฉันประมาทเอง
ดังนั้นฉันจะต้องเข้มแข็งแล้วก้าวเดินต่อไป
มีชีวิตแทนในส่วนของพวกเขาที่ได้ตายจากไป
ตอนนี้ฉันทำได้เพียงแต่สิ่งนี้เท่านั้น… ดอง...
***เจ้าหนุ่มยาจก [โฮป]
“ฮัดชิ่ว! ”
“แค๊ก! ”
ผมกับเจ้าไฮเจนต่างจามออกมาพร้อมกัน
ทำไมรู้สึกเหมือนกำลังโดนใครสักคนแช่งให้ตายอยู่เลยฟะ
"... ตอนนี้รีบกลับค่ายกันก่อนเถอะไฮเจน"
"ค่ะ---อืม…"
"...เมื่อกี้นี้พูดว่า [ค่ะ] ใช่ไหม? "
"ปะ… เปล่านะ"
"จะว่าไป เหมือนเคยมีเหตุการณ์ที่แกหวีดร้องเป็นผู้หญิง แถมยังเคยบุกหอพักหญิงอยู่ด้วยนี่? ไม่ใช่ว่าใจจริงอยากจะเป็นผู้หญิงอยู่แล้วหรือเปล่า? "
"มะ… ไม่ใช่สักหน่อย…"
แล้วทำไมต้องบิดตัวเขินตอบด้วยฟะ?
" ยังไงก็ทำโคลนนิงน้องหนูได้อยู่แล้ว กลับไปค่อยต่อกลับก็ได้นี่? "
"...นายไม่ชอบที่ฉันเป็นแบบนี้เรอะ? "
“อยู่ ๆ เพื่อนผู้ชายกลายเป็นผู้หญิง แถมเป็นผู้หญิงแบบตรงตามตัวอักษรด้วย ใครมันจะตั้งตัวได้ทันทีกันละฟะ? ”
“รังเกียจเราที่เป็นแบบนี้หรือ? ”
“...เปล่า”
“อืม! ”
แล้วทำไมต้อง [อืม] แบบดีใจกันด้วยละฟะ!?
สถานการณ์ปัจจุบันของป่าบึงมรกต คือได้กลายเป็นทะเลสาบสีเขียวที่มีความลึกราวหนึ่งเมตรครึ่ง
ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็พบแต่ผืนน้ำสีเขียวที่มีดอกบัวเฮเดสสีดำลอยกระจายตัวไปทั่ว
สัตว์ป่าน้อยใหญ่ต่างเลี่ยงผืนน้ำ แล้วพร้อมใจกันปีนขึ้นสู่ที่สูง
พวกเราเองก็ทำแบบนั้นเช่นกัน
เพราะกลัวว่าจะโดนลอบโจมตีจากอะบอมอีกครั้ง คราวนี้เลยทิ้งระยะออกมาจากริมน้ำไกลถึงสิบเมตร
ถ้ายังจะยืดระยางมาโจมตีได้ไกลถึงตรงนี้ ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วละ
"กรี๊ดดดดด! "
"กะ---เกิดอะไรขึ้น!? "
"คะ---โครงกระดูก! มีโครงกระดูกอยู่ตรงนี้ด้วย! "
ผมหันไปมองในทิศที่ไฮเจนชี้
ที่ตรงนั้นมีโครงสร้างล้ำสมัยที่ดูเก่าแก่ปรากฏอยู่
มันมีรูปลักษณ์คล้ายท่อเหล็กขนาดใหญ่ที่ถูกฝังลงไปในพื้นดิน
ผิวของมันดูเก่าแก่ สีหลุดร่อน และเต็มไปด้วยวัชพืชเกาะแน่น
ที่ตรงฐานของเสาทรงกลมลึกลับนั้น มีโครงกระดูกมนุษย์กองอยู่ด้วยกันสองศพ
ไม่สิ เป็นโครงกระดูกของเผ่ามนุษย์สัตว์หรือเปล่า?
ว่าแต่ของแค่นี้ถึงกับจะต้องตกใจด้วยหรือไฮเจน?
"โฮป…"
"...รู้แล้ว"
เจ้าไฮเจนมันเข้ามาเกาะที่แผ่นหลังของผมราวกับเป็นสาวน้อยผู้อ่อนแอ
เออ...ไอนิสัยที่เคยหยิ่งในศักดิ์ศรีของแกมันหายไปไหนหมดแล้วฟะ?
น้องหนูเอ็งพึ่งขาดไปแปบเดียวเองนะ! นิสัยจะเปลี่ยนเร็วไปหรือเปล่าเฮ้ย!?
เริ่มรู้สึกชักจะแหม่ง ๆ กับไอหมอนี่แล้วแฮะ...
หวังว่าจริง ๆ มันคงไม่ได้กำลังรู้สึกชอบตรูหรืออะไรแบบนี้หรอกใช่ไหม?
เพราะคนที่ผมหลงรักนะ คือดิวซ์คนนั้นต่างหาก!
ถึงจะยังไม่เคยเริ่มลงมือจีบจริงจังสักครั้งเลยก็ตามทีอะนะ...
"อืม... และอืม… "
ผมเริ่มสำรวจโครงกระดูกทั้งสองตรงหน้า
โครงสร้าง ขนาด และรูปลักษณ์…
นี่เป็นโครงกระดูกมนุษย์ไม่ผิดแน่นอน
หนึ่งคนเป็นโครงกระดูกเพศชาย ส่วนอีกคนเป็นเพศหญิง
แถมเสื้อผ้าที่สวมใส่เอาไว้ ยังเป็นของหน่วยงานนักสำรวจอีกด้วย
ทั้งสองคนตายในสภาพที่ถูกบานประตูของเจ้าท่อกลมตรงนี้หนีบเขาเอาไว้ทั้งคู่
ดูจากบริบทโดยรวมแล้ว คงอนุมานได้ว่าคนเพศชายกำลังพยายามช่วยฝ่ายหญิงเพื่อให้หนีออกมา
แต่คงทำไม่สำเร็จ เลยจบลงที่ต้องมาติดแล้วตายด้วยกันทั้งคู่ไป
ในมือของทั้งสองคน ต่างกำลังกุมเอาไว้ด้วยกันจนแน่น
ราวกับเป็นคู่รักเช่นนั้น
"นี่มัน… กระดาษ? "
ในมือที่ทั้งสองคนกุมเอาไว้ มีกระดาษถูกกำอยู่ในมือหนึ่งแผ่น
ผมดึงมันออกมาช้า ๆ จากช่องว่างของโครงกระดูกอย่างระวัง
"นี่มัน…"
มันคือจดหมายลาตายที่ถูกเขียนด้วยเลือด…
***
ถึงผู้ที่มาพบศพของพวกเราสองคน…
พวกเราคือนักสำรวจแห่งไพโอเนียร์
พวกเราได้รับภารกิจให้มาตรวจสอบป่าทางทิศตะวันตกของทวีป
ที่ป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยบึงขนาดเล็กจำนวนมาก
ทีมของพวกเราจำนวนสิบชีวิตเริ่มทำการสำรวจตามแผนการที่ได้รับมอบหมาย
แต่พวกเรากลับพลาดท่าให้กับสัตว์ป่าท้องถิ่นของที่นี่อย่างไม่น่าให้อภัย
สัตว์ป่าที่มีรูปร่างคล้ายสไลม์สีเขียวของป่านี้ มีพฤติกรรมที่แปลกประหลาด
พวกมันฉลาด และรู้จักวิธีล่าเหยื่อโดยการใช้ตัวล่อกับการลอบโจมตี
พวกเราพยายามหลีกเลี่ยงไม่ปะทะกับพวกมัน แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้
พวกเราถูกพวกมันล้อม ถูกลอบโจมตีจนเริ่มเหนื่อยล้า
พอรู้ตัวอีกที ทีมของพวกเราก็เหลือเพียงแค่สี่คนแล้ว
พวกเราตั้งใจที่จะกลับไปฐานหลัก เพื่อแจ้งเตือนเรื่องสัตว์อันตรายพวกนี้
แต่ทว่าพวกเราดันค้นพบซากโบราณโดยบังเอิญ ในระหว่างที่กำลังเดินทางกลับไปฐานหลัก
เพราะความอยากรู้อยากเห็นมีชัยเหนือความต้องการกลับบ้าน พวกเราจึงทำการสำรวจต่อ
มาคิดดูตอนนี้แล้ว… มันเป็นทางเลือกที่ผิดพลาดร้ายแรงของพวกเรา
ซากโบาราณที่เราค้นพบ หากจะให้พูดโดยสรุป มันคงเป็นซากของยานอวกาศโบราณ
ทำไมถึงมีของแบบนี้? พวกเราไม่รู้เลย
พวกเราฝืนแฮกระบบเพื่อเปิดประตู แล้วเริ่มสำรวจข้างในยาน
ข้างในยานมีสภาพเหมือนกับยานอพยพ มีแคปซูลสำหรับจำศีลเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก
พวกเราสำรวจไปเรื่อย ๆ จนกระทั้งไปพบกับห้องทดลองบางอย่าง
ข้างในห้องนั้นเต็มไปด้วยหลอดแก้วแคปซูลกับตู้กระจกขนาดใหญ่ตั้งเอาไว้
ข้างในหลอดแก้วแคปซูลจำนวนมากเหล่านั้น มีบรรจุร่างของสัตว์ที่คล้ายกับสไลม์สีเขียวเอาไว้
ที่สำคัญคือพวกมันยังมีชีวิต…
พวกเราทำการถ่ายภาพกับบันทึกข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำไหว
พวกเราทั้งสี่คนลงความเห็นกันว่าที่นี่คงเป็นห้องทดลองอะไรสักอย่าง
ในตอนนั้นเองที่พวกเราสังเกตุเห็น ว่าหนึ่งในแคปซูลมันแตกอยู่
จากการตรวจสอง พวกเราพบว่ามันพึ่งแตกมาได้เพียงประมาณ 40-60 ปีเท่านั้น
พวกเรารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที และตกลงกันว่าค่อยกลับมาสำรวจใหม่น่าจะเป็นการฉลาดกว่า
แต่ทว่าพวกเรากลับถูกขังอยู่ข้างในเสียก่อน
ซากโบราณมันกู้ระบบตัวเองกลับมาได้ด้วยวิธีการบางอย่าง แล้วส่งหุ่นยนต์สังหารมาไล่ล่าพวกเรา
มันมีรูปร่างคล้ายเผ่ามนุษย์เพศหญิงที่ติดใบหูของแรคคูน มีผมสีครามตัดสั้นเข้าทรงเรียบร้อย และสวมชุดเมดสีดำน่ารัก
เมดลึกลับคนนั้นพูดด้วยภาษาแปลกประหลาด ก่อนจะเริ่มโจมตีใส่พวกเรา
พวกเราสู้ไม่ได้เลย…
สุดท้ายพวกเราจึงถูกเธอคนนั้นฆ่าจนเหลือเพียงแค่สามคน
สุดท้ายหัวหน้าเลยยอมสละชีวิตตัวเองเข้าแลกกับเมดสีดำ เพื่อให้พวกเราสองคนหนีเอาตัวรอด
แต่พวกเรากลับมาติดตรงประตูทางออกที่กลับมาปิดตายอีกครั้ง
พวกเราใช้ทุกอย่างที่มีเพื้องัดประตู
พวกเรางัดมันได้สำเร็จ
แต่ทว่าเหล็กที่พวกเราใช้ค้ำบานประตูไม่ให้ปิดกลับ ดันหลุดกระเด็นออกไปในตอนที่พวกเรากำลังวิ่งลอดผ่านประตูออกมา
พวกเราต่างช่วยเหลือกันสุดชีวิตเพื่อหนีจากการถูกหนีบ แต่กลายเป็นว่าทำให้พวกเราทั้งคู่ถูกประตูหนีบพร้อมกันไปแทน
พวกเราสองคนพยายามสุดชีวิตเพื่อง้างประตูออกมาอีกครั้ง
แต่คราวนี้พวกเราทำไม่สำเร็จ เพราะอุปกรณ์ที่ใช้งัดมันพังไปหมดแล้ว
พวกเราทราบชะตากรรมตัวเองแล้วว่าคงต้องตายอยู่ที่นี่
แล้วตอนนั้นเองที่ตรงหน้าของพวกเรามีสิ่งมีชีวิตรูปร่างสไลม์สีเขียวปรากฏขึ้นอีกครั้ง
พวกมันคงเข้ามาเพื่อกินพวกเราให้เหลือแต่กระดูก
ดังนั้นพวกเราจึงเอาข้อมูลทุกอย่างบรรจุใส่กระเป๋า แล้วโยนทิ้งออกไปให้ห่างจากตัวเองมากที่สุด
ก่อนจะเริ่มเขียนเรื่องราวทั้งหมดด้วยเลือดของตัวเองทิ้งเอาไว้ในกระดาษแผ่นนี้
ทิ้งข้อมูลเอาไว้ เพื่อหวังว่าสักวันจะมีคนมาพบพวกเรา...
พวกเราขอเตือน ว่าศัตรูของพวกเราในป่านี้ มันไม่ใช่สัตว์ร้ายรูปร่างสไลม์ธรรมดา
เพราะศัตรูของพวกเรา อาจจะเป็นสัตว์ทดลองที่พวกเราค้นพบในซากยานโบราณลึกลับลำนี้
พวกเราไม่รู้ว่าทำไมถึงมีของแบบนี้บนโลกใบนี้
บางทีอาจจะเป็นการเล่นตลกของ [เทพเจ้าทั้งสาม] ที่ลักพาตัวพวกเรามาจุติบนโลกใบนี้กระมั้ง?
เอาเป็นว่าขอให้พวกท่านใช้ซากศพของพวกเราเป็นเครื่องเตือนใจ
ถ้าหากว่าพวกท่านยังไม่พร้อม ก็จงอย่าพึ่งเข้าไปท้าทายซากโบราณพวกนี้เป็นอันขาด…
พวกเราหวังว่าข้อมูลที่ทิ้งเอาไว้นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อพวกท่านไม่มากก็น้อย…
อนึ่ง…
พวกเราทั้งสองคนมีลูกชายอยู่คนหนึ่ง
ถ้าหากมาพบ ก็ขอฝากข้อความนี้ไปถึง… [โฮป] ลูกชายตัวน้อยที่น่ารักของพวกเราด้วย…
ฝากบอกเขาว่า “พวกเราขอโทษ”
จาก--**---.....
***
ข้อความหลังจากนี้ถูกฉีกขาดจนอ่านไม่ออกแล้ว
คงเป็นชื่อของพ่อแม่ผมเองนั่นละ
“โฮป… อย่าบอกนะว่าสองคนนี้คือ...”
“เออ… ศพพ่อแม่ตรูเองนี่แหละ”
ผมจ้องไปที่โครงกระดูกทั้งสองตรงหน้าด้วยดวงตาที่เหือดแห้ง
ไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียวไหลลงมาจากเป้าตาเลยแม้แต่น้อย
เพราะจิตใจของผมนั้นรับรู้ว่าพวกท่านตายไปตั้งนานแล้ว
ความเศร้า ความแค้น ความโกรธ?
ของแบบนั้นไม่มีแสดงออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
“...นั่นนายจะทำอะไรโฮป? ”
“หากระเป๋า ในนี้ระบุเอาไว้ว่ามีข้อมูลสำคัญ ต้องเอากลับไปส่งให้พวกอาจารย์”
ผมนำกระดาษเน่า ๆ มาพับเก็บเอาไว้ตรงกระเป๋าเสื้อ แล้วเริ่มออกค้นหากระเป๋าใบที่ถูกระบุเอาไว้ในข้อความของพวกเขา
“จะไม่ทำหลุมศพให้พวกเขาหน่อยหรือโฮป…”
“ไม่จำเป็น”
สำหรับผมแล้ว มันไม่จำเป็นต้องไปรู้สึกเวทนาสงสารอะไรพวกเขาหรอกนะ
ทิ้งผมที่ยังเด็กไปทำงานเสี่ยงอันตราย แล้วทั้งที่มีโอกาสเอาตัวรอดกลับฐาน แต่กลับถูกความอยากรู้อยากเห็นสำรวจต่อจนกระทั้งเอาชีวิตไปทิ้ง
ถ้ารักผมจริง พวกเขาก็ควรจะรีบกลับไปค่ายในตอนที่ยังมีโอกาสไม่ใช่หรือ?
พวกเขาคือพ่อแม่ที่ยอมเดินตามความฝันมากกว่าจะมาเลี้ยงดูแลผม
แถมเนื้อความในกระดาษส่วนใหญ่ ยังพูดถึงแต่การสำรวจที่เจอ และแทบไม่มีพูดถึงตัวผมเลยแม้แต่น้อยนิด
จะมีก็เพียงแค่ข้อความ [ขอโทษ] สั้น ๆ ท้ายกระดาษเท่านั้น
แล้วที่เขียนช่วงท้ายของกระดาษมันคืออะไร?
อะไรคือการเล่นตลกของ [เทพเจ้าทั้งสาม] ? เรื่องนั้นมันก็แค่ตำนานเองไม่ใช่หรือยังไง? จะตายอยู่แล้วยังมามีอารมณ์เขียนมุขตลกด้วยหรือ?
หงุดหงิดวุ้ย...
“เจอแล้ว”
กระเป๋าเจ้ากรรมที่ว่านั้น มันถูกโยนมากองตรงตีนของต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้
“...”
ของข้างในพังเละเทะไม่มีชิ้นดี
กล้อง เครื่องบันทึก เอกสาร รวมไปถึงไดรฟ์เก็บข้อมูล
ของทั้งหมดพังไม่มีเหลือเค้าสภาพเดิมเลย
ตัวกระเป๋าเองก็ถูกฉีกทำลายด้วยกรงเล็บจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
บางทีคงมีสัตว์ป่ามาพบ มันเลยกลายสภาพเป็นของเล่นให้กับมันไป
ข้อมูลที่พวกเขาเสี่ยงชีวิตตรวจสอบ สุดท้ายก็กลายมาเป็นแบบนี้เนี่ยนะ?
กลายเป็นว่าเหลือแค่กระดาษเน่า ๆ แผ่นนี้แผ่นเดียวเท่านั้น ที่พูดได้เต็มปากว่าเป็นผลงานการสำรวจของพวกเขา
“ฮะ ฮะ ฮะ”
ช่างเป็นชีวิตที่ไร้สาระจริง ๆ
ทิ้งตัวผมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบนี้เนี่ยนะ?
“โฮป…”
“... ไม่เป็นไร รีบกลับค่ายแล้วไปแจ้งอาจารย์กันเถอะ ของในกระเป๋าก็เอากลับไปทั้ง ๆ ที่เป็นซากนี่ละ”
ตอนนี้รีบกลับไปที่ค่ายก่อนดีกว่า
รีบกลับ แจ้งอาจารย์ แล้วขอยื่นเรื่องกลับไปทวีปคริสตัลดีกว่า
ผมไม่อยากอยู่ทวีปนี้อีกแล้ว เพราะมันมีแต่เรื่องบ้า ๆ ทั้งนั้น
*บรึ้ม! *
“แย่แล้วโฮป! มีควันระเบิดลอยมาจากตรงนั้น! หรือว่าที่ค่ายของพวกเราจะ!? ”
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง
ควันสีดำที่พวงพุ่งขึ้นท้องฟ้า ทำให้พวกเรารู้ว่าค่ายของพวกเราตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพวกเราในตอนนี้
ดูจากขนาดกลุ่มควันแล้ว คิดว่าคงอยู่ห่างออกไปไม่ถึง 100 เมตร
จะบอกว่าพวกอะบอมมันโจมตีค่ายพวกเราอีกรอบอย่างงั้นหรือ?
พวกอะบอม เจ้าสัตว์ร้ายที่โจมตีกลุ่มของพ่อแม่... และเป็นสัตว์ร้ายที่เข้ามากินพวกเขาในตอนช่วงท้ายของชีวิต
หงุดหงิด...
รู้สึกหงุดหงิดเป็นบ้าเลยว้อย!
“โฮป! นั่นนายจะวิ่งไปไหน!? รอฉันด้วยสิ! ”
ผมไม่สนใจเสียงของไฮเจน แล้วเริ่มวิ่งไปทางกลุ่มควันสีดำตรงหน้า
หงุดหงิด
มันรู้สึกหงุดหงิด
หงุดหงิดจนอยากระบายความไม่พอใจทั้งหมดนี้ลงไปกับอะไรสักอย่าง
ใช่แล้ว… เอาไประบายลงกับสัตว์ร้ายที่ชื่อว่า [อะบอม] ดีกว่า
ตอนนี้พวกมันน่าจะอยู่กันเต็มค่ายแล้วด้วยสิ
ผมชักกระบี่รังสีขึ้นมาด้วยมือขวา แล้วปล่อยให้มันสูบพลังงานในร่างกายออกไปเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน
ตั้งค่าพลังงานของดาบในระดับสูงสุด โดยไม่สนว่าจะเป็นผลเสียต่อร่างกายในภายหลัง
ฆ่า…
จะฆ่าพวกมันไม่ให้เหลือแม้แต่ตัวเดียวเลย คอยดูสิ!