"นี่ชิงอวิ๋น เจ้าเอาโอสถรวมปราณชาดม่วงให้กับแม่นางฉินแบบนั้นมันจะดีเหรอ ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากจะเก็บความลับให้นานขึ้นอีกหน่อยหรอกหรือไง"
ทันทีที่ปรากฏขึ้นในลานด้านหลังโรงเตี๊ยมแสงจันทร์ มู่ปิงเฟิงก็เริ่มตั้งคำถามกับไป๋ชิงอวิ๋นทันที
"ปิงเฟิง ช้าเร็วความลับของข้าถึงอย่างไรก็ต้องถูกเปิดเผย ข้าเชื่อว่าตอนนี้อำนาจใหญ่บางแห่งคงจะรู้ถึงตัวตนของข้าแล้ว แต่ที่พวกเขาไม่ลงมือทำอะไรเลยนั่นก็เพราะว่า พวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับข้าเลยต่างหาก ข่าวลือของข้ากับพวกเจ้าในช่วงสิบแปดปีที่ผ่านมานี้ เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซะที่ไหนกัน"
"จู่ๆข้าก็มีความสามารถขึ้นมาอย่างกะทันหัน กลุ่มอำนาจใหญ่ย่อมต้องสืบเบื้องหลังของข้าให้แน่ชัดก่อนจากนั้นค่อยลงมือ เพราะฉะนั้นในช่วงนี้หากผูกมิตรกับใครได้ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะเป็นมิตรสหายกับพวกเขา แต่ก็ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ว่าคนเหล่านั้นไม่ใช่คนเลวทรามโดยกำเนิด"
มู่ปิงเฟิงขมวดคิ้ว "เช่นนั้นการที่เจ้ามอบโอสถรวมปราณชาดม่วงให้กับแม่นางฉิน ก็เพื่อผูกมิตรกับนางอย่างนั้นหรือ"
ไป๋ชิงอวิ๋นมองดูสหายของเขา จากนั้นก็ตบไหล่เขาเบาๆ "ปิงเฟิง ตระกูลฉินถึงแม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่ากับห้าตระกูลใหญ่อย่าง ตระกูลไป๋ ตระกูลกู่ ตระกูลมู่ ตระกูลหยาง และตระกูลเยว่ แต่เจ้าก็น่าจะพอรู้มาบ้างว่าตระกูลฉินควบคุมหอการค้ายุทธภัณฑ์ ซึ่งผูกขาดตลาดค้าอาวุธของเมืองจินหยางแห่งนี้เกือบทั้งหมด อาวุธส่วนใหญ่ที่ผู้คนในเมืองนี้ใช้ก็ล้วนแล้วแต่ซื้อมาจากเครือข่ายหอการค้ายุทธภัณฑ์ ถ้าหากมีวันนึงตระกูลฉินคิดอยากจะต่อกรกับห้าตระกูลใหญ่ขึ้นมาแล้วล่ะก็ พอถึงตอนนั้นพวกห้าตระกูลใหญ่คงต้องปวดหัวไม่น้อยเป็นแน่"
"อีกอย่างนึง ไม่ใช่ว่าข้าช่วยสานความสัมพันธ์ของเจ้ากับแม่นางฉินให้แน่นแฟ้นขึ้นหรอกหรือ"
"ชิงอวิ๋น ข้าไม่ได้คิดอะไรกับแม่นางฉินจริงๆนะ" มู่ปิงเฟิงใช้มือเกาที่หลังท้ายทอยของตนเอง สีหน้าของเขามีความลำบากใจ
"ฮ่าฮ่า...ไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไรสิ ถึงอย่างไรเรื่องของแม่นางฉินก็เป็นเรื่องของเจ้าไม่ใช่เรื่องของข้า ข้าแค่มีใจอยากช่วยสานสัมพันธ์ให้พวกเจ้าก็เท่านั้น" ไป๋ชิงอวิ๋น ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพูดพลางยักไหล่
"เจ้า...เฮ้อ...ตามใจเจ้าเถอะอยากคิดอะไรก็คิดไปเลย" มู่ปิงเฟิงถอนหายใจออกมาอย่างหนักใจ เรื่องนี้ดูเหมือนจะแก้ความเข้าใจผิดไม่ได้แล้ว เช่นนั้นใครอยากจะคิดอะไรก็ปล่อยให้คิดไปเลยก็แล้วกัน ส่วนตัวเขาไม่ขอเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีก
"ฮ่าฮ่าฮ่า...อย่าอารมณ์เสียไปเลยน่า ชิงอวิ๋นก็แค่แหย่เจ้าเล่นเท่านั้น ข้าเชื่อว่าสิ่งที่เขาทำจะต้องมีเหตุผล เพราะฉะนั้นเจ้าอย่าเก็บคำพูดเย้าแหย่ของเขามาใส่ใจเลย" หยางเฉินเดินเข้ามาโอบไหล่มู่ปิงเฟิงแล้วพูดอย่างปลอบโยน
"ช่วงหลังมานี้ชิงอวิ๋นเปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ ดูเหมือนว่าจุดเปลี่ยนคงจะเกิดขึ้นที่ผาเทียมเมฆ เรื่องนั้นคงสะเทือนใจสำหรับเขามากจริงๆ ถึงขั้นทำให้นิสัยของเขาเยือกเย็นและเฉียบคมมากยิ่งขึ้น พวกเจ้าลองดูเขาตอนนี้สิ" กู่หวงชี้ไปที่ไป๋ชิงอวิ๋น "ในตอนนี้เขากลายเป็นคนลึกลับไปแล้ว แม้แต่ความคิดของเขาพวกเราก็ยากที่จะเข้าใจได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นยังไง ข้ายังรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ไว้ใจได้ไม่ต่างจากเมื่อก่อนเลย"
"เรื่องนี้ข้าเห็นด้วยกับเจ้ากู่หวง แต่ว่าเรื่องของแม่นางฉิน..."
"ปิงเฟิง เจ้าเชื่อข้าเถอะอย่าได้แก้ตัวอีกเลย เพราะมันดูเหมือนกับเจ้าร้อนใจ ถ้าหากว่าเจ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ก็ใช่ว่าคำพูดของชิงอวิ๋นจะไม่มีมูลความจริงอยู่เลยซะทีเดียว" หยางเฉินกล่าวเตือน
"อืม" มู่ปิงเฟิงตอบรับด้วยเสียงในลำคอ
"เลิกซุบซิบกันได้หรือยัง รีบเตรียมตัวซะ วันนี้พวกเราจะมาซ้อมประลองกัน" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าวขึ้นพร้อมกับเดินไปที่กลางลานด้านหลังของโรงเตี๊ยมแสงจันทร์
"ซ้อมประลอง"
กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงสหายทั้งสามหันมองหน้ากันไปมา
"ซ้อมประลองอะไรกันข้าไม่เห็นรู้มาก่อนเลย" หยางเฉินพูดขึ้นกับกู่หวงและมู่ปิงเฟิง
กู่หวงกับมู่ปิงเฟิงก็สั่นศีรษะไปมา พวกเขาไม่รู้จริงๆว่าวันนี้ไป๋ชิงอวิ๋นจะซ้อมประลองอะไร แต่ถึงแม้ว่าจะไม่รู้รายละเอียด ทั้งสามคนก็ยังคงเลือกเดินตามหลังไป๋ชิงอวิ๋นไปอยู่ดี
ตรงกลางลานด้านหลังโรงเตี๊ยมแสงจันทร์ ไป๋ชิงอวิ๋นเอามือไพล่หลังยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางลาน "อาวุธและชุดเกราะที่พึ่งได้มาในวันนี้พวกเจ้าอย่าเพิ่งใช้ เพราะวันนี้ข้าจะทดสอบทักษะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าของพวกเจ้า สิบแปดปีที่ผ่านมาพวกเราไม่ได้ฝึกอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เพราะฉะนั้นความสามารถพื้นฐานจึงมีความห่างชั้นกับคนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่มากพอสมควร การประลองห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองจินหยางเหลือเวลาอีกเพียงสองเดือนเท่านั้น เพราะฉะนั้นช่วงเวลาสองเดือนนับจากนี้ ข้าจะไม่ให้พวกเจ้าอยู่อย่างสุขสบายอีกต่อไป เตรียมตัวรับคอร์สฝึกนรกจากข้าได้เลย"
กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงทั้งสามคนจู่ๆก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมา
"กฎของการประลองก็ง่ายๆ คือให้พวกเจ้ามาประลองกับข้าทีละคน พวกเราจะประลองกันแบบตัวต่อตัว ซึ่งวัดผลแพ้ชนะกันที่ต้องทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถลุกขึ้นมาต่อสู้ได้อีก ว่าไง? กฎเข้าใจได้ไม่ยากใช่ไหม"
"ข้ามีคำถาม พวกข้าสามารถใช้ทักษะที่เจ้ามอบให้ได้หรือไม่" กู่หวงเอ่ยถามขึ้น
"อย่างอื่นที่ไม่ใช่อาวุธและชุดเกราะที่พวกเราซื้อมาในวันนี้ ที่เหลือพวกเจ้าสามารถใช้ได้ทั้งหมด" ไป๋ชิงอวิ๋นกวาดตามองดูสหายของเขา จากนั้นก็กล่าวเสริมขึ้นว่า "ถ้าไม่มีคำถามเพิ่มเติม เช่นนั้นก็อย่าเสียเวลาต่ออีกเลย พวกเรามาเริ่มการประลองกันเลยดีกว่า ว่าแต่ในหมู่พวกเจ้าใครอยากจะเข้ามาประลองกับข้าก่อนเป็นคนแรกล่ะ"
สหายทั้งสามคนหันมองหน้ากันไปมา กู่หวงตัดสินใจก้าวเท้าออกมาก่อนเป็นคนแรก
"เช่นนั้นข้าขอประลองกับเจ้าเป็นคนแรกก็แล้วกัน"
"มีความกล้าหาญและความเด็ดเดี่ยว สมกับที่เป็นกู่หวง ก่อนเริ่มการประลองข้าขอบอกอะไรเจ้าไว้อีกอย่าง การประลองครั้งนี้เจ้าจงทุ่มสุดตัวโดยมีเป้าหมายคือต้องเอาชีวิตของข้าไปให้ได้ เพราะหากไม่ทุ่มเทสุดชีวิต คนที่ตายอาจจะเป็นเจ้าก็ได้" สายตาของไป๋ชิงอวิ๋นแปรเปลี่ยนเป็นเฉียบคม น้ำเสียงเองก็เย็นชามากยิ่งขึ้น
กู่หวงรู้สึกร้อนๆหนาวๆเมื่อต้องเผชิญหน้ากับไป๋ชิงอวิ๋นในเวอร์ชั่นนี้ บรรยากาศที่เขารับรู้และสัมผัสได้คือความเย็นเยียบของจิตสังหาร หากการประลองนี้เขาไม่ทุ่มเทอย่างสุดชีวิต ไม่แน่ว่าเขาอาจจะตายจริงๆก็ได้
บรรยากาศเช่นนี้ไม่เหมือนกับการประลองเลย มันเหมือนกับการสู้จริงเสียมากกว่า ความรู้สึกเช่นนี้เหมือนกับกำลังเผชิญหน้ากับความตายอยู่เลย
"ถ้าพร้อมแล้วเจ้าก็ลงมือได้เลย" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าว
กู่หวงหลับตาลงทำสมาธิ เคล็ดวิชาร่างกระดูกอมตะเริ่มโคจรพร้อมกับทักษะบดบังสวรรค์ ทำให้รูปธรรมของเคล็ดวิชาร่างกระดูกอมตะหายไป หลงเหลือไว้เพียงออร่าแสงสีทอง ชุดสีดำของกู่หวงบวกกับออร่าแสงสีทอง ทำให้กู่หวงมีบรรยากาศที่คล้ายคลึงกับเทพมาร
"ล่วงเกินแล้ว" กล่าวจบร่างของกู่หวงก็หายวับไป ร่างกายของเขาปรากฏขึ้นใกล้ๆกับร่างของไป๋ชิงอวิ๋น เขาใช้กำปั้นของตัวเองแทนหอกส่งถ่ายพลังผ่านกำปั้นออกไป แสงสีทองเรืองรองเปล่งประกายออกมาจากแขนขวาของเขา
"ย่นระยะหนึ่งฝ่ามือทักษะนี้ไม่เลวเลยจริงๆ เมื่อผนวกเข้ากับทักษะหอกเดียวทลายโลกา อานุภาพที่แสดงออกมากลับมีพลังคุกคามมากถึงเพียง" ช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาที ไป๋ชิงอวิ๋นวิเคราะห์ท่าร่างและทักษะที่กู่หวงใช้ออกมา สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่กู่หวงอย่างไม่วางตา
"ทั้งสองทักษะผสมผสานกันได้อย่างลงตัว แต่น่าเสียดายนะที่การโจมตีของเจ้าเต็มไปด้วยช่องโหว่มากมาย" ไป๋ชิงอวิ๋นเบี่ยงตัวหลบหมัดที่พุ่งเข้ามาของกู่หวง ในขณะเดียวกันกำปั้นขวาของเขาก็ยัดสวบเข้าไปที่ท้องน้อยของกู่หวงอย่างเต็มแรง
"อุ๊บ" กู่หวงรู้สึกว่าที่ท้องน้อยของเขาเหมือนกับมีค้อนยักษ์ฟาดเข้าใส่ เขาอยากจะขัดขืนและตอบโต้แต่ร่างกายของเขากลับไร้เรี่ยวแรง ด้วยแรงอัดของหมัดนี้ทำให้ดวงตาของกู่หวงเกือบถลนออกมาจากเบ้า อาการจุกเสียดทำให้เขาหายใจไม่ออก กู่หวงคุกเข่าทรุดตัวลงไปนอนกองกับพื้น มือทั้งสองข้างกุมอยู่ที่หน้าท้องของตนเอง นอนงอก่องอขิงอยู่กับพื้น
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ทันทีที่ร่างของกู่หวงหายไป แล้วปรากฏขึ้นใกล้ๆกับร่างของไป๋ชิงอวิ๋น หยางเฉินกับมู่ปิงเฟิงมองเห็นแสงสีทองที่เปล่งประกายออกมาจากหมัดของกู่หวง หมัดนี้พุ่งทะยานออกไปเหมือนหอก มันรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ในคราแรกพวกเขาคิดว่าไป๋ชิงอวิ๋นคงจะต้องพ่ายแพ้ให้กับการโจมตีนี้อย่างแน่นอน
แต่แล้วชั่วขณะนั้นเอง ไป๋ชิงอวิ๋นก็เบี่ยงตัวหลบหมัดของกู่หวงด้วยความเร็วที่ยากจะมองเห็นด้วยตาเปล่า ก่อนจะสวนหมัดขวาตรงยัดสวบเข้าที่ท้องน้อยของกู่หวงอย่างถนัดถนี่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วมากจริงๆ เร็วมากจนแม้แต่ปฏิกิริยาตอบโต้ของกู่หวงยังหลบหลีกไม่ทัน
หยางเฉินกับมู่ปิงเฟิงทั้งคู่ยืนมองไป๋ชิงอวิ๋นพร้อมกับปาดเหงื่อ สำหรับพวกเขาแล้วไป๋ชิงอวิ๋นคนนี้เปรียบเสมือนปีศาจร้ายกระหายเลือดชัดๆ เขาต้องเป็นปีศาจแน่ๆ สามารถเบี่ยงตัวหลบหมัดที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วและองศาแบบนั้นได้ คนปกติดีที่ไหนเขาทำแบบนั้นได้กัน
หยางเฉินกับมู่ปิงเฟิงกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอไปอย่างว่างเปล่า เหงื่อเย็นไหลออกมาจากแผ่นหลังของพวกเขาทั้งสองคน ทั้งที่กู่หวงก็มีพลังระดับหลอมกายาขั้นที่ห้าเหมือนกันแล้วแท้ๆ แต่ใครจะไปคิดกันล่ะว่าการประลองจะจบลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้
"คนต่อไป"