“ท่านพี่ช่างเป้ย แล้ววันนี้มันสำคัญอย่างนั้นเหรอ ทำไมการประลองเลื่อนอันดับถึงถูกจัดขึ้นที่ลานศักดิ์สิทธิ์ห้าวิถี”แววตาของลี่เซียนทอประกาย สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย “วันนี้ มันเป็นการท้าทายจากอันดับห้าสิบเฟินคุนหมัดเหล็กหมื่นทิวา ทั่วสำนักตอนนี้อยากเห็นหน้าตาคนที่เฟินคุนไปท้าทายว่ามีหน้าตาเช่นไร”ช่างเป้ยพลันเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ทว่าลี่เซียนกลับไม่สนใจสิ่งที่ช่างเป้ยกำลังเอ่ยถึงแม้แต่น้อยลี่เซียนหันซ้ายหันขวาอย่างรวดเร็วราวกับกำลังหาผู้ใครอยู่ ช่างเป้ยไม่พลาดที่สังเกตเห็นพลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ“เจ้ากำลังมองหาใครอยู่เหรออย่างงั้นเหรอ” ช่างเป้ยจ้องมองลี่เซียนด้วยแววตาสงสัย
“ข้าไม่ได้ออกมาภายนอกจากตำหนักของท่านพ่อตั้งหลายวัน มีศิษย์หลายคนที่ข้าไม่คุ้นตาเพิ่มขึ้นจำนวนมากช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมามีเหตุการณ์อะไรสำคัญที่ข้าพลาดไปบ้างไหม ข้าไม่รู้เรื่องราวภายนอกเลย”ลี่เซียนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ามึนงง ช่างเป้ยพลันจับข้อมือจูงลี่เซียนพาเดินหลบเลี่ยงสายตาผู้คนไปบริเวณโคนต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นปิดบังสายตาผู้คนเป็นอย่างดีลี่เซียนขมวดคิ้วเป็นปม “พา…ข้ามาที่แห่งนี้ทำไมเรื่องที่จะเล่าเป็นความลับอย่างนั้นเหรอ” ลี่เซียนเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย “เรื่องสำคัญของสำนักตอนนี้ไม่มีหรอกแต่ข้ามีเรื่องสอบถามคุณหนู” ช่างเป้ยกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“มีเรื่องอะไรถามข้าอย่างงั้นเหรอ” หัวคิ้วลี่เซียนชนกันเป็นปม “คุณหนูรู้จักญาติของผู้อาวุโสฮุ่ยเหมยฮุ่ยซุนไหม” ช่างเป้ยพลันจ้องมองเข้าไปในแววตาลี่เซียน “ข้าเคยพบมันเพียงครั้งเดียวข้านำมันเป็นเพื่อนเล่น จนเป็นต้นเหตุที่ทำให้ท่านพ่อลงโทษให้สาวน้อยน่ารักอย่างข้าต้องติดฝึกฝนภายในห้องมืดมิดไร้แสงสว่างตั้งหลายวัน” ลี่เซียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็ง“เมื่อหลายวันก่อน… คุณหนูรู้ไหม ข้าได้พบกับเจ้าฮุ่ยซุนในช่วงพลบค่ำมันแอบออกไปหาข้าวที่โรงเตี๊ยมด้านนอกสำนักกินกับสหายของมันแล้ววันนั้นมันไปมีเรื่องกับพวกกลุ่มนักฆ่าราชาแมงป่องทมิฬ ซึ่งตัวข้าก็อยู่บนโรงเตี๊ยมเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างพวกมันทั้งสองเร่งรีบออกจากโรงเตี๊ยม แต่พวกมันก็ยังถูกพวกนักฆ่าติดตามไปหวังปล้นชิงทรัพย์สินของพวกมันตัวข้าเห็นว่าพวกมันเป็นศิษย์ร่วมสำนัก ข้าจึงติดตามพวกมันอย่างลับๆหวังจะช่วยพวกมันให้รอดพ้นจากความตาย ทว่าพอข้าไปถึงที่เกิดเหตุ กลับกลายเป็นพวกสมุนของนักฆ่าถูกสังหารไปถึงสองคนเหลือเพียงแต่หัวหน้าของกลุ่มนักฆ่า และข้าได้มีโอกาสประมือกับมันฝีมือนับว่าร้ายกาจยิ่งหากพลาดพลั้งอาจถึงแก่ชีวิตได้ ดีที่ข้าสามารถขับไล่มันไปได้ แต่ที่ข้าแปลกใจ ข้าได้ตรวจสอบศพนักฆ่าทั้งสองที่ถูกอะไรบางอย่างฆ่าอย่างปริศนาศพของพวกมันทั้งสองดวงตาพวกมันกลับเบิกโผล่ค้างด้วยความตกใจนับตั้งแต่ตอนนั้นข้าก็ยังหาเหตุผลที่สอดคล้องกับความจริงที่ปรากฎได้ ข้าว่าเรื่องนี้มันต้องมีอะไรแปลกๆข้าได้นำเรื่องนี้รายงานท่านอาจารย์หลินหลินให้ทราบแล้วแต่ท่านอาจารย์บอกให้ข้าเก็บเรื่องนี้ไว้ก่อน ข้าเลยต้องมาสอบถามคุณหนูว่ารู้จักเจ้าฮุ่ยซุนดีแค่ไหนเพราะเห็นว่าตอนมันเข้าสำนักคุณหนูพามันไปเล่น” ช่างเป้ยพลันจ้องมองลี่เซียนด้วยความสงสัย
“กลุ่มนักฆ่าราชาแมงป่องทมิฬ ท่านพ่อเคยบอกไว้ว่า ยามมันเพ่งเล็งเหยื่อคนใดคนผู้นั้นก็ไม่อาจหลบหลีกชะตากรรมอันโหดร้ายได้ แต่พวกมันทั้งสองนี้ถึงกับลงมือฆ่าลูกน้องมันอย่างง่ายดาย”ลี่เซียนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าครุ่นคิด “ข้ากับมันไม่เคยรู้จักกันมาก่อน วันที่ข้าเข้าไปตำหนักของท่านพี่ฮุ่ยเหมยข้าเห็นว่ามันเป็นเพียงญาติกับท่านพี่ฮุ่ยเหมย และเห็นแววตามันไม่เหมือนใครในรุ่นเดียวกันข้าเลยเอามันไปแกล้งเล่น แต่ตอนนี้ข้าว่าฮุ่ยซุนผู้นี้น่าจะมีความลับปิดบังสำนักมากมายชักน่าสนใจมาเรื่อยๆ ฮี่ ฮี่” ลี่เซียนพลันเอ่ยขึ้นด้วยสีเจ้าเล่ห์ “พี่ช่างเป้ยท่านทราบหรือไม่ ตอนนี้เจ้าฮุ่ยซุนมันฝึกฝนอยู่ที่ใด” ลี่เซียนพลันจ้องมองช่างเป้ยราวกับต้องการคำตอบ “หมู่ตึกไขมังกร”ช่างเป้ยตอบโดยไม่ปิดบัง
“ฮี่ ฮี่ จริงรึ ข้างหลังข้านี้เอง ขอบคุณมากพี่ช่างเป้ยข้าคิดออกแล้ว เวลาสองชั่วโมง ทำอะไรสนุกๆแก้เบื่อดี”ลี่เซียนพลันปรากฏสีหน้าเจ้าเล่ห์ “คุณหนู ! อย่าทำอะไรให้เจ้าสำนักต้องปวดหัวอีกละเดียวจะถูกท่านเจ้าสำนักลงโทษหนักกว่าเก่า” ช่างเป้ยพลันเอ่ยขึ้นอย่างตื่นตระหนก “ฮี่ฮี่ ขอบคุณมากพี่ช่างเป้ย ข้าไปละ” ลี่เซียนพลันก้าวเดินมุ่งหน้าสู่หมู่ตึกไขมังกร
จู่ๆ ทั่วลานศักดิ์สิทธิ์ห้าวิถีเกิดเสียงเงียบอย่างฉับพลัน “ผู้ชนะฮาวเฟิงเอาชนะเฟินคุนได้ สถานะฮาวเฟิงครอบครองอันที่ห้าสิบ” ผู้ตัดสินประกาศอย่างกึกก้อง“บ้าหรือเปล่า มันเป็นไปได้อย่างงั้นหรือ” หงจิ๋นไฉ่เอ่ยขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตา
“อะไรกัน ผลประลองรู้ผลแพ้ชนะแล้ว รวดเร็วอะไรปานนั้น” ช่างเป้ยเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าตกใจ“ฮาวเฟิง” ลี่เซียนที่ยังเดินไปได้ไม่ไกล นางได้ยินเสียงประกาศชัดเจนทว่านางกลับไม่หันมามองแม้แต่น้อย ช่างเป้ยพลันเร่งรีบเพื่อดูใบหน้าผู้ชนะยามนางมาถึงพบเพียงแผ่นหลังที่เดินแฝงเข้าไปในกลุ่มฝูงชนโดยช่างเป้ยพยายามแยกแยะก็ไม่อาจค้นหาพบ “อะไรกัน มันสามารถหลีกเลี่ยง สัมผัสการตรวจจับของข้าได้”ช่างเป้ยครุ่นคิดอย่างหนัก พลันเอ่ยถามชายข้างๆนาง “เจ้าคือคนที่แอบมองน้องสาวข้าใช่ไหม”หงจิ๋นไฉ่พลันจ้องมองช่างเป้ยสติมันกลับคืนอย่างรวดเร็ว “เอ๋…คารวะเทพธิดาช่างเป้ย”หงจิ๋นไฉ่เอ่ยขึ้นอย่างประหม่า “เมื่อครู่ เจ้าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดไหม เหตุใดผลแพ้ชนะจึงออกมารวดเร็วเช่นนี้”ช่างเป้ยเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เจ้าคนที่ชื่อฮาวเฟิงมันใช้ท่าร่างอันพิสดารข้าจับจ้องมันตลอดเวลา ก็ไม่อาจมองมันได้ทัน พอรู้อีกทีตัวมันก็ปรากฎยืนอยู่ข้างกลายของเฟินคุนฮาวเฟิงใช้เพียงหมัดขวาปลดปล่อยปราณผสานจิตผันแปร ชกเข้าที่ชายโครงโดยที่เฟินคุนไม่ทันเตรียมป้องกันเพียงหมัดเดียวเฟินคุนก็ไม่อาจฝืนกายลุกขึ้นมาได้อีก” หงจิ๋นไฉ่เอ่ยด้วยใบหน้าเคร่งขรึม“ฮาวเฟิง อย่างนั้นเหรอ” ช่างเป้ยพลันนึกหาคนที่ชื่อฮาวเฟิงตัวนางไม่อาจนึกใบหน้าออกว่าเป็นผู้ใด
บริเวณลานศักดิ์สิทธิ์ห้าวิถีเหล่าศิษย์จับกลุ่มพูดคุยกันอย่างโจ่งแจ้งเกี่ยวกับฮาวเฟิงคณะผู้ตัดสินมันก็ไม่คาดคิดว่าผลการต่อสู้จบรวดเร็วถึงเพียงนี้มันเข้าไปดูอาการเฟินคุนที่นอนแน่นนิ่งอยู่ที่พื้น “ลงมือโหดเหี้ยมจริงกระดูกชายโครงเฟินคุนน่าจะหัก” ผู้อาวุโสที่ทำหน้าที่ตัดสินพลันเคลื่อนย้ายเฟินคุนไปรักษาอย่างเร่งรีบเหล่าศิษย์ค่อยๆทยอยออกจากพื้นที่ไปจนหมด
ลี่เซียนในยามนี้ยืนอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่สีดำของหมู่ตึกไขมังกรนางเคาะประตูเบาๆเพียงสามที ทว่ากลับไร้วี่แววตอบกลับ ลี่เซียนพลันใช้ท่าร่างกระโดดข้ามประตูบานใหญ่ที่สูงเกือบสามเมตรม้วนตัวสามตลบลงพื้นยืนอย่างมั่นคง ลี่เซียนพลันเงยหน้าขึ้นมา แต่ไม่พอสิ่งมีชีวิตใดๆอยู่บริเวณนั้น“นี้ก็ยังไม่พลบค่ำ เหตุใดเหล่าศิษย์หายหน้าหายตาไปไหนกันหมด” ลี่เซียนเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าสงสัยพลันเดินทอดน่องจนไปถึงลานฝึกวินาทีแรกที่นางเห็นดวงตาเบิกก้าวด้วยความตกใจ “เหตุใด ลานฝึกถึงเป็นหลุมเป็นบ่อขนาดนี้มีการต่อสู้บนลานฝึกอย่างงั้นเหรอ” ลี่เซียนสำรวจอย่างถี่ถ้วน “เอ๋…ต่อสู้กันอย่างรุนแรงขนาดนี้เลยเหรอท่านปู่ตงฟางไปไหน ทำไมถึงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เห็นทีข้าต้องไปถามด้วยตัวเอง” ลี่เซียนเผยใบหน้าเจ้าเล่ห์พลันเดินลัดเลาะไปตามหมู่ตึกมุ่งสู่ห้องโถงหมู่ตึกไขมังกร
ลี่เซียนพลันเดินย่องเข้าไปที่ละก้าวอย่างระมัดระวังหันซ้ายหันขวาก็ยังไม่พบใคร“เอ๋…นี้ข้าก็อยู่ห้องโถงแล้ว ท่านปู่ตงฟางไปอยู่ตรงไหนหว่า” ลี่เซียนพลันเดินสำรวจดั่งเด็กซุกซน“ท่านปู่ตงฟาง ท่านอยู่ไหม ข้าลี่เซียนหลานสาวน่ารักของท่านมาเยี่ยม” ลี่เซียนพลันเอ่ยขึ้นอย่างเสียงดังนางเดินตรงเลยเข้าไปภายในส่วนลึก มีประตูสองบานกั้นขว้างทางเดิน “ทางซ้ายอันนี้ข้าเคยไปมาแล้วมันคือห้องนอนท่านปู่แล้วทางขวาคืออะไรกันเหมือนข้าพึ่งเคยเห็น” นางเดินมุ่งเข้าไปทางขวาด้วยความมั่นใจตลอดทางมีเพียงแสงจากโคมไฟส่องทางเพียงเล็กน้อย “ลึกลับน่าดูหวังว่าคงมีอะไรสนุกๆให้ข้าเล่นนะ”ลี่เซียนแผ่สัมผัสก็ไม่อาจพบสิ่งใด “ยิ่งเดินเข้าไปในส่วนที่ลึก ข้ารู้สึกเหมือนที่แห่งนี้ เป็นสถานที่ลับสำหรับฝึกวิชาที่ท่านปู่เคยเอ่ยถึงเลยเหตุใดถึงปรากฎให้สังเกตได้ง่าย” ลี่เซียนหวนนึกถึง เมื่อตอนยังเล็ก ท่านปู่เคยเล่าให้นางฟังอยู่บ่ายๆ“ใช่หรือเปล่า ทำไมข้านึกไม่ออกเนี่ย” ลิเซียนขมวดคิ้วเป็นปมนางเดินตรงโดยไม่คิดอะไรอีกเลย
“เพราะเหตุใดเจ้าถึงสามารถใช้ออกถึงสภาวะเร้นกายราวกับไม่มีตัวตนได้ผู้ใดเป็นคนสอนเจ้า ! บอกข้ามาเดียวนี้” เสียงชายชราเอ่ยขึ้นอย่างดุดันลี่เซียนพลันสะดุ้ง “นี้มันเสียงท่านปู่ ไม่ผิดแน่น มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่น” ลี่เซียนพลันเร่งฝีเท้าอย่างเร่งรีบเบื้องหน้านางปรากฏประตูมิติวงแหวนสีม่วง ลี่เซียนหยุดชะงักเพียงชั่วครู่ก่อนตัดสินใจพุ่งทะยานเข้าไปนางเงยหน้าขึ้นพลันเห็นท่านปู่ตงฟางใช้เชือกปราณมัดเฟยซุนอย่างแน่นหนาด้วยท่าทีอ่อนแรง“ท่านปู่ช้าก่อน เหตุใดถึงลงมือหนักกับศิษย์ใหม่ถึงเพียงนี้” ท่านปู่ตงฟางตวัดสายตาอันคมกริบไปทางลี่เซี่ยนด้วยสายตาเกรี้ยวกราด “ใครอนุญาตให้เจ้าเข้ามาในสถานที่แห่งนี้” ท่านปู่ตงฟางพลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “ข้าแค่เห็นด้านนอกไม่มีใครอยู่ผิดสังเกตข้าเลยตัดสินใจมาด้วยท่าน ข้าเป็นห่วงความปลอดภัยของท่านปู่โปรดอภัยหลานสาวคนนี้ด้วย” ลี่เซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อน สีหน้าแฝงไปด้วยความตกใจท่านปู่ตงฟางพลังจ้องมองหลานสาวที่กำลังตกใจพลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ “ลี่เซียนคราวหลังเจ้าจงจำคำที่ผู้อาวุโสต่างๆเคยสั่งสอนเจ้าไว้ซะครั้งนี้ข้าจะไม่ถือโกรธเจ้า เจ้าออกไปจากห้องมิตินี้ก่อน” ท่านปู่ตงฟางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบลี่เซียนพลันสบตาของเฟยซุนก่อนเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย “ศิษย์ผู้นี้ คนนี้ทำอะไรผิดอย่างนั้นเหรอท่านปู่” ลี่เซียนเอ่ยขึ้นโดยไม่สนใจคำที่ท่านปู่กล่าวมาก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย“เจ้าได้ฟังที่ข้าพูดไปก่อนหน้านี้หรือไม่” ท่านปู่ตงฟางจ้องมองสีหน้าลี่เซียนอย่างจนใจ“เฮ้ออ เจ้านี้ดื้อจริงๆ ข้าสั่งข้าสอนอะไรเจ้าไม่ยอมฟังข้าเลย” ท่านปู่ตงฟางเอ่ยขึ้นอย่างถอดใจลี่เซียนพลันเดินเข้าไปกอดแขนท่านปู่ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวาน “ท่านปู่ข้าเป็นห่วงท่านจริงๆเลยแวะมาหาท่านทีนี้ โปรดอย่าถือสาข้าเลย” ลี่เซียนพลันส่งรอยยิ้มอันไรเดียงสาให้ท่านปู่จนอ่อนใจ
“เจ้านี้จริงๆเลย เฮ้ออ…ชายคนนี้แม้เป็นศิษย์ใหม่มันเป็นญาติของฮุ่ยเหมย มันแสดงวิชาออกพรางกายได้อย่างล้ำลึกถึงขั้นเร้นกลายกลมกลืนไปกับสภาวะแวดล้อมจนมิมีผู้ใดสามารถตรวจจับมันได้ ถ้าหากลมปราณมันไม่ปั่นป่วน แม้แต่ข้าก็ไม่อาจสัมผัสถึงตัวตนมันได้ข้าอยากจะรู้จริงๆ มันใช้วิชาอันใด แต่ข้าถามอันใดไป มันไม่ปริปากแม้แต่น้อย” ท่านปู่ตงฟางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมพลันจ้องลี่เซียนด้วยแววตาครุ่นคิดทว่าลี่เซียนกลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ท่านปู่ให้ข้า เป็นคนลองถามดีไหม” ท่านปู่ตงฟางพลันจ้องตาลี่เซียนด้วยแววตาประหลาดใจ“งั้นเจ้าก็ลองดู”
ลี่เซียนก้าวเดินไปหาซุนอย่างช้าก่อนหยุดยืนตรงบริเวณด้านหน้าของซุน “ซุน…เจ้าอยากเป็นศิษย์สายตรงของท่านปู่ข้าไหม”ทุกคำที่พูดเป็นน้ำเสียงอันไพเราะที่เอ่ยออกมาจากริมฝีปากน้อยๆของลี่เซียนดวงตาซุนเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างที่สุดทว่ากลับกลายที่เป็นท่านปู่ตงฟางกลับเอ่ยอย่างร้อนรน “ลี่เซียน เจ้าพูดเหลวไหลไร้สาระที่สุดหยุดเลยออกมาจากบริเวณนั้น เดียวนี้” ท่านปู่ตงฟางพลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็ง “ท่านปู่ ท่านก็รู้แล้วนิ ท่านจะบังคับให้ฮุ่ยซุนพูดมันก็ไม่ยอมที่แม้แต่จะปริปากพูด ถ้าเป็นดั่งตามที่ท่านปู่เอ่ยขึ้นจริงวิชาเร้นกายของมันนับว่าหายากยิ่ง สู้ไม่ให้มันเป็นศิษย์สายตรงท่านปู่เลยเป็นอย่างไร”ลี่เซียนพลันจ้องมองสายตาอันคมกริบของท่านปู่ที่สั่นสะท้านไปเสี้ยววินาที “ฮ่า ฮ่า ฮ่า หลานรักของปู่ เจ้านี้ฉลาดหลักแหลมไม่เบา ข้าชอบความคิดนี้เอาตามนั้น” ท่านปู่ตงฟางพลันระเบิดเสียงหัวเราะคำโต “เจ้าอยากจะเป็นศิษย์สายตรงของข้า แลกกับเคล็ดลับการเร้นกายของเจ้าหรือไหม” ท่านปู่ตงฟางจ้องมองมันด้วยสายตาอันคมกริบพลังปราณแผ่ออกจากร่างท่านปู่ตงฟางอย่างน่าเกรงขาม
“ถ้าการที่ข้ามีโอกาสได้เป็นศิษย์สายตรงนับว่าเป็นโอกาสที่ฟ้าประทานให้ข้ายิ่ง แต่ทว่าการเป็นศิษย์สายตรงครั้งนี้ ทั้งข้าและท่านหาได้เกิดจากการยอมรับอย่างจริงใจ ข้าไม่อาจเปิดเผยเคล็ดลับวิชาเร้นกาย เพราะมีเหตุผลบางอย่างที่จะให้พวกท่านทราบได้” เฟยซุนเอ่ยขึ้นด้วยสายตาอันแน่วแน่น“ข้าขอปฏิเสธในการได้รับโอกาสเป็นศิษย์สายตรงของท่าน” สองมือถูกมันด้วยเชือกปราณทว่ามันใช้สองเท้าทรงตัวยันพื้นขึ้นอย่างทุลักทุเลก่อนโค้งตัวเคารพผู้อาวุโสตงฟางด้วยความจริงใจ