คฤหาสน์ซึ่งสร้างอิงแนวเขากินพื้นที่กว้างขวาง ป่าไม้ล้อมรอบแ่า ดูโอ่อ่าภูมิฐานไม่เบา
เบื้องหน้ามีทางเดินกรวดสายเล็กแยกซ้ายขวา ฝั่งขวามีกำแพงคฤหาสน์บังไว้ หากเลี้ยวซ้ายจะมองเห็นหน้าผาหินสูงชันอยู่ลางๆ
นี่มันคฤหาสน์ของตระกูลไหนกัน?
อวี๋เย่เดินไปหยุดใต้ต้นไม้เล็กๆ ฝีเท้าเริ่มชะงักลังเล
เขาคิดว่ามาล่าสัตว์ ที่ไหนได้กลับโดนใช้ให้มาดูลาดเลา ดูลาดเลายังไม่เท่าไหร่ แต่การทำตัวลับๆ ล่อๆ แถมต้องจุดไฟส่งสัญญาณ... นี่มันพฤติกรรมพวกโจรชัดๆ
เขาหันกลับไปมองพลางลอบถอนหายใจอย่างจนปัญญา
บนสันกำแพงห่างออกไปไม่ไกล มีเงาคนหมอบซุ่มเรียงราย
เจียงสยงกับชายฉกรรจ์นับสิบจ้องเขม็งมาที่เขาราวกับฝูงหมาป่า ในเมื่อตกกระไดพลอยโจนกลายเป็พวกเดียวกันไปแล้ว ลงเรือโจรแล้วอย่าหวังจะได้หันหัวกลับ จะสะบัดก้นหนีเอาตัวรอดตอนนี้ก็ทำไม่ได้
เมื่อคิดได้เช่นนั้น อวี๋เย่ก็เพิ่มความระแวดระวังตัว เขาเดินย่องกริบไปตามทางมุ่งหน้าไปฝั่งซ้าย
รอบบริเวณคฤหาสน์มีหิมะทับถมหนาเตอะ มีเพียงทางเดินนี้ที่ถูกกวาดจนสะอาด จึงไม่ต้องกลัวว่าจะทิ้งรอยเท้าเอาไว้
ภายใต้ความมืดมิด อวี๋เย่ค่อยๆ คืบคลานไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบ
บนกำแพง กลุ่มโจรเพ่งมองทุกการเคลื่อนไหวของเขาไม่วางตา
"เฝิงเหลาชี น้องชายเอ็งถึงจะเด็กแต่ก็หูตาไวใช้ได้นี่หว่า!"
"มันเป็น้องชายที่ไอ้สยงเก็บมาต่างหาก"
"พี่เจ็ดไม่ต้องเกรงใจหรอก น้องชายข้าเจียงสยงก็เหมือนน้องชายพี่นั่นแหละ"
"เหอะ ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า..."
อวี๋เย่เดินรุดหน้าไปพลาง เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวรอบตัวไปพลาง
สันกำแพงอยู่ห่างออกไปตั้งไกล ทำไมถึงยังได้ยินเสียงเจียงสยงกับเฝิงเหลาชีคุยกัน?
ไม่เพียงแค่นั้น สายตาของเขายังคล้ายจะคุ้นชินกับความมืด ต่อให้เป็ก้อนหินที่อยู่ห่างออกไปหลายจั้ง ก็ยังมองเห็นขนาดและรูปร่างได้ชัดเจน
เขาเดินลึกเข้าไปอีกยี่สิบสามสิบจั้ง
จู่ๆ อวี๋เย่ก็ย่อตัวลงต่ำ ชักมีดพรานออกจากเอวทันที
เสี้ยววินาทีนั้น เงาดำสายหนึ่งพุ่งกระโจนเข้าใส่!
อวี๋เย่ลุกพรวด ตวัดมีดฟันสวนกลับไปฉับไว
เอ๋ง!
เสียงร้องแหลมดังขึ้นสั้นๆ ก่อนที่ร่างนั้นจะร่วงกระแทกพื้นเสียงดัง ตุบ!
มันคือสุนัขเฝ้าบ้าน หัวแบะแยกออก เืทะลักไหลนอง ตายสนิทในมีดเดียว
อวี๋เย่กลั้นหายใจ หัวใจเต้นระรัว
จังหวะที่ลงมือ เขานิ่งสงบและเด็ดขาด ตวัดมีดฟันเฉียบคมไร้ความลังเล แต่พอมาเห็นซากสุนัขตายจมกองเืบนพื้น กลับอดรู้สึกใจหายไม่ได้
นี่คือการบุกรุกบ้านคนอื่นยามวิกาล หากโดนเจอตัวหรือถูกจับได้คาหนังคาเขา ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง
ท่ามกลางความมืด ทุกสิ่งยังคงเงียบสงัด
อวี๋เย่เก็บมีดพราน ลอบผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก
เขาเดินหน้าต่อไปอีกร้อยกว่าจั้งจนถึงตีนเขา
หน้าผาหินสูงชันมีรอยแยกแตกร้าวเป็ช่องกว้างพอให้คนเดินสวนกันได้ ภายในช่องเขามืดสนิทและลึกล้ำจนมองไม่ออกว่าจุดสิ้นสุดอยู่ที่ใด
อวี๋เย่ก้าวไปสำรวจหน้าช่องเขา เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติ จึงล้วงชุดจุดไฟออกจากอกเสื้อ เป่าจนเกิดประกายไฟสว่างวาบ
ไม่นานนัก เงาคนหลายสายก็ทยอยโผล่มาสมทบ
อวี๋เย่รู้ว่าเป็พวกเจียงสยงจึงขยับถอยหลบไปด้านข้าง ในเมื่อดูลาดเลาเสร็จแล้ว เขาก็ควรฉวยโอกาสตอนชุลมุนหลบหนีไปซะ
ทว่าจังหวะที่กำลังจะขยับเท้า กลับถูกใครบางคนคว้าแขนไว้แน่นแล้วดันหลัง
"นำทางไป!"
ตอนแรกให้มาดูลาดเลา ทีนี้จะบังคับให้ข้านำทางอีกเรอะ?
อวี๋เย่เซถลาไปข้างหน้าจนเกือบหน้าคะมำ ยังไม่ทันตั้งหลักก็ต้องรีบหันขวับกลับมา
ชั่วพริบตา เขาก็ถูกดันลึกเข้ามาในช่องเขาเรียบร้อย ส่วนบริเวณปากทางเข้าก็โดนกลุ่มชายฉกรรจ์ยืนขวางทางหนีไว้จนมิด
"รับไป!"
คบเพลิงติดไฟสว่างวาบถูกยื่นมาตรงหน้า
ภายใต้แสงไฟวูบไหว เผยให้เห็นใบหน้าแปลกหน้าทีละคน แต่ละคนถ้าไม่ดูเหี้ยมเกรียมกระหายเื ก็เต็มไปด้วยความโลภโมโทสัน
เจียงสยงกับเฝิงเหลาชีปะปนอยู่ในนั้น แผ่รังสีคุกคามน่าสะพรึงกลัวไม่ต่างกัน
อวี๋เย่รับคบเพลิงมาถือไว้ หัวใจเต้นกระหน่ำ
ถึงจะเคยผ่านเื่เฉียดตายมาแล้ว แต่ดูเหมือนเขาจะประเมินความโฉดชั่วในสันดานมนุษย์ต่ำเกินไป
คบเพลิงอีกหลายอันถูกจุด แสงสว่างส่องสาดไปทั่วบริเวณ
ช่องเขานี้ลึกประมาณยี่สิบสามสิบจั้ง สองฝั่งขนาบด้วยหน้าผาสูงตระหง่านบดบังท้องฟ้า สภาพไม่ต่างจากถ้ำปิดตาย ทั้งหนาวเหน็บและชื้นแฉะ
อวี๋เย่ชูคบเพลิงเดินนำทางไปข้างหน้า โดยมีพวกเจียงสยงตามหลังมาติดๆ
ปากทางเข้าค่อนข้างแคบ แต่พอเดินลึกเข้ามาไม่กี่จั้งก็เริ่มกว้างขึ้นจนสามารถเดินเรียงหน้ากระดานได้สามถึงห้าคน
ผ่านไปไม่นาน ทางข้างหน้าก็สิ้นสุดลง
อวี๋เย่ชะงักฝีเท้า
เสียงย่ำเท้าสับสนและเสียงหอบหายใจของคนด้านหลังพลันหยุดชะงักตามทันที
สุดปลายช่องเขาคือประตูหินบานเดี่ยว สูงท่วมหัว กว้างกว่าสามฉื่อ บานประตูเป็หินสีเขียวขุ่น ดูหนาหนักและแข็งแกร่งมหาศาล สองข้างประตูมีรูปสลักสัตว์หินตัวเล็กหมอบอยู่ฝั่งละตัว
อวี๋เย่ชูคบเพลิงขึ้นส่องดู
สัตว์หินสลักทั้งสองตัวกำลังแยกเขี้ยวคำราม หน้าตาดุดัน ทว่ารูปร่างหน้าตากลับไม่เหมือนกัน พวกมันเอียงคอมองซ้ายขวา คล้ายกำลังถลึงตาจ้องหน้ากันเอง
ยิ่งไปกว่านั้น บนบานประตูหินยังมีสัตว์สลักอีกตัว ปากของมันคาบห่วงหินเอาไว้ ดวงตาหลุบต่ำ คล้ายกำลังทอดมองเพื่อนสองตัวที่อยู่เบื้องล่าง
"ปะ...เปิดประตูสิวะ!"
น้ำเสียงของเจียงสยงสั่นเครือ มันกับเฝิงเหลาชีและพรรคพวก ถอยกรูดไปแอบอยู่ห่างออกไปเป็จั้ง บนใบหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความคาดหวัง ความละโมบ และความหวาดกลัวปะปนกัน
"น้องชาย รีบเปิดประตูเร็วเข้า ไม่ต้องกลัวหรอกน่า!"
เจียงสยงเร่งเร้า ทำทีเหมือนกำลังปลอบประโลม แต่ในมือกลับชูดาบยาวขึ้นมา แสงคบเพลิงสะท้อนคมดาบวาววับเยียบเย็น
อวี๋เย่กะพริบตา ทำทีเหมือนฟังไม่เข้าใจ
ก็แค่ประตูบานเดียว จะต้องกลัวอะไรวะ?
อวี๋เย่เอื้อมมือไปแตะบานหิน แล้วเคาะห่วงประตูเบาๆ
ก๊อก...
เสียงสะท้อนทุ้มต่ำดังก้องไปทั่วช่องเขา
ทว่าเจียงสยงกลับสบถเสียงต่ำ "ปัดโธ่เว้ย! เอ็งจะเคาะประตูหาเตี่ยอะไรวะ!"
ก่อนเปิดประตู ก็ต้องเคาะก่อนไม่ใช่รึไง? นี่มันมารยาทพื้นฐานที่เด็กชาวเขายังรู้เลยนะ!
อวี๋เย่ไม่สนใจคำด่า เคาะเสร็จก็ออกแรงผลักบานประตูหิน
พลันลมหนาวะเืวูบหนึ่งพัดปะทะหน้า หัวใจของเขาหล่นวูบ ร่างกายผงะถอยหลังไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ
ประตูหินที่ดูหนักอึ้ง กลับแง้มเปิดออกเป็ช่องเล็กๆ
"ไอ้หนู ถอยไป!"
อวี๋เย่เพิ่งจะชะโงกหน้าเข้าไปดู ก็โดนผลักกระเด็นอย่างแรงจนแผ่นหลังกระแทกกำแพงหิน เซถลาเกือบหน้าทิ่ม
กลุ่มชายฉกรรจ์ที่แอบซุ่มอยู่ด้านหลังพากันแย่งกรูเข้าไปผลักประตู
ทว่าเสี้ยววินาทีที่บานประตูเปิดอ้ากว้าง ชายสองคนที่พุ่งนำหน้าไปก่อนกลับแหกปากร้องลั่น ล้มคว่ำลงจมกองเืบนพื้น!
คนที่เหลือแตกตื่นลนลาน ถอยกรูดกันออกมา
ท่ามกลางความชุลมุน จู่ๆ ใครบางคนก็ง้างกระบองเหล็กฟาดใส่เต็มแรง
ปัง! ปัง!
รูปสลักสัตว์หินหน้าประตูแหลกละเอียดเป็ชิ้นๆ ตามด้วยเสียงโลหะกระทบกันดัง เคร้ง! เคร้ง! ลิ่มเหล็กแหลมคมหลายเล่มกระเด็นหลุดออกมาจากกองซากหิน
คนลงมือคือเฝิงเหลาชี
มันลูบหนวดเคราเฟิ้มอย่างลังเลอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะคว้าคบเพลิงจากมือคนข้างๆ แล้วก้าวยาวๆ ผ่านประตูเข้าไป เมื่อพวกเจียงสยงเห็นว่าปลอดภัยดี ก็รีบวิ่งตามก้นเข้าไปติดๆ
อวี๋เย่ยืนอิงกำแพง มองภาพตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง
ชายสองคนที่ล้มคว่ำยังคงนอนนิ่งอยู่บนพื้น เืกองใหญ่ไหลเจิ่งนองใต้ร่าง ไม่มีการขยับเขยื้อนใดๆ คาดว่าคงตายโหงไปแล้วทั้งคู่
ไม่มีใครสนใจไยดีว่าพวกมันจะเป็ตายร้ายดีอย่างไร และไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าพวกมันชื่ออะไร มาจากไหน
แต่ที่แน่ๆ คือ... หากเมื่อครู่เขาไม่ผงะถอยหลังออกมาก่อน คนที่นอนจมกองเือยู่ตรงนั้นก็คือตัวเขาเอง!
พอคิดถึงตรงนี้ อวี๋เย่ก็เสียวสันหลังวาบ
การที่เจียงสยงบังคับให้ข้านำทาง ก็แค่จะใช้ชีวิตข้าไปสังเวยกับดักค่ายกลเท่านั้น! ไอ้เวรนั่นดูภายนอกเป็มิตร แต่สันดานจริงโคตรอำมหิต!
แล้วที่นี่มันคือที่ไหนกันแน่? ทำไมถึงต้องซ่อนกับดักหน้าไม้ไว้ด้วย?
ความสงสัยคาใจทำให้อวี๋เย่ชูคบเพลิงเดินกลับไปที่ประตูหินอีกครั้ง
ภายในช่องเขา ตอนนี้เหลือเพียงเขากับศพสองศพบนพื้น ไม่เห็นเงาหัวคนอื่นๆ แล้ว
เขายังไม่รู้ว่าหลังบานประตูนี้มีสิ่งใดซ่อนอยู่ แต่ในเมื่อมาถึงขั้นนี้ แถมยังเกือบตายไปแล้วรอบหนึ่ง เข้าไปดูให้เห็นกับตาหน่อยจะเป็ไรไป
อวี๋เย่สูดหายใจลึก รวบรวมความกล้าก้าวข้ามธรณีประตูหินเข้าไป
ด้านหลังคือเส้นทางเชื่อมต่อสู่ถ้ำใต้ดิน
เขาเดินลึกเข้าไปสิบกว่าจั้ง จู่ๆ พื้นที่โดยรอบก็กว้างขวางขึ้นถนัดตา แสงคบเพลิงส่ายวูบวาบ เงาคนหลายสายวิ่งพล่านกันวุ่นวาย
ภาพตรงหน้าคือโถงถ้ำปิดตาย เพดานสูงห้าหกจั้ง กว้างร่วมยี่สิบจั้ง มีบันไดหินลดหลั่นเชื่อมขึ้นลง บริเวณลานกว้างมีทั้งตั่งหิน โต๊ะหิน แท่นบูชาหิน และข้าวของอื่นๆ วางเรียงราย
แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือ 'โลงหิน' ขนาดใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง
สุสาน?
อวี๋เย่ตาสว่างวาบทันที
ถึงจะเกิดในป่าเขาและมีความรู้น้อยนิด แต่เขาก็เคยได้ยินเื่ธรรมเนียมการฝังศพมาบ้าง คนยากจนตายไปก็แค่ขุดหลุมทำเนินดินโง่ๆ แต่เศรษฐีมีเงินจะสลักป้ายิญญา สร้างอุโมงค์ฝังศพใหญ่โต อวดความหรูหราอู้ฟู่ดั่งตอนยังมีชีวิต
สถานที่ตรงหน้า มองอย่างไรก็เป็สุสานใต้ดินของตระกูลผู้มั่งคั่งชัดๆ
ไม่ต้องคิดให้ปวดหัว ไอ้พวกระยำนี่มันมาขุดสุสาน!
เวรเอ๊ย! นี่ข้ากลายเป็พวกเดียวกับโจรขุดสุสานไปแล้วรึเนี่ย!
อวี๋เย่นึกเสียใจจนแทบกระอัก หันขวับเตรียมจะเผ่นหนี
"หาโอสถไม่เจอ ลองหาพวกทองคำเงินแท่งดูก่อน..."
"บรรพชนตระกูลเยี่ยนเป็ยอดคนผู้บำเพ็ญเพียร มันต้องมีโอสถทิพย์ยาวิเศษซ่อนอยู่แน่ๆ..."
คำพูดนั้นทำให้อวี๋เย่ชะงักกึก หยุดฝีเท้าลงทันที
กลุ่มโจรยังคงวิ่งพล่านรื้อค้นของมีค่า บางคนแย่งชิงเครื่องทองเครื่องเงินกันอุตลุด
มีเพียงเจียงสยงกับเฝิงเหลาชีที่กำลังกระซิบกระซาบปรึกษากัน ถึงสองคนนั้นจะจงใจกดเสียงต่ำ แต่เขาก็ยังได้ยินชัดเจนหลายประโยค
"พวกเราก็เป็เซียนได้..."
"ต่อให้ไม่ได้เป็เซียน แต่มันก็รักษาสารพัดโรค ยืดอายุขัยได้... ถ้าเอาไปส่งที่เขาเป่ยฉีล่ะก็ แลกทองคำกลับมาได้เป็ร้อยเท่าสบายๆ..."
โอสถ?
โอสถรักษาสารพัดโรค... มันจะล้างพิษัเจียวในตัวข้าได้มั้ย?
ความหวังจุดประกายวาบในใจ อวี๋เย่เดินไต่บันไดหินลงไปด้านล่างทันที
หากเป็ชาวบ้านทั่วไปได้ยินคงไม่ใส่ใจ แต่เขารู้ซึ้งถึงสรรพคุณของโอสถดี โดยเฉพาะพวกยาวิเศษของสำนักเซียน
แม้ฉิวปั๋วจะบอกว่าพิษัเจียวไม่มีทางรักษา และเขาเองก็ปลงตกว่าคงต้องตาย แต่ลึกๆ ในใจกลับยังไม่ยอมจำนน เขาเพิ่งอายุสิบห้า หนี้เืของหมู่บ้านก็ยังไม่ได้ชำระ
เมื่อมีแสงสว่างรำไรที่อาจเป็หนทางรอดโผล่มา จะให้เขาทิ้งไปเฉยๆ ได้อย่างไร ยิ่งตอนนี้จับพลัดจับผลูกลายเป็พวกโจรไปแล้ว ขอลองหาโอสถให้เจอก่อนค่อยหนีก็ยังไม่สาย
ก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้าย เขาก็มายืนอยู่ใจกลางสุสานใต้ดิน
อวี๋เย่กวาดตามองรอบตัว สมองครุ่นคิดอย่างหนัก
บรรพชนตระกูลเยี่ยนเป็ผู้บำเพ็ญเพียรเหรอ?
แล้วเขาเป่ยฉีที่เฝิงเหลาชีพูดถึง มันคือที่ไหนอีก? แล้วทำไมพวกมันสองคนถึงต้องไปยืนเฝ้าโลงหินนั่นด้วย... หรือว่าโอสถจะซ่อนอยู่ในโลง?
โครม!
โจรคนหนึ่งวิ่งเตลิดหน้าตั้งเข้ามา เตะข้าวของกระจุยกระจาย พอมันหาของมีค่าไม่เจอ ก็หัวเสียเงื้อดาบฟันสะเปะสะปะเพื่อระบายอารมณ์
อวี๋เย่ต้องรีบขยับถอยหลบ ไม่กล้าเดินสุ่มสี่สุ่มห้า
ปัง!
เฝิงเหลาชีเงื้อกระบองเหล็กฟาดใส่ฝาโลงหินเต็มแรง ส่วนเจียงสยงก็พุ่งเข้าไปช่วยดันฝาโลงให้เปิดออก เสียงกระแทกหนักหน่วงดังกึกก้อง เรียกให้พวกโจรที่เหลือแห่กรูเข้าไปมุงดูทันที
อวี๋เย่เบิกตากว้าง สีหน้ากลัดกลุ้ม
ต่อให้หาโอสถเจอ เขาก็ไม่มีปัญญาแย่งชิงมาจากมือพวกหมาหมู่ใจทรามพวกนี้ได้อยู่ดี แทนที่จะมานั่งเครียดเสียอารมณ์ สู้รอดูเื่สนุกยังจะดีกว่า
ตรงหน้าอวี๋เย่มีแท่นบูชาหินตั้งอยู่ ข้างกันมีกระถางธูปหิน เขาจึงนำคบเพลิงปักลงไป แล้วยืนมองความวุ่นวายเงียบๆ
ทว่าระหว่างที่ยืนดูอยู่นั้น สายตากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งเข้า
บนโต๊ะเซ่นไหว้มีขนมเปี๊ยะวางอยู่ น่าจะเป็ของไหว้บรรพบุรุษ แต่สภาพของมันดำปิ๊ดปี๋และขึ้นราไปหมดแล้ว
ใกล้ๆ กันมีกล่องไม้แตกๆ ใบหนึ่ง บนพื้นมีผลไม้กลมๆ หล่นกลิ้งอยู่สองสามผล พวกโจรคงคิดว่าเป็แค่ของไหว้เ้าธรรมดา จึงปัดทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี
แต่ผลไม้สีแดงอมม่วงพวกนั้นกลับยังมีสภาพสมบูรณ์ ผิวเต่งตึง สีสันชวนกินยิ่งนัก
อวี๋เย่ลอบกลืนน้ำลายลงคอ
ั้แ่พิษัเจียวกำเริบ เขาก็ท้องว่างมาตลอด พอเห็นผลไม้อยู่ตรงหน้า ความหิวโหยก็ประท้วงขึ้นมาทันที
ของไหว้เ้าก็เอามากินประทังหิวได้เหมือนกันนี่หว่า ไม่รู้รสชาติจะเป็ยังไง
อวี๋เย่ลังเลอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะหยิบผลไม้ขึ้นมายัดเข้าปาก รสชาติของมันช่างหอมหวานชื่นใจ ความกังวลก่อนหน้านี้ปลิวหายไปในพริบตา
ตอนแรกก็นึกกลัวว่าจะซวยซ้ำซ้อนเหมือนตอนกลืนมุกั แต่ผลไม้อร่อยขนาดนี้จะมีพิษได้ยังไง!
เขารีบกวาดผลไม้บนโต๊ะเข้าปากทีละผล แม้แต่ผลที่ตกพื้นก็ไม่เว้น เก็บมากินจนเกลี้ยง
พอผลไม้ทั้งหมดตกถึงท้อง กระแสความอบอุ่นประหลาดก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง กระดูกและเส้นเอ็นทุกส่วนรู้สึกผ่อนคลายเบาสบายจนแทบจะโบยบิน เขาหลับตาพริ้ม ดื่มด่ำกับความรู้สึกนี้อย่างเงียบงัน
แต่แล้วในจังหวะนั้นเอง เสียงคำรามกึกก้องก็ะเิขึ้นกลางสุสาน!
ครืน! ครืน!
สงสัยพวกเจียงสยงกับเฝิงเหลาชีจะเปิดฝาโลงได้แล้ว
อวี๋เย่ยังคงเคลิบเคลิ้มกับกระแสความอบอุ่นในร่าง ี้เีลืมตาไปมองสันดานโลภโมโทสันของพวกโจรโฉดนั่น
แต่จู่ๆ ก็มีเสียงคนแหกปากร้องลั่น ตามมาด้วยเสียงตวาดดุดัน
"พวกโจรชั้นต่ำหน้าไหน กล้าดีมารบกวนที่พำนักบรรพชนข้า!"
อวี๋เย่สะดุ้งเฮือก เบิกตาโพลงขึ้นมาทันที!