Seek A Star : ดาวนำทาง

    บทที่ 13 ร่วงหล่นสู่ผืนน้ำ [Re]

    บทที่ 13 ร่วงหล่นสู่ผืนน้ำ



    “ฮัดชิ้ว”
    สูดจมูกฟึดฟัด จางลี่เซียนขดตัวคุดคู้ภายใต้ผ้าห่มขนสัตว์ ตัวเปียกโชกและสั่นเทิ้ม ฟันกระทบกันเพราะหนาวสะท้าน น้ำในทะเลสาบต้นฤดูใบไม้ผลิเย็นจับขั้วหัวใจ กระโดดลงน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งยังถูกลมหนาวตีโกรก เธอไม่สามารถสัมผัสความอุ่นร้อนจากแสดงอาทิตย์ได้เลย
    จางลี่เซียนหมดสภาพ ไม่เหลือคราบไอดอลสาวชื่อดัง ใบหน้าเธอขาวซีด จมูกแดงก่ำ มุมปากแตกยับ ข้างแก้มปรากฏรอยช้ำเขียวอันเป็นผลลัพธ์จากการตบตี ผมเผ้ายุ่งเหยิง ชุดขาวยาวรุ่มร่ามนี่ก็ชุ่มน้ำสิ้นดี ชีวิตบัดซบเหลือประมาณ
    เด็กสาวน้ำตาตกใน ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจิบชาร้อนด้วยตัวเอง ต้องอาศัยผู้จัดการสาวคอยป้อน 
    มิหนำซ้ำ ครูนักประดาน้ำยิ้มร่า เอ่ย “พวกคุณทั้งสองคนทำได้ไม่เลวเลย เพราะงั้นพวกเราพากันไปลองของชั้นบนสุดกันเถอะ”
    ลองของ***คุณสิ!
    “คุณหนู อดทนอีกนิดนะคะ” ผู้จัดการสาวให้กำลังใจ
    “ก็อดทนอยู่นี่ไง ไม่มีตาหรือยะ เหอะ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณอาเจิ้งระแคะระคายเรื่องสตันท์ดับเบิ้ลที่เธอวางแผนส่งเดชจนสาวมาถึงฉัน มีหรือฉันจะยังทนกระโดดน้ำบ้าบอนี่เป็นชั่วโมงสองชั่วโมง” จางลี่เซียนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันถามผู้จัดการสาว “เมื่อไหร่เขาบอกให้หยุดล่ะ แล้วนี่หล่อนไปขอร้องคุณอาเจิ้งให้ฉันจริง ๆ ใช่ไหม”
    “คุณหนู ฉันวานคุณหมิงออกหน้าขอร้องแทนคุณแล้วจริง ๆ นะคะ เขาบอกว่าจะเป็นธุระให้ ฉันเชื่อว่าคุณหมิงต้องสามารถโน้มน้าวผู้กำกับเจิ้งสำเร็จ ขอแค่คุณหนูอดทนอีกไม่นาน ฉันสัญญาค่ะ”
    “...ว่าไงนะ?” เด็กสาวตาเบิกโพลง “เรื่องกระโดดน้ำนี่เป็นความคิดของพี่หมิง ไม่ใช่คุณอาเจิ้งยื่นเงื่อนไขเองงั้นหรือ”
    “ชะ ใช่ค่ะ” ถูกเล็บจางลี่เซียนจิกเนื้อจนเลือดซึม ผู้จัดการสาวกัดฟันกลั้นความเจ็บ “ผู้กำกับเจิ้งโมโหมาก เขาไม่เปิดโอกาสให้ฉันอธิบายเลย ฉันกลัวว่าเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบกับงานของคุณหนู ฉันเลยเข้าไปขอความช่วยเหลือจากคุณหมิง แต่แค่บอกว่าเรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดเท่านั้นน่ฃะคะ คุณหมิงรับปากฉันเรียบร้อยแล้ว ใคร ๆ ก็รู้ว่าคุณหมิงพูดไม่คืนคำ เขาไม่มีทางผิดสัญญาแน่นอน คุณหนูสบายใจได้เลยนะคะ”
    ไอดอลสาวไม่พูดไม่จา ปล่อยให้ผู้จัดการสาวประคองตนขึ้นหน้าผาชั้นบนสุด ขณะเยื้องกรายใกล้ถึงชั้นบนสุด สายลมคำรามโหยหวนราวกับเสียงอสุรกายร้อง เส้นผมปลิวไสวพาดผ่านดวงหน้าซีดเซียวของเธอคลับคล้ายอสรพิษร้าย ความอำมหิตค่อย ๆ แย้มพรายในความเงียบ
    “เธอทำงานกับฉันมากี่เดือน?” เสียงของจางลี่เซียนเยียบเย็น นัยน์ตามืดทะมึนราวกับหุบเหวไร้ก้น “ข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเรื่องน้ำดื่มที่ฉันชอบเอย อาหารที่ฉันชอบเอย เธอสั่งผิดทำพลาดฉันก็ยังหลับหูหลับตาทนไหว หรือเรื่องล่าสุดที่สั่งให้วางยาคนอื่นแล้วโดนจับได้ ฉันก็พอกล้ำกลืนความไม่พอใจไว้เพราะเธอเป็นคนของฉัน แต่นี่ไม่รู้จริง ๆ หรือ...”
    “ระ รู้อะไรคะ?” ผู้จัดการสาวก้าวถอยหลัง ขวัญหนีดีฝ่อ
    “…ก็รู้ว่าฉันชอบพี่หมิงเขาอย่างไรล่ะ”
    “นั่น นั่นก็รู้สิคะ”
    “ถ้าอย่างนั้นเธอยังมีหน้าไปปรึกษาเรื่องนี้กับพี่หมิงหรือ!” จางลี่เซียนตะคอก “เธอบอกว่าเธอขอร้องเขา แล้วเธอคิดบ้างไหมว่าเขาจะมองฉันยังไง ฉลาดดีจริง ๆ ! คนเขาถึงกล่าวกันว่าศัตรูเก่งไม่กลัว กลัวแต่ลูกน้องโง่เขลาเบาปัญญา”
    เด็กสาวย่างสามขุมมา ผู้จัดการสาวถอยทีละก้าว ใกล้ปลายหน้าผาเต็มที 
    “คะ คุณหนู ฉัน ฉันไม่ดีเอง” ละล่ำละลักเกลี้ยกล่อม “คุณหนูอย่าโกรธเลยนะคะ ฉันพลาดเอง ฉันแค่เป็นห่วงคุณและคิดเผื่อคุณเท่านั้น จริง ๆ คุณหมิงอาจไม่เอะใจสงสัยพวกเราก็ได้นะคะ เพราะเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้สักคำ ถ้าหากคุณหนูไม่หายโกรธ ให้ฉันขอขมาคุณหนูก็ได้”
    “ขอขมาแล้วสามารถย้อนเวลากลับไปได้รึ ฉันกับเขารู้จักกันมาหลายปี แต่เขาไม่ใช่คนโง่ นี่ฉันอุตส่าห์ทุ่มเทความพยายามมากมายเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของฉันในใจเขา จู่ ๆ ทุกสิ่งที่สร้างมาก็ต้องพังทลายเพราะเธอบอกว่าคิดเผื่อฉัน?” ยิ่งพูด น้ำเสียงของจางลี่เซียนยิ่งไม่หลงเหลือไมตรี “ฉลาดดีนี่ จริง ๆ เธอคิดฉวยโอกาสนี้กีดกันฉันใช่ไหมล่ะ ใจจริงเธอก็ชอบพี่หมิงใช่ไหม”
    “ไม่จริงนะคะ ฉันแค่ไม่ทันคิด ฉันโง่เอง คุณหนูเชื่อฉันเถอะ ฉัน ให้ฉันตบหน้าตัวเองจนกว่าคุณหนูจะยอมยกโทษให้ฉันดีไหม นะคะ”
    “เธอไม่รู้หรือ คำพูดน่ะพูดส่งเดชไม่ได้ กระทั่งคำพูดพล่อย ๆ ย่อมมีราคาค่างวดที่ต้องจ่าย ...เพราะงั้นเธอก็จ่ายค่าตอบแทนฉันมาซะเถอะ!” 
    เส้นขีดจำกัดแห่งความอดทนของจางลี่เซียนถูกล่วงเกิน ความโมโหของเธอทะลุปรอท ไม่สนใจผิดหรือถูกอะไรทั้งนั้น เธอยื่นมือไปผลักผู้จัดการสาวอย่างแรงทันควัน!
    “กรี๊ดดด!”
    ผู้จัดการสาวกรีดร้อง ถลาล้มหงายหลังตามแรง หมิ่นขอบผาสูงชันเจียนหล่นเต็มกลืน ดีที่มือหนึ่งคว้าต้นแขนหล่อนทัน ไม่เช่นนั้น… เบื้องล่างเป็นทะเลสาบ หากหงายท้องตกลงน้ำในระดับความสูงเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากตกลงบนพื้นคอนกรีต!
    ความเป็นความตายห่างเพียงแค่เอื้อม สุดท้าย ผู้จัดการสาวปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น
    จางลี่เซียนหายใจฟืดฟาด ตวัดสายตามองผู้แทรกแซง เป็นมู่เสวี่ยประคองแขนข้างหนึ่งของผู้จัดการสาวผู้ทรุดนั่งฟูมฟายข้างริมผาอย่างตื่นตระหนก
    มู่เสวี่ยมองดาราสาวไม่วางตา ใบหน้าเรียบเฉย ทว่าบรรยากาศชวนขนพองสยองเกล้านัก
    “อย่ามาแส่ไม่เข้าเรื่อง!” 
    พอเลือดเข้าตา จางลี่เซียนไม่คิดรามือหรือควบคุมความโกรธ หล่อนกระโจนใส่มู่เสวี่ย หมายให้คนชอบสะเออะรับผลกรรมไปพร้อม ๆ กับยัยผู้จัดการน่าตาย 
    พลั่ก!
    ทว่าไม่ทันสัมผัสแม้แต่ปลายชายเสื้อ มู่เสวี่ยพลันวาดมือเป็นวงโค้งตามแรงโถม ชักนำและบิดเบือนวิถีการพุ่งของดาราสาว รู้ตัวอีกทีจางลี่เซียนก็ล้มกองกับพื้นข้างผู้จัดการสาว หน้าคลุกดินกินทราย ส่วนศีรษะยื่นออกจากชะง่อนผาอย่างน่าหวาดเสียว
    มู่เสวี่ยมือหนึ่งจับหลังต้นคอจางลี่เซียน อีกมือตรึงแผ่นหลังหล่อนแนบพื้นจนไม่อาจขยับเขยื้อน 
    จางลี่เซียนหลั่งเหงื่อเย็น ผวากับเหวลึกเบื้องหน้า
    “ปล่อยฉัน!”
    “...ล้อเล่นกับความเป็นความตายคนอื่นแบบนี้ไม่ได้ ถ้าฉันไม่จับผู้จัดการคุณไว้ เกิดเธอตกลงไปจะทำอย่างไร คราวนี้คุณทำเกินไป” มู่เสวี่ยละมือจากต้นคอดาราสาว สำทับเสียงนิ่ง “อย่าให้มีครั้งต่อไปนะคะ ไม่อย่างนั้น ฉันคงไม่คิดปรานีคุณอีกแล้ว”
    จางลี่เซียนจ้องเด็กสาวอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ ความอาฆาตแค้นจุกอก
    ถ้าหากไม่มียัยนี่สักคน เธอจะแย้งคุณอาเจิ้งจนเป็นเหตุให้ตนตกหลุมพรางที่ขุดไว้เองหรือ! ถ้าหากไม่มียัยนี่สักคน เธอจะต้องมากระโดดน้ำจนเนื้อตัวเปียกปอนแบบนี้หรือ! ถ้าหากไม่มียัยนี่สักคน ชายที่ตนหลงรักจะล่วงรู้แผนร้ายของตนหรือ! ถ้าหากไม่มียัยนี่สักคน เรื่องราวทั้งหมดจะมาบรรจบ ณ จุดนี้หรือ!
    ถ้าหากไม่มีมันสักคน!
    “เกิดอะไรขึ้นครับ!?”
    สถานการณ์อึกทึกทางฝั่งนี้เรียกครูนักประดาน้ำรุดมาหาสามสาวอย่างตกใจ มองมู่เสวี่ยกับจางลี่เซียนประจันหน้ากันไม่ไกลจากปลายหน้าผา มองผู้จัดการสาวคร่ำครวญร้องไห้น้ำตาอาบหน้า แค่เขาละสายตาพักเดียวเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย
    ทว่าจังหวะนั้นเองที่ทุกคนหันไปมองครูนักประดาน้ำ ความผิดชอบชั่วดีไม่มีเหลือในความคิดใดใดทั้งสิ้น จางลี่เซียนฉวยโอกาสผลักมู่เสวี่ยลงจากหน้าผา!


    มู่เสวี่ยกำลังร่วงหล่นลงสู่ผืนน้ำ
    แผ่นดิน ท้องฟ้า กับผืนน้ำ พลิกตลบหกคะเมนกลายเป็นภาพที่เธอไม่สามารถจำแนกทิศทางได้ สายลมกรีดผ่านร่างกายเธอราวกับใบมีดแหลมคม เธอลอยคว้างกลางอากาศ ทิ้งดิ่งลงอย่างรวดเร็วบ้าคลั่ง สมองไม่ทันไล่เรียงเหตุการณ์ดี มีเพียงสัญชาตญาณเท่านั้นที่กำลังแผดร้อง
    วินาทีแห่งความเป็นความตาย สติของมู่เสวี่ยกลับแจ่มชัดประหนึ่งฟ้าไร้เมฆ
    แม้ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ เด็กสาวรู้ดีว่าต้องทำอย่างไร เธอเหวี่ยงแขนไปด้านข้างสุดแรงเกิด เพื่อให้ตนสามารถบิดตัวตีลังกาหมุนเกลียวกลางอากาศ ภาพทะเลสาบ ภาพผู้คน ภาพแผ่นฟ้า วนเวียนสะบัดเร็วรี่ เธอหมุนควงสว่างตกลงมา
    ใกล้ถึงผิวน้ำ จุดที่อันตรายที่สุด มู่เสวี่ยกลั้นหายใจ เกร็งหน้าท้อง เก็บแขนและขาแนบลำตัว ก่อนจะภาวนาให้ท่าปะทะผืนน้ำของตนเป็นเส้นตรง ขอให้บิดา มารดา และคุณปู่บนฟ้าคุ้มครอง ให้เป็นปลายเท้าจมลงพื้นน้ำ ให้ตนแคล้วคลาด ให้ตนยังมีชีวิตต่อไป!
    ตูมมมม !!!!!!!
    หยดน้ำกระเซ็นกระซาย ร่างของมู่เสวี่ยดำดิ่งลงไปในก้นทะเลสาบ 
    ลึกลงไป ลึกลงไป!
    น้ำเย็นบาดหัวใจ มู่เสวี่ยพ่นลมหายใจออกตามคำสอนของอาจารย์ เธอเบิกตามองฟองอากาศซึ่งผุดพรายไปทางทิศหนึ่ง แล้วจึงถีบตัวพาร่างกายอันปวดร้าวทะยานตามมันไป ความทรมานอย่างยิ่งยวดเคี่ยวกรำมู่เสวี่ยจนคิดว่าตนได้ตายไปแล้ว กระทั่งโผล่ขึ้นเหนือจากแผ่นน้ำ
    “แค่ก แค่ก แค่ก!”
    มู่เสวี่ยอ้าปากกว้าง สูดกลืนอากาศอย่างตะกละตะกลาม หอบสำลักจนตัวโยน เหล่าไดร์วิ่งเซฟการ์ดคนอื่น ๆ ค่อยรุดว่ายมาถึง
    พวกเขากระวนกระวายส่งห่วงชูชีพแก่เธอ คนหนึ่งรีบเข้ามาประคอง อีกคนสำรวจร่างกายเธอมองหาบาดแผล พวกเขาแตกตื่นตั้งแต่ได้ยินเสียงกรีดร้องจากเบื้องบน ทว่าจุดที่เด็กสาวตกลงมาห่างจากจุดกำหนดตกเดิมที่พวกเขาประจำกันอยู่เลยทำให้มาถึงเธอล่าช้า โชคดีที่บริเวณนี้ไม่มีโขดหินแหลมคม ไม่เช่นนั้นคงมีอีกหนึ่งข่าวโศกนาฏกรรมบนหน้าหนังสือพิมพ์
    “เธอไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม เป็นอะไรหรือเปล่า”
    พออ้าปากจะตอบ กลับไม่มีเสียงเล็ดลอด มู่เสวี่ยส่ายหน้าหวือ
    “ดีแล้ว ดีแล้วที่ปลอดภัย” นักประดาน้ำหนุ่มคนหนึ่งถอนหายใจโล่งอก “มาเถอะ คุณจับผมไว้ ผมจะพาคุณขึ้นบก”
    ใกล้ถึงฝั่ง มู่เสวี่ยเห็นอลิส ทีมงานสาวผู้คุ้นเคยวิ่งมาหาพร้อมผ้าห่มขนสัตว์ในมือ หล่อนลุยน้ำกว่าครึ่งเข่าเพื่อมาพบเด็กสาวกลางทางอย่างเร่งร้อน สีหน้าหล่อนหวาดกลัวของหล่อนเบาบางลงเมื่อเห็นว่าเด็กสาวในอ้อมแขนไม่บุบสลาย
    “โชคดีจริง ๆ ที่ไม่เป็นอะไร” 
    อลิสถอนหน้าซีดเซียว ต่อให้เคยเคืองโกรธเด็กสาว แต่ในเวลานี้อลิสไม่คิดเล็กคิดน้อยแล้ว อย่างไรก็เป็นน้องสาวที่ตนถูกชะตาและคุยกันมาหลายวัน 
    “ฉันได้ยินครูนักประดาน้ำข้างบนติดต่อมาทางวิทยุสื่อสารว่าเธอเผลอสะดุดก้อนหินเลยพลัดตกลงมา ฉันตกใจแทบแย่ แถมยังมาเป็นพยานเห็นภาพตอนเธอร่วงจากหน้าผานั่นอีก นึกว่าเธอจะแย่ซะแล้ว ดีจริง ๆ ที่ไม่บาดเจ็บ ดีจริง ๆ นะ เสี่ยวมู่”
    มู่เสวี่ยชะงักค้าง แค่นเสียงแหบ ทวนคำ “สะดุดก้อนหิน?”
    “ใช่สิ เธอไปเดินอีท่าไหนถึงไม่รู้จักระวังตัวพลัดหล่นลงมากัน”
    สะดุดก้อนหิน เธอสะดุดก้อนหินตอนไหนงั้นเหรอ...?
    “ทุกคน… บอกว่าอย่างนั้นหรือคะ?”
    “ก็ใช่น่ะสิ” 
    “...แม้กระทั่งผู้จัดการของคุณจางก็ด้วย?” 
    “ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันนะ” อลิสตะขิดตะขวงใจ “มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” 
    “...” 
    “เป็นอะไรไป ปวดหัวเหรอ”
    เด็กสาวหลุบตาลงมองน้ำ ตกอยู่ในภวังค์  
    เนิ่นนาน มู่เสวี่ยค่อยส่ายหน้า เธอยืนโดดเดี่ยวอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้อลิสกับทีมนักประดาน้ำคนอื่นเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งไปเพื่อรายงานสถานการณ์แก่เหล่าผู้กำกับ
    แว่วเสียงจ้อกแจ้กจอแจจากริมฝั่ง เด็กสาวยืนอยู่คนเดียว ณ ใจกลางทะเลสาบ เธอกระชับผืนผ้าห่มขนสัตว์ ในอกจุกด้วยความรู้สึกยากบรรยาย คลื่นอารมณ์อันหลากหลายประดังประเดและถาโถมหัวใจเธอ สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือความไม่ยินยอม เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มู่เสวี่ยไม่ต้องการอดทนอีกต่อไป
    เธอแหงนหน้ามองยอดผาสูงชันด้วยแววตาล้ำลึก สลักภาพใบหน้าของผู้กระทำไว้ในใจ  
    เบื้องสูงหมอบอยู่บนบัลลังก์ราวกับเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ จางลี่เซียนโผล่หน้าออกมาจากริมยอดผา ก้มมองเธอด้วยใบหน้าสวยงามและขาวซีด ก่อนเปลี่ยนเป็นสีหน้าเย็นชาเมื่อเห็นว่ามู่เสวี่ยยังมีชีวิต ราวกับไม่ยี่หระต่อความเป็นความตายของผู้อื่นสักนิด
    แม้เป็นเด็กสาวเหมือนกัน หากเพราะต่างฐานะ ต่างอำนาจ ต่างเงินทอง และต่างชื่อเสียง คนข้างล่างหรือนักแสดงตัวตายตัวแทนอย่างมู่เสวี่ยจึงจำต้องกล้ำกลืนความอยุติธรรมครั้งนี้ไว้
    แม้กระทั่งผู้จัดการสาวผู้ซึ่งเธอยื่นมือมอบความช่วยเหลือยังไม่กล้าปริปากเปิดเผยความจริง เด็กสาวกำพร้าบ้านป่า ไร้คนหนุนนำ ไร้สมบัติพัสถาน และไร้ชื่อเสียงอย่างเธอสามารถพูดอะไรได้? พูดไปจะมีใครเชื่อ? 
    ไม่สิ… กระทั่งโอกาสพูดยังจะมีอีกหรือ?
    ‘หากต้องการความยุติธรรม งั้นก็ปีนขึ้นมาสิ’ 
    คนข้างบนหลุบตามองต่ำ เสมือนกล่าวเยาะเย้ย มู่เสวี่ยแหงนหน้ามองสูง ตาสบตา 
    ปีนขึ้นไปข้างบนงั้นหรือ... 


    วันนี้กองถ่ายภาพยนตร์เลิกกองก่อนเวลา เพราะมีเรื่องมีราวตั้งแต่เช้าจรดบ่ายจนทุกคนเข็ดขยาด
    หลังตรวจเช็กร่างกายที่โรงพยาบาลในหมู่บ้านเสร็จ มู่เสวี่ยเตรียมล่ำลาอลิส ก่อนแยกย้าย พี่สาวมอบซองกระดาษบรรจุเงินแก่เธอหลายใบ หนึ่งในนั้นเป็นค่าแรงรายวันเทียบเท่าค่าแรงของสตันท์พอร์เฟอร์เมอร์มืออาชีพ อีกหนึ่งเป็นค่าตัวในซีนตกจากที่สูงซึ่งแยกเป็นค่าแรงพิเศษต่างหาก อีกซองเป็นซองอั่งเปาปลอบขวัญหรือซองค่าปิดปาก สรุปวันนี้มู่เสวี่ยรับเงินประมาณ 10,000 หยวน (*ประมาณ  45,000 บาทไทย)
    เงินก้อนนี้ถือว่ามีมูลค่ามหาศาลสำหรับคนชนบทอย่างเธอ
    หากอลิสบอกต่อมู่เสวี่ยว่า เงินก้อนนี้แท้จริงแล้วไม่สมเหตุสมผล ปกติเรตค่าแรงของสตันท์แมนมืออาชีพเฉลี่ยที่วันละ 280 หยวน สำหรับค่าแรงฉากตกตึกแยกต่างหาก ตีเป็นชั้นละไม่ต่ำกว่า 2,500 หยวน เด็กสาวตกจากที่สูงเทียบเท่าตึก 8 ชั้น คำนวณออกมาย่อมไม่ต่ำกว่า 20,000 หยวน 
    แต่มู่เสวี่ยไม่ใช่มืออาชีพ มิหนำซ้ำยังอยู่ไกลห่างจากเมืองหลวง ค่าแรงขั้นต่ำไม่เท่ากัน ทางทีมงานฝ่ายเหรัญญิกจึงฉวยโอกาสกดค่าตอบแทนเธอเกินครึ่งเพื่อลดรายจ่ายของกองถ่ายภาพยนตร์
    อลิสรู้ดี แต่ทำอะไรได้หรือ ...ย่อมไม่
    เธอเป็นเพียงทีมงานตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง มีตำแหน่งไม่สำคัญ ย่อมช่วยเหลือใครไม่ได้
    “ฉันไม่เป็นไรค่ะ” มู่เสวี่ยกลายเป็นฝ่ายปลอบใจพี่สาว “เรตค่าแรงที่พี่บอกเป็นเรตค่าแรงของนักแสดงมืออาชีพ พวกเขาล้วนมีประสบการณ์ แต่ฉันไม่มี นอกจากนี้ฉากตกจากที่สูงฉากนั้นไม่ได้เกิดด้วยเจตนา เป็นเพียง ‘อุบัติเหตุ’ ที่รองผู้กำกับหวงบังเอิญเก็บภาพทันพอดี ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าภาพของฉันจะสามารถใช้ในภาพยนตร์ได้ไหม ดังนั้นเงินเหล่านั้นฉันยังไม่คู่ควรรับหรอก”
    ความพยายามของมู่เสวี่ยใครบ้างไม่ประจักษ์ชัด เด็กสาวผู้นี้ก้าวออกมาปกป้องเพื่อนตน อาสารับงานวิ่งอย่างยากลำบากกว่า 3 ชั่วโมง ฝึกซ้อมกระโดดน้ำกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนจะทะยานลงจากหน้าผากว่า 20 เมตร
    ถ้าหากเธอไม่คู่ควร แล้วใครจะคู่ควรเล่า อลิสคิด
    “นี่เป็นของขวัญแรกพบจากฉันกับพี่ ๆ สตันท์แมนรวบรวมให้เธอ เป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าได้เกรงใจ” พี่สาวยัดซองแดงอีกซองให้มู่เสวี่ย เป็นเงินที่รวบรวมมาจากการพนันอันคึกคะนองของเหล่าสตันท์แมนนั่นเอง ตบหลังมือเธอ “เสี่ยวมู่ ก่อนหน้านี้พี่สาวเองก็มีส่วนผิดที่โกรธเธอโดยไม่คิดฟังเธออธิบายเหตุผล ทำตัวไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่ ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าเธอเป็นเด็กดีที่มีความพยายาม เรามาดีกันดีไหม”
    นัยน์ตามู่เสวี่ยสั่นระริก ไม่ใช่แค่เพียงสำหรับเด็กสาวอายุสิบแปดทั่วไป เหตุการณ์อันหนักหน่วงในวันนี้ต่อให้เกิดขึ้นกับชายตัวโตเต็มวัยก็ถือว่าสาหัสสากรรจ์  คำพูดของอลิสมีความหมายสำหรับเธอมาก
    “ฉันไม่โกรธพี่หรอกค่ะ เป็นฉันเองที่ไม่คิดถึงใจพี่และทำให้พี่ไม่พอใจ เพราะงั้นฉันไม่เคยเก็บมาเป็นอารมณ์เลย” เธอว่า “ฉันฝากขอบคุณพวกพี่ ๆ สตันท์แมนด้วยนะคะ”
    “ได้ ไม่รู้ว่าหลังจากนี้เราจะมีโอกาสได้พบกันอีกไหม ถ้าเธออยากเข้าวงการบันเทิง เมือง T ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและไม่ห่างจากหมู่บ้านแห่งนี้มาก ไว้เธอมาเมื่อไหร่ก็ทักมาบอกฉัน ให้พี่สาวคนนี้เลี้ยงข้าวสักมื้อละกัน” อลิสยื่นกระดาษที่เขียนเบอร์โทรกับแอคเคาท์เวยป๋อ[1] ให้เด็กสาว “ไว้ติดต่อมานะ ลาก่อน เสี่ยวมู่”
    “อื้ม ลาก่อนค่ะ พี่สาว”
    มองส่งจนอลิสลาลับ ในใจมู่เสวี่ยยังครุ่นคิดไม่สร่าง
    ...วงการบันเทิงงั้นหรือ?



    สองวันสองคืนถัดมา 
    มู่เสวี่ยนอนซมเพราะพิษไข้ ในความฝันของเด็กสาว เธอฝันเห็นตนเองโลดแล่นผจญภัยในโลกแห่งวงการมายา แหวกว่ายทะเลสาบอันเย็นเฉียบ และปีนป่ายยอดผาสูงมิรู้หน่าย 





    เชิงอรรถ บทที่ 13
    [1] Weibo หรือ เวยป๋อ : เป็น Application โซเชียลมีเดียอันดับหนึ่งของชาวจีนที่มีฟังก์ชั่นเสมือนรวม facebook, Instagram และ Twitter มาไว้ด้วยกัน เป็นแอปที่คนจีนทุกคนมีติดมือถือไว้
     
    ความรู้เพิ่มเติมเรื่องค่าแรงของสตันท์แมน
    จากในเรื่อง อ้างอิงค่าแรงที่อ่านจากเว็บไซต์ http://thaiforworld.blogspot.com/2016/01/blog-post_21.html เป็นบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับประสบการณ์ในการเป็นสตันท์แมนในไทยและต่างประเทศ ในบทความ เมื่อพูดถึงเรื่องเงินค่าแรงของสัตนท์แมน คุณศรุต ขันวิไล (2016) กล่าวว่า “...เงินเดือน 2 หมื่น ไปออกกอง รับอีกต่างหากวันละ 1,500 บาท แล้วก็มีค่าตัวในฉากตกจากที่สูง สมมุติเราตกตึก 5 ชั้น ตีไปเลยชั้นละ 10,000 บาท วันนั้นเราได้ 51,500 บาท อันนี้บ้านเรานะ ถ้าเป็นเมืองนอกอย่างฮอลลีวูด ตกตึก 4- 5 ชั้น ได้เงินกว่าครึ่งล้านบาท ขับรถฉากคว่ำครั้งเดียว เห็นเขาบอกว่าอยู่ได้ทั้งชีวิต ได้เงินเป็นหลักล้าน”
    ดังนั้นในนิยาย เราจึงอ้างอิงค่าแรงจากบทความที่เราอ่านเจอ แล้วแปลงจากเงินไทยเป็นเงินจีน เพราะยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนถึงค่าแรงของสตันท์แมนในจีน และคิดว่าเรตค่าแรงของไทยกับจีน (Chinawood) คงค่อนข้างใกล้กัน (นั่นคือ ไม่คิดว่าจะเป็นเรตค่าแรงเดียวกันกับวงการ Hollywood แน่นอน) เลยได้แต่จินตนาการค่าเงินตามนี้ค่ะ อีกทั้งเรตค่าแรงจริง ๆ ก็ขึ้นอยู่กับค่าประสบการณ์ด้วย ดังนั้นตัวเลขมีความผันผวนสูงมาก 
    อิงจากบทความของเว็บ PressReader (2012) : สตันท์แมนชาวจีนออกมาให้สัมภาษณ์ว่า สตันท์ดับเบิ้ลได้ค่าแรงจะได้ค่าแรงประมาณ 400 หยวน / วัน [https://www.pressreader.com/china/china-daily-hong-kong/20120115/282256662367626]
    ส่วนในเว็บ SalaryExpert (2020) เปิดเผยตัวเลขค่าแรงรายปีของสตันท์แมนชาวจีนเฉลี่ยนอยู่ที่ 56,493 หยวน/ปี โดยนักแสดงที่มีประสบการณ์ 1 - 3 ปี ได้รายได้เฉลี่ยน 45,195 หยวนต่อปี ส่วนนักแสดงที่มีประสบการณ์มากกว่า 8 ปี มีรายได้เฉลี่ย 66,398 หยวนต่อปี และมีค่าแรงเฉลี่ยประมาณ 27 หยวน / ชั่วโมง  ซึ่งตัวเลขที่กล่าวมายังไม่รวมค่าโบนัสอีก 960 หยวนต่อปีแยกต่างหากด้วย [https://www.salaryexpert.com/salary/job/stuntman/china]
    error loaded
    พิมพ์คำอธิบายที่นี่ทั้งนี้ทั้งนั้น ค่าแรงในวงการ Hoolywood ต้องได้เยอะกว่านี้แน่ ๆ (เพราะเหตุนี้ Hollywood จึงนิยมมาจ้างสตันท์แมนแถบเอเชีย โดยเฉพาะสตันท์แมนจากในประเทศไทยค่ะ เพราะค่าแรงถูกกว่าเยอะเลย) หากใครมีข้อมูลอ้างอิงที่เป็นข้อเท็จจริงกว่านี้ชี้แจงกันได้นะคะ จะได้ปรับให้สมเหตุสมผลค่ะ

    ส่วนอันนี้เป็นค่าแรงตัวประกอบทั่วไป
    ที่เรตจะถูกกว่าสตันท์แมนมาก “โดยตัวประกอบทั่วไปจะได้รับค่าตอบแทนประมาณ 50 หยวน หรือ 250 บาทต่อวัน (8 ชม.) แต่หากได้เล่นบทที่จะต้องตายจะได้เพิ่มอีก 10 หยวน ส่วนบทบาทที่ได้รายได้สูงสุดเล่ากันว่าเป็นบทตัวประกอบสมัยราชวงศ์ชิงที่ต้องโกนผมและถักเปียทรงแมนจู ซึ่งจะได้ค่าตัวเพิ่มอีกประมาณ 40 หยวน ทั้งนี้ หากเป็นตัวประกอบที่มีบทบาทเพิ่มขึ้น ค่าตอบแทนจะอยู่ที่ 200 หยวนขึ้นไป" (อ้างอิงข้อมูลจากเว็บ >>> https://www.creativethailand.org/article/place/27789/th#Chinawood%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3)


    TalK: น้อนนนนนนนนน (TT[]TT)!!! เป็นบทที่หลังรีไรท์เสร็จก็คงความต้นเป็นฉบับไว้เกือบหมดเลย มีความอึดอัดและอัดอั้นเช่นเคยยยย ทำไมชั้นถึงเขียนนิยายแบบนี้ นี่ตั้งใจเขียนนิยายให้เป็นแนว 'คอมเมดี้ - โรแมนติก' จริง ๆ นะคะ 555555 ความอยุติธรรมนี้ ไม่รู้มู่มู่จะทวงคืนมาได้ไหม ต้องใช้วิธีไหน และต้องรอไปจนถึงเมื่อไหร่เธอจึงสามารถขึ้นไปทัดเทียมและอยู่ระดับเดียวกันกับลี่เซียนได้ สำหรับเรื่องนี้…ก็ขอยังไม่เฉลยแล้วกันนะคะ แต่หวังว่าคุณผู้คุณอ่านจะช่วยจดจำและคอยลุ้นเป็นกำลังใจให้มู่มู่ในอนาคตด้วยน้าา   หลังจากบทนี้ก็จะเร่งสปีดเพื่อเข้าสู่พาร์ทของโลกแห่งวงการบันเทิงสักทีล่ะค่ะ หลังจากปูเรื่องราวของมู่มู่มาซะนานนนนนนนนนเลย



    อรัณย์ ARUNNE

    นิยายแนะนำ