บทที่6 ตอนที่30 : ความเห็นที่แตกต่าง
ซึ่งที่ตรงนั้นก็มีเกษม โสต และมีสท์ นั่งเฝ้าดูอาการอยู่อย่างใกล้ชิด มิทาจิที่เดินมาก็ได้นั่งลงดูอาการของอลันที่เปลือกตาปิดสนิทไร้การตอบสนองใด ๆ เขามีเพียงแค่ลมหายใจแผ่ว ๆ ที่ค่อนข้างติดขัดเท่านั้นที่ทำให้รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่.. นินจาสาวตรวจดูเพียงผิวเผินก่อนจะหันมาทางเพื่อน ๆ พลางส่ายหัว “อาการยังทรงตัวเหมือนเดิมค่ะ ไม่น่าจะดีขึ้นไปกว่านี้ได้ มีแต่จะแย่ลงเรื่อย ๆ ถ้าสถานการณ์แบบตอนนี้คงจะมีเพียงทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยอลันซังได้ นั่นก็คือเลือดของคนที่มีเม็ดเลือดขาวเป็นอวัยวะพิเศษค่ะ” เด็กสาวของตระกูลนามิคาชิพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉย โดยหลังจากที่เพื่อน ๆ ได้ยินดังนั้นต่างก็ดูซึมลงไปถนัดตา “ทุกคนไปพักผ่อนเถอะ ฉันจะเป็นคนเฝ้าอลันเอง อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะค่ำแล้ว เตรียมตัวให้พร้อมนะ เราจะผ่านคืนนี้ไปด้วยกัน..” มีสท์เอ่ยเสียงสะอื้น “จริงของเธอ.. งั้นฝากด้วยนะมีสท์ เดี๋ยวฉันจะเอาผลไม้มาให้นะ” เกษมพูดพลางลุกขึ้นยืน แต่ทันใดนั้นโสตก็ได้เสนอตัวเองในทันที “ฉันเอง เดี๋ยวฉันจะไปเอาผลไม้มาให้มีสท์ แล้วก็จะนั่งเฝ้าอลันเป็นเพื่อนเธอเอง” หนุ่มผมยาวพูดโพล่งออกมาก่อนจะรีบชิงเดินไปหยิบผลไม้อย่างรวดเร็ว และจากนั้นทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน และทานเสบียงที่เตรียมไว้ตามอัธยาศัย ซึ่งเกษมก็บังเอิญไปเจอฟาคาราดีนที่แอบมานั่งเงียบ ๆ อยู่คนเดียว “ทำไมไม่กินอะไรหน่อยล่ะ? ไม่ชอบกินผลไม้เหรอ??” เขาเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง “ไม่ใช่ ๆ ฉันแค่กำลังฝึกพลังของอวัยวะพิเศษอยู่น่ะ ฉันต้องอดอาหาร” เด็กหนุ่มชาวตะวันออกกลางตอบกลับก่อนจะเริ่มเข้าฌานนั่งสมาธิ “ของพรรค์นั้นน่ะจะฝึกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่นายต้องผ่านคืนนี้ไปให้ได้ก่อน กินซะ..” ชายผู้สืบทอดดวงตาวิเศษพูดพลางยื่นผลไม้ให้กับฟาคาราดีน.. โดยที่ชายเครางามก็ลังเลอยู่นานก่อนที่จะตัดสินใจคว้าผลไม้นั้นจากเกษมมารับประทานในที่สุด และนอกเหนือจากฟาคาราดีนแล้ว ก็มีมิทาจิอีกคนที่แอบไปนั่งเงียบ ๆ อยู่คนเดียว.. สตีฟที่เห็นดังนั้นเขาจึงเข้าไปดูอาการด้วยความเป็นห่วง “เฮ้หนูน้อย! ทำไมมานั่งคนเดียวล่ะ เครียดเรื่องอลันเหรอ? กินอะไรหน่อยไหม? ฉันเอาผลไม้มาฝากเต็มเลย” ชายกล้ามโตผิวขาวอมชมพูระเรื่อเอ่ยชวน “มิทาจิไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากนะคะสตีฟซัง แต่มิทาจิทานของพวกนี้ไม่ได้หรอกค่ะ มิทาจิต้องทานของจำพวกที่ทานเข้าไปแล้วไม่ทำให้เกิดกลิ่นตัว เช่นเต้าหู้ อะไรแบบนี้น่ะค่ะ เพราะกลิ่นที่ติดตัวจะทำให้เสี่ยงในการทำภารกิจ มันเป็นภูมิปัญญาโบราณของนินจาค่ะ” เดอะชูริเคนตอบสตีฟด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะควักเสบียงของตัวเองขึ้นมารับประทาน “ถึงว่า.. ทำไมฉันถึงไม่ได้กลิ่นตัวของเธอเลย แกได้กลิ่นไหมเจ้าปั๊กกี้?” สตีฟพูดพลางหันไปถามเจ้าหมาน้อย โดยเจ้าปั๊กกี้ก็ตอบเจ้านายของมันกลับด้วยเสียงสุดเอื่อยเฉื่อยเช่นเคย “อืม ฉันก็ไม่ได้กลิ่นเหมือนกัน.. นี่สาวน้อย.. ถ้าเธอไม่กิน ฉันขอผลไม้ส่วนของเธอได้ไหม?” หมาปั๊กมองตาละห้อยไปยังนินจาหญิงพลางยื่นจมูกมาดมฟุดฟิดที่ผลไม้ในมือของชายหนุ่ม ซึ่งความน่ารักของน้องหมาหน้าย่นนั้นก็ทำเอามิทาจิกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ “ฮ่า ๆ ๆ ๆ เอาเลยจ้ะปั๊กกี้คุง” เธอหลุดขำออกมาด้วยความเอ็นดู แต่สตีฟนั้นดูจะไม่ค่อยมีความสุขสักเท่าไหร่นัก “นี่นายจะกินเยอะไปแล้วนะปั๊กกี้ เดี๋ยวก็กลายเป็นหมาอ้วนหรอก เห้อมม..” เขาถอนให้ใจก่อนจะลูบหัวเจ้าย่นอย่างนุ่มนวลในขณะที่สายตาก็ได้จ้องมองไปที่เพื่อนซี้ของเขาด้วยความกังวล แต่เจ้าหมาน้อยก็ไม่ได้สะทกสะท้านอะไร มันยังคงเอร็ดอร่อยกับมื้อเย็นของมันอย่างต่อเนื่อง “ก็แค่ผลไม้เองหน่า ไม่เป็นไรหรอก” เสียงจากเจ้าตูบจอมเฉื่อยอ้างขึ้น “แต่ที่นายกำลังกินอยู่มันคือมะม่วงที่กำลังสุกงอมนะเฟ้ยย!!” ชายหนุ่มตาสีน้ำข้าวตอบกลับด้วยใบหน้าเหยเก โดยทางฝั่งของนินจาสาวนั้นยังคงขำไม่หยุด “ฮ่า ๆ ๆ ๆ ตลกจังเลยนะคะเพื่อนซี้คู่นี้” “งั่ม ๆ ๆ “ เธอเอ่ยขึ้นก่อนจะงับอาหารที่เธอเตรียมมาอย่างมีความสุข.. และหลังจากทุกคนรับประทานอาหารกันเสร็จ.. เวลาก็ได้ผ่านพ้นไปจนตอนนี้แสงแดดเริ่มกลายเป็นสีส้ม อันเป็นสัญญาณเตือนว่าดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าแล้ว แปะ ๆ มิทาจิปรบมือให้สัญญาณเรียกเพื่อน ๆ อีกครั้ง ก่อนจะกล่าวเริ่มการประชุม “เพื่อไม่ให้เสียเวลา เรามาเริ่มประชุมกันเถอะนะคะ ขอเชิญสตีฟซังเลยค่ะ” เธอผายมือต่อ โดยที่สตีฟก็ได้ก้าวเข้าไปยืนตรงกลางวงประชุมในทันที “เป้าหมายหลักของพวกเราในตอนนี้ก็คือหยุดเรื่องบ้า ๆ ที่ดันทัวร์กำลังทำอยู่ และแผนของเราที่วางเอาไว้ตอนแรกก็คือช่วยคุณเวิร์ดออกมาจากเงื้อมมือของมัน เพื่อให้คุณเวิร์ดใช้พลังเพื่อจบเรื่องนี้” พลเอกหนุ่มอธิบายแผนการที่เคยวางกันไว้ที่ห้องฝึกต้นไม้ ให้สมาชิกใหม่ในกลุ่มอย่าง ฟาคาราดีน ไทรซ์ ไบซ์ และโพซิเออร์ ได้รับรู้ “แต่.. คุณเวิร์ดนั้นถูกพลังอวัยวะพิเศษของตระกูลชาโนโชนี่ซึ่งก็คือลิ้นผนึกความสามารถเอาไว้ ดังนั้นเราจึงต้องช่วยคุณเวิร์ดอีกครั้ง โดยวิธีที่ฉันคิดไว้ก็คือไปหาคนที่มีเม็ดเลือดขาวเป็นอวัยวะพิเศษ แล้วนำมาให้ผู้ที่เป็นเจ้าของลิ้นดื่มเพื่อให้เขาหลุดพ้นจากการเป็นทาสของดันทัวร์ และให้เขาปลดคำสาปออกจากปากของคุณเวิร์ดซะ” สตีฟเสนอแนวทางในที่ประชุมก่อนที่จะนิ่งเงียบไปชั่วขณะ เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาหนึ่งครั้ง พลางพูดประโยคที่ยากจะทำใจออกมา.. “ซึ่งชายผู้มีอวัยวะพิเศษเป็นเม็ดเลือดขาวนั้นอยู่กลุ่มเดียวกับเซียวซินฉี เราต้องไปตามหาเขาเพื่อที่จะขอความช่วยเหลือ” หนุ่มอเมริกันร่างใหญ่เอ่ย “นายจะบ้าเหรอ? นายก็รู้ว่าพวกเซียวซินฉีมันเหยียดหยามเราจะตาย ทำไมพวกมันถึงจะต้องให้ความช่วยเหลือเราด้วยล่ะ? แล้วอีกอย่างเราก็ยังไม่รู้ด้วยว่าเลือดของไอ้หมอนั่นจะช่วยคุณเวิร์ดได้หรือไม่ได้ นายจะเสี่ยงไปทำไม มีวิธีอื่นอีกไหม?” ไทรซ์ออกอาการว่าไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้อย่างรุนแรง “ไอ้มีน่ะมันก็มี.. แต่ออกจะโหดร้ายเกินไปหน่อย” สตีฟพูดเสียงต่ำ โดยอารมณ์ของไทรซ์นั้นก็เริ่มร้อนขึ้นทุกขณะ หลังจากที่ได้ยินชื่อของเซียวซินฉีผู้ที่เคยดูถูกเขาพรรคพวกไว้อย่างหนักหน่วง “ก็แล้วมันอะไรเล่า?!” บุตรชายคนโตแห่งตระกูลฟาน เดอร์ อาร์มตะโกนลั่นออกมาเสียงดังกลางวงประชุม “ฆ่า.. ต้องฆ่าผู้ที่เป็นเจ้าของพันธะนั่น” ชายอเมริกันหน้าหล่อเงยหน้ามองไปที่บอดี้การ์ดร่างยักษ์ “งั้นก็ฆ่ามันซะเลยสิ!! ยังไงมันก็จะต้องบุกมาหาเราอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง!” ไทรซ์เสนอความเห็นอันสุดโต่ง ก่อนที่เกษมที่ทนฟังอยู่นานหันไปพูดเสียงแข็งใส่สมาชิกใหม่ “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!! นายบ้าไปแล้วเหรอ! คนที่มีลิ้นเป็นอวัยวะพิเศษ เขาก็แค่โดนดันทัวร์ควบคุม! เราจะไม่ฆ่าเขาด้วยเหตุผลแค่นี้เด็ดขาด!” “ส่วนเรื่องที่จะช่วยได้หรือไม่ได้นั้น.. ยังไงเราก็ต้องลองเสี่ยงดู เพราะในตอนนี้เรามีหนทางในการช่วยเหลือเหลืออยู่เพียงวิธีเดียวเท่านั้น!” หนุ่มแว่นพูดต่อด้วยเสียงที่ดังไม่แพ้กัน “นายนั่นแหละที่เป็นคนปิดกั้นหนทางเอง!” ไทรซ์ชี้หน้าชายผู้มีความเห็นต่าง.. บรรยากาศในที่ประชุมตึงเครียด ทุกคนต่างเงียบสนิท จนเหลือแต่เพียงเกษมและไทรซ์กำลังโต้เถียงกัน และเมื่อเถียงกันไปได้สักพัก.. เกษมได้เผยอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขาอยากได้เลือดวิเศษนั้น “ก็ได้! ฉันยอมรับก็ได้! ที่ฉันต้องการได้เลือดของ ลี คา เพค มากขนาดนั้น ฉันไม่ได้อยากจะช่วยคุณเวิร์ดแค่อย่างเดียว ฉันต้องการจะช่วยอลันแล้วก็ซีรินญ่าด้วย!!” “ก็แล้วทำไมเราไม่ฆ่าดันทัวร์ทิ้งไปซะเลยเล่า!! เรื่องบ้า ๆ นี้มันจะได้จบ ๆ ไปสักที!!” เดอะบอดี้การ์ดผู้พี่ตอบโต้อย่างดุเดือด “ถ้าทำอย่างนั้น.. ถ้าเลือกการฆ่าเป็นทางออก.. เราก็จะไม่ต่างอะไรกับไอ้ปิศาจนั่นเลยนะ!” เกษมให้เหตุผลไม้ตายของเขา ซึ่งมันก็ทำให้ไทรซ์สะอึกไปได้ชั่วครู่.. “นายมันอ่อนแอเกินไป อยู่ในด้านสว่างของโลกมากเกินไป” อารมณ์ของชายหนุ่มผิวสีร่างกำยำค่อย ๆ เย็นลงอย่างเห็นได้ชัดเหมือนกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้ “ยังไงซะฉันก็เป็นเพียงผู้มาขออาศัยร่วมกลุ่ม ฉันแฟร์พอที่จะยอมรับการตัดสินใจของนาย ฉันก็แค่พยายามเสนอความคิดของฉันให้เป็นทางเลือกเฉย ๆ เท่านั้น” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ทุกคนในวงประชุมต่างก็ช่วยกันระดมความคิดกันต่อ เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับวิธีการช่วย เอ็ดเวิร์ด สปีช ที่ สาม จนได้ข้อสรุปว่า.. จะใช้วิธีการของสตีฟ “ถ้าพวกเขาไม่ยอมช่วยเหลือเรา แล้วเกิดฆ่าพวกเราขึ้นมาจะทำยังไงล่ะคะ? เพราะพวกเราเองก็ยังไม่รู้เป้าหมายที่แน่ชัดของพวกเซียวซินฉีด้วย” มิทาจิเล็งเห็นถึงความเสี่ยงจึงเอ่ยถามขึ้น และเมื่อได้ยินเช่นนั้น.. มีสท์ก็ได้เสนอตัวเองในการทำภารกิจครั้งนี้ทันที “พวกเราจะไม่ไปกันหมด ฉันเอง.. ฉันจะเป็นคนไปกับเกษมเอง ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นฉันสามารถช่วยเขาในการหลบหนีได้ และถ้าจำเป็นจริง ๆ เราก็เจะแอบไปเจาะเลือดของเจ้าหมอนั่นมาด้วยพลังพิเศษของฉันเอง” “แล้วเราจะตามหาพวกนั้นยังไงล่ะคะ?” นินจาสาวถามต่อ “ถ้าเรื่องนั้นน่ะไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก กลิ่นเลือดของเจ้านั่นมันมีความพิเศษมาก ๆ หลังจากช่วงเช้าของวันนี้ที่ฉันได้กลิ่นเลือดของมันครั้งแรก จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังคงได้กลิ่นของเลือดเจ้านั่นอยู่เลย ถ้าเป็นเรื่องตามหากลุ่มของเจ้านั่นน่ะ ไว้ใจฉันได้” เจ้าปั๊กกี้กระโดดลงออกจากอ้อมแขนของสตีฟก่อนจะเดินไปพูดกลางวงประชุม ซึ่งสร้างความประหลาดใจอย่างมากให้กับสมาชิกใหม่ที่เห็นเจ้าหมาพูดได้ตัวนี้เป็นครั้งแรก “ถ้าอย่างงั้นก็ตกลงตามนี้ค่ะ! แต่เรื่องนั้นเดี๋ยวค่อยมาคุยรายละเอียดกันอีกที ต่อไปเรามาแลกเปลี่ยนเรื่องอวัยวะพิเศษของฝั่งตรงข้ามก่อนเถอะค่ะ ใครเคยเจออะไรมาบ้างก็มาแชร์กันค่ะเวลาปะทะกันจะได้รู้วิธีรับมือ” นินจาสาวกล่าว ก่อนที่ทุกคนจะร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์ให้กันและกันจนหมด “เหนือสิ่งอื่นใด.. เราจะต้องผ่านค่ำคืนนี้ไปให้ได้! ทุกคนจะต้องปลอดภัย! เตรียมพร้อมตั้งรับกันเถอะ!” เกษมปลุกเร้าเพื่อน ๆ “ฉันพร้อมแล้ว!” สตีฟลั่นวาจาออกมาด้วยความมั่นใจพลางหลับตาพริ้มลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอวัยวะพิเศษ ก่อนจะใช้มันเพื่อตรวจตราพื้นที่บริเวณรอบ ๆ ..