ขณะที่เขากำลังสิ้นหวังก็ได้พบแสงสว่างบนหน้าจอทีวี ภาพประวัติศาสตร์และเรื่องราวถูกถ่ายทอดออกมาให้ผู้คนรับรู้ เขาจึงเริ่มจับปากกาตั้งแต่เด็ก และเขียนเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่แท้จริงผ่านนิยาย แม้ในคราแรกจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนบาปเข้าข้างทรราชก็ตาม
ทว่าสถานการณ์กลับพลิกผัน เมื่อนักประวัติศาสตร์ค้นพบหลักฐานที่สอดคล้องกับเรื่องราวที่เขาเขียน นวนิยายของเขาจึงกลายเป็นจุดสนใจ จนกระทั่งมีผู้ที่ต้องการพิสูจน์ความจริง คนผู้นั้นเดินทางไปยังสถานที่ที่ถูกระบุไว้ในหนังสือนิยาย และพบทุกอย่างสอดคล้องกับสิ่งที่ถูกเขียน
ชื่อเสียงของเขาโด่งดังจากการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ นักข่าวมากมายต่างมาสัมภาษณ์ แต่จะให้บอกว่าเป็นฮ่องเต้มาเกิดใหม่ก็กระไรอยู่ เขาจึงบอกว่าตนฝันเห็นชายรูปงามสวมชุดสูงศักดิ์ที่มีมังกรทองอยู่ข้างกายมาเข้าฝัน และขอให้เขาช่วยถ่ายทอดเรื่องราว
ผลงานของเขาถูกทำเป็นซีรีส์และหนังภาพยนตร์ตามคาด แต่สิ่งที่เขาตะลึงคือจำนวนเงินมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าบัญชี ตั้งแต่นั้นเขาจึงยึดอาชีพนักเขียนเป็นอาชีพหลัก คอยถ่ายทอดเรื่องราวมากมาย จนเริ่มหลงใหลในโลกวรรณกรรม หนังสือจำนวนมหาศาลถูกอ่านผ่านตา ทำให้เขาค้นพบอะไรมากกว่าที่คิด ทั้งเล่ห์กลของเหล่าสนมและปัญหาในวัง จนรู้ว่าชาติที่แล้วตนโง่งมขนาดไหนที่ถูกปั่นหัว
เมื่อนึกถึงชีวิตที่ผ่านมาสองชาติ แม้จะเสียวาสนาไป แต่ก็คุ้มค่านัก เขาไม่จำเป็นต้องวุ่นวายกับเรื่องในวัง ไม่จำเป็นต้องมีชีวิตอย่างเคร่งเครียด และไม่ถูกจำกัดอิสระ อา.. โชคดีจริงๆ ที่ได้เกิดมาในยุคนี้
ชายหนุ่มปิดหนังสือลง ก่อนจะลุกมาจัดเนคไท วันนี้เป็นวันรับรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมของเขา ใบหน้าหล่อเหลาเผยรอยยิ้ม ทว่าเมื่อก้าวไปที่ประตู พลันหัวใจกลับกระตุกวูบ พร้อมทุกอย่างที่มืดลง
ตึง!!
ความรู้สึกนี้ ช่างเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยนัก แต่ก็..เป็นความรู้สึกที่ไม่คิดจะโหยหา ภาพสีขาวปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างเด่นชัด เขาจึงนอนหลับตาลงอีกครั้ง โดยหวังให้นี่เป็นเพียงฝันร้าย ..ไม่! ต้องไม่ใช่ที่นี่!
“ลืมตาขึ้นเถิด” เสียงคุ้นหูดังขึ้น
“ไม่ ผมไม่ลืม ไม่ลืมตาเด็ดขาด นี่ต้องเป็นฝันแน่ๆ ผมต้องฝันไปแน่ๆ!” เขายังคงไม่ยอมรับความจริง ทั้งยังใช้มือทั้งสองข้างปิดตาและขดตัวแน่น
“อย่าหลอกตัวเองไปเลย เจ้าก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ฝัน เจ้าตายอีกครั้งแล้ว” ชายชราสวมชุดขาวถอนหายใจกับท่าทางของอีกฝ่าย ..ฮ่องเต้ผู้สง่างามในอดีตหายไปไหนกันหนอ
เขายอมลืมตาแล้วลุกขึ้นด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์
“ท่านไม่คิดจะให้ผมมีชีวิตถึงสามสิบเลยเหรอ? ชาติแรกก็ตายตอนยี่สิบเก้า ชาตินี้ก็หัวใจวายตายตั้งแต่ยี่สิบสาม” เขาเองก็อยากลิ้มรสชีวิตวัยอื่นบ้างนะ!
“ไม่หรอก แท้จริงชีวิตนี้เจ้ามีอายุขัยร่วมเก้าสิบปี แต่เพราะ..”
“ความผิดพลาด?” เขาพูดแทรก เรื่องแบบนี้พบได้ในนิยายต่างโลกออกจะบ่อย ชายชราชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบส่ายหน้า
“ไม่ๆ ข้าไม่ทำเช่นนั้นหรอก แท้จริงคือข้ามีเรื่องอยากให้เจ้าช่วย” ...ภารกิจพิสดารแหงเลยทีนี้
“ปราบจอมมาร ช่วยเผ่ามนุษย์ ไปเป็นผู้กล้า ไปพัฒนาบ้านเมือง อันไหนล่ะ? แต่ถ้าท่านบอกให้ไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอีกโลก ผมด่าไม่ยั้งเลยนะ” เขาดักทาง ชีวิตนี้ก็ดีอยู่แล้ว ถ้าให้ไปใช้ชีวิตสงบสุขอีกโลกนี่...คงต้องขอให้คืนวาสนามังกรกันแล้วล่ะ!
“ไม่ใช่ๆ เจ้าอย่าเพิ่งคิดเช่นนั้นไป อีกอย่างโลกที่ข้าจะส่งเจ้าไปก็ไม่ต่างจากโลกเดิม ไม่มีปีศาจอะไรทั้งนั้น” ..งี้ก็ไม่มีเวทมนตร์น่ะสิ“แล้วจะให้ทำอะไร” ถึงกับต้องฆ่ากันอย่างนี้น่าจะเรื่องใหญ่
“ในโลกนั้นก็เหมือนชาติแรกของเจ้า แต่ข้าอยากให้เจ้าไปเลือกผู้ที่จะมาเป็นฮ่องเต้องค์ต่อไป และพลักดันเขาขึ้นครองบัลลังก์ให้นานที่สุด” ..หะ? เขาทำหน้าเหวอ
“นี่...นี่ท่าน!” ชายหนุ่มกำหมัดแน่น เขาเริ่มโกรธขึ้นมา
“จริงๆ ข้าก็อยากให้เจ้าไปเป็นฮ่องเต้อีกครั้ง แต่เพราะเจ้าไร้วาสนามังกร ข้าจึงไม่อาจทำเช่นนั้นได้” ดีแล้วที่แลกไป!
“นั่นไม่ใช่ประเด็น! แต่เพราะอะไรข้าถึงต้องกลับไปเสี่ยงตายบนโลกเช่นนั้นอีก! ท่านก็มอบวาสนามังกรให้คนเพียงคนเดียวสิ” คิดว่าโลกแบบนั้นมันดีนักหรือไง!
“จากประสบการณ์ที่ข้าพบในดาวดวงนี้ ผู้ที่มีวาสนามังกรใช่ว่าจะเป็นฮ่องเต้ที่ดีทุกคน ดาวดวงนั้นเพิ่งเริ่มต้น ข้าอยากให้พัฒนาได้ไกลกว่าดาวดวงนี้” พระเจ้ายังคงไม่สะทกสะท้าน
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผม” ท่านก็แค่ไปสอดส่องดูแต่ละคนก็จบแล้ว
“เพราะเจ้าเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถจดจำอดีตชาติเมื่อครั้นยังเป็นฮ่องเต้ได้ อีกทั้งยังมีความรู้ในยุคปัจจุบัน”
“แล้วไง? แล้วไง! แล้วยังไง?! ท่านให้ผมไปใช้ชีวิตเสี่ยงตายในรั้ววังที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดีเพื่อช่วยอีกโลกเนี่ยนะ?!” มันไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลยไหม?
"ข้ารับประกันว่าชีวิตเจ้าจะเป็นอมตะจนกว่าจะอายุสามสิบ หลังจากนั้นร่างกายเจ้าจะเหมือนคนทั่วไป” เขาชะงักทันทีที่เจอคำนี้ ก่อนจะหรี่ตามอง
“พร้อมพรสองข้อ” พระเจ้าเสนอเพิ่ม
“ตกลง แต่ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ข้าจะจุดธูปให้ท่านช่วย” เขาต่อรองเพิ่ม
“ข้าช่วยได้แค่เรื่องดินฟ้าอากาศ” ชายหนุ่มเลิกคิ้ว
“ก็ยังดี” เขาเริ่มเดินวน ในเมื่อชาติที่แล้วเขาเกิดเป็นนักเขียน ก็ย่อมเคยคิดเล่นๆ ว่าหากเกิดใหม่หรือย้อนกลับชาติเดิม จะขออะไร
“ข้อแรก ผมขอผู้ช่วยที่ไว้ใจได้แน่นอนไปโลกนั้นกับผมอีกคน” ดวงตาของชายชราเบิกโพลง
“เรื่องผู้ช่วยนี่..” อีกฝ่ายอ้าปากจะเถียง เขาจึงถลึงตามอง
“สถานที่ที่ท่านจะส่งข้าไปคือวังหลวง ผู้ที่เชื่อใจได้มีน้อยนัก การทรยศหักหลังเป็นเรื่องปกติ แม้แต่สายเลือดเดียวกันก็มิอาจไว้ใจได้ ภารกิจของท่านไม่ใช่เรื่องง่าย ข้าเพียงต้องการผู้ที่สามารถปรึกษาหารือเท่านั้น เป็นไปไม่ได้ที่ข้าจะจัดการทุกอย่างคนเดียว” มาดฮ่องเต้และเหตุผลในชาติแรกถูกงัดออกมาใช้ ทำเอาอีกฝ่ายเถียงไม่ออก
“ส่วนพรอีกข้อข้าขอยกให้ผู้ช่วยคนนั้นเลือก” ตัวเขาเองมีทั้งความรู้และวรยุทธ์จากโลกเดิม พรอะไรนั่นคงไม่มีประโยชน์มาก ให้คนที่มีความรู้เพียงชาติเดียวจะดีกว่า
“..ตกลง แต่เรื่องผู้ช่วยของเจ้า ข้าต้องใช้เวลาตามหาตัวประมาณห้าปี” ..ก็ไม่นานนัก
“ย่อมได้”