ตำนานเทพสงครามอมตะ [นิยายแปล]

    ตอนที่ 48 พบจั่วอู๋เซี่ยงเป็นครั้งแรก

    ซูเฮ่าเบะปาก “ไอ้บ้าแค่เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนเดียวยังวางตัวกำแหงขนาดนี้ ผ่านการแข่งขันรอบแพ้คัดออกให้ได้ก่อนแล้วค่อยมาว่ากันเถอะ”

            “หึ!”

            เยี่ยชังหวงทำเสียงฮึดฮัดไม่พอใจแสงสีเงินเคลื่อนวนรอบกาย เขาชี้หน้าซูเฮ่าแล้วเอ่ย “อย่าให้ข้าได้เจอเจ้าในการประลองใหญ่เชียวละไม่เช่นนั้นข้าจะกำราบไปพร้อมกันเลย”

            “ให้ตายสิบ้าระห่ำน่าดูจริงเชียว” ซูเฮ่าหัวเราะดังลั่นไม่ได้ใส่ใจ

            ผู้คนมากมายต่างเห็นฉากนี้ส่วนมากทำหน้าสาแก่ใจ แน่นอนก็มีส่วนน้อยที่พยักหน้ายิ้มแย้มให้เซียวอวี้คนกลุ่มนี้ที่มาร่วมงานเลี้ยงราตรี ไม่ได้เป็นฝ่ายเจ้านครชั้นสูงไปเสียทั้งหมด

            ทั้งคู่เดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่หาที่นั่งแล้วนั่งลงไปตามใจชอบ ไม่ทันไรก็มีผู้กล้าที่มีลักษณะน่ายำเกรงสองคนมาถึงพร้อมกันนั่งร่วมโต๊ะเดียวกันกับพวกเขา

            “เอ๊ะ?นั่นคือตู๋กูเซิ่งและอู่ปิงอวิ๋นนินี่คือเจ้าเหนือหัวยุวชนที่น่ากลัวสองคนจากจักรวรรดิเหมิ่งหยวนเซียวอวี้ไปผูกมิตรกับพวกเขาเมื่อไรกัน”

            มีคนมากมายตื่นตระหนกระคนสงสัยนี่เป็นสัญญาณที่ไม่ดีอย่างหนึ่ง บ่งบอกได้ว่าเซียวอวี้ไม่ได้มีแค่ซูเฮ่าเพื่อนสนิทเพียงคนเดียว ยังมีผู้กล้าอีกสองคนเป็นเพื่อนข้างกาย

            เจ้าเหนือหัวยุวชนที่ไม่ต้องเข้าร่วมการแข่งขันรอบแพ้คัดออกมีทั้งหมดแค่สิบห้าคนด้านเซียวอวี้มีถึงสี่คนแล้ว แม้ไม่ได้ครองความได้เปรียบด้านจำนวนคน แต่จะดูแคลนไม่ได้เป็นอันขาด

            นอกจากพวกเขาทั้งสี่คนแล้วยังมีลูกหลานเจ้านครชั้นล่างถึงสามคนรุมล้อมเข้ามา ถึงความสามารถจะไม่เลวแต่ยังแตกต่างจากพวกเขาทั้งสี่คนไม่น้อย

            หน้าประตูภัตตาคารมีคนเดินเข้ามาไม่ได้ขาดสายเวลาผ่านไปได้ประมาณหนึ่งก้านธูป ผู้กล้าคนหนุ่มสาวที่ถูกเชิญมางานเลี้ยงทั้งห้าสิบกว่าคนมาถึงพร้อมแล้ว

            “สหายเซียวคาดว่าคืนนี้สถานการณ์จะไม่ดีนัก ข้าสังเกตเห็นว่า โต๊ะของพวกตู้เฉินนั่น มีหลายคนที่คุ้นหน้ากันข้าเคยฝึกบำเพ็ญตนในสำนักกระบี่หลิงเซียวได้ครึ่งปีจำได้ว่าพวกเขาเป็นลูกศิษย์ลูกหาของสำนักกระบี่หลิงเซียวสนิทสนมกับตู้เฉินเป็นอย่างดี” อู่ปิงอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่นในขณะที่กล่าว

            เขามีรูปร่างใหญ่โตกำยำส่วนสูงเกือบสองหมี่ราวกับอสูรดุร้ายในร่างมนุษย์นี่เป็นลูกหลานสายตรงของสกุลอู่ตระกูลเก่าแก่ของจักรวรรดิเหมิ่งหยวนมีความสัมพันธ์อันดีกับราชวงศ์เหมิ่งหยวนมาหลายต่อหลายรุ่น

            เซียวอวี้คลี่ยิ้มบางพลางเอ่ย“ข้าสังเกตเห็นตั้งนานแล้วคนพวกนั้นมีเจตนาเป็นศัตรูกับข้าอย่างไม่มีปิดบัง ข้าเองยังไม่เคยต่อสู้กับนักพรตขั้นก่อกำเนิดจริงๆสักที บางทีวันนี้อาจจะสบโอกาสแล้ว”

            ตู๋กูเซิ่งและอู่ปิงอวิ๋นทำหน้าประทับใจเล็กน้อย

            เซียวอวี้ไม่เกรงกลัวใครหน้าไหนเหมือนอย่างที่เล่าลือกันต้องรู้ไว้ว่าคนพวกนี้เป็นนักพรตทั้งสิ้นผิดไปจากผู้ฝึกยุทธ์ขั้นก่อนกำเนิดอย่างสิ้นเชิง

            แต่พวกเขาก็รู้จริงๆ แล้วนักพรตขั้นก่อกำเนิดทั่วไปไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเซียวอวี้ ต่อให้เป็นพวกเขาก็เทียบเคียงกับนักพรตขั้นก่อกำเนิดหนึ่งชั้นฟ้าได้

            ตู๋กูเซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“คนเหล่านั้นแค่โตกว่าเราไม่กี่ปี ถ้าต้องต่อสู้จริงๆสักตั้ง ก็ไม่แน่ว่าพวกเราจะแพ้หรอกนะ”

            นี่ก็เป็นประมุขที่จิตใจห้าวหาญคนหนึ่งตระกูลตู๋กูก็มีความเก่าแก่ในจักรวรรดิเหมิ่งหยวนเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน และที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้นสกุลตู๋กูมีผู้อาวุโสคนหนึ่งที่มีสถานะเป็นที่เคารพเลื่อมใสในสำนักกระบี่เสวียนหวงลือกันว่าเป็นยอดฝีมือขั้นวิญญาณต้นกำเนิด

            ตู๋กูเซิ่งเย่อหยิ่งทะนงตนมาตลอดเหี้ยมโหดอำมหิตกับคนอื่นมาแต่ไหนแต่ไร นอกจากเพื่อนที่ตนเองยอมรับ มีชื่อเสียงเลื่องลือด้วยความโหดเหี้ยมร้ายกาจในจักรวรรดิเหมิ่งหย่วนแขกของงานเลี้ยงราตรีมาถึงพร้อมแล้วไม่ทันไรก็มีสาวใช้หน้าตาอ่อนหวานแช่มช้อยเดินสวนขวักไขว่ไปมาอยู่ในห้องโถงของภัตตาคารถือสุราชั้นดีและอาหารเลิศรสที่พิถีพิถันเอาไว้ในมือ

            จั่วอู๋เซียงยังไม่ปรากฏตัวแต่คนส่วนมากต่างไม่รู้สึกว่าเสียหน้า

            นั่นเป็นถึงเจ้าเหนือหัวหนุ่มน้อยในตำนานคนหนึ่งถูกยกย่องเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์สูงสุดในรอบเกือบร้อยปีของสำนักกระบี่เสวียนหวงอีกทั้งยังเป็นหนึ่งในกรรมการดำเนินการสอบของการประลองใหญ่ครั้งนี้ด้วย จะมาช้าไปสักหน่อยก็พอมีเหตุผล

            แต่เมื่อสุราชั้นเลิศไหลลงท้องไปไหแล้วไหเล่าบรรยากาศในห้องโถงใหญ่ที่เดิมทีคลุมเครือแห่งนี้ เปลี่ยนเป็นตึงเครียดยิ่งขึ้น

            “ปล่อยให้ทุกท่านต้องรอนานเสียแล้ว”ทันใดนั้นเอง น้ำเสียงอบอุ่นราวกับหยกเสียงหนึ่งดังลอยเข้ามาราวกับสามารถปลอบประโลมจิตใจให้นิ่งสงบได้ กลิ่นอายความตึงเครียดในอากาศตอนแรกก็ถูกชะล้างมลายไปจนหมดสิ้น

            จั่วอู๋เซี่ยงสวมอาภรณ์สีขาวทั้งตัวบริสุทธิ์ผุดผ่องเหนือโลกีย์ เรือนผมยาวสยายปกคลุมไหล่ กลิ่นอายแห่งความเมตตาการุนย์และความบริสุทธิ์ราวนักบุญกระจายออกมาจากทั่วร่างอยู่เหนือโลกโลกียวิสัย

            มีคนหนึ่งยืนอยู่ข้างกายเขาเป็นเด็กหนุ่มสวมชุดยาวสีฟ้าคราม ถึงแม้จะงดงามเปล่งปลั่งมีชีวิตชีวาราวกับหยกแต่เมื่อเทียบกับจั่วอู๋เซี่ยงแล้ว กลับเรียกได้แค่ว่าเป็นตัวประกอบเสริมบารมี

            ตำนานของคนรุ่นใหม่ในแผ่นดินต้าถังจั่วอู๋เซี่ยง ในที่สุดก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเซียวอวี้

            “กลิ่นอายแบบนี้คุ้นเคยแฮะ” เซียวอวี้ขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อยสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความเมตตาการุนย์ที่กระจายออกมาจากตัวของจั่วอู๋เซี่ยงทว่าใบหน้ากลับเผยรอยยิ้มประหลาด

            “ที่แท้เขาได้รับการถ่ายทอดจากตำหนักปีศาจไร้ลักษณ์ในทวีปอวี้ซวีนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่งจริงๆ” รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวอวี้ยิ่งคาดเดาได้ยากมากขึ้น

            คนอื่นๆไม่ได้สังเกตสีหน้าแปลกประหลาดของเขาทั้งหมดต่างมองไปทางจั่วอู๋เซี่ยง

            “ข้ามาช้าขอทุกท่านอย่าได้ตำหนิ” จั่วอู๋เซี่ยงยิ้มบางพลางเอ่ยขึ้นน้ำเสียงใสชัดก้องกังวานลึกล้ำ ทำให้คนหงุดหงิดไม่พอใจไม่ลง

            “พี่จั่วเกรงใจไปแล้วท่านต้องควบคุมการประลองใหญ่สองแคว้นที่กำลังจะเปิดฉาก ภาระหน้าที่รุมเร้าพวกเราจะตำหนิท่านได้อย่างไรกัน” มีผู้กล้าคนหนึ่งพูดประจบเอาใจ

            “พี่จั่วท่านยังจำข้าได้หรือไม่ เมื่อห้าปีก่อนข้าเคยติดตามท่าน บัดนี้เติบโตขึ้นแล้วข้าจะมุมานะพากเพียรต่อไป จะติดตามท่านต่อไป” มีเด็กหนุ่มร้องตะโกนลั่นด้วยสีหน้าคลั่งไคล้

            “สหายจั่วบุคลิกสง่างามในยุคเป็นเป้าหมายในการบากบั่นของเรา คืนนี้จะต้องดื่มกับสหายจั่วให้หนำใจหวังว่าสหายจั่วอย่าได้ปฏิเสธไมตรี”

            กลุ่มผู้กล้าพากันแย่งเอ่ยปากเคารพนอบน้อมจั่วอู๋เซี่ยงเป็นอย่างมาก ซูเฮ่าที่ดูอยู่เดาะลิ้นส่งเสียงไม่หยุด

            นี่เป็นผลมาจากการเป็นคนมีชื่อเสียงผู้กล้าที่เติบโตขึ้นสามารถทำให้คนมากมายเลื่อมใสศรัทธาเมื่อหลายปีก่อนจั่วอู๋เซียงมีชื่อเสียงโด่งดังก้องไกลไปทั่วทั้งสองแคว้นบัดนี้กลายเป็นลูกศิษย์คนสำคัญของสำนักกระบี่เสวียนหวงชื่อเสียงจากการสั่งสมความสำเร็จแต่ละเรื่อง ทำให้เขาสามารถสยบใต้หล้านี้ได้

            จั่วอู๋เซี่ยงมีบุคลิกงดงามสง่าเลิศล้ำวนเวียนทักทายระหว่างกลุ่มผู้กล้าบุคลิกพิเศษบนตัวนั่นทำให้คนเกิดความประทับใจได้อย่างง่ายดาย ผนวกกับตำแหน่งฐานะของเขาแม้แต่ซูเฮ่าผู้ห้าวหาญบ้าระห่ำ ก็ไม่กล้าปากยื่นปากยาวในเวลานี้เช่นกัน

            ส่วนตู้เฉินก็ถูกคนมากมายรายล้อมอยู่ด้วยเหมือนกันเมื่อหลายปีก่อนแม้เขาจะพ่ายแพ้ให้กับจั่วอู๋เซี่ยงแต่สถานะในวันนี้กลับแตกต่างออกไป เป็นลูกศิษย์คนสำคัญของสำนักกระบี่หลิงเซียวความสำเร็จในวันหน้าคงจะไม่ใช่ย่อยๆ อย่างแน่นอน

            ตู้เฉินนั่งกับตู้เสี่ยนเหลือบมองเซียวอวี้ทีหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ สีหน้าเฉยชานั้นแฝงด้วยจิตสังหารเล็กน้อย

            เซียวอวี้คลี่ยิ้มบางดูเหมือนตู้เฉินตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะทวงศักดิ์ศรีกลับมาให้สกุลตู้

            เพียงแต่หากเขาไม่ลงมือ คนพวกนั้นที่อยู่ข้างกายเขาจะเป็นคู่ต่อสู้ของตนได้หรือ

            เซียวอวี้ยิ้มเยาะในใจภายในภัตตาคารแห่งนี้นอกจากจั่วอู๋เซี่ยงและตู้เฉินแล้วเขาไม่เกรงกลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น

            ในที่สุดจั่วอู๋เซี่ยงก็เดินมุ่งหน้ามาที่โต๊ะของเซียวอวี้สายตาที่แฝงด้วยเจตนามิดีมิร้ายแต่ละคู่ล้วนแต่มองตรงมาความคลุมเครือระหว่างเซียวอวี้และหวงฝู่หลิงซีได้เล่าลือจนรับรู้กันถ้วนหน้ามีคนไม่น้อยแสดงสีหน้าสาแก่ใจ หากจั่วอู๋เซี่ยงลงมือต่อให้เซียวอวี้จะเก่งกาจแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์

            “ข้าเพิ่งกลับมาเมืองหลวงได้ยินว่าอาณาจักรต้าถังปรากฏเจ้าเหนือหัวยุวชนคนหนึ่งอีกแล้วสหายเซียวไม่ธรรมดาจริงๆ วันหน้าจะต้องมีชื่อเสียงก้องไกลไปทั่วหล้าแน่ๆ” จั่วอู๋เซี่ยงเดินเข้ามา เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่น

            เซียวอวี้ยิ้มละไมเอ่ยขึ้น “สหายจั่วเกรงใจไปแล้วข้าอับอายยิ่งนัก”

            “หึ!”

            “หึ!”

            เซียวอวี้เพิ่งพูดจบโดยรอบก็มีเสียงฮึดฮัดไม่พอใจแต่ละเสียงดังขึ้น

            นอกจากตู้เฉินรวมถึงผู้กล้าที่เคยต่อสู้กับจั่วอู๋เซี่ยงในปีนั้นคนอื่นที่เหลือล้วนเรียกเขาว่าพี่ใหญ่ ส่วนเซียวอวี้แค่เด็กรุ่นหลังตัวเล็กๆไม่คิดเลยว่าจะกล้าเรียกว่าเป็นเจ้าเหนือหัวยุวชนคนหนึ่ง คิดว่าตนเองทัดเทียมกับจั่วอู๋เซี่ยงได้จริงๆหรือ

            จั่วอู๋เซี่ยงยิ้มแย้มแววตาล้ำลึกราวกับมหาสมุทรฉายแววที่คนอื่นไม่เข้าใจ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หวังว่าในวันหน้าสหายเซียวจะสามารถบำเพ็ญเพียรร่วมสำนักเดียวกับข้าได้”

            “ข้าจะพยายามจนสุดความสามารถ”เซียวอวี้ตอบกลับพร้อมยิ้มให้

            “อย่างเขาเนี่ยนะ”

            ในเวลานี้เสียงหนึ่งดังขึ้นกะทันหัน โต๊ะของตู้เฉินมีคนหยัดกายลุกขึ้นสีหน้าฉายความหยามเหยียด พูดด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “สหายจั่วโปรดอภัย ข้าทนดูความหลงระเริงของเจ้าเด็กคนนี้ไม่ได้จริงๆอีกทั้งเขายังเคยทำร้ายน้องร่วมสาบานของข้า ไม่ว่าจะด้วยความรู้สึกหรือเหตุผลข้าจะขอแก้แค้นให้กับน้องชายของข้า”

            เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีอายุไล่เลี่ยกับจั่วอู๋เซี่ยงและตู้เฉินสวมชุดขาวมีเรือนดำขลับ แววตาทั้งโหดเหี้ยมและถือดีบนตัวส่งกลิ่นอายที่ยิ่งใหญ่คับฟ้าออกมา

            ตู้เสี่ยนและคนอื่นๆเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม แววตาที่มองเซียวอวี้เต็มไปด้วยความดุร้ายและจิตสังหารส่วนตู้เฉินกลับนั่งดื่มเหล้าอยู่ข้างๆ อย่างไร้สุ้มเสียง ไม่พูดไม่จาอะไรทั้งสิ้น

            “สหายจั่วให้ข้าได้ประลองกับเขาสักตั้ง!” เด็กหนุ่มในชุดสีขาวเอ่ยขึ้นอีกครั้งความปรารถนาในการต่อสู้ลุกเดือดพลุ่งพล่าน ปรายตามองทุกคนด้วยความดูแคลนมีเพียงตอนที่เผชิญหน้ากับจั่วอู๋เซี่ยงถึงได้สำรวมท่าทางบ้าระห่ำนั้นลงไป