ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 56 เต่าหินหนาม!

            หากจะบอกว่าพยัคฆ์ขาวเนตรชาดคือตัวแทนแห่งการจู่โจมที่แข็งแกร่งที่สุดในระดับเดียวกันซึ่งหากหาทางขัดขวางการโจมตีของมันได้ก็ย่อมมีโอกาสชนะ 

            เช่นนั้นสิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋ในตอนนี้ก็คือการป้องกันที่ก้าวข้ามระดับเดียวกันไปมาก!

            เต่าศิลาร่างยักษ์ค่อยๆก่อตัวขึ้นตามการรวมตัวของแสงจากภาพฉายโฮโลแกรม 

            แม้ร่างจะยังก่อตัวไม่สมบูรณ์แต่กลิ่นอายที่ราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับปฐพีนั้นกลับทำให้ไป๋ฉางเซิงมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย

            เขาอาจจะยังไม่รู้จักสัตว์อสูรมากนักแต่จุดเด่นของฝ่ายตรงข้ามนั้นชัดเจนเสียจนไม่ต้องเสียเวลาทำความเข้าใจเลยแม้แต่น้อย

            พลังเลือดที่แข็งแกร่งพ่วงด้วยการป้องกันระดับขีดสุด!

            หากตอนนี้อยู่ในทุ่งร้างไป๋ฉางเซิงคงไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียวที่จะหันหลังหนีไปเสียตั้งแต่ตอนที่มันยังก่อร่างไม่เสร็จ 

            ทว่าตอนนี้เขากำลังพิชิตหอพิชิตดาวต่อให้ในใจจะไม่อยากสู้กับมันแค่ไหน เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะเดินจากไปเฉยๆ 

            อย่างมากก็แค่ล้มเหลวในการขึ้นหอคอยไม่ได้ถึงกับตายจริงๆ เสียหน่อย

            และที่สำคัญยิ่งกว่าคือเจียงจืออวี๋ที่กำลังจ้องมองเต่าหินหนามตัวนั้นอยู่ไม่มีทีท่าว่าจะถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว

            “เต่าหินหนาม... แรงสั่นสะเทือนของพลังเลือดแบบนี้บางทีมันอาจจะก้าวข้ามขีดจำกัดเจ็ดพันไปแล้ว”

            “แถมการโจมตีทางกายภาพหรือเวทมนตร์ทั่วไปก็ทำอะไรมันไม่ได้เลย”

            “ต่อให้สร้างความเสียหายได้ แต่ค่าความเสียหายจริงๆ ก็จะถูกลดทอนลงไปมหาศาล”

            “หาทางถ่วงเวลามันไว้ รอฉัน!”

            สิ้นเสียงของเจียงจืออวี๋ทั้งร่างของเธอก็ดูเหมือนจะจมดิ่งลงสู่ความสงบนิ่งทันที 

            ไป๋ฉางเซิงที่ยืนอยู่ข้างกายรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าภายในร่างกายของเจียงจืออวี๋ราวกับมีพลังงานบางอย่างที่บ้าคลั่งกำลังพลุ่งพล่านอยู่ 

            เมื่อเห็นดังนั้นไป๋ฉางเซิงก็เข้าใจแผนการของเธอในทันที 

            การโจมตีทางกายภาพและเวทมนตร์ทั่วไปอาจจะทำอะไรมันได้ยากแต่เห็นได้ชัดว่าการโจมตีทางจิตนั้นไม่อยู่ในเงื่อนไขนี้ 

            ในเมื่อมันเป็นวิธีการโจมตีที่เริ่ม‘ปลดล็อก’ ได้ก็ต่อเมื่อถึงระดับจ้าวอสูรหรือโหวแห่งยุทธ์ต่อให้การป้องกันของเต่าหินหนามจะแกร่งแค่ไหนก็ไม่มีทางที่มันจะมีค่าความต้านทานพลังจิตได้ตั้งแต่ยังเป็นทหารอสูรระดับสาม

            หากเจียงจืออวี๋สามารถใช้เข็มผลาญวิญญาณได้สำเร็จผลการต่อสู้ย่อมถูกตัดสินในพริบตา 

            เข็มผลาญวิญญาณนั้นมีอานุภาพมหาศาลขนาดราชันหมาป่ากระดูกเหล็กระดับจ้าวอสูรยังต้องชะงักจนเสียขวัญนับประสาอะไรกับเต่าหินหนามระดับทหารอสูรระดับสาม?

            ปัญหาเดียวที่มีคือเข็มผลาญวิญญาณจำเป็นต้องใช้เวลาในการสะสมพลังไม่น้อยเพื่อให้ระเบิดอานุภาพออกมาได้เต็มที่ 

            แล้วเขาจะทำอย่างไรถึงจะถ่วงเวลาเต่าหินหนามที่มีค่าพลังเลือดมากกว่าตัวเองถึงสองเท่าตัวนี้ไว้ได้จนกว่าเจียงจืออวี๋จะสะสมพลังเสร็จ?

            ไป๋ฉางเซิงบิดลำตัวเคลื่อนไหวช้าๆมาหยุดอยู่ด้านหน้าเจียงจืออวี๋ดวงตางูที่เรียวเล็กจ้องเขม็งไปยังเต่าหินหนามที่กำลังก่อตัวเสร็จสมบูรณ์ในระยะไกล

            “โฮก~”

            ทันทีที่เต่าหินหนามก่อร่างเสร็จสมบูรณ์เสียงคำรามที่ยาวเหยียดและกังวานราวกับเสียงแตรศึกก็ดังออกมาจากปากของมัน 

            สิ่งที่มาพร้อมกับเสียงนั้นคือระลอกคลื่นอากาศที่ซัดสาดออกมาอย่างบ้าคลั่ง 

            หอพิชิตดาวชั้นที่เก้าเต่าหินหนาม!

            ไป๋ฉางเซิงไม่ลังเลเลยแม้แต่นิดเดียวเขาสะบัดลำตัวปราดเปรียวพุ่งตรงไปยังเต่าหินหนามทันที 

            พร้อมกับอ้าปากงูเล็กน้อยเตรียมจะกัดลงไปที่เท้าข้างหนึ่งของมัน 

            เต่าหินหนามมีความสูงถึงหนึ่งเมตรครึ่งดูเหมือนไม่ใหญ่โตนัก แรงกดดันที่แผ่ออกมาก็ไม่รุนแรงเท่าพยัคฆ์ขาวเนตรชาด 

            แต่ความจริงแล้วร่างกายของมันกลมมน โดยเฉพาะกระดองบนหลังที่มีส่วนนูนแหลมออกมาคล้ายหนามทำให้ไป๋ฉางเซิงรู้สึกว่าไม่มีที่ให้ฝังเขี้ยวลงไปได้เลยแม้แต่การพันธนาการที่เผ่างูถนัดที่สุดก็ยังนำมาใช้ไม่ได้ 

            เมื่อเทียบกันแล้วแม้ขาทั้งสี่ข้างของเต่าหินหนามจะปกคลุมด้วยเกล็ดหนาแต่มันก็ยังเป็นจุดที่น่าจะเจาะทะลวงได้ง่ายที่สุดแล้ว 

            ทว่าถึงจะเป็นอย่างนั้นไป๋ฉางเซิงก็ยังไม่มีความมั่นใจเลยสักนิด 

            ถ้าจะบอกว่ามีข่าวดีเพียงอย่างเดียวก็คือเต่าหินหนามแบกรับภาระจากกระดองที่หนักอึ้งขนาดนี้ความเร็วของมันย่อมต้องช้ามากๆ อย่างแน่นอน 

            ถ้าเป็นแบบนั้นเขาก็ยังพอมีความมั่นใจที่จะถ่วงเวลามันไว้ได้

            ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายร่นเข้าใกล้กันเรื่อยๆจากสามสิบเมตรเหลือเพียงสิบเมตร ใช้เวลาไปเพียงวินาทีกว่าๆ เท่านั้นแต่ในจังหวะที่ไป๋ฉางเซิงเตรียมจะกัดลงไปเพื่อฉีดเมือกพิษเข้าสู่ร่างของมัน 

            จู่ๆความรู้สึกสังหรณ์ใจที่อธิบายไม่ถูกก็แล่นเข้ามาในหัว 

            เขาไม่ทันได้คิดปฏิกิริยาปฏิกิริยาตอบโต้ด้วยซ้ำไป๋ฉางเซิงอาศัยเพียงสัญชาตญาณดิบดึงหัวงูที่พุ่งออกไปกลับมาอย่างสุดแรง 

            วินาทีต่อมาเต่าหินหนามที่เมื่อครู่ยังทำท่าทาง ‘นิ่งสงบ’กลับเปิดฉากโจมตีขึ้นอย่างกะทันหัน 

            เพียงไม่ถึงชั่วพริบตาเสียงขากรรไกรกระทบกันดัง ‘กรับ!’ ก็ระเบิดขึ้นข้างหูของไป๋ฉางเซิง 

            ช่างเฉียดฉิวเหลือเกิน...เต่าหินหนามพลาดการกัดไป๋ฉางเซิงไปเพียงสิบกว่าเซนติเมตรเท่านั้น 

            เพียงแค่ได้ยินเสียงก็รู้ได้ทันทีว่าหากถูกกัดเข้าไปเต็มๆ แรงละก็ความร้ายแรงคงไม่ด้อยไปกว่าการถูกพยัคฆ์ขาวเนตรชาดกัดเลยแม้แต่นิดเดียว 

            การป้องกันที่ได้รับจากเกราะศิลาคุ้มกายและกระดูกเหล็กของเขาคงยากจะต้านทานการกัดนี้ได้ 

            หากเป็นเช่นนั้นต่อให้ไป๋ฉางเซิงจะไม่ถูก AI ของหอพิชิตดาวตัดสินว่าตายทันทีก็คงต้องบาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน 

            เคราะห์ยังดีที่ความรู้สึกสังหรณ์ใจประหลาดนั้นทำให้เขายั้งแรงที่พุ่งออกไปไว้ได้ทันและหลบการโจมตีนี้พ้น 

            ไป๋ฉางเซิงที่ได้สติรีบถอยร่นออกมาทันทีไม่กล้าเปิดโอกาสให้มันได้โจมตีเป็นครั้งที่สอง 

            นี่มันคืออสูรตระกูลเต่าแน่เหรอวะ? 

            เต่าบ้านไหนจะใช้ความเร็วได้ขนาดนี้กัน! 

            เมื่อครู่นี้ตอนที่เขาเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ขาวเนตรชาดยังไม่ทุลักทุเลขนาดนี้เลย 

            ไป๋ฉางเซิงสบถด่าในใจพลางถอนสมมติฐานที่เขามีต่อเต่าหินหนามทิ้งไปทั้งหมด 

            ยังไงซะมันก็เป็นถึงตัวตนที่มีค่าพลังเลือดถึงเจ็ดพัน มากกว่าเขาถึงสองเท่าต่อให้เป็นอสูรตระกูลเต่าที่มีจุดอ่อนเรื่องความเร็วแต่มันก็ยังสามารถระเบิดการโจมตีที่รุนแรงจนน่าตกใจออกมาได้ 

            แต่จะว่าไปทั้งหมดนี้เป็นเพราะไป๋ฉางเซิงประมาทเลินเล่อและมั่นใจในตัวเองมากเกินไป 

            เขาจึงได้ตัดสินไปเองโดยพลการว่าฝ่ายตรงข้ามจะเชื่องช้าทั้งที่ยังไม่รู้จักมันดีพอไม่อย่างนั้นหากเตรียมใจไว้ก่อนและเผื่อแรงไว้สักสามส่วนย่อมไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ 

            ร่างเรียวยาวเคลื่อนไหวเลื้อยไปมาอย่างต่อเนื่องความตื่นตระหนกเมื่อครู่ยังคงอยู่ ไป๋ฉางเซิงจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามพุ่งเข้าไปโจมตีอีก 

            ตราบใดที่ความสนใจของมันยังอยู่ที่เขาเขาก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนโจมตี 

            ขอเพียงรอให้เจียงจืออวี๋สะสมพลังเสร็จเมื่อนั้นย่อมถึงวันตายของเต่าหินหนาม!

            ทว่าภาพเหตุการณ์นี้ที่ปรากฏต่อสายตาของผู้คนที่อยู่ด้านนอกหอพิชิตดาวกลับดูประหลาดและน่าฉงนใจยิ่งนัก

            “ทำไมเจียงจืออวี๋ยังไม่ลงมืออีก?”

            “ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงวิญญาณของตัวเองออกไปรับหน้าอยู่ฝ่ายเดียวเธอคงไม่คิดจะให้งูเกล็ดขาวนั่นสู้กับเต่าหินหนามตัวคนเดียวหรอกนะ?”

            “บ้าไปแล้ว? ไม่ต้องพูดถึงว่าเจ้างูเกล็ดขาวนั่นจะเจาะการป้องกันของเต่าหินหนามเข้าไหมต่อให้เจาะเข้าเต่าหินหนามที่มีพลังเลือดถึงเจ็ดพันก็ไม่ใช่สิ่งที่งูเกล็ดขาวจะรับมือได้เลยสักนิด”

            “หรือว่าเธออยากจะถ่วงเวลา เพื่อให้ตัวเองยืนระยะได้นานขึ้น?”

            “แต่มันมีปัญหาอยู่ที่ว่า วิธีคำนวณคะแนนของหอพิชิตดาวจะเรียงตามจำนวนชั้นหากจำนวนชั้นเท่ากัน ก็จะดูเวลาที่ใช้ในการผ่านด่านของชั้นก่อนหน้าเป็นตัวตัดสิน”

            “การที่เธอถ่วงเวลาแบบนี้ มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยนะ”

            “แล้วเธอทำอะไรของเธออยู่กันแน่?”

            “จะสู้ก็ไม่สู้ จะถอยก็ไม่ถอย”

            เหล่านักศึกษาสุ่ยมู่ต่างไม่เข้าใจว่าเจียงจืออวี๋ต้องการจะทำอะไรแม้แต่นักศึกษาปีสองปีสามก็ยังดูไม่ออก 

            หากเป็นสถานการณ์ปกติหลังจากที่รู้ว่าเป็นเต่าหินหนาม ทุกคนย่อมต้องพุ่งเข้าไปลองดีโจมตีดูสักสองสามรอบ 

            จากนั้นพอมันกัดเข้าให้หรือพบว่าตัวเองทำลายการป้องกันของมันไม่ได้จริงๆ ถึงจะยอมถอนตัวออกมา 

            แต่การกระทำของเจียงจืออวี๋กลับต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง 

            เธอไม่แม้แต่จะลองดูเลยด้วยซ้ำ 

            คนเดียวที่สังเกตเห็นความผิดปกติคือคณบดีคณะเวทมนตร์ 

            เขาราวกับสัมผัสถึงบางอย่างได้จู่ๆ ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งก็แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงพริบตาหนึ่ง

            “เดี๋ยวก่อน... ความรู้สึกนี้มัน... เวรแล้ว!”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน