ตอนที่ 49
เจ้าโกงข้า
หลังเห็นท่าทางการแสดงออกของลี่ฝาง จื่อเจียงก็อึดอัดจนนั่งไม่ติดมือขวากดแน่นไปบนที่เท้าแขนของเก้าอี้ไม้ สองตาจับจ้องภาพเวทีเบื้องล่างอย่างไม่วางตาด้วยอารมณ์ที่ไม่สู้ดีนัก ตอนนี้สายตาของจื่อเจียงจับจ้องไปยังลี่ฝางที่เลือดขึ้นหน้า ก่อนจะสลับไปยังคหบดีอ้วนที่ตอนนี้จื่อเจียงมั่นใจแล้วว่ามันเก็บซ่อนฝีมือเอาไว้ตลอดมา แม้อยากจะเอ่ยว่าอีกฝ่ายคดโกง แต่เมื่อมองย้อนกลับไปเป็นตัวมันเองที่เดินเข้าสู่หลุมพลาง แถมยังออกปากท้าทายให้จื่อฮุยทุ่มแทงพนัน ความคิดยังไม่ทันสิ้นสุดการปะทะรอบใหม่ก็พลันเกิดขึ้นก่อน
ลี่ฝางเร่งเร้าลมปราณในร่างจนถึงขีดสุด ตอนนี้มันไม่คำนึงถึงวิธีการใด ๆ อีกเพียงต้องการเอาชนะเสวี่ยหมิงให้ได้โดยไวที่สุด ท่าร่างลัดนิ้วมือใช้ออกดุจเดียวกับในคราแรก แต่หาได้มีจังหวะหยุดชะงักเช่นเดิม แถมครานี้ลี่ฝางยังต้องการแสดงออกด้วยฝีมืออันเหนือล้ำของตัวมันเอง เมื่อจังหวะที่กำลังเคลื่อนตัวพุ่งใส่ราวกับจะปะทะชนเข้ากับร่างของเสวี่ยหมิงตรง ๆ ทางด้านหน้า ท่าร่างลัดนิ้วมือของมันก็พลันเร่งความเร็วขึ้นอีกครา ร่างของลี่ฝางพลันปรากฏขึ้นที่มุมอับด้านหลังของเสวี่ยหมิง
เสวี่ยหมิงที่ตั้งท่ารับมืออยู่ก่อน แม้จะถูกท่าร่างที่ว่องไวล่อหลอก แต่ยังมั่นคงดุจเดิม แม้เขาจะไม่อาจตามท่าร่างของลี่ฝางได้ทัน แต่เสวี่ยหมิงหาได้แข็งแกร่งแต่พลังโจมตี ร่างกายที่ผ่านการพลัดเปลี่ยนจากเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าล้วนทนทานกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปหลายเท่า แม้เสวี่ยหมิงไม่ต้องหันหลังกลับไปรับมือ แต่เพียงใช้จิตบังคับลมปราณร้อนลวกในกายไปอัดแน่นอยู่ที่หัวไหล่ขวา ก่อนจะเกร็งกล้ามเนื้อที่ระอุร้อน เคลื่อนกระแทกกลับเข้าหาหมัดที่เบญจภูติแยกฟ้าของลี่ฝาง
ตูม !!!
เสียงปะทะดังสนั่น เมื่อพลังลมปราณสีแดงของเบญจภูติแยกฟ้า กระแทกทำร้ายหัวไหล่ขวาของเสวี่ยหมิงจนได้เลือด แต่หากมองดูสีหน้าของลี่ฝางกลับไปปรากฏเค้าลางความยินดีแม้แต่น้อย เพราะการจู่โจมในครานี้ถือเป็นการทุ่มเทพลังรวมถึงท่าร่างขั้นสูงสุดของลี่ฝางในตอนนี้แล้ว หากว่ายังทำให้คู่ต่อสู้ของมันได้รับบาดเจ็บเพียงบาดแผลภายนอกเช่นนี้ การจะเอาชนะคงจะเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
เสียงหมิงใช้มือซ้ายตะปบสำรวจไหล่ขวาที่ชาด้าน ก่อนจะเช็ดปาดโลหิตที่ไหลซึมออก สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าตื่นตะลึงของลี่ฝางที่เคลื่อนห่างออกไปกว่าสิบวาในตอนนี้ แม้เสวี่ยหมิงจะไม่เข้าใจนักว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมร่างกายของเขาถึงได้ทนทานขึ้นมาขนาดนี้ แต่ในเมื่อมันเป็นผลดีกับตัวเอง เสวี่ยหมิงจึงไม่อยากคิดให้มากความอีก
"เจ้ามีพลังเพียงเท่านี้เอง..." เสวี่ยหมิงเอ่ยพร้อมเดินตรง ๆ เข้าไปหาลี่ฝาง เพราะตัวเขาเองไม่มีท่าร่างที่รวดเร็ว หากให้ลี่ฝางรับรู้แล้วเอาแต่หลบหนี การประลองครานี้คงจะต้องยืดเยื้อแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นการเอ่ยยั่วยุเพื่อรอจังหวะสวนกลับด้วยท่าจู่โมที่รุนแรงดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า "หากเจ้าไม่มีอันใดจะแสดงอีกงั้นก็จง..."
ไปตายซะ !!!
ในที่สุดลี่ฝางก็ทนไม่ไหว ใช้ออกด้วยท่าร่างลัดนิ้วมืออีกครั้ง ร่างของลี่ฝางพุ่งเข้าหาเสวี่ยหมิงราวกับลมพายุ ดวงตาที่แดงฉานจ้องมองใบหน้าอ้วนด้วยความเกลียดชัง เสียงกระดูกข้อต่อของลี่ฝางดังลั่น เพราะครานี้มันเร่งใช้พลังจนเกินกว่าขอบเขตที่ตัวเองเคยทำได้แล้ว แสงสีแดงที่ห่อหุ้มหมัดขวาสาดแสงจ้ากว่าทุกการโจมตีที่ผ่านมา
เงาหมัดสีแดงเคลื่อนไปพร้อมกับท่าร่างที่รวดเร็ว จนเกิดเป็นเส้นสายยาวติดตาตามหลัง เสียงหมัดที่อัดแน่นไว้ด้วยลมปราณของวิชาเบญจภูติแยกฟ้า เสียดสีกับอากาศจนเกิดประกายไฟลุกไหม้ ในจังหวะสุดท้ายเมื่อร่างของลี่ฝางอยู่ห่างจากเสวี่ยหมิงราวหนึ่งวา เส้นแสงสีแดงก็พลันหายไปพร้อมกับร่างของลี่ฝาง
"ลูกไม้เดิม ๆ สินะ" เสวี่ยหมิงพึมพำในลำคอ เขามั่นใจว่าลี่ฝางต้องใช้ไม้เดิมอีกแน่ จึงตระเตรียมรับมืออยู่ก่อน ด้วยท่าสุดท้ายในเคล็ดวิชาหมัดแม่น้ำน้ำทั้งห้าของโจวอู่เว่ยนาม...ทำนบแตกสลาย ซึ่งเป็นท่าที่ฝึกฝนได้ยากเย็นที่สุด เพราะมันมิใช่ทั้งท่าโจมตี และท่าตั้งรับโดยตรง แต่เป็นท่าที่ผสมผสานทั้งสองเข้าด้วยกัน ซึ่งจุดสำคัญนั้นอยู่ที่สภาวะของผู้ใช้ที่เปรียบประดุจทำนบที่สะสมพลังของสายน้ำไว้ภายใน และใช้หลักการเดียวกับม่านธาราบรรจบในการเหนี่ยวนำพลังของศัตรู แต่ครานี้หาได้เหนี่ยวนำเพื่อหลบเลี่ยง แต่เป็นเหนี่ยวนำเพื่อจู่โจมสวนกลับ ซึ่งพลังทำลายที่ผสมผสานระหว่างพลังโจมตีของคู่ต่อสู้ กับพลังสภาวะที่อัดแน่นยามป้องกัน เมื่อปะทุออกก็เปรียบดั่งทำนบที่พังทลายสายน้ำรุนแรงโหมทะลักออกมาก็จะกระแทกเข้าใส่ศัตรู แต่จุดสำคัญของกระบวนท่านี้คือการคาดการณ์จุดปะทะแรกที่ศัตรูจู่โม เพราะหากการเหนี่ยวนำผิดพลาด นั่นก็เท่ากับเป็นการชักนำพลังของศัตรูให้เข้ามาทำร้ายตัวเอง
เมื่อสมาธิของเสวี่ยหมิงพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ความสามารถในการรับรู้ก็พลันสูงขึ้นไปอีกระดับ บวกกับเจ้าตัวคาดดารณ์อยู่ก่อนแล้วว่าลี่ฝางต้องเลือกที่จะจู่โจมจุดอับของตัวเอง เสวี่ยหมิงจึงจงใจ เปิดจุดอ่อนช่องว่างที่ไหล่ขวาซึ่งถูกจู่โมบาดเจ็บก่อนหน้า แม้พลังร้อนลวกในกายจะฟื้นฟูไหล่ขวาจนแทบจะไม่หลงเหลืออาการบาดเจ็บแล้วก็ตาม แต่เสวี่ยหมิงยังคงแสดง ออกว่าไม่สามารถใช้งานแขนขวาได้ถนัดนัก และก็เป็นไปตามคาดจังหวะที่ลี่ฝางปรากฏตัวขึ้นที่ด้านขวาเยื่องไปทางด้านหลังของเสวี่ยหมิง แขนขวาที่ตกห้อยก็พลันสะบัดกลับหลังราวกับแส้ ปาดเข้าหาหมัดที่ห่อหุ้มลมปราณสีแดงสดของลี่ฝางเอาไว้พอดี แต่ท่าการปะทะเพิ่งเริ่มต้น เพราะหลังจากที่หมัดขวาของเสวี่ยหมิงกวาดเข้าใส่หมัดของลี่ฝางแล้ว กลับมิได้เกิดเสียงของการปะทะขึ้น เพราะมันเพียงปัดให้ร่างของลี่ฝางที่จู่โจมจนสุดตัวเสียหลัก และพุ่งไปตามทิศทางตามที่เสวี่ยหมิงต้องการ
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของเสวี่ยหมิงแวบหนึ่ง ด้วยการฝึกซ้อมเพียงลำพังมิอาจเข้าใจเนื้อแท้ของท่าทำนบแตกสลายได้ แต่ในยามนี้เมื่อทดลองใช้ออกจริง กลับทำให้เขาเข้าใจสิ่งที่ค้างคาก่อนหน้าจนหมดสิ้น สภาวะที่ถูกเหนี่ยวนำของลี่ฝางกลายเป็นหนุนเสริมแรงให้กับเสวี่ยหมิง สองขาที่ตั้งมั่นในตอนแรกพลันหมุนคว้างตามทิศทางของลี่ฝาง แรงปะทะที่ดึงดูดมาพลันถ่ายลงสู่เบื้องล่าง หมุนควงจากแขนมาที่บั้นเอว และส่งไปยังจุดสุดท้ายที่ขาซ้าย ซึ่งใช้ผสานเสริมแรงทั้งหมดเข้าด้วยกันเหวี่ยงฟาดเข้าใส่กลางหลังที่กำลังเสียหลักของลี่ฝาง เสียงกรอบของกระดูกที่หักสะบั้นดังก้องไปทั้งสนามประลอง ไม่มีผู้ใดกล้าระบายลมหายใจออกมาแม้สักคนเดียว ทั้งสนามกลายเป็นเงียบกริบ
ร่างของลี่ฝางอัจฉริยะที่โด่งดังชั่วข้ามคืน นอนหมดสติอยู่แทบเท้าของคหบดีจินซานที่ไม่มีผู้ใดรู้จักมาก่อน แถมพลังของคหบดีจินซานผู้นี้ยังอยู่แค่ระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 2 เพียงเท่านั้น หากข่าวการประลองในวันนี้เผยแพร่ออกไปเชื่อว่าต้องสะท้านสะเทือนไปทั้งเมืองหยกม่วงเป็นแน่
"เจ้าโกงข้า" จื่อเจียงที่กำลังจะสูญเสียเงินเกินแสนเหรียญทองบีบที่เท้าแขนเก้าอี้จนแตกสลายตวาดขึ้น สองตาแดงกล่ำจ้องมองไปยังจื่อฮุยที่กำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ "ข้าจะไม่จ่ายเงินให้แก่เจ้าแม้แต่เหรียญเดียว" จื่อเจียงยังคงจับจ้องไปยังจื่อฮุยไม่วางตา
"นั่นก็แล้วแต่เจ้า" จื่อฮุยแบมือสองข้างออกด้วยท่าทีไม่ยี่หระแม้แต่น้อย