อวี๋จื่ออวี๋หรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วเริ่มทำการวิเคราะห์พรสวรรค์ของกอริลลายักษ์
[เผ่าพันธุ์: กอริลลากลายพันธุ์
ระดับ: แรกเริ่มขั้นที่แปด
พรสวรรค์: คลุ้มคลั่ง -สามารถเลือกที่จะละทิ้งสติปัญญาบางส่วนเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังและความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลกลายเป็นอสุรกายคลุ้มคลั่งอย่างแท้จริง
ความสามารถ: ทุบตีด้วยพละกำลัง -ร่างกายที่แข็งแกร่งเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตระดับเดียวกันมอบพลังที่โจมตีรุนแรงถึงชีวิตให้กับมัน
ทักษะการต่อสู้ยอดเยี่ยม -เมื่อเทียบกับสัตว์ป่ากลายพันธุ์ทั่วไปกอริลลายักษ์ตัวนี้มีทักษะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมสามารถใช้ทุกสิ่งรอบตัวเพื่อช่วยในการต่อสู้ได้อย่างคล่องแคล่ว]
“โอ้...เจ้าหมอนี่มีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ”
อวี๋จื่ออวี๋ประเมินโดยคร่าวพลางมองกอริลลายักษ์ที่อยู่ไม่ไกลดวงตาฉายแววความประหลาดใจออกมา
เมื่อมองดูมันอวี๋จื่ออวี๋ก็นึกถึงสิ่งมีชีวิตที่มีชื่อเสียงมากในชาติที่แล้วอย่าง...‘คิงคอง’
ทว่า เมื่อเทียบกับคิงคองแล้วร่างกายของกอริลลาในตอนนี้ยังถือว่าไม่ใหญ่เท่าไรนัก
และที่สำคัญกว่านั้นคือมันไม่มีแรงกดดันมหาศาลแบบที่คิงคองมี
คิงคองมันคือสัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่มีชื่อเสียงในบางความหมายมันก็เป็นผู้พิทักษ์ของเกาะบางแห่ง มันสามารถชกเฮลิคอปเตอร์ฉีกหนวดปลาหมึกแล้วกลืนลงคอทั้งเป็น เหวี่ยงต้นไม้เหมือนกระบองทองคำหรือแม้แต่โยนใบพัดเฮลิคอปเตอร์ นอกจากนี้ยังสามารถใช้โซ่เป็นบ่วง และทุบอสุรกายกระดูกจนแหลก
หากพูดถึงความรุนแรงแล้วกอริลลาน้อยตัวนี้ยังห่างไกลนัก
ทว่า อวี๋จื่ออวี๋เชื่อว่ามันสามารถฝึกฝนได้
และที่สำคัญพรสวรรค์ของกอริลลาน้อยตัวนี้อย่าง ‘คลุ้มคลั่ง’การยอมเสียสละสติปัญญาบางส่วนเพื่อให้ได้พลังและความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลน่าสนใจอย่างยิ่ง
แม้จะไม่รู้ว่าทำไมเจ้าตัวน้อยตัวนี้ถึงไม่ใช้มันเมื่อครู่แต่แน่นอนว่ามันมีศักยภาพที่จะกลายเป็น ‘อสุรกายคลุ้มคลั่ง’ได้
เมื่อคิดเช่นนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็พูดตามตรงไปว่า
“เจ้ามีชื่อหรือเปล่า?”
“ชื่อ...อย่างนั้นหรือ?”
กอริลลายักษ์ที่ยังไม่ค่อยชินกับการสื่อสารผ่านพลังจิตนักถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย
ทว่าเพียงครู่เดียวเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัวของมัน
“ต่อไปนี้ เจ้าชื่อว่าคิงคอง”
“คิง...คอง...”
กอริลลายักษ์พึมพำพลางกะพริบตาปริบๆ
แม้ว่าในตอนนี้มันจะยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของชื่อนี้มากนัก
แต่ไม่รู้เพราะอะไรแต่มันกลับรู้สึกชอบชื่อนี้มาก
......
อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มเล็กน้อยแต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจท่าทางของคิงคองมากนัก และใช้กิ่งไม้เส้นหนึ่งเกี่ยวดึง
“กร๊อบ”
เสียงหักที่คมชัดดังขึ้นแล้วหยดของเหลวสีเขียวหยดหนึ่งก็ซึมออกมาจากรอยหักของกิ่งไม้นั้น
“โฮก...”
คิงคองคำรามต่ำในทันทีมันจ้องมองหยดของเหลวสีเขียวอย่างตื่นเต้น
“นี่คือของขวัญสำหรับการพบกันครั้งแรก”
พูดจบอวี๋จื่ออวี๋ก็หยดน้ำบำรุงชีวิตไปที่คิงคอง
ชั่วขณะต่อมา
“โฮก...”
เสียงคำรามกึกก้องที่น่าสะพรึงกลัวดังขึ้นหลังจากคิงคองกลืนน้ำบำรุงชีวิตลงไป มันก็เริ่มตบหน้าอกตัวเองอย่างตื่นเต้นทันที
“ตึง ตึง ตึง...”
เกิดเสียงกระแทกที่รุนแรงและมีพลังร่างกายของคิงคองเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ทว่า เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้
มันคือหนึ่งในเจ้าถิ่นของขุนเขาแห่งหมอกคิงคองจึงถือว่ามีรากฐานแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
เมื่อก่อนนี้เสือขาวที่อยู่ในระดับเดียวกับมันยังก้าวไปถึงระดับแรกเริ่มขั้นสูงสุดเลย
ในตอนนี้เมื่อได้รับการกระตุ้นจากน้ำบำรุงชีวิตของอวี๋จื่ออวี๋ที่เป็นสิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สอง‘เจ้าถิ่น’ ตัวนี้ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่อีกครั้ง
“โฮก...”
เสียงคำรามหนึ่งครั้งร่างกายที่ใหญ่โตอยู่แล้วของคิงคองขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง
ชั่วพริบตา มันก็สูงขึ้นอีกเกือบแปดเมตร
มองจากที่ไกลๆดูราวกับยักษ์สีดำที่ยืนตระหง่านอยู่บนผืนดิน
ทว่าเรื่องที่ดูน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าคือกล้ามเนื้อที่ดูแน่นและน่าสะพรึงกลัวของมัน...
“ปึด... ปึด...”
เกิดเสียงกระดูกลั่นคมชัดกล้ามเนื้อของคิงคองเริ่มเคลื่อนไหวราวกับมีมังกรขดอยู่รอบร่างกาย
ขณะที่กล้ามเนื้อมีความเคลื่อนไหวกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งก็แผ่กระจายออกมาไม่หยุด
“แรกเริ่ม... ขั้นที่เก้า...”
อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะเบาๆและจ้องมองคิงคองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม
พรสวรรค์ไม่เลวนับเป็นสายพันธุ์ที่ควรค่าแก่การฝึกฝน
แต่ก็น่าเสียดายอยู่สำหรับคิงคองนั้นเขามีแผนอื่นสำหรับมันอยู่แล้วจึงยากที่จะให้มันเป็นหนึ่งในสัตว์เดินดินทั้งเก้าของเขาได้
เมื่อคิดเช่นนี้อวี๋จื่ออวี๋จึงมองไปยังคิงคองที่ทำการทะลวงระดับอย่างสมบูรณ์แล้วอย่างสงบ
“ไปเรียกพวกพ้องของเจ้ามาเถอะ”
“ได้ขอรับ นายท่าน”
มันไม่ลังเลเลย หรือจะกล่าวได้ว่าคิงคองที่ตื่นเต้นอย่างมากตอนนี้ ในหัวของมันเต็มไปด้วย‘ความขอบคุณต่ออวี๋จื่ออวี๋...’
แล้วมันจะไปคิดเรื่องอื่นได้อย่างไร
“ตึง ตึง ตึง...”
มันเริ่มออกเดิน พื้นดินสั่นสะเทือนไม่หยุดคิงคองกลายเป็นเงาดำหายไปจากสายตาของอวี๋จื่ออวี๋ในพริบตา
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง
“แกว๊ก แกว๊ก แกว๊ก...”
เหยี่ยวเพเรกรินสามตัวร้องเสียงแหลมสูงพวกมันได้สยายปีกออกแล้ว
“ตามมันไปถ้ามันมีท่าทีว่าจะออกจากขุนเขาแห่งหมอก ฆ่ามันทิ้งได้เลย”
เมื่อคำพูดจบลง อาต้า อาเอ้อร์ และอาซานก็พุ่งออกไปดุจลูกธนูที่หลุดจากคันสาย มุ่งตรงไปสู่ท้องฟ้ายามราตรี
แม้จะมีความเชื่อใจในตัวคิงคองอยู่บ้างแต่สุดท้ายมันก็เพิ่งจะมาสวามิภักดิ์
การเตรียมทางหนีทีไล่ไว้บ้างยังเป็นเรื่องที่จำเป็น
หากคิงคองภักดีต่อเขาจริงๆแผนการนี้ย่อมไม่ได้ถูกนำมาใช้
ทว่า หากมันแค่แสร้งยอมจำนนเหยี่ยวเพเรกรินจะบอกมันเองว่า ‘ความสยองขวัญที่แท้จริง’คืออะไร!
.....
ในขณะเดียวกันที่แห่งหนึ่งอันลึกลับของสหพันธรัฐ
“ขุนเขาแห่งหมอกควรจะจัดการอย่างไรดี?”
“นั่นเป็นปัญหาจริงๆมีจระเข้ยักษ์ดึกดำบรรพ์ซ่อนตัวอยู่และยังมีสิ่งมีชีวิตประเภทอสูรหมอกต้องสงสัยอาศัยอยู่ด้วย... เฮ้อ...”
“สิ่งมีชีวิตประเภทอสูรหมอกตอนนี้ยืนยันตัวตนได้หรือยัง?”
“ยืนยันได้แล้วประมาณสี่สิบเปอร์เซ็นต์จนถึงตอนนี้หน่วยค้นหาสามทีมที่ส่งไป คนที่กลับมาได้แม้จะมีอาการจิตไม่ปกติไปบ้างแต่พวกเขาต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า เห็นม่านหมอกหมุนวนและมีสัตว์ประหลาดปรากฏตัวออกมา...”
ท่ามกลางเสียงปรึกษาหารือผู้คนนับสิบที่นั่งตัวตรงในชุดเครื่องแบบทหารต่างก็มีสีหน้าที่เคร่งเครียด
ในจังหวะนั้นเอง ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้คนหนึ่งได้ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยปากว่า
“ขุนเขาแห่งหมอกจะละเลยการสำรวจไม่ได้ความจริงเรื่องการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตประเภทอสูรหมอกนั้นมีความสำคัญต่อเรามาก”
เมื่อพูดถึงตรงนี้นายทหารคนนั้นกวาดสายตามองไปรอบๆ และเอ่ยเสริมว่า
“ผมขอเสนอว่าให้ส่งทีมสำรวจเข้าไปในขุนเขาแห่งหมอกต่อไปและในขณะเดียวกันก็ต้องสั่งห้ามไม่ให้คนธรรมดาเข้าไปในขุนเขาแห่งหมอกอย่างเด็ดขาด”
“และหากได้รับการยืนยันว่ามีสิ่งมีชีวิตประเภทอสูรหมอกอยู่จริงผมหวังว่าทุกคนจะสามารถหาหนทางแก้ไขที่เหมาะสมได้”
“ในตอนนี้สหพันธรัฐก็วุ่นวายพอแล้วแถบชายฝั่งมีอสูรทะเลกลายพันธุ์ชุกชุมสัตว์น้ำแข็งกลายพันธุ์ทางเหนือก็เริ่มเคลื่อนไหวแม้แต่สัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งบางตัวในแม่น้ำสายใหญ่และแม่น้ำสายหลักต่างๆก็เริ่มอยู่ไม่นิ่ง”
“ผมไม่อยากให้มีสิ่งมีชีวิตสายหมอกเพิ่มขึ้นมาอีก...”