ก่อนที่คนทั้งกลุ่มจะเดินทางกลับโรงเตี๊ยม บุรุษหนุ่มในชุดอาภรณ์ถือพัด ก็พยายามกึ่งลากกึ่งเชื้อเชิญสหายทั้งห้าให้แวะกินอาหารที่หออาหารเลื่องชื่อแห่งหนึ่งก่อนกลับโรงเตี๊ยม
หออาหารเซียนแห่งนี้โอ่อ่าตระการตายิ่งนัก ตัวอาคารไม้มีการแกะสลักอย่างประณีต มีชั้นรับรองแขกสูงตระหง่านถึงเจ็ดชั้น พื้นที่โถงชั้นล่างสุดถูกเว้นกว้างไว้เป็นสระบัวบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอม กอปรด้วยสะพานหินหยกสลักให้แขกเดินชมความงาม ส่วนบริเวณโดยรอบล้วนเต็มไปด้วยผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกปราณที่กำลังรื่นเริงกับสุราอาหาร
เมื่อเซิ่งมู่แหงนหน้ามองขึ้นไป ก็พบว่าใจกลางหออาหารนั้นเปิดโล่งทะลุจนเห็นผืนฟ้า แขกจากชั้นอื่นๆ ล้วนยืนพิงราวกั้น ทอดสายตาชมทิวทัศน์ที่อยู่เบื้องล่าง ทว่าเมื่อไล่สายตาไปถึงชั้นที่หกและเจ็ด เขากลับมองไม่เห็นแม้แต่แนวระเบียง คล้ายมีม่านพลังเร้นลับบางอย่างขวางกั้นการมองเห็นของเขาอยู่
เมื่อเห็นกลุ่มหนุ่มสาวที่สวมใส่อาภรณ์เนื้อดี ท่วงท่าประดุจคุณหนูคุณชายจากตระกูลใหญ่ หญิงรับใช้หน้าตาสละสลวยผู้หนึ่งก็รีบรุดเข้ามาต้อนรับอย่างนอบน้อม
นางยอบกายคารวะอย่างมีมารยาทก่อนเอ่ยทักทาย “สายัณห์สวัสดิ์เจ้าค่ะ มิทราบว่าพวกท่านต้องการห้องรับรองส่วนตัวหรือไม่เจ้าคะ?”
ไป๋เซียวเฟิงซึ่งยืนโบกพัดอยู่หน้าสุดด้วยท่าทางสง่าเอ่ยตอบ “ไม่จำเป็น พวกข้าอยากได้ที่เปิดโล่งเสียหน่อย รบกวนจัดโต๊ะที่มองเห็นสระบัวให้พวกเราที”
หญิงรับใช้ยอบกายหนึ่งทีเป็นการตอบรับ ก่อนผายมือเป็นการเชิ้อเชิญให้เดินตามไป พาคนหนุ่มสาวทั้งหกเดินผ่านผู้คนไปยังบันไดสู่ชั้นสอง
ระหว่างทาง นางก็หันมาสอบถามด้วยรอยยิ้ม “ไม่ทราบว่าพวกท่านเคยมาเยือนหอเมฆคล้อยประจำเมืองอวิ๋นเหอแห่งนี้หรือไม่เจ้าคะ? หากเป็นครั้งแรก ข้าขออนุญาตแนะนำสถานที่แห่งนี้ให้สักเล็กน้อย”
บุรุษชุดขาวที่อยู่หน้าสุดทำหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเป็นคำตอบ
หญิงรับใช้พยักหน้ารับพลางอธิบายเสียงใส “หอเมฆคล้อยประจำเมืองอวิ๋นเหอของพวกเราอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักเมฆคล้อย โดยปกติแล้วหอเมฆคล้อยจะถูกแบ่งสันปันส่วนไว้สองแห่ง แห่งแรกจะเป็นหอสมบัติซึ่งมีหน้าที่ในการค้าขายและประมูลสมบัติเซียน แห่งที่สองคือหออาหารเซียน เป็นแหล่งที่เหล่าผู้คนบนภูเขาล้วนเดินทางมาพักผ่อนเจ้าค่ะ”
ไป๋เซียวเฟิงกล่าวถามพลางโบกพัดเข้าตัว “เช่นนั้นเหตุใดในเมืองนี้จึงมีเพียงหอเดียวเล่า? ระหว่างทางที่ผ่านมา ข้าไม่เห็นอาคารของหอเมฆคล้อยแห่งอื่นเลย”
หญิงรับใช้ยิ้มรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “นั่นเป็นเพราะว่าสาขาในเมืองอวิ๋นเหอค่อนข้างพิเศษเจ้าค่ะ ในหอแห่งนี้นอกจากสำรับอาหารชั้นเลิศที่มีให้แล้ว ในบางเวลายังเปิดลานจัดประมูลให้แขกเหรื่อเข้าร่วมได้พร้อมกันด้วย แท้จริงแล้ว อีกไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็จะเริ่มการประมูลรอบถัดไปแล้วเจ้าค่ะ”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินคำอธิบายของหญิงรับใช้ก็พลันกระจ่างแจ้ง เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดในหอเซียนแห่งนี้ถึงมีชั้นรับรองถึงเจ็ดชั้น อีกทั้งชั้นบนๆ ยังมีพลังลึกลับคอยปกปิดไม่ให้เห็นแขกคนอื่นๆ อีกด้วย
กลุ่มหนุ่มสาวนั่งลงที่โต๊ะไม้ริมราวกั้นชั้นสี่ เมื่อเซิ่งมู่ทอดสายตามองลงไป เขาสามารถเห็นทิวทัศน์อันงดงามของสวนและสระบัวเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเห็นลานหินอ่อนรูปวงกลมกว้างราวสามสิบฉื่อตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางโถงล่างสุด ดูจากการประดับประดาและตำแหน่งที่ตั้ง คาดว่าคงเป็นลานแท่นสำหรับจัดแสดงสมบัติประมูล
ขณะเดียวกันเขาก็ลอบสังเกตผู้คนและสภาพแวดล้อมโดยรอบไปพร้อมกัน ระหว่างทางขึ้นมายังชั้นสี่แม้ไม่มีการบอกกล่าวชัดเจนจากหญิงรับใช้ แต่ดูจากการจัดสรรที่นั่งแล้ว ย่อมต้องแบ่งแยกตามฐานะเป็นแน่
ที่ชั้นแรก เขาเห็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์และผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปที่สวมเสื้อผ้าป่านพื้นๆ ส่วนใหญ่มักเดินทางมาลำพัง นั่งแยกย้ายตามโต๊ะไม้ตัวเล็กๆ สั่งอาหารเพียงไม่กี่อย่าง พออิ่มท้องก็เร่งรีบจากไป ไม่มีธุระที่จะอยู่ต่อ
ขณะเดียวกันชั้นสองที่เขาผ่านมาผู้คนมักจะสวมอาภรณ์ที่ไม่แตกต่างกับคนในชั้นแรกนัก แต่มักจับกลุ่มรวมตัวกันมาจากสำนักหรือพรรคน้อยใหญ่ต่างๆ บ้างมาคุยสานสัมพันธ์ บ้างมาคุยเรื่องธุรกิจ
ส่วนชั้นสามแขกส่วนใหญ่เริ่มสวมใส่อาภรณ์ไหมเนื้อดีทอประณีต หลายคนแผ่กลิ่นอายลมปราณอันกล้าแข็งออกมาให้สัมผัส เพียงมองจากภายนอกก็รับรู้ได้ว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลัง
ด้วยเหตุนี้ เซิ่งมู่จึงไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดหญิงรับใช้ผู้นั้น จึงพาพวกเขาทั้งหกตรงขึ้นมาถึงชั้นที่สี่โดยไม่ลังเล
บรรยากาศบนชั้นสี่นั้นค่อนข้างโปร่งสบายและไม่แออัดเท่าสามชั้นเบื้องล่าง นอกจากกลุ่มของพวกเขาแล้ว ยังมีคนกลุ่มอื่น เช่น กลุ่มหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งที่กำลังสังสรรค์กันอยู่อย่างเสียงดัง โต๊ะถัดไปเป็นชายชรา ชายวัยกลางคน และเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งถกเถียงปัญหาจากสมุดเล่มหนึ่งอย่างดุเดือด และที่มุมอับสายตา มีเพียงบุรุษหนุ่มในชุดสีเทาหม่นสะพายกระบี่โบราณพาดหลัง นั่งหลับตาจิบชาอยู่เพียงลำพังอย่างเงียบสงบ
แม้เขาจะไม่ได้มีพลังหยั่งรู้เลิศเลออะไรนัก แต่สัญชาตญาณก็ร่ำร้องบอกเขาว่า บุคคลเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเสือหมอบมังกรซ่อนทั้งสิ้น
ระหว่างที่เขากำลังเหม่อมองสำรวจ บรรดาสาวใช้ที่สวมอาภรณ์สวยงามก็นำสำรับอาหารเลิศรสกลิ่นหอมหวนหลากชนิดมาจัดวางเรียงรายจนเต็มโต๊ะกลมไม้หงมู่ พร้อมกันนั้น ต้าจินที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ลอบเอาศอกกระทุ้งสีข้างเซิ่งมู่เบาๆ
ต้าจินเอ่ยถามพลางเคี้ยวน่องไก่ย่างจนแก้มตุ่ย “เจ้าไม่กินหรืออย่างไร?”
เซิ่งมู่หลุดจากภวังค์ร้อง “อ้อ!” รับคำคราหนึ่ง ก่อนคีบเกี๊ยวชิ้นโตในจานตนเข้าปากพลางถามกลับ “เจ้าไม่รู้สึกตื่นเต้นเวลาเข้ามาในสถานที่เช่นนี้บ้างหรือ?”
ต้าจินกลืนอาหารลงคอแล้วกระซิบตอบ “แน่นอนว่าตื่นเต้นอยู่แล้ว เพียงแต่ข้าพยายามทำตัวนิ่งๆ ไว้อย่างไรเล่า… มิเช่นนั้นหากคนอื่นหาว่าข้าเป็นพวกบ้านนอกเพิ่งขึ้นภู พี่ไป๋ก็คงเสียหน้าแย่”
เซิ่งมู่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย แม้สหายสนิทผู้นี้บางครั้งบางคราวจะทำตัวโผงผางไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลัง แต่ลึกๆ แล้วกลับเป็นคนช่างสังเกตและรู้จักกาลเทศะ อีกทั้งเขายังอดประหลาดใจไม่ได้ที่คนบ้าๆ บอๆ อย่างต้าจิน จะสามารถปรับตัวให้กลมกลืนกับวิถีชีวิตของผู้คนบนภูเขาได้ไวถึงเพียงนี้
เซิ่งมู่ตบบ่าสหายสนิทเบาๆ “ข้าล่ะไม่คุ้นเคยกับเจ้าในยามที่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่มีเหตุผลเช่นนี้เอาเสียเลยจริงๆ”
ต้าจินยกมือซ้ายปัดมือที่ตบไหล่ของเขาทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ “ถึงอย่างไรครอบครัวข้าก็เข้มงวดกับการสอนอักษรและมารยาทให้ข้ามาตั้งแต่ยังเล็กนะ เจ้าไม่คิดว่าข้าจะซึมซับเรียนรู้วิชาพวกนั้นติดตัวมาบ้างหรืออย่างไร?”
เซิ่งมู่ยักไหล่ ยิ้มกริ่มทำท่าทางไม่หยี่หระ “สำหรับบางคนก็อาจถือเป็นข้อยกเว้นกระมัง?”
หลิวจื่ออี้ที่นั่งมองสหายทั้งสองหยอกล้อสนุกสนานก็หลุดอมยิ้มบางๆ ออกมา ทว่านางกลับไม่รู้ตัวเลยว่า การกระทำของพวกเขาทั้งสามล้วนตกอยู่ในสายตาของสตรีอีกผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ๆ
เฉินจื้อเยว่ขยับกายเข้ามาประชิดตัว ก่อนจะกระซิบถามข้างหู “เจ้ายิ้มทำไมหรือ?”
แม้หลิวจื่ออี้จะสะดุ้งจนเกือบล้มไปข้างหลัง แต่นางก็ยังฝืนพยุงตัวไว้ได้ “เจ้าช่วยอย่าทำแบบนี้อีกได้ไหม!”
เฉินจื้อเยว่ยกมือขึ้นป้องปาก หัวเราะเสียงใส “ขออภัยๆ คราวหน้าข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้ว”
หลิวจื่ออี้ขมวดคิ้วมุ่น “นี่ยังจะมีคราวหน้าอีกหรือ?”
สตรีในชุดอาภรณ์สีครามได้ยินคำประชดก็ยิ่งหัวเราะร่วนออกมา “เจ้ายังไม่ตอบคำถามข้าเลยนะ สรุปว่าเจ้ายิ้มเรื่องอะไรกัน?”
หลิวจื่ออี้คีบอาหารบนโต๊ะกินด้วยความรวดเร็ว โดยไม่หันมาตอบ
…
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนชาบนโต๊ะเริ่มเย็นชืด บุรุษหนุ่มชุดเทาที่นั่งสงบเงียบมาตลอด เมื่อเห็นชายชราสวมอาภรณ์หรูหราผู้หนึ่งก้าวเดินออกมายังใจกลางลานหินอ่อน เขาก็พลันกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว “ถึงเวลาแล้วสินะ…” เขาพึมพำกับตนเองแผ่วเบา
ในขณะเดียวกัน ชายชรากลางลานก็ยกมือทำมุทราค่ายกลป้องกันภัยระดับสูงกว่าสิบชนิดพลันปรากฏแสงสว่างวาบ กางอาณาเขตปกคลุมลานประมูลไว้อย่างหนาแน่น ก่อนที่ชายชราผู้นั้นจะขยับริมฝีปากเปล่งเสียงออกมา แม้น้ำเสียงจะไม่ได้ดังกังวาล ทว่ากลับแฝงด้วยลมปราณอันลึกล้ำที่ส่งกระจายก้องไปทั่วทุกซอกมุมของหออาหารเซียน
“ขอคารวะแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ฤกษ์งามยามดี วันนี้ถือเป็นวาระที่หอเมฆคล้อยจะเปิดโอกาสให้ทุกท่านได้ยลโฉมและครอบครองสมบัติล้ำค่าที่พวกเรารวบรวมมาตลอดยามหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโอสถทิพย์ อาวุธวิเศษ หรือยันต์วิญญาณ ล้วนถูกนำมารวมไว้ ณ ที่แห่งนี้แล้ว ในฐานะผู้ดูแลหอเมฆคล้อยสาขาอวิ๋นเหอ ข้าขอประกาศเปิดงานประมูลสมบัติอย่างเป็นทางการ!”
สิ้นคำประกาศกึกก้อง พลันปรากฏม่านหมอกสีรุ้งสายหนึ่งลอยก่อตัวขึ้นกลางอากาศในทุกๆ ชั้นที่มีแขกเหรื่อประจำอยู่ ภายในม่านหมอกนั้นฉายภาพจำลองของลานหินกว้างเบื้องล่างอย่างชัดเจน เพื่อช่วยให้แขกทุกท่านสามารถมองเห็นรายละเอียดของวิเศษในงานประมูลได้ราวกับไปยืนอยู่เบื้องหน้า
สมบัติชิ้นแรกที่ถูกนำมาเผยโฉม คือแผ่นยันต์สีเหลืองซีดที่ถูกสลักวาดด้วยอักษร 雷 (สายฟ้า) สีแดงฉานดุจโลหิต
ทันทีที่สมบัติชิ้นแรกปรากฏ เสียงวุ่นวายของแขกเหรื่อก็พลันดังกระหึ่มไปทั่วหอ “นี่มันยันต์เรียกสายฟ้าระดับนภามิใช่หรือ!? หากถ่ายเทลมปราณลงไปเพียงเล็กน้อย ก็มีอานุภาพมากพอจะทำให้ผู้ฝึกปราณขั้นห้าบาดเจ็บสาหัสได้ แม้จะเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสี่ก็ยังต้องล่าถอย!”
แม้ตัวยันต์จะไม่ใช่ของวิเศษที่หาจับต้องได้ยาก ทว่าสิ่งที่ทำให้เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรในหอถึงกับเบิกตาค้างตกตะลึง ก็คือจำนวนปึกยันต์สายฟ้ากองโตที่หอเมฆคล้อยนำมาตั้งประมูลรวดเดียว ซึ่งดูด้วยตาเปล่าก็คาดคะเนได้ว่ามีไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยแผ่น!
บุรุษหนุ่มส่ายหน้าเบาๆ พลางเดาะลิ้น “จุ๊ๆๆ สมกับเป็นหอสมบัติ ช่างมั่งคั่งร่ำรวยเสียจริง”
หลังจากเสียงแขกเหรื่อเริ่มเงียบสงบลง ชายชราผู้ดูแลหอจึงเริ่มดำเนินการประมูลต่อ “ยันต์เรียกสายฟ้าระดับนภา จำนวนทั้งสิ้นหนึ่งร้อยยี่สิบแผ่น ราคาประมูลเริ่มต้นที่หนึ่งร้อยเหรียญพิภพ!”
หลังสมบัติชิ้นแรกถูกเคาะปิดประมูลไปในราคาสูงถึงสองร้อยเหรียญพิภพ หรือเทียบเท่ากับยี่สิบเหรียญนภา บรรยากาศก็ยิ่งคุกรุ่น สมบัติล้ำค่าชิ้นถัดๆ มาที่นำออกประมูลล้วนทวีมูลค่ายิ่งขึ้น
จนกระทั่งชิ้นที่ห้าถูกเปิดเผยออกมา เมื่อผ้าคลุมถูกเลิกขึ้น ก็ปรากฏภาพวาดแนวตั้งรูปภูเขาที่มีกระบี่นับพันปักอยู่ชิ้นหนึ่ง ซึ่งแผ่กลิ่นอายปราณกระบี่อันแหลมคมกริบกระจายออกมาจางๆ ให้ความรู้สึกหนาวเหน็บลึกถึงกระดูก แม้จะอยู่ที่ชั้นสี่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์ของแผ่นภาพใบนี้
ทันทีที่ของวิเศษชิ้นนี้เผยโฉมสู่สายตาผู้คน เสียงเซ็งแซ่วุ่นวายในหอเมฆคล้อยก็ปะทุขึ้นมาอีกระลอก ก่อนที่ชายชราจะกระแอมไอเบาๆ แฝงปราณกดทับ เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกคนอยู่ในความสงบ
หนึ่งในผู้ฝึกยุทธ์หญิงชุดครามคนหนึ่งกระซิบถามสหายข้างกายนางเบาๆ “พี่จื้อเยว่… ของชิ้นนั้น ใช่สิ่งที่ข้ากำลังคิดอยู่หรือเปล่า?”
สตรีชุดครามหน้าตาสละสลวยขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาฉายแววจริงจังพลางพยักหน้าตอบรับเบาๆ
เมื่อเห็นฝูงชนกลับมาเงียบกริบ ชายชราจึงเริ่มบอกเล่าที่มาของสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ “ภาพวาดภูเขาพันกระบี่ม้วนนี้ เป็นหนึ่งในสมบัติระดับวิญญาณที่ค้นพบจากแดนมิติเร้นลับ ผ่านการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนโดยยอดฝีมือของหอเมฆคล้อยแล้ว เพียงแค่นำภาพวาดนี้ไปแขวนประดับไว้ในห้องบำเพ็ญ ก็จะช่วยขัดเกลาเสริมสร้างการรับรู้ทางจิตวิญญาณของผู้ฝึกได้ไม่น้อย ทว่าความล้ำค่าที่แท้จริงคือ... หากผู้ใดมีวาสนาสามารถหยั่งรู้ถึงความลี้ลับที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดนี้ได้ แม้จะมีโอกาสเพียงน้อยนิด แต่มันก็อาจสามารถช่วยชี้แนะเคล็ดวิชากระบี่ขั้นสูงได้! ข้าขอเสนอราคาเริ่มต้นประมูลภาพภูเขากระบี่ม้วนนี้ ที่สิบเหรียญนภา!”
สิ้นคำประกาศของชายชรา บรรยากาศภายในหออาหารก็เดือดพล่านราวกับน้ำต้มสุก เสียงตะโกนเสนอราคาของสมบัติชิ้นนี้ดังสวนกันไปมาและพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างหยุดไม่อยู่
“สิบเหรียญนภากับอีกห้าเหรียญพิภพ!”
“ข้าให้สิบเอ็ดเหรียญนภา!”
“ยี่สิบเหรียญนภา! พวกยาจกที่บวกราคาเพิ่มทีละสองสามเหรียญจงหลีกทางไปซะ!”
“ยี่สิบเอ็ดเหรียญนภา! เจ้าคิดว่าในที่นี้มีแต่เจ้าคนเดียวหรืออย่างไรที่มีเงิน!”
ราคาของภาพวาดล้ำค่าพุ่งสูงลิบลิ่ว จนผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรไร้สังกัดหลายคนจำต้องถอนตัวไปอย่างไม่เต็มใจนัก ทว่าในเวลานั้นเอง บุรุษหนุ่มในชุดเทากลับยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น ก่อนจะยกแขนขึ้นแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ “สิบเหรียญวิญญาณ…”
สิ้นคำเสนอราคาของบุรุษหนุ่มชุดเทา หออาหารที่เคยสับสนวุ่นวายก็พลันตกสู่วังวนแห่งความเงียบงันในชั่วพริบตา
หนึ่งในแขกเหรื่อถึงกับหันไปกระซิบกระซาบกับสหายด้วยใบหน้าซีดเผือด “เขาเสียสติไปแล้วหรือ!? สิบเหรียญวิญญาณ… นั่นมันมีค่าเทียบเท่าถึงหนึ่งร้อยเหรียญนภาเชียวนะ!”
สหายที่ถูกถามก็อดยกนิ้วขึ้นมานับไม่ได้ “ยี่สิบเหรียญนภาได้ยันต์สายฟ้าร้อยยี่สิบห้าแผ่น… สิบเหรียญวิญญาณซื้อยันต์สายฟ้าได้หกร้อยยี่สิบห้าแผ่น! เจ้าคนชุดเทาบ้านั่นเสนอราคาเท่ากับผู้ฝึกตนขั้นที่ห้า หกร้อยกว่าคน!”
ชายชราผู้ทำหน้าที่ประมูลได้ยินตัวเลขนั้นก็ลอบยกยิ้มพึงพอใจที่มุมปาก ก่อนจะเริ่มนับถอยหลัง “สิบเหรียญวิญญาณครั้งที่หนึ่ง… สิบเหรียญวิญญาณครั้งที่สอง… สิบเหรียญวิญญาณครั้งที่สา…”
ทว่ายังไม่ทันที่คำประกาศสุดท้ายจะหลุดพ้นริมฝีปาก ท่ามกลางความเงียบสงัดนั้น กลับมีเสียงใสกังวานของสตรีผู้หนึ่งดังแทรกขึ้นมา “สิบเอ็ดเหรียญวิญญาณ!”
ราคาที่เสนอขึ้นมานั้น ทำให้บุรุษหนุ่มชุดเทาผู้สะพายกระบี่ถึงกับคิ้วกระตุก หันขวับไปจ้องเขม็งยังสตรีชุดครามที่นั่งอยู่โต๊ะถัดออกไปด้วยสายตาคมกริบประดุจคมกระบี่นับสิบทันที
ทว่าสตรีผู้นั้นกลับไม่แม้แต่จะปรายตามอง ใบหน้างดงามของนางยังคงราบเรียบเยือกเย็น ไร้ซึ่งระลอกอารมณ์ใดๆ ปรากฏให้เห็น
จะมีก็เพียงเหล่าสหายร่วมโต๊ะของนางเท่านั้นที่แสดงท่าทีน่าสนใจ บุรุษหนุ่มที่สวมอาภรณ์ขาวทำเพียงยิ้มกริ่มมุมปากราวกับกำลังรอชมงิ้วโรงใหญ่ มือก็โบกพัดช้าๆ วางมาดคุณชายเจ้าสำราญ ส่วนสตรีชุดครามที่แต่งกายคล้ายกัน ก็มีสีหน้าสงบเยือกเย็นไม่ต่างจากสตรีที่ยกมือเสนอราคาแม้แต่น้อย สตรีชุดเขียวแม้จะขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ส่วนบุรุษหนุ่มชุดน้ำตาลและบุรุษหนุ่มชุดขาวอีกคนที่ห้อยพัด คนหนึ่งเบิกตากว้างด้วยความตกใจ พร้อมยกนิ้วนับคำนวณเลขอะไรบางอย่าง ในขณะที่บุรุษหนุ่มอีกคนกลับทำเพียงเพ่งพินิจม่านหมอกสีรุ้งที่จำลองภาพภูเขากระบี่ราวกับตัดขาดจากโลกภายนอก เสมือนว่าตัวของเขาได้จมดิ่งลึกลงไปอยู่ท่ามกลางวงล้อมของกระบี่นับพันเล่มโดยสมบูรณ์