Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 5 บทที่ 140 ชื่อว่ากอริลล่า

            อวี๋จื่ออวี๋หรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วเริ่มทำการวิเคราะห์พรสวรรค์ของกอริลลายักษ์

             [เผ่าพันธุ์: กอริลลากลายพันธุ์

            ระดับ: แรกเริ่มขั้นที่แปด

            พรสวรรค์: คลุ้มคลั่ง -สามารถเลือกที่จะละทิ้งสติปัญญาบางส่วนเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังและความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลกลายเป็นอสุรกายคลุ้มคลั่งอย่างแท้จริง

            ความสามารถ: ทุบตีด้วยพละกำลัง -ร่างกายที่แข็งแกร่งเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตระดับเดียวกันมอบพลังที่โจมตีรุนแรงถึงชีวิตให้กับมัน

            ทักษะการต่อสู้ยอดเยี่ยม -เมื่อเทียบกับสัตว์ป่ากลายพันธุ์ทั่วไปกอริลลายักษ์ตัวนี้มีทักษะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมสามารถใช้ทุกสิ่งรอบตัวเพื่อช่วยในการต่อสู้ได้อย่างคล่องแคล่ว]

            “โอ้...เจ้าหมอนี่มีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ”

            อวี๋จื่ออวี๋ประเมินโดยคร่าวพลางมองกอริลลายักษ์ที่อยู่ไม่ไกลดวงตาฉายแววความประหลาดใจออกมา

            เมื่อมองดูมันอวี๋จื่ออวี๋ก็นึกถึงสิ่งมีชีวิตที่มีชื่อเสียงมากในชาติที่แล้วอย่าง...‘คิงคอง’

            ทว่า เมื่อเทียบกับคิงคองแล้วร่างกายของกอริลลาในตอนนี้ยังถือว่าไม่ใหญ่เท่าไรนัก

            และที่สำคัญกว่านั้นคือมันไม่มีแรงกดดันมหาศาลแบบที่คิงคองมี

            คิงคองมันคือสัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่มีชื่อเสียงในบางความหมายมันก็เป็นผู้พิทักษ์ของเกาะบางแห่ง มันสามารถชกเฮลิคอปเตอร์ฉีกหนวดปลาหมึกแล้วกลืนลงคอทั้งเป็น เหวี่ยงต้นไม้เหมือนกระบองทองคำหรือแม้แต่โยนใบพัดเฮลิคอปเตอร์ นอกจากนี้ยังสามารถใช้โซ่เป็นบ่วง และทุบอสุรกายกระดูกจนแหลก

            หากพูดถึงความรุนแรงแล้วกอริลลาน้อยตัวนี้ยังห่างไกลนัก

            ทว่า อวี๋จื่ออวี๋เชื่อว่ามันสามารถฝึกฝนได้

            และที่สำคัญพรสวรรค์ของกอริลลาน้อยตัวนี้อย่าง ‘คลุ้มคลั่ง’การยอมเสียสละสติปัญญาบางส่วนเพื่อให้ได้พลังและความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลน่าสนใจอย่างยิ่ง

            แม้จะไม่รู้ว่าทำไมเจ้าตัวน้อยตัวนี้ถึงไม่ใช้มันเมื่อครู่แต่แน่นอนว่ามันมีศักยภาพที่จะกลายเป็น ‘อสุรกายคลุ้มคลั่ง’ได้

            เมื่อคิดเช่นนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็พูดตามตรงไปว่า

            “เจ้ามีชื่อหรือเปล่า?”

            “ชื่อ...อย่างนั้นหรือ?”

            กอริลลายักษ์ที่ยังไม่ค่อยชินกับการสื่อสารผ่านพลังจิตนักถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย

            ทว่าเพียงครู่เดียวเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัวของมัน

            “ต่อไปนี้ เจ้าชื่อว่าคิงคอง”

            “คิง...คอง...”

            กอริลลายักษ์พึมพำพลางกะพริบตาปริบๆ

            แม้ว่าในตอนนี้มันจะยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของชื่อนี้มากนัก

            แต่ไม่รู้เพราะอะไรแต่มันกลับรู้สึกชอบชื่อนี้มาก

            ......

            อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มเล็กน้อยแต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจท่าทางของคิงคองมากนัก และใช้กิ่งไม้เส้นหนึ่งเกี่ยวดึง

             “กร๊อบ”

            เสียงหักที่คมชัดดังขึ้นแล้วหยดของเหลวสีเขียวหยดหนึ่งก็ซึมออกมาจากรอยหักของกิ่งไม้นั้น

            “โฮก...”

            คิงคองคำรามต่ำในทันทีมันจ้องมองหยดของเหลวสีเขียวอย่างตื่นเต้น

            “นี่คือของขวัญสำหรับการพบกันครั้งแรก”

            พูดจบอวี๋จื่ออวี๋ก็หยดน้ำบำรุงชีวิตไปที่คิงคอง

            ชั่วขณะต่อมา

            “โฮก...”

            เสียงคำรามกึกก้องที่น่าสะพรึงกลัวดังขึ้นหลังจากคิงคองกลืนน้ำบำรุงชีวิตลงไป มันก็เริ่มตบหน้าอกตัวเองอย่างตื่นเต้นทันที

            “ตึง ตึง ตึง...”

            เกิดเสียงกระแทกที่รุนแรงและมีพลังร่างกายของคิงคองเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

            ทว่า เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้

            มันคือหนึ่งในเจ้าถิ่นของขุนเขาแห่งหมอกคิงคองจึงถือว่ามีรากฐานแข็งแกร่งอย่างยิ่ง

            เมื่อก่อนนี้เสือขาวที่อยู่ในระดับเดียวกับมันยังก้าวไปถึงระดับแรกเริ่มขั้นสูงสุดเลย

            ในตอนนี้เมื่อได้รับการกระตุ้นจากน้ำบำรุงชีวิตของอวี๋จื่ออวี๋ที่เป็นสิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สอง‘เจ้าถิ่น’ ตัวนี้ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่อีกครั้ง

            “โฮก...”

            เสียงคำรามหนึ่งครั้งร่างกายที่ใหญ่โตอยู่แล้วของคิงคองขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง

            ชั่วพริบตา มันก็สูงขึ้นอีกเกือบแปดเมตร

            มองจากที่ไกลๆดูราวกับยักษ์สีดำที่ยืนตระหง่านอยู่บนผืนดิน

            ทว่าเรื่องที่ดูน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าคือกล้ามเนื้อที่ดูแน่นและน่าสะพรึงกลัวของมัน...

            “ปึด... ปึด...”

            เกิดเสียงกระดูกลั่นคมชัดกล้ามเนื้อของคิงคองเริ่มเคลื่อนไหวราวกับมีมังกรขดอยู่รอบร่างกาย

            ขณะที่กล้ามเนื้อมีความเคลื่อนไหวกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งก็แผ่กระจายออกมาไม่หยุด

            “แรกเริ่ม... ขั้นที่เก้า...”

            อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะเบาๆและจ้องมองคิงคองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม

            พรสวรรค์ไม่เลวนับเป็นสายพันธุ์ที่ควรค่าแก่การฝึกฝน

            แต่ก็น่าเสียดายอยู่สำหรับคิงคองนั้นเขามีแผนอื่นสำหรับมันอยู่แล้วจึงยากที่จะให้มันเป็นหนึ่งในสัตว์เดินดินทั้งเก้าของเขาได้

            เมื่อคิดเช่นนี้อวี๋จื่ออวี๋จึงมองไปยังคิงคองที่ทำการทะลวงระดับอย่างสมบูรณ์แล้วอย่างสงบ

            “ไปเรียกพวกพ้องของเจ้ามาเถอะ”

            “ได้ขอรับ นายท่าน”

            มันไม่ลังเลเลย หรือจะกล่าวได้ว่าคิงคองที่ตื่นเต้นอย่างมากตอนนี้ ในหัวของมันเต็มไปด้วย‘ความขอบคุณต่ออวี๋จื่ออวี๋...’

            แล้วมันจะไปคิดเรื่องอื่นได้อย่างไร

            “ตึง ตึง ตึง...”

            มันเริ่มออกเดิน พื้นดินสั่นสะเทือนไม่หยุดคิงคองกลายเป็นเงาดำหายไปจากสายตาของอวี๋จื่ออวี๋ในพริบตา

            ในเวลาเดียวกันนั้นเอง

            “แกว๊ก แกว๊ก แกว๊ก...”

            เหยี่ยวเพเรกรินสามตัวร้องเสียงแหลมสูงพวกมันได้สยายปีกออกแล้ว

            “ตามมันไปถ้ามันมีท่าทีว่าจะออกจากขุนเขาแห่งหมอก ฆ่ามันทิ้งได้เลย”

            เมื่อคำพูดจบลง อาต้า อาเอ้อร์ และอาซานก็พุ่งออกไปดุจลูกธนูที่หลุดจากคันสาย มุ่งตรงไปสู่ท้องฟ้ายามราตรี

            แม้จะมีความเชื่อใจในตัวคิงคองอยู่บ้างแต่สุดท้ายมันก็เพิ่งจะมาสวามิภักดิ์

            การเตรียมทางหนีทีไล่ไว้บ้างยังเป็นเรื่องที่จำเป็น

            หากคิงคองภักดีต่อเขาจริงๆแผนการนี้ย่อมไม่ได้ถูกนำมาใช้

            ทว่า หากมันแค่แสร้งยอมจำนนเหยี่ยวเพเรกรินจะบอกมันเองว่า ‘ความสยองขวัญที่แท้จริง’คืออะไร!

            .....

            ในขณะเดียวกันที่แห่งหนึ่งอันลึกลับของสหพันธรัฐ

            “ขุนเขาแห่งหมอกควรจะจัดการอย่างไรดี?”

            “นั่นเป็นปัญหาจริงๆมีจระเข้ยักษ์ดึกดำบรรพ์ซ่อนตัวอยู่และยังมีสิ่งมีชีวิตประเภทอสูรหมอกต้องสงสัยอาศัยอยู่ด้วย... เฮ้อ...”

            “สิ่งมีชีวิตประเภทอสูรหมอกตอนนี้ยืนยันตัวตนได้หรือยัง?”

            “ยืนยันได้แล้วประมาณสี่สิบเปอร์เซ็นต์จนถึงตอนนี้หน่วยค้นหาสามทีมที่ส่งไป คนที่กลับมาได้แม้จะมีอาการจิตไม่ปกติไปบ้างแต่พวกเขาต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า เห็นม่านหมอกหมุนวนและมีสัตว์ประหลาดปรากฏตัวออกมา...”

            ท่ามกลางเสียงปรึกษาหารือผู้คนนับสิบที่นั่งตัวตรงในชุดเครื่องแบบทหารต่างก็มีสีหน้าที่เคร่งเครียด

            ในจังหวะนั้นเอง ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้คนหนึ่งได้ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยปากว่า

            “ขุนเขาแห่งหมอกจะละเลยการสำรวจไม่ได้ความจริงเรื่องการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตประเภทอสูรหมอกนั้นมีความสำคัญต่อเรามาก”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้นายทหารคนนั้นกวาดสายตามองไปรอบๆ และเอ่ยเสริมว่า

            “ผมขอเสนอว่าให้ส่งทีมสำรวจเข้าไปในขุนเขาแห่งหมอกต่อไปและในขณะเดียวกันก็ต้องสั่งห้ามไม่ให้คนธรรมดาเข้าไปในขุนเขาแห่งหมอกอย่างเด็ดขาด”

            “และหากได้รับการยืนยันว่ามีสิ่งมีชีวิตประเภทอสูรหมอกอยู่จริงผมหวังว่าทุกคนจะสามารถหาหนทางแก้ไขที่เหมาะสมได้”

            “ในตอนนี้สหพันธรัฐก็วุ่นวายพอแล้วแถบชายฝั่งมีอสูรทะเลกลายพันธุ์ชุกชุมสัตว์น้ำแข็งกลายพันธุ์ทางเหนือก็เริ่มเคลื่อนไหวแม้แต่สัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งบางตัวในแม่น้ำสายใหญ่และแม่น้ำสายหลักต่างๆก็เริ่มอยู่ไม่นิ่ง”

            “ผมไม่อยากให้มีสิ่งมีชีวิตสายหมอกเพิ่มขึ้นมาอีก...”

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน