Pioneer Era

    ตอนที่ 70 ความลับของบอสบึงมรกต

    ***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ออฟซิเดียน]

    ค่ายมีสภาพพังเละเทะไม่มีชิ้นดี

    สภาพของค่ายที่พวกเราทุ่มทุนลงแรงสร้างถึงหนึ่งวันเต็ม ได้พังทลายสิ้นภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง

    ยอดผู้บาดเจ็บมีทั้งหมดถึง 300 กว่าคน และมีผู้เสียชีวิตมากถึง 200 คน

    เป็นนักรบของชนเผ่าท้องถิ่น 40 คน พวกผู้ใหญ่ที่เป็นทหารอีก 20 คน

    ส่วนที่เหลือคือพวกนักเรียน…

    “ทุกคนขึ้นรถ! พวกเราจะกลับโรงเรียนเดียวนี้! ”

    ผอ. บานา กรีดเสียงดังไปทั่วป่าด้วยน้ำเสียงอันเหี้ยมเกรียม

    ดวงตาสีเทาของเขากำลังกลายเป็นสีแดงฉาน และเต็มไปด้วยรอยจ้ำของคนที่ร่ำไห้

    เพราะว่าหนึ่งในกลุ่มของผู้ใหญ่ที่เสียชีวิตไปนั้น มีลูกชายของเขาหนึ่งคนรวมอยู่ด้วย

    เห็นว่าคนโตสุดแขนขาดไปข้าง ส่วนคนรองโดนไฟคลอกตายอย่างน่าอนาจ

    พวกเขาทั้งคู่คือพี่ชายของพรุน...

    เพราะมีเรื่องของโฮปกับไฮเจนรบกวนจิตใจอยู่แล้ว พอมาพบว่าหนึ่งในพี่ชายที่เกี่ยวข้องโดยสายเลือดตายจากไปแบบไม่ทันได้กล่าวอำลา เธอเลยยิ่งช็อคทำอะไรไม่ถูก



    อาชีพนักสำรวจมันอันตรายจริง ๆ …

    นี่คือความจริง… เป็นความจริงที่ฉันทำเป็นปิดตาข้างหนึ่งแล้วไม่เคยตระหนักถึงมันมาก่อน

    ฉันไม่รู้ว่าควรจะพูดปลอบใจพรุนยังไงดี

    เพราะฉันเองก็ยังรู้สึกตกใจไม่หายกับการจากไปของโฮปกับไฮเจน

    “หรือว่าฉันควรเลิกเดินในเส้นทางนี้ดี? ดอง...”

    ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต

    แม้แต่ยอดวีรบุรุษอย่าง ผอ. บานา ก็ยังไม่อาจปกป้องลูกชายตัวเองได้เมื่อถึงคราวเจออันตราย

    เพราะแค่จะปกป้องชีวิตของตัวเองก็แทบจะเต็มกลืนแล้ว

    ความจริง…

    นี่คือความจริงที่ไม่เคยไม่ปราณีใคร

    ฉันเช็ดหยาดน้ำตาบนใบหน้าออก

    “โฮป… ไฮเจน… พวกนาย… ฉันจะมีชีวิตต่อไปในส่วนของพวกนายเอง ดอง...”

    พวกเขายอมสละชีวิตเพื่อช่วยฉันที่ตกอยู่ในอันตราย

    ทั้งหมดเป็นความผิดที่ฉันประมาทเอง

    ดังนั้นฉันจะต้องเข้มแข็งแล้วก้าวเดินต่อไป

    มีชีวิตแทนในส่วนของพวกเขาที่ได้ตายจากไป

    ตอนนี้ฉันทำได้เพียงแต่สิ่งนี้เท่านั้น… ดอง...



    ***เจ้าหนุ่มยาจก [โฮป]

    “ฮัดชิ่ว! ”

    “แค๊ก! ”

    ผมกับเจ้าไฮเจนต่างจามออกมาพร้อมกัน

    ทำไมรู้สึกเหมือนกำลังโดนใครสักคนแช่งให้ตายอยู่เลยฟะ

    "... ตอนนี้รีบกลับค่ายกันก่อนเถอะไฮเจน"

    "ค่ะ---อืม…"

    "...เมื่อกี้นี้พูดว่า [ค่ะ] ใช่ไหม? "

    "ปะ… เปล่านะ"

    "จะว่าไป เหมือนเคยมีเหตุการณ์ที่แกหวีดร้องเป็นผู้หญิง แถมยังเคยบุกหอพักหญิงอยู่ด้วยนี่? ไม่ใช่ว่าใจจริงอยากจะเป็นผู้หญิงอยู่แล้วหรือเปล่า? "

    "มะ… ไม่ใช่สักหน่อย…"

    แล้วทำไมต้องบิดตัวเขินตอบด้วยฟะ?

    " ยังไงก็ทำโคลนนิงน้องหนูได้อยู่แล้ว กลับไปค่อยต่อกลับก็ได้นี่? "

    "...นายไม่ชอบที่ฉันเป็นแบบนี้เรอะ? "

    “อยู่ ๆ เพื่อนผู้ชายกลายเป็นผู้หญิง แถมเป็นผู้หญิงแบบตรงตามตัวอักษรด้วย ใครมันจะตั้งตัวได้ทันทีกันละฟะ? ”

    “รังเกียจเราที่เป็นแบบนี้หรือ? ”

    “...เปล่า”

    “อืม! ”

    แล้วทำไมต้อง [อืม] แบบดีใจกันด้วยละฟะ!?



    สถานการณ์ปัจจุบันของป่าบึงมรกต คือได้กลายเป็นทะเลสาบสีเขียวที่มีความลึกราวหนึ่งเมตรครึ่ง

    ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็พบแต่ผืนน้ำสีเขียวที่มีดอกบัวเฮเดสสีดำลอยกระจายตัวไปทั่ว

    สัตว์ป่าน้อยใหญ่ต่างเลี่ยงผืนน้ำ แล้วพร้อมใจกันปีนขึ้นสู่ที่สูง

    พวกเราเองก็ทำแบบนั้นเช่นกัน

    เพราะกลัวว่าจะโดนลอบโจมตีจากอะบอมอีกครั้ง คราวนี้เลยทิ้งระยะออกมาจากริมน้ำไกลถึงสิบเมตร

    ถ้ายังจะยืดระยางมาโจมตีได้ไกลถึงตรงนี้ ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วละ

    "กรี๊ดดดดด! "

    "กะ---เกิดอะไรขึ้น!? "

    "คะ---โครงกระดูก! มีโครงกระดูกอยู่ตรงนี้ด้วย! "

    ผมหันไปมองในทิศที่ไฮเจนชี้

    ที่ตรงนั้นมีโครงสร้างล้ำสมัยที่ดูเก่าแก่ปรากฏอยู่

    มันมีรูปลักษณ์คล้ายท่อเหล็กขนาดใหญ่ที่ถูกฝังลงไปในพื้นดิน

    ผิวของมันดูเก่าแก่ สีหลุดร่อน และเต็มไปด้วยวัชพืชเกาะแน่น

    ที่ตรงฐานของเสาทรงกลมลึกลับนั้น มีโครงกระดูกมนุษย์กองอยู่ด้วยกันสองศพ

    ไม่สิ เป็นโครงกระดูกของเผ่ามนุษย์สัตว์หรือเปล่า?

    ว่าแต่ของแค่นี้ถึงกับจะต้องตกใจด้วยหรือไฮเจน?

    "โฮป…"

    "...รู้แล้ว"

    เจ้าไฮเจนมันเข้ามาเกาะที่แผ่นหลังของผมราวกับเป็นสาวน้อยผู้อ่อนแอ

    เออ...ไอนิสัยที่เคยหยิ่งในศักดิ์ศรีของแกมันหายไปไหนหมดแล้วฟะ?

    น้องหนูเอ็งพึ่งขาดไปแปบเดียวเองนะ! นิสัยจะเปลี่ยนเร็วไปหรือเปล่าเฮ้ย!?

    เริ่มรู้สึกชักจะแหม่ง ๆ กับไอหมอนี่แล้วแฮะ...

    หวังว่าจริง ๆ มันคงไม่ได้กำลังรู้สึกชอบตรูหรืออะไรแบบนี้หรอกใช่ไหม?

    เพราะคนที่ผมหลงรักนะ คือดิวซ์คนนั้นต่างหาก!

    ถึงจะยังไม่เคยเริ่มลงมือจีบจริงจังสักครั้งเลยก็ตามทีอะนะ...



    "อืม... และอืม… "

    ผมเริ่มสำรวจโครงกระดูกทั้งสองตรงหน้า

    โครงสร้าง ขนาด และรูปลักษณ์…

    นี่เป็นโครงกระดูกมนุษย์ไม่ผิดแน่นอน

    หนึ่งคนเป็นโครงกระดูกเพศชาย ส่วนอีกคนเป็นเพศหญิง

    แถมเสื้อผ้าที่สวมใส่เอาไว้ ยังเป็นของหน่วยงานนักสำรวจอีกด้วย

    ทั้งสองคนตายในสภาพที่ถูกบานประตูของเจ้าท่อกลมตรงนี้หนีบเขาเอาไว้ทั้งคู่

    ดูจากบริบทโดยรวมแล้ว คงอนุมานได้ว่าคนเพศชายกำลังพยายามช่วยฝ่ายหญิงเพื่อให้หนีออกมา

    แต่คงทำไม่สำเร็จ เลยจบลงที่ต้องมาติดแล้วตายด้วยกันทั้งคู่ไป

    ในมือของทั้งสองคน ต่างกำลังกุมเอาไว้ด้วยกันจนแน่น

    ราวกับเป็นคู่รักเช่นนั้น

    "นี่มัน… กระดาษ? "

    ในมือที่ทั้งสองคนกุมเอาไว้ มีกระดาษถูกกำอยู่ในมือหนึ่งแผ่น

    ผมดึงมันออกมาช้า ๆ จากช่องว่างของโครงกระดูกอย่างระวัง

    "นี่มัน…"

    มันคือจดหมายลาตายที่ถูกเขียนด้วยเลือด…



    ***



    ถึงผู้ที่มาพบศพของพวกเราสองคน…

    พวกเราคือนักสำรวจแห่งไพโอเนียร์

    พวกเราได้รับภารกิจให้มาตรวจสอบป่าทางทิศตะวันตกของทวีป

    ที่ป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยบึงขนาดเล็กจำนวนมาก

    ทีมของพวกเราจำนวนสิบชีวิตเริ่มทำการสำรวจตามแผนการที่ได้รับมอบหมาย

    แต่พวกเรากลับพลาดท่าให้กับสัตว์ป่าท้องถิ่นของที่นี่อย่างไม่น่าให้อภัย

    สัตว์ป่าที่มีรูปร่างคล้ายสไลม์สีเขียวของป่านี้ มีพฤติกรรมที่แปลกประหลาด

    พวกมันฉลาด และรู้จักวิธีล่าเหยื่อโดยการใช้ตัวล่อกับการลอบโจมตี

    พวกเราพยายามหลีกเลี่ยงไม่ปะทะกับพวกมัน แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้

    พวกเราถูกพวกมันล้อม ถูกลอบโจมตีจนเริ่มเหนื่อยล้า

    พอรู้ตัวอีกที ทีมของพวกเราก็เหลือเพียงแค่สี่คนแล้ว



    พวกเราตั้งใจที่จะกลับไปฐานหลัก เพื่อแจ้งเตือนเรื่องสัตว์อันตรายพวกนี้

    แต่ทว่าพวกเราดันค้นพบซากโบราณโดยบังเอิญ ในระหว่างที่กำลังเดินทางกลับไปฐานหลัก

    เพราะความอยากรู้อยากเห็นมีชัยเหนือความต้องการกลับบ้าน พวกเราจึงทำการสำรวจต่อ

    มาคิดดูตอนนี้แล้ว… มันเป็นทางเลือกที่ผิดพลาดร้ายแรงของพวกเรา

    ซากโบาราณที่เราค้นพบ หากจะให้พูดโดยสรุป มันคงเป็นซากของยานอวกาศโบราณ

    ทำไมถึงมีของแบบนี้? พวกเราไม่รู้เลย

    พวกเราฝืนแฮกระบบเพื่อเปิดประตู แล้วเริ่มสำรวจข้างในยาน

    ข้างในยานมีสภาพเหมือนกับยานอพยพ มีแคปซูลสำหรับจำศีลเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก

    พวกเราสำรวจไปเรื่อย ๆ จนกระทั้งไปพบกับห้องทดลองบางอย่าง

    ข้างในห้องนั้นเต็มไปด้วยหลอดแก้วแคปซูลกับตู้กระจกขนาดใหญ่ตั้งเอาไว้

    ข้างในหลอดแก้วแคปซูลจำนวนมากเหล่านั้น มีบรรจุร่างของสัตว์ที่คล้ายกับสไลม์สีเขียวเอาไว้

    ที่สำคัญคือพวกมันยังมีชีวิต…

    พวกเราทำการถ่ายภาพกับบันทึกข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำไหว

    พวกเราทั้งสี่คนลงความเห็นกันว่าที่นี่คงเป็นห้องทดลองอะไรสักอย่าง

    ในตอนนั้นเองที่พวกเราสังเกตุเห็น ว่าหนึ่งในแคปซูลมันแตกอยู่

    จากการตรวจสอง พวกเราพบว่ามันพึ่งแตกมาได้เพียงประมาณ 40-60 ปีเท่านั้น

    พวกเรารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที และตกลงกันว่าค่อยกลับมาสำรวจใหม่น่าจะเป็นการฉลาดกว่า



    แต่ทว่าพวกเรากลับถูกขังอยู่ข้างในเสียก่อน

    ซากโบราณมันกู้ระบบตัวเองกลับมาได้ด้วยวิธีการบางอย่าง แล้วส่งหุ่นยนต์สังหารมาไล่ล่าพวกเรา

    มันมีรูปร่างคล้ายเผ่ามนุษย์เพศหญิงที่ติดใบหูของแรคคูน มีผมสีครามตัดสั้นเข้าทรงเรียบร้อย และสวมชุดเมดสีดำน่ารัก

    เมดลึกลับคนนั้นพูดด้วยภาษาแปลกประหลาด ก่อนจะเริ่มโจมตีใส่พวกเรา

    พวกเราสู้ไม่ได้เลย…

    สุดท้ายพวกเราจึงถูกเธอคนนั้นฆ่าจนเหลือเพียงแค่สามคน

    สุดท้ายหัวหน้าเลยยอมสละชีวิตตัวเองเข้าแลกกับเมดสีดำ เพื่อให้พวกเราสองคนหนีเอาตัวรอด

    แต่พวกเรากลับมาติดตรงประตูทางออกที่กลับมาปิดตายอีกครั้ง

    พวกเราใช้ทุกอย่างที่มีเพื้องัดประตู

    พวกเรางัดมันได้สำเร็จ

    แต่ทว่าเหล็กที่พวกเราใช้ค้ำบานประตูไม่ให้ปิดกลับ ดันหลุดกระเด็นออกไปในตอนที่พวกเรากำลังวิ่งลอดผ่านประตูออกมา

    พวกเราต่างช่วยเหลือกันสุดชีวิตเพื่อหนีจากการถูกหนีบ แต่กลายเป็นว่าทำให้พวกเราทั้งคู่ถูกประตูหนีบพร้อมกันไปแทน



    พวกเราสองคนพยายามสุดชีวิตเพื่อง้างประตูออกมาอีกครั้ง

    แต่คราวนี้พวกเราทำไม่สำเร็จ เพราะอุปกรณ์ที่ใช้งัดมันพังไปหมดแล้ว

    พวกเราทราบชะตากรรมตัวเองแล้วว่าคงต้องตายอยู่ที่นี่

    แล้วตอนนั้นเองที่ตรงหน้าของพวกเรามีสิ่งมีชีวิตรูปร่างสไลม์สีเขียวปรากฏขึ้นอีกครั้ง

    พวกมันคงเข้ามาเพื่อกินพวกเราให้เหลือแต่กระดูก

    ดังนั้นพวกเราจึงเอาข้อมูลทุกอย่างบรรจุใส่กระเป๋า แล้วโยนทิ้งออกไปให้ห่างจากตัวเองมากที่สุด

    ก่อนจะเริ่มเขียนเรื่องราวทั้งหมดด้วยเลือดของตัวเองทิ้งเอาไว้ในกระดาษแผ่นนี้

    ทิ้งข้อมูลเอาไว้ เพื่อหวังว่าสักวันจะมีคนมาพบพวกเรา...



    พวกเราขอเตือน ว่าศัตรูของพวกเราในป่านี้ มันไม่ใช่สัตว์ร้ายรูปร่างสไลม์ธรรมดา

    เพราะศัตรูของพวกเรา อาจจะเป็นสัตว์ทดลองที่พวกเราค้นพบในซากยานโบราณลึกลับลำนี้

    พวกเราไม่รู้ว่าทำไมถึงมีของแบบนี้บนโลกใบนี้

    บางทีอาจจะเป็นการเล่นตลกของ [เทพเจ้าทั้งสาม] ที่ลักพาตัวพวกเรามาจุติบนโลกใบนี้กระมั้ง?

    เอาเป็นว่าขอให้พวกท่านใช้ซากศพของพวกเราเป็นเครื่องเตือนใจ

    ถ้าหากว่าพวกท่านยังไม่พร้อม ก็จงอย่าพึ่งเข้าไปท้าทายซากโบราณพวกนี้เป็นอันขาด…

    พวกเราหวังว่าข้อมูลที่ทิ้งเอาไว้นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อพวกท่านไม่มากก็น้อย…



    อนึ่ง…

    พวกเราทั้งสองคนมีลูกชายอยู่คนหนึ่ง

    ถ้าหากมาพบ ก็ขอฝากข้อความนี้ไปถึง… [โฮป] ลูกชายตัวน้อยที่น่ารักของพวกเราด้วย…

    ฝากบอกเขาว่า “พวกเราขอโทษ”



    จาก--**---.....



    ***



    ข้อความหลังจากนี้ถูกฉีกขาดจนอ่านไม่ออกแล้ว

    คงเป็นชื่อของพ่อแม่ผมเองนั่นละ

    “โฮป… อย่าบอกนะว่าสองคนนี้คือ...”

    “เออ… ศพพ่อแม่ตรูเองนี่แหละ”

    ผมจ้องไปที่โครงกระดูกทั้งสองตรงหน้าด้วยดวงตาที่เหือดแห้ง

    ไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียวไหลลงมาจากเป้าตาเลยแม้แต่น้อย

    เพราะจิตใจของผมนั้นรับรู้ว่าพวกท่านตายไปตั้งนานแล้ว

    ความเศร้า ความแค้น ความโกรธ?

    ของแบบนั้นไม่มีแสดงออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

    “...นั่นนายจะทำอะไรโฮป? ”

    “หากระเป๋า ในนี้ระบุเอาไว้ว่ามีข้อมูลสำคัญ ต้องเอากลับไปส่งให้พวกอาจารย์”

    ผมนำกระดาษเน่า ๆ มาพับเก็บเอาไว้ตรงกระเป๋าเสื้อ แล้วเริ่มออกค้นหากระเป๋าใบที่ถูกระบุเอาไว้ในข้อความของพวกเขา

    “จะไม่ทำหลุมศพให้พวกเขาหน่อยหรือโฮป…”

    “ไม่จำเป็น”

    สำหรับผมแล้ว มันไม่จำเป็นต้องไปรู้สึกเวทนาสงสารอะไรพวกเขาหรอกนะ

    ทิ้งผมที่ยังเด็กไปทำงานเสี่ยงอันตราย แล้วทั้งที่มีโอกาสเอาตัวรอดกลับฐาน แต่กลับถูกความอยากรู้อยากเห็นสำรวจต่อจนกระทั้งเอาชีวิตไปทิ้ง

    ถ้ารักผมจริง พวกเขาก็ควรจะรีบกลับไปค่ายในตอนที่ยังมีโอกาสไม่ใช่หรือ?

    พวกเขาคือพ่อแม่ที่ยอมเดินตามความฝันมากกว่าจะมาเลี้ยงดูแลผม

    แถมเนื้อความในกระดาษส่วนใหญ่ ยังพูดถึงแต่การสำรวจที่เจอ และแทบไม่มีพูดถึงตัวผมเลยแม้แต่น้อยนิด

    จะมีก็เพียงแค่ข้อความ [ขอโทษ] สั้น ๆ ท้ายกระดาษเท่านั้น

    แล้วที่เขียนช่วงท้ายของกระดาษมันคืออะไร?

    อะไรคือการเล่นตลกของ [เทพเจ้าทั้งสาม] ? เรื่องนั้นมันก็แค่ตำนานเองไม่ใช่หรือยังไง? จะตายอยู่แล้วยังมามีอารมณ์เขียนมุขตลกด้วยหรือ?

    หงุดหงิดวุ้ย...



    “เจอแล้ว”

    กระเป๋าเจ้ากรรมที่ว่านั้น มันถูกโยนมากองตรงตีนของต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้

    “...”

    ของข้างในพังเละเทะไม่มีชิ้นดี

    กล้อง เครื่องบันทึก เอกสาร รวมไปถึงไดรฟ์เก็บข้อมูล

    ของทั้งหมดพังไม่มีเหลือเค้าสภาพเดิมเลย

    ตัวกระเป๋าเองก็ถูกฉีกทำลายด้วยกรงเล็บจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    บางทีคงมีสัตว์ป่ามาพบ มันเลยกลายสภาพเป็นของเล่นให้กับมันไป

    ข้อมูลที่พวกเขาเสี่ยงชีวิตตรวจสอบ สุดท้ายก็กลายมาเป็นแบบนี้เนี่ยนะ?

    กลายเป็นว่าเหลือแค่กระดาษเน่า ๆ แผ่นนี้แผ่นเดียวเท่านั้น ที่พูดได้เต็มปากว่าเป็นผลงานการสำรวจของพวกเขา

    “ฮะ ฮะ ฮะ”

    ช่างเป็นชีวิตที่ไร้สาระจริง ๆ

    ทิ้งตัวผมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบนี้เนี่ยนะ?

    “โฮป…”

    “... ไม่เป็นไร รีบกลับค่ายแล้วไปแจ้งอาจารย์กันเถอะ ของในกระเป๋าก็เอากลับไปทั้ง ๆ ที่เป็นซากนี่ละ”

    ตอนนี้รีบกลับไปที่ค่ายก่อนดีกว่า

    รีบกลับ แจ้งอาจารย์ แล้วขอยื่นเรื่องกลับไปทวีปคริสตัลดีกว่า

    ผมไม่อยากอยู่ทวีปนี้อีกแล้ว เพราะมันมีแต่เรื่องบ้า ๆ ทั้งนั้น



    *บรึ้ม! *

    “แย่แล้วโฮป! มีควันระเบิดลอยมาจากตรงนั้น! หรือว่าที่ค่ายของพวกเราจะ!? ”

    ในตอนนั้นเองที่มีเสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง

    ควันสีดำที่พวงพุ่งขึ้นท้องฟ้า ทำให้พวกเรารู้ว่าค่ายของพวกเราตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพวกเราในตอนนี้

    ดูจากขนาดกลุ่มควันแล้ว คิดว่าคงอยู่ห่างออกไปไม่ถึง 100 เมตร

    จะบอกว่าพวกอะบอมมันโจมตีค่ายพวกเราอีกรอบอย่างงั้นหรือ?

    พวกอะบอม เจ้าสัตว์ร้ายที่โจมตีกลุ่มของพ่อแม่... และเป็นสัตว์ร้ายที่เข้ามากินพวกเขาในตอนช่วงท้ายของชีวิต

    หงุดหงิด...

    รู้สึกหงุดหงิดเป็นบ้าเลยว้อย!

    “โฮป! นั่นนายจะวิ่งไปไหน!? รอฉันด้วยสิ! ”

    ผมไม่สนใจเสียงของไฮเจน แล้วเริ่มวิ่งไปทางกลุ่มควันสีดำตรงหน้า

    หงุดหงิด

    มันรู้สึกหงุดหงิด

    หงุดหงิดจนอยากระบายความไม่พอใจทั้งหมดนี้ลงไปกับอะไรสักอย่าง

    ใช่แล้ว… เอาไประบายลงกับสัตว์ร้ายที่ชื่อว่า [อะบอม] ดีกว่า

    ตอนนี้พวกมันน่าจะอยู่กันเต็มค่ายแล้วด้วยสิ

    ผมชักกระบี่รังสีขึ้นมาด้วยมือขวา แล้วปล่อยให้มันสูบพลังงานในร่างกายออกไปเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน

    ตั้งค่าพลังงานของดาบในระดับสูงสุด โดยไม่สนว่าจะเป็นผลเสียต่อร่างกายในภายหลัง

    ฆ่า…

    จะฆ่าพวกมันไม่ให้เหลือแม้แต่ตัวเดียวเลย คอยดูสิ!

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.35M 933
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 982
    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.91M 3613
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.00M 2954
    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    นิยาย แฟนตาซี
    282K 1440
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852