เมื่อเฟยหรงกลับมายังหอกระบี่ดาวตกเจ้าเด็กตัวน้อยทั้งสองวิ่งออกมารับพร้อมกับใบหน้าที่บึ้งตึง แน่นอนที่เป็นเช่นนั้นเพราะท่านพ่อของพวกนางหนีเที่ยวโดยไม่พาพวกนางไปด้วยอีกแล้วดังนั้นเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองจึงแง่งอน จนเฟยหรงต้องอธิบายให้พวกนางฟันกันยกใหญ่กว่าที่พวกนางจะเข้าใจก็เล่นซะเฟยหรงแทบหมดแรง
ส่วนทางด้านเป่ยลู่หลินเมื่อกลับมาถึงนางก็กลับไปอยู่กับเป่ยอิงอิงตามปกติแต่ที่ไม่ปกติคือนางมักจะชำเลืองมาเฟยหรงบ่อยๆจนบางครั้งเป่ยอิงอิงก็สัมผัสได้และอมยิ้มออกมา พร้อมกับคิดว่าลูกชายของนางนั้นเก่งจริงๆที่ละลายน้ำแข็งในใจของเป่ยลู่หลินได้
ตัดกลับมาทางด้านของเฟยหรงเมื่อปรับความเข้าใจกับเจ้าหญิงน้อยทั้งสองของเขาแล้วชายหนุ่มก็ไม่ได้ออกไปไหนอีกต่อไป และยังคงนั่งตรงตรงที่ศาลาหินริมน้ำพร้อมอุปกรณ์มิติมากมายตรงหน้า แน่นอนที่เขาต้องการจะทำคือการสร้างอุปกรณ์มิติที่คนสามารถเข้าไปอาศัยอยู่ได้โดยใช้วิชามิติแห่งจิตวิญญานคอยช่วยเหลือ แต่อนิจจามันช่างอยากเสียเหลือเกิน
เฟยหรงนั่งลองผิดลองถูกอยู่เช่นนั้นเจ็ดวันเต็มๆในที่สุดเขาก็เข้าใจวิชานี้อย่างถ่องแท้ วิชามิติแห่งจิตวิญญานนี้จำเป็นต้องใช้บัลลังก์ราัชนเข้าช่วยเนื่องด้วยคุณสมบัติของมันคือดูดกลืนและการสร้างมิติปิดผนึก ดังนั้นมันจึงนำมาประยุกต์ใช้เข้ากับอุปกรณ์มิติได้นั่นเอง
เฟยหรงลองใช้งานมันในทันทีมงกุฎสีดำปรากฏขึ้นด้านบนศรีษะของชายหนุ่มแต่ไม่ได้มีบัลลังก์ราชันออกมาแต่อย่างใด เขาค่อยๆถ่ายพลังปราณธาตุความมืดและมิติเข้าไปช้าๆในที่สุดในแหวนมิติระดับสูงก็มีพื้นที่ขนาดใหญ่อยู่ด้านใน ทั้งยังมีอากาศและมันยังสามารถดูดซับพลังปราณเข้าไปสะสมด้านในแหวนได้อีกด้วย นี่คือความสำเร็จครั้งใหญ่ของชายหนุ่มเลยก็ว่าได้หากมีใครรู้ถึงความสามารถของแหวนมิติวงนี้เขาจะต้องเกิดความโกลหลอย่างแน่นอนเนื่องจากอุปกรณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลกใบนี้
แม้แต่มหาเทพยังไม่สามารถทำอุปกรณ์เช่นนี้ออกมาได้พวกเขาทำได้เพียงสร้างมิติที่อยู่กับที่เท่านั้นแต่การเอาพลังไปยัดใส่อุปกรณ์และทำให้เกิดเป็นช่องว่างจนคนอาศัยอยู่ได้นั้นมันต้องใช้ความละเอียดและแม่นยำในการทำและพลังปราณของเขายังจำเป็นต้องมีธาตุความมืดและธาตุมิติด้วย แต่บนโลกใบนี้นอกจากบัลลังก์ราชันแห่งความมืดแล้วไม่มีสิ่งใดที่มีทั้งธาตุความมืดและมิติอยู่ด้วยกัน
"ใช้ธาตุมิติสร้างช่องว่างในแหวน ใช้ทักษะธาตุความมืดดูดกลืนอากาศและพลังปราณเข้าไปในแหวน เพียงเท่านี้มันก็เสร็จสิ้น"เฟยหรงกล่าวอย่างดีใจ แม้เขาจะเคยเห็นอุปกรณ์ที่ใช้เก็บสัตว์อสูรได้อย่างกำลังหยกแดงของผู้เป็นย่าแต่นั่นมันต้องทำสัญญากับสัตว์อสูรให้เรียบร้อยเสียก่อนถึงจะให้พวกมันเข้าไปได้ ผิดกับแหวนมิติชิ้นนี้ที่หากเฟยหรงต้องการเขาสามารถพาใครก็ได้เข้าไปในแหวน
"ข้าว่าบัลลังก์ราชันแห่งความมืดนี่มันแปลกๆอยู่นะ มันมีทั้งธาตุมิติและธาตุความมืดอยุ่ด้วยกันทั้งๆที่บัลลังก์ราชันแห่งเปลวเพลิงและอัสนีกลับมีเพียงแค่ธาตุเดียวเท่านั้น"เฟยหรงกล่าวพึมพำ หรือนี่จะเป็นลักษณะพิเศษของบัลลังก์ราชันแห่งความมืดกันนะ ถึงว่าละทำไมผู้ถือครองถึงได้ต้องทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้ามิติกักปราณอาฆาตเพราะด้วยคุณสมบัติและความสามารถของบัลลังก์แห่งราชันความมืดนี้เหมาะสมจริงๆ
"ตูม!!"
ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังครุ่นคิดถึงความสามารถของบัลลังก์ราชันใหม่ของเขาอยู่นั้นเสียงระเบิดจากภายในร่างทำให้เขาต้องใช้ร่างจิตวิญญานเพื่อเข้าไปดูว่าด้านในเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อมาถึงเขาได้พบกับมังกรสายฟ้า วิหคเพลิง ที่กำลังหลับไหลอยู่จะมีเพียงหมาป่าตัวสีดำราวกับคำคืนที่มืดมิดเท่านั้นที่ยืนตระหง่านขึ้นมาต่อหน้าของเฟยหรง
ใช่!!มันคือร่างจำแรงของบัลลังก์ราชันแห่งความมืดที่แสนอ่อนแอเมื่อครู่ที่ตอนนี้กำลังอยู่ในสภาพกระปรี้กระเปล่าและมีพลังเหลือล้น "เจ้าได้พลังคืนมาแล้ว??"เฟยหรงถึงกับต้องอุทานออกมาด้วยความแปลกใจ
แต่เจ้าหมาป่าตัวมหึมากลับหมอบลงต่อหน้าของเขาราวกับสัตว์เสี้ยงที่แสนเชื่องและเหมือนจะบอกอะไรบางอย่างกับเฟยหรง และชายหนุ่มก็รู้สาเหตุในทันทีเพราะจิตวิญญานของเขากับบัลลังก์ราชันทุกชิ้นรวมไปถึงหอคอยเทพมังกรนั้นถูกติดกันแล้วนั่นเอง
"ที่แท้เจ้านี่ไม่ได้ใกล้ตายแต่เป็นการจำศีลวิวัฒนาการครั้งใหญ่หลังจากดูดกลืนไอปราณของพวกอาชูร่ามานานนั่นเอง หากไม่ใช่เพราะหอคอยเทพมังกรช่วยมันย่อยสลายไอปราณตกค้างเห็นทีว่าต้องใช้เวลาอีกล้านปีในการที่จะกลับคืนสภาพดังเดิม"เฟยหรงแววตาเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นบัลลังก์ราชันแห่งความมืดนี้ช่างพิศวงมากจริงๆหรืออาจจะเรียกได้ว่าลึกลับซับซ้อนมากที่สุดในหมู่ในหมู่บัลลังก์แห่งราชันด้วยกันเลยก็ว่าได้ แม้ว่าบัลลังก์ราชันต่างๆจะมีความสามารถที่ต่างกันอีกไปแต่มันก็ดูจะพิเศษกว่ามากทีเดียว
"บัลลังก์ราชันอัสนีคืออำนาจในการเจาะทะลวงและทำลายล้าง บัลลังก์ราชันแห่งเปลวเพลิงมีอำนาจในการเผาผลาญทุกสรรพสิ่ง บัลลังก์ราชันแห่งเหมันต์มีอำนาจในการปิดผนึกแช่แข็ง บัลลังก์ราชันแห่งพฤกษาคืออำนาจในการฟื้นฟู บัลลังก์ราชันแห่งวารีคืออำนาจในการชำระล้าง บัลลังก์ราชันแห่งหินผาคืออำนาจแห่งการป้องกันที่แข็งแกร่ง บัลลังก์ราชันแห่งเมฆานั้นคืออำนาจแห่งความเร็ว บัลลังก์ราชันแห่งความมืดคืออำนาจแห่งการควบคุมมิติและดูดกลืน แล้วบัลลังก์ราชันแห่งแสงสว่างละ??"เฟยหรงรำพึรำพันมาถึงจุดนี้ เขาก็ชะงักไปในทันควัน ดูเหมือนว่าเขาจะคิดน้อยเกินไปบัลลังก์ราชันแห่งความมืดไม่ใช่บัลลังก์เดียวที่น่าพิศวงแต่บัลลังก์ราชันแห่งแสงก็ด้วยเช่นกัน
แม้จะเป็นความทรงจำของผู้ถือครองบัลลังก์รุ่นก่อนที่เขาเคยเห็นมา ผู้ถือครองบัลลังก์แห่งแสงจะเป็นหัวหน้าของผู้ถือครองบัลลังก์ราชันแต่อำนาจที่เขาใช้มันคืออะไรกันละ แม้แต่ความทรงจำของผู้ถือครองบัลลังก์ก็ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับความสามารถของบัลลังก์แห่งแสงเลยแม้แต่น้อย
"ช่างเถอะๆเรื่องนี้คิดไปก็ปวดหัว ต่อไปคือบัลลังก์ราชันแห่งเหมันต์สินะ ลองพาเจ้าตัวน้อยทั้งสองไปท่องเที่ยวเสียหน่อยดีกว่า ถือโอกาสไปหาพวกนางและหาวัตถุดิบทำกระบี่ให้ลี่อินตัวน้อยด้วยเลย"เฟยหรงหยดเลือดลงแหวนมิติจิตวิญญานของเขาในทันทีทันใดก่อนจะไปเขาไม่ลืมให้หลงเสี่ยวหยาและไป๋หู่ช่วยให้หาคนสร้างคฤหาสน์ให้เขาสักหลัง ส่วนตัวเขานั้นเข้าไปด้านในแหวนและจัดการสร้างสระบัวที่มีหมู่มวลมัจฉามากมายแหวกว่ายไปมาและยังสร้างศาลาเอาไว้ส่วนพื้นที่อื่นๆเขาก็นำหมู่มวลดอกไม้เข้ามาปลูกเอาไว้และสุดท้ายคือนำคฤหาสน์เข้ามาด้านในก็เป็นอันเสร็จสิ้น
เมื่อจัดการเรื่องทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยเฟยหรงได้เดินไปหาเจ้าหญิงตัวน้อยทั้งสองก่อนที่เขาจะบอกว่าจะพาพวกนางไปท่องเที่ยว นั่นทำให้พวกนางพากันดีใจยกใหญ่และพากันวิ่งเข้ามากอดเฟยหรงด้วยความตื่นเต้น ก่อนไปเฟยหรงยังถามผุ้เป็นแม่อีกด้วยว่าจะไปด้วยกันหรือไม่แต่นางก็ปฏิเสธไปเพราะจะอยู่รอเฟยเทียนนั่นเอง
ส่วนทางด้านเป่ยลู่หยุนเวลานี้กลับไม่อยู่ที่นี่แต่อย่างใดหรืออาจจะกล่าวว่านางมักจะหายตัวไปหลังจากที่เฟยหรงมาก็ได้ ชายหนุ่มไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเช่นกันแต่เขากลับมองว่านางตลกดีไม่น้อยเลยทีเดียว
"เช่นนั้นข้าไปก่อนนะขอรับท่านแม่ ไม่เช่นนั้นเจ้าตัวน้อยทั้งสองคนนี้จะพาลโกรธข้าอีก"เฟยหรงว่ากล่าว ทั้งปิงลี่อินและเฟยหยุนเยว่ทำหน้ามู่ใส่เฟยหรงเล็กน้อยทำให้เป่ยอิงอิงผุ้เป็นย่าถึงกับหัวเราะออกมา และในคราวนี้เฟยหรงไปกับไป๋หู่และให้หลงเสี่ยวหยาดูแลนิกายเนื่องจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทางทิศเหนือนั้นไป๋หู่จะชำนาญมากกว่านั่นเอง
เฟยหรงพาลูกสาวขึ้นไปบนหลังของพยัคฆ์สวรรค์สามเนตรและทะยานหายไปในทันที ด้านหลังมีเป่ยอิงอิงกำลังนั่งมองแผ่นหลังของลูกชายด้วยรอยยิ้มอ่อนๆจากนั้นก็กล่าวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย"เจ้าคิดจะหลบหน้าลูกชายข้า??บอกมาว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
"ข้าไม่ขอตอบเจ้าค่ะ แต่ไม่มีอะไรเกินเลย"เป่ยลู่หลินที่ออกมาจากไหนไม่รู้กล่าวตอบ คำตอบของนางนั้นช่างคลุ่มเคลือจนเป่ยอิงอิงถึงกับคิ้วขมวด เรื่องนี้ช่างน่าสนใจขึ้นมาซะแล้ว